อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๑๔๕

๙. อุปาติสูตร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๔๕1 ข้อ (พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ)4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ๙. อุปาติสูตร

ข้อ ๑๔๕

๙ เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ เตน โข ปน สมเยน ภควา รตฺตนฺธการติมิสายํ อพฺโภกาเส นิสินฺโน โหติ เตลปฺปทีเปสุ ฌายมาเนสุ ฯ เตน โข ปน สมเยน สมฺพหุลา อธิปาตกา เตสุ เตลปฺปทีเปสุ อาปาตปริปาตํ อนยํ อาปชฺชนฺติ พฺยสนํ อาปชฺชนฺติ อนยพฺยสนํ อาปชฺชนฺติ ฯ อทฺทสา โข ภควา เต สมฺพหุเล อธิปาตเก เตสุ เตลปฺปทีเปสุ อาปาตปริปาตํ อนยํ อาปชฺชนฺเต พฺยสนํ อาปชฺชนฺเต อนยพฺยสนํ อาปชฺชนฺเต ฯ อถ โข ภควา เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ตายํ เวลายํ อิมํ อุทานํ อุทาเนสิ อุปาติธาวนฺติ น สารเมนฺติ นวํ นวํ พนฺธนํ พฺรูหยนฺติ ปตนฺติ ปชฺโชตมิวาธิปาตา ทิฏฺเฐ สุเต อิติเหเก นิวิฏฺฐาติ ฯ นวมํ ฯ

ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคประทับนั่งในที่แจ้งในความมืดตื้อในราตรี เมื่อประทีปน้ำมันลุกโพลงอยู่ ก็สมัยนั้นแล ตัวแมลงเป็นอันมากตกลงรอบๆ ที่ประทีปน้ำมันเหล่านั้น ย่อมถึงความทุกข์ ความพินาศ ความย่อยยับ ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคได้ทรงเห็นตัวแมลงเป็นอันมากเหล่านั้น ตกลงรอบๆ ที่ประทีปน้ำมันเหล่านั้นถึงความทุกข์ความพินาศ ความย่อยยับ ฯ ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า สมณพราหมณ์พวกหนึ่งย่อมแล่นเลยไป ไม่ถึงธรรมอันเป็น สาระ ย่อมพอกพูนเครื่องผูกใหม่ๆ ตั้งมั่นอยู่ในสิ่งที่ตน เห็นแล้วฟังแล้วอย่างนี้ เหมือนฝูงแมลงตกลงสู่ประทีปน้ำมัน ฉะนั้น ฯ จบสูตรที่ ๙

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน [๖. ชัจจันธวรรค] ๙. อุปาติธาวันติสูตร ๙. อุปาติธาวันติสูตร ว่าด้วยแมลงบินเข้าไฟ

ข้อ ๕๙

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิก-เศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี สมัยนั้น ในความมืดมิดแห่งราตรี พระผู้มีพระภาคประทับนั่งในที่แจ้ง มีประทีปน้ำมันลุกโพลงอยู่ ขณะนั้น แมลงจำนวนมากตกลงรอบๆ ที่ประทีปน้ำมันเหล่านั้นถึงความทุกข์ ความพินาศย่อยยับ พระผู้มีพระภาคได้ทอดพระเนตรเห็นแมลงจำนวนมากตกลงรอบๆ ที่ประทีปน้ำมันเหล่านั้นถึงความทุกข์ ความพินาศย่อยยับ ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า พุทธอุทาน สมณพราหมณ์พวกหนึ่งแล่นเลยไป ไม่บรรลุธรรมที่เป็นสาระ ชื่อว่าพอกพูนเครื่องพันธนาการ ใหม่ๆ ยิ่งขึ้น ยึดมั่นในสิ่งที่ตนได้เห็นแล้วและฟังแล้วอย่างนี้ จึงตกสู่หลุมถ่านเพลิง ตลอดไป เหมือนแมลงตกลงสู่ประทีปน้ำมันฉะนั้น อุปาติธาวันติสูตรที่ ๙ จบ @เชิงอรรถ : @ แล่นเลยไป หมายถึงยึดถือขันธ์ ๕ ว่าเที่ยง งาม เป็นสุข และเป็นอัตตา (ขุ.อุ.อ. ๕๙/๓๘๒)@ ธรรมที่เป็นสาระ หมายถึงศีล สมาธิ ปัญญา และวิมุตติ เป็นต้น (ขุ.อุ.อ. ๕๙/๓๘๒)@ เครื่องพันธนาการ หมายถึงตัณหาและทิฏฐิ (ขุ.อุ.อ. ๕๙/๓๘๒) @ หลุมถ่านเพลิง ในที่นี้หมายถึงภพ ๓ คือ กามภพ รูปภพ และอรูปภพ (ขุ.อุ.อ. ๕๙/๓๘๒)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๓๐๖}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาอุปาติสูตร

อุปาติสูตรที่ ๙ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

บทว่า รตฺตนฺธการติมิสายํ ได้แก่ ความมืดมิดโดยการมืดสนิทในราตรี. จริงอยู่ แม้ราตรีในคืนวันเพ็ญสว่างไสวด้วยแสงจันทร์ข้างขึ้น เป็นอันชื่อว่าเว้นจากความมืดมิด. แม้ความมืด ก็ไม่ควรจะกล่าวว่ามืดมิด ในเมื่อกลางวันปราศจากความหมองด้วยหมอกเป็นต้น. จริงอยู่ ความมืดมิด ท่านเรียกว่า ติมิสา. ก็ความมืดนี้คือ วันดับ กลางคืน ฝนตก และปกคลุมด้วยกลีบเมฆ. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า บทว่า รตฺตนฺธการติมิสายํ ได้แก่ ความมืดมิดด้วยความมืดสนิทในราตรี ดังนี้.

