๑. พราหมณสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อิติวุตฺตเก จตุกฺกนิปาโต
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต อิติวุตตกะ จตุกกนิบาต ๑. พราหมณสูตร
๑ วุตฺตํ เหตํ ภควตา วุตฺตมรหตาติ เม สุตํ อหมสฺมิ ภิกฺขเว พฺราหฺมโณ ยาจโยโค สทา ปยตปาณี อนฺติมเทหธโร อนุตฺตโร ภิสโก สลฺลกตฺโต ตสฺส เม ตุเมฺห ปุตฺตา โอรสา มุขโต ชาตา ธมฺมชา ธมฺมนิมฺมิตา ธมฺมทายาทา โน อามิสทายาทา ฯ เทฺวมานิ ภิกฺขเว ทานานิ อามิสทานญฺจ ธมฺมทานญฺจ เอตทคฺคํ ภิกฺขเว อิเมสํ ทฺวินฺนํ ทานานํ ยทิทํ ธมฺมทานํ ฯ เทฺวเม ภิกฺขเว สํวิภาคา อามิสสํวิภาโค จ ธมฺมสํวิภาโค จ เอตทคฺคํ ภิกฺขเว อิเมสํ ทฺวินฺนํ สํวิภาคานํ ยทิทํ ธมฺมสํวิภาโค ฯ เทฺวเม ภิกฺขเว อนุคฺคหา อามิสานุคฺคโห จ ธมฺมานุคฺคโห จ เอตทคฺคํ ภิกฺขเว อิเมสํ ทฺวินฺนํ อนุคฺคหานํ ยทิทํ ธมฺมานุคฺคโห ฯ เทฺวเม ภิกฺขเว ยาคา อามิสยาโค จ ธมฺมยาโค จ เอตทคฺคํ ภิกฺขเว อิเมสํ ทฺวินฺนํ ยาคานํ ยทิทํ ธมฺมยาโคติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ อิติ วุจฺจติ โย ธมฺมยาคํ อยชี อมจฺฉรี ตถาคโต สพฺพสตฺตานุกมฺปี ตํ ตาทิสํ เทวมนุสฺสเสฏฺฐํ สตฺตา นมสฺสนฺติ ภวสฺส ปารคุนฺติ ฯ อยมฺปิ อตฺโถ วุตฺโต ภควตา อิติ เม สุตนฺติ ฯ ปฐมํ ฯ
จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว พระสูตรนี้พระผู้มี พระภาคผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย เราเป็นพราหมณ์ผู้ควรด้วยการขอ มีมืออันล้างแล้วทุกเมื่อ ทรงไว้ซึ่งร่างกายอันมีในที่สุด เป็นหมอผ่าตัดกิเลส เธอทั้งหลายเป็นบุตรผู้เนื่องในอกเรา เกิดแต่ปาก เกิดแต่ธรรม อันธรรมนิรมิตแล้ว เป็นทายาทแห่งธรรม ไม่เป็นทายาทแห่งอามิส ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทาน ๒ อย่างนี้ คือ อามิสทาน ๑ธรรมทาน ๑ บรรดาทาน ๒ อย่างนี้ ธรรมทานเป็นเลิศ ดูกรภิกษุทั้งหลายการแจกจ่าย ๒ อย่างนี้ คือ การแจกจ่ายอามิส ๑ การแจกจ่ายธรรม ๑ บรรดาการแจกจ่าย ๒ อย่างนี้ การแจกจ่ายธรรมเป็นเลิศ ดูกรภิกษุทั้งหลาย การอนุเคราะห์ ๒ อย่างนี้ คือ การอนุเคราะห์ด้วยอามิส ๑ การอนุเคราะห์ด้วยธรรม ๑ บรรดาการอนุเคราะห์ ๒ อย่างนี้ การอนุเคราะห์ด้วยธรรมเป็นเลิศดูกรภิกษุทั้งหลาย การบูชา ๒ อย่างนี้ คือ การบูชาด้วยอามิส ๑ การบูชาด้วยธรรม ๑ บรรดาการบูชา ๒ อย่างนี้ การบูชาด้วยธรรมเป็นเลิศ ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า สัตว์ทั้งหลายย่อมนอบน้อมพระตถาคตผู้ได้บูชาธรรม ผู้ไม่มี ความตระหนี่ ผู้มีปรกติอนุเคราะห์สัตว์ทุกหมู่เหล่า ผู้ ประเสริฐสุดในเทวดาและมนุษย์ ผู้ถึงฝั่งแห่งภพเช่นนั้น ฯ เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วฉะนี้แล ฯ จบสูตรที่ ๑
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๔. จตุกกนิบาต] ๑. พราหมณธัมมยาคสูตร ๔. จตุกกนิบาต ๑. พราหมณธัมมยาคสูตร ว่าด้วยการบูชายัญด้วยธรรมของผู้เป็นพราหมณ์
แท้จริง พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้ว พระสูตรนี้ พระอรหันต์ กล่าวไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ “ภิกษุทั้งหลาย เรานี้แลเป็นพราหมณ์ผู้ควรแก่การขอ ขวนขวายในธรรมทานตลอดเวลา ทรงไว้ซึ่งอัตภาพสุดท้าย เป็นศัลยแพทย์ ผ่าตัดกิเลสผู้เชี่ยวชาญเธอทั้งหลายเป็นบุตร ผู้เนื่องในอกของเรา คือ เกิดแต่ปาก เกิดแต่ธรรม ธรรมสร้างสรรค์ไว้ จงเป็นธรรมทายาทเถิด อย่าเป็นอามิสทายาทเลย ภิกษุทั้งหลาย ทาน ๒ อย่างนี้ คือ (๑) อามิสทาน (๒) ธรรมทาน บรรดาทาน ๒ อย่างนี้ ธรรมทานเป็นเลิศ การจำแนก ๒ อย่างนี้ คือ (๑) การจำแนกอามิส (๒) การจำแนกธรรม บรรดาการจำแนก ๒ อย่างนี้ การจำแนกธรรมเป็นเลิศ การอนุเคราะห์ ๒ อย่างนี้ คือ (๑) การอนุเคราะห์ด้วยอามิส (๒) การอนุเคราะห์ด้วยธรรม บรรดาการอนุเคราะห์ ๒ อย่างนี้ การอนุเคราะห์ด้วยธรรมเป็นเลิศ การบูชายัญ ๒ อย่างนี้ คือ (๑) การบูชายัญด้วยอามิส (๒) การบูชายัญด้วยธรรม บรรดาการบูชายัญ ๒ อย่างนี้ การบูชายัญด้วยธรรมเป็นเลิศ” พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความดังกล่าวมานี้แล้ว ในพระสูตรนั้น จึงตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๔๗๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๔. จตุกกนิบาต] ๒. สุลภสูตร สัตว์ทั้งหลายย่อมนอบน้อมตถาคต ผู้บูชาด้วยธรรม ไม่มีความตระหนี่ อนุเคราะห์สรรพสัตว์เสมอ เป็นผู้ประเสริฐที่สุดในหมู่เทวดาและมนุษย์ ผู้ถึงฝั่งแห่งภพ เช่นนั้น แม้เนื้อความนี้ พระผู้มีพระภาคก็ตรัสไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้แลพราหมณธัมมยาคสูตรที่ ๑ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาพราหมณสูตร
ในพราหมณสูตรที่ ๑ แห่งจตุกนิบาต มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อหํ เป็นบทแสดงถึงอัตตา (ตัวเรา) อธิบายว่า อัตตากล่าวคือสันดานอันเป็นของตน ที่เที่ยงแท้ไม่ใช่บุคคลอื่น เรียกว่า อหํ (ตัวเรา).
ก็พระศาสดาทรงปฏิญญาอยู่ว่า เรามี คือเมื่อทรงปฏิญญาความเป็นพราหมณ์โดยปรมัตถ์ ที่กำลังตรัสถึงว่า อหํ (เราตถาคต) ว่ามีอยู่ในพระองค์ จึงได้ตรัสว่า เราตถาคตมี และบทว่า เราตถาคตมี พระผู้มีพระภาคเจ้าก็มิได้ตรัสเหมือนอย่างที่ปุถุชนทั้งหลายผู้ยังละอนุสัย คือทิฏฐิและมานะไม่ได้แล้วพูดเบ่งด้วยอำนาจการยึดมั่นด้วยทิฏฐิมานะและความดูหมิ่นว่า เรามี เราเป็นพรหม เป็นมหาพรหม และว่าเราประเสริฐกว่า แต่ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงละทิฏฐานุสัยและมานานุสัยได้แล้วโดยประการทั้งปวง ไม่ทรงแล่นเลยสมัญญาทรงยังธรรมให้ประดิษฐานอยู่ในสันดานของเวไนยสัตว์โดยไม่ขัดขวางกับสมญาโลก ทรงปฏิญญาว่า คุณเช่นนั้นมีอยู่ในพระองค์อย่างครบถ้วน จึงตรัสว่า เราตถาคตมี.
บทว่า พฺราหฺมโณ มีความว่า ชื่อว่าพราหมณ์ เพราะลอยบาปแล้ว และเพราะพูดถึงพระพรหม ก็ในพระดำรัสนี้มีอธิบายดังนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราเป็นพราหมณ์โดยปรมัตถ์ เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถึงฝั่งแห่งการสมาทานวัตรมีทานและสัญญมะเป็นต้น ซึ่งบริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง ด้วยการประพฤติตปะไม่มีเหลือ ทรงอยู่จบพรหมจรรย์แล้วด้วยดีทีเดียวทรงถึงที่สุดแห่งเวททั้งหมด ทรงมีวิชชาและจรณะบริสุทธิ์ดีแล้ว ทรงล้างมลทิน คือบาปได้โดยประการทั้งปวง ตรัสถึง คือตรัสบอกพระพรหม กล่าวคืออริยมรรคอันยอดเยี่ยม และทรงประกาศศาสนพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์ดีแล้ว ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พระองค์ชื่อว่าเป็นพราหมณ์โดยปรมัตถ์ เพราะทรงลอยบาปได้แล้วโดยประการทั้งปวง และเพราะตรัสถึง คือตรัสบอกพระพรหม (แก่ผู้อื่น).
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงประกาศความเป็นพราหมณ์อันยอดเยี่ยมของพระองค์ ในโลกกับทั้งเทวโลกอย่างนี้แล้ว เพื่อจะทรงแสดงว่ากรรม ๖ มีทานเป็นต้นที่พราหมณ์บัญญัติไว้สำหรับพราหมณ์ ซึ่งบริสุทธิ์ดี มีอยู่ในพระองค์อย่างอุกฤษฏ์ จึงตรัสคำว่า ยาจโยโค เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยาจโยโค ได้แก่ ทรงประกอบด้วยภาวะที่ควรแก่ผู้ขอ. ชนเหล่าใดขอ เหตุนั้น ชนเหล่านั้นชื่อว่า ยาจะ.
ก็ในที่นี้ ผู้ขอเหล่านั้น พึงทราบว่าได้แก่เวไนยสัตว์.
อธิบายว่า ผู้ขอเหล่านั้นเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วทูลขอให้ทรงแสดงธรรมว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงแสดงธรรมเถิด ขอพระสุคตเจ้าจงทรงแสดงธรรมเถิด. ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงทำการริดรอนความปรารถนาของผู้ขอเหล่านั้น แสดงธรรมตามความพอใจ (ของผู้ขอ) ทรงประทานพระธรรมทาน เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าทรงมีความเหมาะสมแก่ผู้ขอ. พระองค์ไม่ทรงเหินห่างจากผู้ขอเหล่านั้นในกาลทุกเมื่อ คือตลอดเวลา.
อีกประการหนึ่ง บทว่า ยาจโยโค ได้แก่ เป็นผู้ควรแก่การขอ. อธิบายว่า พระองค์ชื่อว่า เป็นผู้ควรที่จะขอ เพราะทรงสนองความต้องการ (ของผู้ขอ) ได้.
ปาฐะว่า ยาชโยโค ดังนี้ก็มี ในบทว่า ยาชโยโค นั้นมีอธิบายว่า มหาทาน เรียกว่ายาชะ. อธิบายว่า การบูชา แต่ในที่นี้ พึงทราบว่า ได้แก่ธรรมทาน.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกอบในทาน เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่า ยาชโยคะ (เป็นผู้ประกอบในทาน).
บทว่า สทา แปลว่า ในกาลทุกเมื่อ. อธิบายว่า ทรงมีวัตรที่พึงอนุสรณ์ถึงและทรงมีพระสัทธรรมเป็นมหาทาน.
อีกประการหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกอบสัตว์ด้วยยาชะ (ทาน) เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ยาชโยคะ. อธิบายว่า ทรงประกอบสัตว์ทั้งหลายด้วยยาชะกล่าวคือทาน ๓ อย่าง ตามสมควร คือทรงประกอบสัตว์ไว้ในทานนั้น. อาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า ยาชโยโค สตตํ ดังนี้ก็มี.
บทว่า ปยตปาณิ ได้แก่ พระองค์ทรงมีพระหัตถ์บริสุทธิ์. อธิบายว่า บุคคลใดน้อมไปในทาน เมื่อจะให้อามิสทาน ย่อมเป็นผู้ล้างมือในกาลทุกเมื่อทีเดียว เพื่อให้ไทยธรรมโดยเคารพด้วยมือของตนบุคคลนั้น ท่านเรียกว่า ปยตปาณิ (ผู้ล้างมือแล้ว) แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงน้อมไปในธรรมทาน ทรงประกอบขวนขวายในธรรมทานตลอดกาลทุกเมื่อโดยเคารพเพราะเหตุดังว่ามานี้ ท่านจึงกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงล้างมือแล้ว. และบทว่า สทา พึงประกอบเข้ากับบทว่า ปยตปาณิ นี้ด้วย.
บทว่า สทา ปยตปาณิ ความว่า ก็พระศาสดาทรงยังการให้พระสัทธรรมให้เป็นไปแก่สัตวโลกผู้เป็นเวไนยสัตว์ในกาลทุกเมื่อ คือทุกเวลาโดยไม่ทรงแบ่งแยก ชื่อว่าทรงประกอบขวนขวายในธรรมทานนั้นอยู่.
อีกนัยหนึ่ง ภาวนาเรียกว่าโยคะ เหมือนดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ปัญญาย่อมเกิดจากโยคะ (การประกอบ) เพราะเหตุนั้น ในบทว่า ยาชโยโค จึงมีอธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกอบเนืองๆ ซึ่งยาชภาวนา คือบริจาคภาวนา.
____________________________
ขุ. ธ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๓๐
จริงอยู่ ในกาลก่อนแต่การตรัสรู้ พระผู้มีพระภาคเจ้าแม้เป็นพระโพธิสัตว์อันพระกรุณากระตุ้นแล้ว ทรงเพิ่มพูนทานโดยไม่มีส่วนเหลือ ทรงบำเพ็ญบารมีถึงขั้นอุกฤษฏ์ในทานนั้นแล้ว บรรลุพระอภิสัมโพธิญาณ แม้เป็นพระพุทธเจ้าแล้วก็ยังทรงเพิ่มพูนทาน ๓ อย่าง ทรงประทานพระธรรมทานโดยพิเศษ ทั้งยังทรงแนะนำผู้อื่นไว้ในธรรมทานนั้น.
จริงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นทรงประทานคุณทรัพย์ตามความประสงค์แก่ผู้ขอที่เป็นเวไนยสัตว์ ให้เป็นธรรมทาน ซึ่งแยกเป็นโลกิยทรัพย์และโลกุตรทรัพย์มีอาทิอย่างนี้คือ
บางคน ได้ทรงประทานสรณะ (๓) ให้
บางคน ได้ทรงประทานศีล ๕ ให้
บางคน ได้ทรงประทานศีล ๑๐ ให้
บางคน ได้ทรงประทานปาริสุทธิศีล ๔ ให้
บางคน ได้ทรงประทานธุตธรรมให้
บางคน ได้ทรงประทานฌาน ๔ ให้
บางคน ได้ทรงประทานสมาบัติ ๘ ให้
บางคน ได้ทรงประทานอภิญญา ๕ มรรค ๔ สามัญผล ๔ วิชชา ๓ ปฏิสัมภิทา ๔ ให้
และทรงแนะนำบุคคลอื่นว่า ท่านทั้งหลายจงให้ ชื่อว่าทรงเพิ่มพูนบริจาคภาวนา ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกอบเนืองๆ ซึ่งบริจาคภาวนา.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ปยตปาณิ ได้แก่ มีพระหัตถ์แบออกแล้ว.
อธิบายว่า ทรงประกอบขวนขวายในการให้พระสัทธรรม ไม่ทำกำมือแห่งอาจารย์ (ไม่หวง) เหมือนบุคคลผู้แบมือออกเพื่อจะให้อะไรๆ ที่อยู่ในมือ พร้อมทั้งพูดว่า เชิญมารับเอาเถิดฉะนั้น.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ปยตปาณิ ได้แก่ มีพระหัตถ์อาจหาญ.
อธิบายว่า ทรงกระทำความอาจหาญในการทรงประทานพระธรรม เหมือนบุคคลผู้มีมืออาจหาญเพื่อจะให้อามิสทานฉะนั้น.
บทว่า อนฺติมเทหธโร ความว่า (พระผู้มีพระภาคเจ้า) ทรงไว้ซึ่งอัตภาพครั้งสุดท้าย เพราะธรรมทั้งหลายที่ทำให้เป็นพราหมณ์บริบูรณ์ด้วยการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์.
อธิบายว่า สำหรับบุคคลผู้ยังมิได้อยู่จบพรหมจรรย์ ยังจะพึงมีคติที่มีสมัญญาว่าต่ำต้อยเป็นต้น เพราะละธรรมทั้งหลายที่ทำให้เป็นคนต่ำต้อยยังไม่ได้ คือยังจะพึงมีการนอนในครรภ์ต่อไป ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงว่า พระองค์ทรงเป็นพราหมณ์ผู้อยู่จบพรหมจรรย์แล้วอย่างแท้จริง.
บทว่า อนุตฺตโร ภิสโก สลฺลกตฺโต ความว่า (พระผู้มีพระภาคเจ้า) ชื่อว่าเป็นนายแพทย์ผู้ยอดเยี่ยม เพราะทรงเยียวยาโรคคือวัฏฏทุกข์ที่เยียวยาโดยยากได้ ชื่อว่าเป็นศัลยแพทย์ผู้ยอดเยี่ยม เพราะตัดคือถอนขึ้นได้โดยเด็ดขาดซึ่งลูกศรมีราคะเป็นต้นที่คนอื่นยังถอนไม่ขึ้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสการทำบุคคลเหล่าอื่นให้เป็นพราหมณ์ได้ โดยทรงประดิษฐานธรรมทั้งหลายที่ทำให้เป็นพราหมณ์ได้โดยตรงซึ่งประดิษฐานอยู่แล้วในพระองค์ไว้ในสันตติของบุคคลอื่น ด้วยคำว่า อนุตฺตโร ภิสโก สลฺลภตฺโต นี้.
บทว่า ตสฺส เม ตุมฺเห ปุตฺตา ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ขอเธอทั้งหลายจงเป็นบุตร คือจงเป็นผู้เกิดจากตนของเราตถาคตนั้น คือผู้เห็นปานนี้.
บทว่า โอรสา ได้แก่ ผู้ผูกพันอยู่ในอก เหมือนอย่างว่าโอรส คือบุตรผู้เกิดจากตนของสัตว์ทั้งหลาย ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งทรัพยสมบัติที่เป็นของบิดาเป็นพิเศษฉันใดแม้พระอริยบุคคลเหล่านี้ก็ฉันนั้น เกิดแล้วในอริยชาติ ในที่สุดแห่งการฟังธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงชื่อว่าเป็นโอรสเพราะเป็นผู้มีส่วนแห่งวิมุตติสุข และรัตนะคือพระอริยธรรมซึ่งเป็นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นอย่างแน่นอน.
อีกประการหนึ่ง พระอริยสาวกทั้งหลายที่กำลังก้าวลงและก้าวลงแล้วสู่อริยภูมิด้วยอานุภาพแห่งธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่าย่อมควรเป็นผู้ที่ใครๆ จะพึงกล่าวว่าเป็นบุตรผู้เกิดแต่อกโดยตรง เพราะท่านมีอภิชาติ (การเกิด) อันความพยายามให้เกิดแล้วที่พระอุระของพระศาสดา.
จริงอย่างนั้น พระอริยบุคคลเหล่านั้นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำไว้ในหทัย ด้วยการตรวจดูอาสยะ อนุสัย จริยาและอธิมุตติเป็นต้น และด้วยการทรงคิดถึงสิ่งที่เป็นโทษเนืองๆ ทรงกันออกจากสิ่งที่เป็นโทษแล้ว ให้ประดิษฐานอยู่ในสิ่งที่ไม่เป็นโทษ ทรงเลี้ยงดูให้เติบโตโดยการเลี้ยงดูร่างกายด้วยธรรมมีศีลเป็นต้น.
บทว่า มุขโต ชาตา ความว่า พระอริยบุคคลทั้งหลายชื่อว่าเกิดจากพระโอษฐ์ เพราะเกิดในอริยชาติด้วยพระธรรมเทศนาที่เกิดจากพระโอษฐ์.
อนึ่ง พระอริยบุคคลทั้งหลายเกิดแล้วโดยอริยมรรคชาติจากปากทางแห่งกุศลธรรมทั้งหมด คือปาฏิโมกข์ที่ไม่ทั่วไปกับธรรมอื่น หรือจากวิโมกขมุข กล่าวคือวิปัสสนาอันเป็นเหตุให้ถึงการออกไป (วุฏฐานคามินีวิปัสสนา) เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าเกิดจากพระโอษฐ์.
พระอริยบุคคลทั้งหลาย ชื่อว่าเกิดในธรรม เพราะว่าเกิดในศาสนธรรม หรือในธรรมคืออริยมรรคซึ่งประมวลไตรสิกขาไว้. พระอริยบุคคลทั้งหลาย ชื่อว่าอันธรรมเนรมิต เพราะหมายความว่า อันธรรมนั้นนั่นเองนิรมิตคือสร้างแล้วพระอริยบุคคลทั้งหลายเป็นทายาททางธรรมมีสติและธรรมวิจยะเป็นต้น ไม่ใช่เป็นทายาททางอามิสมีลาภและสักการะเป็นต้น.
อธิบายว่า เป็นธรรมทายาท ไม่ใช่เป็นอามิสทายาทเลย.
ธรรมในบทว่า ธมฺมทายาทา โน อามิสทายาทาเยว นั้นมี ๒ อย่าง คือ
นิปปริยายธรรม (ธรรมโดยตรง) ๑
ปริยายธรรม (ธรรมโดยอ้อม) ๑.
แม้อามิสก็มี ๒ อย่าง คือ
นิปปริยายอามิส (อามิสโดยตรง) ๑
ปริยายอามิส (อามิสโดยอ้อม) ๑.
มีอธิบายอย่างไร?
มีอธิบายว่า โลกุตรธรรม ๙ อย่างแยกประเภทเป็นมรรค (๔) ผล (๔) นิพพาน (๑) จัดเป็นนิปปริยายธรรมโดยแท้ หาจัดเป็นธรรมโดยปริยาย คือโดยเหตุหรือโดยเลศอะไรๆ ไม่.
ส่วนกุศลที่เข้าไปอาศัยวิวัฏฏะนี้ใด คือ
บุคคลบางคนในโลกนี้ เมื่อปรารถนาวิวัฏฏะ จึงให้ทาน สมาทานศีล ทำอุโบสถกรรม ทำการบูชาพระศาสดาด้วยของหอมและพวงมาลัยเป็นต้น ฟังธรรม แสดงธรรม ทำฌานสมาบัติให้บังเกิด เขาเมื่อทำอยู่อย่างนี้ย่อมได้นิปปริยายธรรม คืออมตนิพพานโดยลำดับ. กุศลนี้ ชื่อว่าปริยายธรรม.
อนึ่ง ปัจจัย ๔ มีจีวรเป็นต้น ชื่อว่านิปปริยายอามิสเหมือนกัน หาใช่เป็นอามิสโดยปริยาย คือโดยเหตุหรือโดยเลศอย่างอื่นไม่.
ส่วนกุศลที่เป็นเหตุให้ถึงวัฏฏะนี้ใด คือ
บุคคลบางคนในโลกนี้ เมื่อปรารถนาวัฏฏะ ต้องการภพที่พร้อมด้วยสมบัติจึงให้ทาน ฯลฯ ทำสมาบัติให้บังเกิด เขาเมื่อทำอยู่อย่างนี้ ก็ได้สมบัติของเทวดาและมนุษย์ตามลำดับ กุศลนี้ชื่อว่าปริยายอามิส.
บรรดาธรรม ๒ อย่างนั้น แม้นิปปริยายธรรมก็เป็นของพระผู้มีพระภาคเจ้าทีเดียว. อธิบายว่า เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบอกภิกษุทั้งหลายจึงได้บรรลุมรรค ผล นิพพาน.
สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ดังนี้ว่า
ดูก่อนพราหมณ์ ก็พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นทรงยังมรรคที่ยังไม่เกิดขึ้นให้เกิดขึ้น ทรงยังมรรคที่ยังเกิดไม่พร้อมให้เกิดพร้อม (ทรงสร้างมรรคา) ฯลฯ ส่วนสาวกทั้งหลายในบัดนี้ที่มาในภายหลัง เป็นผู้ดำเนินไปตามมรรคอยู่.
และว่า
ดูก่อนผู้มีอายุ ก็พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เมื่อรู้ (ก็ทรงบอกว่ารู้) เมื่อเห็น (ก็ทรงบอกว่า) เห็นทรงมีพระจักษุ ทรงมีพระญาณ ทรงมีธรรม ทรงเป็นพรหม ทรงบอก ทรงขยาย ทำให้ผู้ฟังน้อมไปสู่อรรถ ทรงประทานอมตะ ทรงเป็นเจ้าของธรรม ทรงเป็นพระตถาคต.
____________________________
ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๑๐๖
ม. มู. ๑๒/ข้อ ๒๔๗ ขุ. จูฬ. เล่ม ๓๐/ข้อ ๔๙๒
แม้ปริยายธรรมก็เป็นของพระผู้มีพระภาคเจ้าเหมือนกัน.
อธิบายว่า เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบอกนั่นเอง สาวกทั้งหลายจึงทราบว่า บุคคลผู้ปรารถนาวิวัฏฏะให้ทาน ฯลฯ ทำสมาบัติให้บังเกิด ย่อมได้อมตนิพพานโดยลำดับ.
แม้นิปปริยายอามิสก็เป็นของพระผู้มีพระภาคเจ้าเหมือนกัน.
อธิบายว่า เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาต ภิกษุทั้งหลายจึงได้จีวรอันประณีต เริ่มต้นตั้งแต่เรื่องของหมอชีวก.
สมด้วยพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราตถาคตอนุญาตคหบดีจีวร ภิกษุรูปใดปรารถนา ขอภิกษุรูปนั้นจงเป็นผู้ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตรเถิด. ภิกษุรูปใดปรารถนา ขอภิกษุรูปนั้นจงยินดีคหบดีจีวร.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เราตถาคตสรรเสริญความสันโดษด้วยปัจจัยตามมีตามได้.
เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตไว้แล้วเช่นนั้น ภิกษุทั้งหลายจึงได้บริโภคปัจจัยแม้นอกนี้ ดังพรรณนามาฉะนี้.
____________________________
วิ. มหา. เล่ม ๕/ข้อ ๑๓๕
แม้ปริยายอามิสก็เป็นของพระผู้มีพระภาคเจ้าเหมือนกัน.
อธิบายว่า เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบอกนั่นเอง สาวกทั้งหลายจึงทราบว่า บุคคลผู้ปรารถนาภพที่สมบูรณ์ด้วยสมบัติ ให้ทาน สมาทานศีล ฯลฯ ทำสมาบัติให้บังเกิดแล้ว ย่อมได้ปริยายอามิส คือ ทิพยสมบัติ (และ) มนุษยสมบัติ โดยลำดับ.
เพราะเหตุที่ ทั้งนิปปริยายธรรม ทั้งปริยายธรรม ทั้งนิปปริยายอามิส ทั้งปริยายอามิส เป็นของพระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งนั้น ฉะนั้น เมื่อจะทรงแสดงว่า พระองค์ทรงเป็นเจ้าของในธรรมนั้น และในธรรมและอามิสนั้น เมื่อจะทรงประกอบสาวกเหล่านั้นไว้ เฉพาะในธรรมและอามิสที่ประเสริฐกว่า ซึ่งนำประโยชน์สุขมาให้โดยส่วนเดียว จึงตรัสอย่างนี้ว่า ขอเธอทั้งหลายจงเป็นบุตร เป็นโอรสของเราตถาคตอย่างนั้นเถิด ฯลฯ อย่าเป็นอามิสทายาทเลย.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศความเป็นพราหมณ์โดยปรมัตถ์ของพระองค์ และความที่พระอริยสาวกทั้งหลายเป็นบุตรผู้เกิดแต่อกเป็นต้นของพระองค์ผู้มีการสมาทานวัตรอันบริบูรณ์ ผู้ทรงบำเพ็ญตบะ ทรงอยู่จบพรหมจรรย์แล้วโดยชอบทีเดียว ทรงสมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะอันบริสุทธิ์ดีแล้ว ทรงถึงฝั่งคือที่สุดแห่งเวทไม่มีส่วนเหลือทรงลอยบาปทั้งปวงได้แล้ว ทรงเป็นผู้ควรแก่การขอตลอดกาลเป็นนิตย์ ทรงถึงความเป็นทักขิไณยบุคคลผู้ยอดเยี่ยมในโลก กับทั้งเทวโลก ด้วยประการดังพรรณนามาฉะนี้.
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงพระองค์ว่า เป็นเหมือนราชสีห์ ในประโยคนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คำว่า สีหะ นั่นแลเป็นชื่อของพระตถาคตผู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า.
เป็นเหมือนบุรุษผู้ชี้ทาง ในประโยคนี้ว่า ดูก่อนติสสะ คำว่า บุรุษผู้ฉลาดในทาง นั่นแลเป็นชื่อของพระตถาคต.
เป็นเหมือนพระราชา ในประโยคนี้ว่า ดูก่อนเสละ เราตถาคตเป็นพระราชา.
เป็นเหมือนนายแพทย์ ในประโยคนี้ว่า ดูก่อน สุนักขัตตะ คำว่า นายแพทย์ผู้ทำการผ่าตัด นั่นแลเป็นชื่อของพระตถาคต.
เป็นเหมือนพราหมณ์ ในประโยคนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คำว่า พราหมณ์นั่นแลเป็นชื่อของพระตถาคต.
แม้ในที่นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสพระองค์ว่า เป็นเหมือนพราหมณ์.
____________________________
องฺ. ปญฺจก. เล่ม ๒๒/ข้อ ๙๙
สํ. ข. เล่ม ๑๗/ข้อ ๑๙๗
ม. ม. เล่ม ๑๓/ข้อ ๖๐๙
ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๗๗
องฺ. อฏฺฐก. เล่ม ๒๓/ข้อ ๑๙๒
พราหมณ์ทั้งหลายย่อมสำคัญพราหมณกิจของพราหมณ์ภายนอกจากศาสนานี้ ผู้ประกอบด้วยคุณมีทานเป็นต้นเหล่าใดว่าบริบูรณ์ เพื่อจะทรงประกาศว่า คุณมีทานเป็นต้นของพระองค์เลิศ และประเสริฐกว่าคุณเหล่านั้น บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงเริ่มคำว่า เทฺวมานิ ภิกฺขเว ทานามิ เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยาคา ได้แก่ มหายัญ.
อธิบายว่า มหาทาน ซึ่งท่านเรียกว่า ของบูชา ดังนี้บ้าง.
บรรดายัญ ๒ อย่างนั้น ยัญคืออามิส พึงทราบว่า เป็นเหมือนทานของเวลามพราหมณ์ทานของพระเวสสันดร และยัญของพระเจ้ามหาวิชิตราช.
ยัญคือธรรม พึงทราบว่า ได้แก่การที่ทรงแสดงมหาสมยสูตรมงคลสูตร จูฬราหุโลวาทสูตร สมจิตตสูตรเป็นต้น.
บทที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วในตอนต้นนั่นแล.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาดังต่อไปนี้
บทว่า อสชฺชิ แปลว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ให้แล้ว.
บทว่า อมจฺฉรี ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่าทรงปราศจากจากความตระหนี่ เพราะทรงละความตระหนี่ทั้งหมดได้แล้วอย่างเด็ดขาด ณ โคนโพธินั่นเอง.
บทว่า สพฺพสตฺตานุกมฺปี ความว่า (พระผู้มีพระภาคเจ้า) ทรงมีปกติอนุเคราะห์สรรพสัตว์ด้วยพระมหากรุณา เหมือนบิดาอนุเคราะห์บุตรสุดที่รัก ฉะนั้น.
สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ดังนี้ว่า
พระมหามุนีทรงมีพระทัยสม่ำเสมอ ในนายขมังธนู
ในพระเทวทัต ในโจรองคุลิมาล ในช้างธนบาล และ
ในพระราหุล.
____________________________
ขุ. อป. เล่ม ๓๒/ข้อ ๘
บทที่เหลือเข้าใจได้ง่ายอยู่แล้ว.
จบอรรถกถาพราหมณสูตรที่ ๑ -----------------------------------------------------