บทว่า อพฺโภกาเส ได้แก่ ในโอกาสที่ไม่ปกปิด ได้แก่ลานวิหาร.

บทว่า เตลปฺปทีเปสุ ฌายมาเนสุ ได้แก่ เมื่อประทีปโชติช่วงด้วยน้ำมัน.

ถามว่า ก็รัศมีด้านละวาของพระผู้มีพระภาคเจ้าตามปกติ แผ่ซ่านไปตลอดที่ประมาณวาหนึ่งข่มแสงจันทร์และแสงอาทิตย์ฉายแสงสว่างของพระพุทธเจ้าที่หนาทึบตั้งกำจัดความมืดมิด แม้รัศมีแห่งพระวรกายก็ฉายพุทธรังสีที่หนาทึบมีพรรณ ๖ ประการ มีสีเขียวและเหลืองเป็นต้น ตามปกติทีเดียว ทั้งทำที่มีประมาณ ๘๐ ศอก โดยรอบให้สว่างไสว

เมื่อเป็นเช่นนั้น ในโอกาสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่ง อันมีแสงสว่างเป็นอันเดียวกัน กับแสงสว่างของพระพุทธเจ้านั่นแล ไม่จำต้องมีกิจคือการตามประทีปมิใช่หรือ?

ตอบว่า ไม่มีก็จริง แม้ถึงอย่างนั้น อุบาสกผู้ต้องการบุญ ก็ต้องการตามประทีปน้ำมันทุกวันๆ เพื่อทำการบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า และภิกษุสงฆ์.

สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ในสามัญญผลสูตรว่า ประทีปเหล่านั้นย่อมโพลงอยู่ในโรงกลม ดังนี้.

แม้คำว่า รตฺตนฺธการติมิสายํ นี้ท่านกล่าวไว้ เพื่อระบุถึงความเป็นจริงของราตรีนั้นแต่หาได้กล่าวโดยโอกาสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งเป็นภาวะที่มืดมิดไม่. จริงอยู่ เพื่อจะทำการบูชาเท่านั้น แม้กาลนั้น พวกอุบาสกก็ตามประทีปไว้.

ก็ในวันนั้น อุบาสกชาวเมืองสาวัตถีจำนวนมากชำระร่างกายแต่เช้าตรู่ ไปยังวิหารสมาทานองค์อุโบสถนิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข เข้าไปสู่พระนครให้มหาทานเป็นไปแล้วส่งเสด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า และส่งภิกษุสงฆ์กลับแล้ว ไปยังเรือนของตนๆ บริโภคด้วยตนเองนุ่งห่มผ้าเรียบร้อย มีอุตราสงค์เฉวียงบ่า ต่างถือของหอมและดอกไม้เป็นต้นพากันไปยังวิหารบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า บางพวกเข้าไปหาภิกษุผู้ที่ตนชอบใจและนับถือบางพวกใส่ใจโดยแยบคายยับยั้งอยู่ตลอดวัน.

ครั้นเวลาเย็น อุบาสกเหล่านั้นก็ฟังธรรมในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อพระศาสดาประทับนั่งบนบวรพุทธอาสน์ที่บรรจงจัดไว้ในกลางแจ้งใกล้พระคันธกุฎีตั้งแต่มณฑปแห่งธรรมสภา และเมื่อภิกษุสงฆ์เข้าไปเฝ้านั่งใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วเพื่อจะชำระอุโบสถให้สะอาดและเพื่อจะพอกพูนโยนิโสมนสิการ จึงไม่กลับไปยังพระนครประสงค์จะอยู่ในพระวิหารเท่านั้น จึงเหลืออยู่.

ครั้งนั้น อุบาสกเหล่านั้นตามประทีปน้ำมันเป็นอันมาก เพื่อบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์แล้วเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมแล้วประคองอัญชลีแด่ภิกษุสงฆ์ นั่ง ณ ส่วนสุดภิกษุสงฆ์สังสนทนากันว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พวกเดียรถีย์เหล่านี้กล่าวยึดถือทิฏฐิต่างๆ และเมื่อกล่าวอย่างนั้นบางคราวกล่าวว่าเที่ยง บางคราวกล่าวว่าไม่เที่ยง ไม่ตั้งอยู่ในทิฏฐิอย่างใดอย่างหนึ่ง มีอุจเฉททิฏฐิเป็นต้นเป็นเสมือนคนบ้า ยกย่องทิฏฐิใหม่ๆ ว่า สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า เดียรถีย์เหล่านั้นผู้ยึดถืออย่างนั้น มีคติเป็นอย่างไร อภิสัมปรายภพของพวกเขาเป็นอย่างไร.

ก็สมัยนั้น แมลงเม่าเป็นอันมาก เมื่อตกลง ก็ตกลงที่ประทีปน้ำมันเหล่านั้น. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ก็สมัยนั้นแล แมลงเม่าเป็นอันมากตกลง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อธิปาตกา แปลว่า แมลงเม่าซึ่งท่านกล่าวว่า สลภา ดังนี้ก็มี. จริงอยู่ แมลงเม่าเหล่านั้น ท่านประสงค์เอาว่า อธิปาตกา เพราะตกลงสู่เปลวประทีป.

บทว่า อาปาตปริปาตํ แยกเป็น อาปาตํ ปริปาตํ อธิบายว่า ตกลงทั่วๆ ตกลงรอบๆ คือหมุนตกลงตรงหน้าแล แล้วตกลง. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ตกลงรอบๆ ในทางไปมา. อธิบายว่า ในทางที่มา เมื่อมีประทีปอยู่ในทางมาของตน ก็ตกลงๆ.

บทว่า อนยํ แปลว่า ความไม่เจริญ คือความทุกข์. บทว่า พฺยสนํ แปลว่า ความพินาศ.

จริงอยู่ ด้วยบทต้น ท่านแสดงถึงทุกข์ปางตาย ด้วยบทหลัง ท่านแสดงถึงความตายของแมลงเม่าเหล่านั้น. ในแมลงเม่าเหล่านั้น สัตว์บางพวกตายพร้อมกับการตกลง บางพวกก็ถึงทุกข์ปางตาย.

บทว่า เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ความว่า ทรงทราบถึงการที่แมลงเม่าทั้งหลายไม่รู้ประโยชน์ตน ถึงความวอดวายไร้ประโยชน์ด้วยความพยายามของตนนี้จึงทรงเปล่งอุทานนี้ อันแสดงถึงความวอดวายของทิฏฐิคติกบุคคล โดยการถือผิดเหมือนแมลงเม่าเหล่านั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปาติธาวนฺติ น สารเมนฺติ ความว่า ไม่ถึงธรรมอันเป็นสาระ ต่างโดย ศีล สมาธิ ปัญญา และวิมุตติ เป็นต้น คือไม่ถึงโดยการตรัสรู้สัจจะ ๔. แต่เมื่อธรรมอันเป็นสาระพร้อมทั้งอุบายนั้น ยังดำรงอยู่นั่นแหละ พวกเขาเป็นเสมือนเข้าถึงธรรมอันเป็นสาระนั้น เพราะหวังธรรมเป็นเครื่องหลุดพ้นย่อมแล่นไป คือเลยไปด้วยทิฏฐิวิปัลลาส. อธิบายว่า ยึดมั่นถือมั่นในอุปาทานขันธ์ ๕ ว่าเที่ยง งาม สุข มีตัวตน.

บทว่า นวํ นวํ พนฺธนํ พฺรูหยนฺติ ความว่า ก็เมื่อยึดถืออย่างนั้น ชื่อว่าย่อมพอกพูน คือขยายธรรมเป็นเครื่องผูกใหม่ๆ กล่าวคือตัณหาและทิฏฐิ.

บทว่า ปตนฺติ ปชฺโชตมิวาธิปาตา ทิฏฺเฐ สุเต อิติเหเก นิวิฏฺฐา ความว่าสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง เพราะถูกเครื่องผูกคือตัณหาและทิฏฐิผูกพันไว้อย่างนี้ จึงยึดถือในรูปารมณ์ที่ตนเห็นคือในรูปารมณ์ที่ตนเห็นด้วยจักขุวิญญาณของตน หรือด้วยทิฏฐิทัสสนะของตนนั่นแลและในสัททารมณ์ที่ตนได้ยินมา ด้วยเหตุเพียงได้ยินได้ฟังมาเท่านั้นว่า เพราะเหตุนั้นแล สิ่งนี้ย่อมเป็นอย่างนี้โดยแน่นอน ยึดถือโดยนัยมีอาทิว่า สิ่งทั้งปวงเที่ยงด้วยการยึดถือผิดๆ หรือเมื่อไม่รู้ธรรมเป็นเหตุสลัดออกที่เป็นประโยชน์โดยส่วนเดียวย่อมตกไปในหลุมถ่านเพลิงถ่ายเดียว กล่าวคือภพ ๓ ที่ไฟ ๑๑ กองมีราคะเป็นต้นลุกโชนแล้วเหมือนแมลงเม่าเหล่านี้ตกไปสู่เปลวเพลิงนี้ฉะนั้น.

อธิบายว่า เขาไม่อาจจะเงยศีรษะขึ้นได้ จากหลุมถ่านเพลิงนั้น.

จบอรรถกถาอุปาติสูตรที่ ๙ -----------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา