๒๖. พราหมณวรรค
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ธมฺมปทคาถาย ฉพฺพีสติโม พฺราหฺมณวคฺโค
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต คาถาธรรมบท พราหมณวรรคที่ ๒๖
|๓๖.๓๘๓| ๒๖ ฉินฺท โสตํ ปรกฺกมฺม กาเม ปนูท พฺราหฺมณ สงฺขารานํ ขยํ ญตฺวา อกตญฺญูสิ พฺราหฺมณ ฯ |๓๖.๓๘๔| ยทา ทฺวเยสุ ธมฺเมสุ ปารคู โหติ พฺราหฺมโณ อถสฺส สพฺเพ สํโยคา อตฺถํ คจฺฉนฺติ ชานโต ฯ |๓๖.๓๘๕| ยสฺส ปารํ อปารํ วา ปาราปารํ น วิชฺชติ วีตทฺทรํ วิสญฺญุตฺตํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๖.๓๘๖| ฌายึ วิรชมาสีนํ กตกิจฺจํ อนาสวํ อุตฺตมตฺถํ อนุปฺปตฺตํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๖.๓๘๗| ทิวา ตปติ อาทิจฺโจ รตฺติมาภาติ จนฺทิมา สนฺนทฺโธ ขตฺติโย ตปติ ฌายี ตปติ พฺราหฺมโณ อถ สพฺพมโหรตฺตึ พุทฺโธ ตปติ เตชสา ฯ |๓๖.๓๘๘| พาหิตปาโป หิ พฺราหฺมโณ สมจริยา สมโณติ วุจฺจติ ปพฺพาชยมตฺตโน มลํ ตสฺมา ปพฺพชิโตติ วุจฺจติ ฯ |๓๖.๓๘๙| น พฺราหฺมณสฺส ปหเรยฺย นาสฺส มุญฺเจถ พฺราหฺมโณ ธิ พฺราหฺมณสฺส หนฺตารํ ตโต ธิ ยสฺส มุญฺจติ ฯ |๓๖.๓๙๐| น พฺราหฺมณสฺเสตทกิญฺจิ เสยฺโย ยทานิเสโธ มนโส ปิเยหิ ยโต ยโต หึสมโน นิวตฺตติ ตโต ตโต สมฺมติเมว ทุกฺขํ ฯ |๓๖.๓๙๑| ยสฺส กาเยน วาจาย มนสา นตฺถิ ทุกฺกตํ สํวุตํ ตีหิ ฐาเนหิ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๖.๓๙๒| ยมฺหา ธมฺมํ วิชาเนยฺย สมฺมาสมฺพุทฺธเทสิตํ สกฺกจฺจํ นํ นมสฺเสยฺย อคฺคิหุตฺตํว พฺราหฺมโณ ฯ |๓๖.๓๙๓| น ชฏาหิ น โคตฺเตหิ น ชจฺจา โหติ พฺราหฺมโณ ยมฺหิ สจฺจญฺจ ธมฺโม จ โส สุจี โส จ พฺราหฺมโณ ฯ |๓๖.๓๙๔| กินฺเต ชฏาหิ ทุมฺเมธ กินฺเต อชินสาฏิยา อพฺภนฺตรนฺเต คหณํ พาหิรํ ปริมชฺชสิ ฯ |๓๖.๓๙๕| ปํสุกูลธรํ ชนฺตุํ กิสนฺธมนิสนฺถตํ เอกํ วนสฺมึ ฌายนฺตํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๖.๓๙๖| น จาหํ พฺราหฺมณํ พฺรูมิ โยนิชํ มตฺติสมฺภวํ โภวาที นาม โส โหติ ส เว โหติ สกิญฺจโน อกิญฺจนํ อนาทานํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๖.๓๙๗| สพฺพสํโยชนํ เฉตฺวา โย เว น ปริตสฺสติ สงฺคาติคํ วิสํยุตฺตํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๖.๓๙๘| เฉตฺวา นทฺธึ วรตฺตญฺจ สนฺทานํ สหนุกฺกมํ อุกฺขิตฺตปลิฆํ พุทฺธํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๖.๓๙๙| อกฺโกสํ วธพนฺธญฺจ อทุฏฺโฐ โย ติติกฺขติ ขนฺตีพลํ พลาณีกํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๖.๔๐๐| อกฺโกธนํ วตวนฺตํ สีลวนฺตํ อนุสฺสทํ ทนฺตํ อนฺติมสารีรํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๖.๔๐๑| วาริ โปกฺขรปตฺเตว อารคฺเคริว สาสโป โย น ลิมฺปติ กาเมสุ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๖.๔๐๒| โย ทุกฺขสฺส ปชานาติ อิเธว ขยมตฺตโน ปนฺนภารํ วิสญฺญุตฺตํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๖.๔๐๓| คมฺภีรปญฺญํ เมธาวึ มคฺคามคฺคสฺส โกวิทํ อุตฺตมตฺถํ อนุปฺปตฺตํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๖.๔๐๔| อสํสฏฺฐํ คหฏฺเฐหิ อนาคาเรหิ จูภยํ อโนกสารึ อปฺปิจฺฉํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๖.๔๐๕| นิธาย ทณฺฑํ ภูเตสุ ตเสสุ ถาวเรสุ จ โย น หนฺติ น ฆาเตติ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๖.๔๐๖| อวิรุทฺธํ วิรุทฺเธสุ อตฺตทณฺเฑสุ นิพฺพุตํ สาทาเนสุ อนาทานํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๖.๔๐๗| ยสฺส ราโค จ โทโส จ มาโน มกฺโข จ ปาติโต สาสโปริว อารคฺคา ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๖.๔๐๘| อกกฺกสํ วิญฺญาปนึ คิรํ สจฺจํ อุทีรเย ยาย นาภิสเช กญฺจิ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๖.๔๐๙| โยธ ทีฆํ วา รสฺสํ วา อณุํ ถูลํ สุภาสุภํ โลเก อทินฺนํ นาทิยติ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๖.๔๑๐| อาสา ยสฺส น วิชฺชนฺติ อสฺมึ โลเก ปรมฺหิ จ นิราสยํ วิสํยุตฺตํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๖.๔๑๑| ยสฺสาลยา น วิชฺชนฺติ อญฺญาย อกถงฺกถี อมโตคธํ อนุปฺปตฺตํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๖.๔๑๒| โยธ ปุญฺญญฺจ ปาปญฺจ อุโภ สงฺคํ อุปจฺจคา อโสกํ วิรชํ สุทฺธํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๖.๔๑๓| จนฺทํว วิมลํ สุทฺธํ วิปฺปสนฺนมนาวิลํ นนฺทิภวปริกฺขีณํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๖.๔๑๔| โย อิมํ ปลิปถํ ทุคฺคํ สํสารํ โมหมจฺจคา ติณฺโณ ปารคโต ฌายี อเนโช อกถงฺกถี อนุปาทาย นิพฺพุโต ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๖.๔๑๕| โยธ กาเม ปหนฺตฺวาน อนาคาโร ปริพฺพเช กามภวปริกฺขีณํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๖.๔๑๖| โยธ ตณฺหํ ปหนฺตฺวาน อนาคาโร ปริพฺพเช ตณฺหาภวปริกฺขีณํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๖.๔๑๗| หิตฺวา มานุสกํ โยคํ ทิพฺพํ โยคํ อุปจฺจคา สพฺพโยควิสํยุตฺตํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๖.๔๑๘| หิตฺวา รติญฺจ อรติญฺจ สีติภูตํ นิรูปธึ สพฺพโลกาภิภุํ วีรํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๖.๔๑๙| จุตึ โย เวทิ สตฺตานํ อุปปตฺติญฺจ สพฺพโส อสตฺตํ สุคตํ พุทฺธํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๖.๔๒๐| ยสฺส คตึ น ชานนฺติ เทวา คนฺธพฺพมานุสา ขีณาสวํ อรหนฺตํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๖.๔๒๑| ยสฺส ปุเร จ ปจฺฉา จ มชฺเฌ จ นตฺถิ กิญฺจนํ อกิญฺจนํ อนาทานํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๖.๔๒๒| อุสภํ ปวรํ วีรํ มเหสึ วิชิตาวินํ อเนชํ นฺหาตกํ พุทฺธํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๖.๔๒๓| ปุพฺเพนิวาสํ โย เวทิ สคฺคาปายญฺจ ปสฺสติ อโถ ชาติกฺขยํ ปตฺโต อภิญฺญา โวสิโต มุนิ สพฺพโวสิตโวสานํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ พฺราหฺมณวคฺโค ฉพฺพีสติโม ฯ ธมฺมปทคาถาย อุทฺทานํ
ดูกรพราหมณ์ ท่านจงพยายามตัดกระแสตัณหาเสีย จง บรรเทากามทั้งหลายเสีย ดูกรพราหมณ์ ท่านรู้ความสิ้น ไปแห่งสังขารทั้งหลายแล้ว จะเป็นผู้รู้นิพพานอันปัจจัย อะไรๆ ปรุงแต่งไม่ได้ เมื่อใด พราหมณ์เป็นผู้ถึงฝั่งใน ธรรมทั้ง ๒ ประการ เมื่อนั้น กิเลสเป็นเครื่องประกอบทั้ง ปวงของพราหมณ์นั้นผู้รู้แจ้ง ย่อมถึงความสาบสูญไป ฝั่งก็ดี ธรรมชาติมิใช่ฝั่งก็ดี ฝั่งและธรรมชาติมิใช่ฝั่ง ย่อมไม่มีแก่ผู้ ใด เรากล่าวผู้นั้นซึ่งมีความกระวนกระวายไปปราศแล้ว ผู้ไม่ ประกอบแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวบุคคลผู้เพ่งฌาน ปราศจากธุลี นั่งอยู่ผู้เดียว ทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ บรรลุประโยชน์อันสูงสุดนั้น ว่าเป็นพราหมณ์ พระอาทิตย์ ย่อมส่องแสงสว่างในกลางวัน พระจันทร์ย่อมส่องแสงสว่าง ในกลางคืน กษัตริย์ทรงผูกสอดเครื่องครบย่อมมีสง่า พราหมณ์ผู้เพ่งฌานย่อมรุ่งเรือง ส่วนพระพุทธเจ้าย่อมรุ่งเรือง ด้วยพระเดชตลอดวันและคืนทั้งสิ้น บุคคลผู้มีบาปอันลอย แล้วแล เรากล่าวว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวบุคคลว่า เป็นสมณะเพราะประพฤติสงบ บุคคลผู้ขับไล่มลทินของ ตน เรากล่าวว่าเป็นบรรพชิต เพราะการขับไล่นั้น พราหมณ์ ไม่พึงประหารพราหมณ์ พราหมณ์ไม่พึงปล่อยเวรแก่พราหมณ์ นั้น เราติเตียนบุคคลผู้ประหารพราหมณ์ เราติเตียนบุคคล ผู้ปล่อยเวรแก่พราหมณ์ กว่าบุคคลผู้ประหารนั้น การ เกียจกันใจจากสิ่งอันเป็นที่รักทั้งหลาย ของพราหมณ์ เป็น คุณประเสริฐหาน้อยไม่ ใจประกอบด้วยความเบียดเบียน ย่อมกลับจากวัตถุใดๆ ทุกข์ย่อมสงบได้หมดจากวัตถุนั้นๆ เรากล่าวบุคคลผู้ไม่มีกรรมชั่วทางกาย วาจา ใจ ผู้สำรวม แล้วจากฐานะทั้ง ๓ ว่าเป็นพราหมณ์ บุคคลพึงรู้แจ้งธรรม อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงแล้วจากบุคคลใด พึง นอบน้อมบุคคลนั้นโดยเคารพ เหมือนพราหมณ์นอบน้อม การบูชาไฟ ฉะนั้น บุคคลชื่อว่าเป็นพราหมณ์ เพราะการ เกล้าชฎา เพราะโคตร เพราะชาติหามิได้ สัจจะและธรรมะ มีอยู่ในผู้ใด ผู้นั้นเป็นผู้สะอาดอยู่ ผู้นั้นเป็นพราหมณ์ ด้วย ดูกรท่านผู้มีปัญญาทราม จะมีประโยชน์อะไรด้วย การเกล้าชฎาแก่ท่าน จะมีประโยชน์อะไร ด้วยผ้าสาฎก ที่ทำด้วยหนังชะมดแก่ท่าน ภายในของท่านรกชัฏ ท่าน ย่อมขัดสีแต่อวัยวะภายนอก เรากล่าวบุคคลผู้ทรงผ้าบังสุกุล ซูบผอม สะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น ผู้เดียวเพ่ง (ฌาน) อยู่ในป่านั้น ว่าเป็นพราหมณ์ ก็เราไม่กล่าวผู้ที่เกิดแต่ กำเนิด ผู้มีมารดาเป็นแดนเกิด ว่าเป็นพราหมณ์ ผู้นั้น เป็นผู้ชื่อว่าโภวาที (ผู้กล่าวว่าท่านผู้เจริญ) ผู้นั้นแลเป็นผู้มี กิเลสเครื่องกังวล เรากล่าวบุคคลผู้ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล ผู้ไม่ถือมั่นนั้น ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้ที่ตัดสังโยชน์ ทั้งหมดได้ ไม่สะดุ้ง ผู้ล่วงกิเลสเป็นเครื่องข้อง ไม่ ประกอบแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวบุคคลผู้ตัด ความโกรธดุจชะเนาะ ตัดตัณหาดุจหนังหัวเกวียน และ ตัดทิฐิดุจเงื่อนพร้อมทั้งอนุสัยดุจสายเสียได้ ผู้มีอวิชชาดุจ ลิ่มสลักอันถอนแล้ว ตรัสรู้แล้ว ว่าเป็นพราหมณ์ เรา กล่าวผู้ไม่ประทุษร้าย อดกลั้นได้ซึ่งการด่า การทุบตีและ การจองจำ ผู้มีกำลัง คือ ขันติ ผู้มีหมู่พลเมืองคือขันติ ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวบุคคลผู้ไม่โกรธ มีวัตร มีศีล ไม่มีกิเลสเครื่องฟูขึ้น ฝึกตนแล้ว มีร่างกายตั้งอยู่ในที่ สุดนั้น ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้ที่ไม่ติดในกามทั้งหลาย ดุจน้ำไม่ติดอยู่ในใบบัว ดังเมล็ดพันธุ์ผักกาดไม่ติดอยู่บน ปลายเหล็กแหลมนั้น ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้ที่รู้ แจ้งความสิ้นทุกข์ของตนในธรรมวินัยนี้ มีภาระอันปลงแล้ว พรากแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวบุคคลผู้มีปัญญา ลึกซึ้ง เป็นนักปราชญ์ ผู้ฉลาดในมรรคและมิใช่มรรค ผู้ บรรลุประโยชน์อันสูงสุดนั้น ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับคน ๒ พวก คือ คฤหัสถ์และบรรพชิต ผู้ไม่มีความอาลัยเที่ยวไป ผู้มีความปรารถนาน้อยนั้น ว่าเป็น พราหมณ์ เรากล่าวผู้ที่วางอาชญาในสัตว์ทั้งหลาย ผู้ที่สะดุ้ง และมั่นคง ไม่ฆ่าเอง ไม่ใช้ผู้อื่นให้ฆ่า ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวบุคคลผู้ไม่ผิดในผู้ผิด ผู้ดับเสียในผู้ที่มีอาชญาใน ตน ผู้ไม่ยึดถือในขันธ์ที่ยังมีความยึดถือนั้น ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้ที่ทำราคะ โทสะ มานะ และมักขะให้ตกไป ดุจเมล็ดพันธุ์ผักกาดที่เขาให้ตกไปจากปลายเหล็กแหลม นั้น ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวบุคคลผู้เปล่งวาจาไม่หยาบ คาย อันเป็นเหตุให้ผู้อื่นรู้แจ่มแจ้งกันได้ เป็นคำจริง ผู้ไม่ ทำใครๆ ให้ขัดใจกันนั้น ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าว ผู้ที่ไม่ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ให้ในโลกนี้ ยาวก็ตาม สั้น ก็ตาม น้อยก็ตาม มากก็ตาม งามก็ตาม ไม่งามก็ตาม ว่า เป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้ไม่มีความหวังในโลกนี้และในโลก หน้า ไม่มีตัณหา ไม่ประกอบด้วยกิเลส ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้ที่ไม่มีความอาลัย ไม่เคลือบแคลงสงสัยเพราะรู้ ทั่ว หยั่งลงสู่อมตะ บรรลุโดยลำดับ ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้ละทิ้งบุญและบาปทั้งสอง ล่วงกิเลสเครื่องขัดข้อง ในโลกนี้ ผู้ไม่มีความโศก ปราศจากธุลี บริสุทธิ์ ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้ที่มีความเพลิดเพลินในภพสิ้น แล้ว ผู้บริสุทธิ์ มีจิตผ่องใส ไม่ขุ่นมัว เหมือนพระจันทร์ ปราศจากมลทินนั้น ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้ล่วงทาง ลื่น ทางที่ไปได้ยาก สงสาร และโมหะนี้เสียได้ เป็น ผู้ข้ามแล้ว ถึงฝั่ง เพ่ง (ฌาน) ไม่หวั่นไหว ไม่มีความ เคลือบแคลงสงสัย ดับแล้วเพราะไม่ถือมั่น ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้ละกามทั้งหลายในโลกนี้ เป็นผู้ไม่มีเรือน งดเว้น เสียได้ มีกามและภพหมดสิ้นแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้ละตัณหาในโลกนี้ได้แล้ว ภพหมดสิ้นแล้ว ว่าเป็น พราหมณ์ เรากล่าวผู้ละโยคะของมนุษย์ ล่วงโยคะอันเป็น ทิพย์ พรากแล้วจากโยคะทั้งปวง ว่าเป็นพราหมณ์ เรา กล่าวผู้ละความยินดี และความไม่ยินดีได้ เป็นผู้เย็น ไม่มีกิเลสเป็นเหตุเข้าไปทรงไว้ ครอบงำเสียซึ่งโลกทั้งปวง ผู้แกล้วกล้า ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้รู้จุติและอุบัติ ของสัตว์ทั้งหลาย โดยประการทั้งปวง ผู้ไม่ข้องอยู่ ไปดี ตรัสรู้แล้ว ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้ที่เทวดา คน ธรรพ์และมนุษย์รู้คติของเขาไม่ได้ มีอาสวะสิ้นแล้ว เป็น พระอรหันต์ ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้ที่ไม่มีกิเลส เครื่องกังวลในขันธ์ที่เป็นอดีต ในขันธ์ที่เป็นอนาคต และ ในขันธ์ที่เป็นปัจจุบัน ไม่มีความกังวล ไม่มีความยึดถือ ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้องอาจ ประเสริฐ แกล้ว กล้า แสวงหาคุณอันใหญ่ ชนะเสร็จแล้ว ไม่หวั่น ไหว ล้างกิเลส ตรัสรู้แล้ว ว่าเป็นพราหมณ์ เรา กล่าวผู้ที่รู้ปุพเพนิวาส เห็นสวรรค์และอบาย และได้ถึง ความสิ้นไปแห่งชาติ อยู่จบพรหมจรรย์เพราะรู้ยิ่ง เป็นมุนี อยู่จบพรหมจรรย์ทั้งปวงแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์ ฯ จบพราหมณวรรคที่ ๒๖ -----------------------------------------------------รวมวรรคที่มีในคาถาธรรมบท คือ
๒๗ ยมกํ อปฺปมทํ จิตฺตํ ปุปฺผํ พาเลน ปณฺฑิตํ อรหนฺตํ สหสฺเสน ปาปํ ทณฺเฑน เต ทส ฯ ชรา อตฺตา จ โลโก จ พุทฺธํ สุขํ ปิเยน จ โกธํ มลญฺจ ธมฺมฏฺฐํ มคฺควคฺเคน วีสติ ฯ ปกิณฺณํ นิรยํ นาโค ตณฺหํ ภิกฺขุ จ พฺราหฺมโณ เอเต ฉพฺพีสตี วคฺคา เทสิตาทิจฺจพนฺธุนา ฯ ยมเก วีสตี คาถา อปฺปมาทมฺหิ ทฺวาทส เอกาทสา จิตฺตวคฺเค ปุปฺผวคฺคมฺหิ โสฬส พาเล สตฺตรสา คาถา ปณฺฑิตมฺหิ จตุทฺทส อรหนฺเต ทสา คาถา สหสฺเส โหนฺติ โสฬส เตรสา ปาปวคฺคมฺหิ ทณฺฑมฺหิ ทส สตฺต จ เอกาทสา ชราวคฺเค อตฺตวคฺคมฺหิ ทฺวาทส ทฺวาทสา โลกวคฺคมฺหิ พุทฺธวคฺคมฺหิ โสฬส สุเข จ ปิยวคฺเค จ คาถาโย โหนฺติ ทฺวาทส จุทฺทสา โกธวคฺคมฺหิ มลวคฺเคกวีสติ สตฺตรสา จ ธมฺมฏฺเฐ มคฺควคฺคมฺหิ โสฬส ปกิณฺเณ โสฬส คาถา นิรเย นาเค จุทฺทส ทฺวาวีส ตณฺหาวคฺคมฺหิ เตวีสา ภิกฺขุวคฺคกา จตฺตาฬีส จ คาถาโย พฺราหฺมเณ วคฺคมุตฺตเม คาถาสตานิ จตฺตาริ เตวีสา จ ปุนาปเร ธมฺมปเท นิปาตมฺหิ เทสิตาทิจฺจพนฺธุนา ฯ ธมฺมปทํ นิฏฺฐิตํ ฯ
ยมกวรรค อัปปมาทวรรค จิตตวรรค ปุปผวรรค พาลวรรคปัณฑิตวรรค อรหันตวรรค สหัสสวรรค ปาปวรรค ทัณฑวรรค ชราวรรคอัตตวรรค โลกวรรค พุทธวรรค สุขวรรค ปิยวรรค โกธวรรค มลวรรคธัมมัฏฐวรรค มรรควรรค รวมเป็น ๒๐ วรรค ปกิณณกวรรค นิรยวรรค นาควรรคตัณหาวรรค ภิกขุวรรค พราหมณวรรค รวมทั้งหมดนี้เป็น ๒๖ วรรค อันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ทรงแสดงแล้ว ในยมกวรรคมี ๒๐ คาถาในอัปปมาทวรรคมี ๑๒ คาถา ในจิตตวรรคมี ๑๑ คาถา ในปุปผวรรคมี ๑๖ คาถาในพาลวรรคมี ๑๗ คาถา ในปัณฑิตวรรคมี ๑๔ คาถา ในอรหันตวรรคมี ๑๐ คาถาในสหัสสวรรคมี ๑๖ คาถา ในปาปวรรคมี ๑๓ คาถา ในทัณฑวรรคมี ๑๗ คาถาในชราวรรคมี ๑๑ คาถา ในอัตตวรรคมี ๑๒ คาถา ในโลกวรรคมี ๑๒ คาถาในพุทธวรรคมี ๑๖ คาถา ในสุขวรรคและปิยวรรคมีวรรคละ ๑๒ คาถา ในโกธ-*วรรคมี ๑๔ คาถา ในมลวรรคมี ๒๑ คาถา ในธัมมัฏฐวรรคมี ๑๗ คาถา ในมรรควรรคมี ๑๖ คาถา ในปกิณณกวรรคมี ๑๖ คาถา ในนิรยวรรคและนาควรรคมีวรรคละ ๑๔ คาถา ในตัณหาวรรคมี ๒๒ คาถา ในภิกขุวรรคมี ๒๓ คาถาในพราหมณวรรคอันเป็นวรรคที่สุดมี ๔๐ คาถา คาถา ๔๒๓ คาถา อันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ ทรงแสดงไว้ในนิบาตในธรรมบท ฯ จบธรรมบท -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๒๖. พราหมณวรรค หมวดว่าด้วยพราหมณ์ ๑. ปสาทพหุลพราหมณวัตถุ เรื่องพราหมณ์ผู้เลื่อมใสมาก (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)
พราหมณ์ เธอจงพยายามตัดกระแส ให้ขาด จงบรรเทากามทั้งหลายให้ได้ เธอรู้ความสิ้นไปแห่งสังขารทั้งหลายแล้ว ก็จะรู้แจ้งสภาวะที่ปัจจัยอะไรปรุงแต่งไม่ได้ @เชิงอรรถ : @ หมายถึงให้โลกคือขันธ์ ๕ สว่างไสวด้วยอรหัตตมรรคญาณ (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๐๐)@ ขุ.เถร. (แปล) ๒๖/๘๗๓/๔๘๔ @ พราหมณ์ ตามหลักพุทธศาสนาในวรรคนี้หมายถึงพระขีณาสพทั้งหลาย แต่มีบ้างที่ตรัสหมายเอา@พราหมณ์โดยชาติกำเนิด เช่น ในธรรมบทข้อ ๓๙๒ หน้า ๑๕๖ (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๐๒)@ กระแส หมายถึงตัณหา (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๐๒) @ สภาวะที่ปัจจัยอะไรปรุงแต่งไม่ได้ หมายถึงนิพพาน (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๐๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๕๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๒๖. พราหมณวรรค ๓. มารวัตถุ๒. สัมพหุลภิกขุวัตถุ เรื่องภิกษุหลายรูป (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุ ๓๐ รูป ดังนี้)
เมื่อใด พราหมณ์เป็นผู้ถึงฝั่งในธรรมทั้งสอง เมื่อนั้น สังโยคะ ทั้งหมดของเขาผู้รู้อยู่ ย่อมถึงความตั้งอยู่ไม่ได้ ๓. มารวัตถุ เรื่องมาร (พระผู้มีพระภาคเมื่อตรัสพระคาถานี้แก่มารผู้ถามเรื่องฝั่ง ดังนี้)
ผู้ใดไม่มีฝั่งนี้ ไม่มีฝั่งโน้น หรือไม่มีทั้งฝั่งนี้และฝั่งโน้น เราเรียกผู้นั้นซึ่งปราศจากความกระวนกระวาย ปลอดจากกิเลสแล้วว่า พราหมณ์ @เชิงอรรถ : @ ธรรมทั้งสอง หมายถึงสมถะ และวิปัสสนา (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๐๓) @ สังโยคะ หมายถึงโยคะ(สภาวะอันประกอบสัตว์ไว้ในภพ) มี ๔ คือ กาม ภพ ทิฏฐิ และอวิชชา@(ขุ.ธ.อ. ๘/๑๐๓) และดูความหมายของคำว่า “โยคะ” ใน ขุ.ธ.อ. ๒/๖๕, ขุ.ธ.อ. ๘/๑๒๑ ประกอบ@ ไม่มีฝั่งนี้ หมายถึงไม่มีความยึดถืออายตนะภายใน ๖ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ) ว่า “เรา” หรือ@“ของเรา” (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๐๔) @ ไม่มีฝั่งโน้น หมายถึงไม่มีความยึดถืออายตนะภายนอก ๖ (รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และ@ธรรมารมณ์) ว่า “เรา” หรือ “ของเรา” (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๐๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๕๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๒๖. พราหมณวรรค ๕. อานันทเถรวัตถุ๔. อัญญตรพราหมณวัตถุ เรื่องพราหมณ์คนใดคนหนึ่ง (พระผู้มีพระภาคเมื่อตรัสพระคาถานี้แก่พราหมณ์ผู้ถามเรื่องพราหมณ์ ดังนี้)
ผู้เพ่งพินิจ ปราศจากธุลี อยู่ตามลำพัง ทำกิจเสร็จแล้ว หมดอาสวะ บรรลุประโยชน์สูงสุด เราเรียกว่า พราหมณ์ ๕. อานันทเถรวัตถุ เรื่องพระอานนทเถระ (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่พระอานนทเถระ ดังนี้)
ดวงอาทิตย์ส่องสว่างเฉพาะกลางวัน ดวงจันทร์ส่องสว่างเฉพาะกลางคืน กษัตริย์ทรงเครื่องรบแล้ว จึงสง่างาม พราหมณ์เพ่งพินิจ จึงสง่างาม แต่พระพุทธเจ้าทรงสง่างามด้วยพระเดช ตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน @เชิงอรรถ : @ ประโยชน์สูงสุด หมายถึงอรหัตตผล (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๐๕) @ พระเดช ในที่นี้หมายถึงเดช ๕ อย่าง คือ เดชแห่งศีล เดชแห่งคุณ เดชแห่งปัญญา เดชแห่งบุญ และ@เดชแห่งธรรม (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๐๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๕๔}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๒๖. พราหมณวรรค ๗. สารีปุตตเถรวัตถุ๖. อัญญตรปัพพชิตวัตถุ เรื่องบรรพชิตรูปใดรูปหนึ่ง (นักบวชนอกพระพุทธศาสนา ท่านหนึ่ง ถามพระผู้มีพระภาค เรื่องบรรพชิตพระองค์จึงตรัสพระคาถา ดังนี้)
ผู้ที่ลอยบาปได้ เราเรียกว่า พราหมณ์ เพราะประพฤติสงบ เราเรียกว่า สมณะ ฉะนั้น ผู้ที่กำจัดมลทิน ของตนให้หมดไปได้ เราจึงเรียกว่า บรรพชิต ๗. สารีปุตตเถรวัตถุ เรื่องพระสารีบุตรเถระ (พระผู้มีพระภาคทรงปรารภพระสารีบุตรซึ่งถูกพราหมณ์ทำร้ายจึงตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)
พราหมณ์ไม่พึงทำร้ายพราหมณ์ ไม่พึงจองเวรพราหมณ์ผู้ทำร้ายนั้น น่าตำหนิพราหมณ์ผู้ทำร้ายพราหมณ์ พราหมณ์ที่จองเวรตอบนั้น น่าตำหนิยิ่งกว่า
ข้อที่พราหมณ์ห้ามใจจากอารมณ์อันเป็นที่รัก ทั้งหลายได้ เป็นความประเสริฐไม่น้อยเลย ใจที่มีความเบียดเบียน กลับจากวัตถุใดๆ ความทุกข์ก็ย่อมสงบระงับจากวัตถุนั้นๆ @เชิงอรรถ : @ ประพฤติสงบ หมายถึงประพฤติปฏิบัติให้อกุศลธรรมทั้งหมดสงบ (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๐๘)@ มลทิน หมายถึงกิเลสมีราคะ เป็นต้น (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๐๘) @ อารมณ์อันเป็นที่รัก หมายถึงการเกิดขึ้นแห่งความโกรธของผู้มักโกรธ (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๑๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๕๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๒๖. พราหมณวรรค ๑๐. ชฏิลพราหมณวัตถุ๘. มหาปชาปตีโคตมีวัตถุ เรื่องพระนางมหาปชาบดีโคตมี (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุณีทั้งหลาย ดังนี้)
ผู้ไม่มีกรรมชั่ว ทางกาย วาจา และใจ สำรวมระวังได้ครบทั้ง ๓ ทวาร เราเรียกว่า พราหมณ์ ๙. สารีปุตตเถรวัตถุ เรื่องพระสารีบุตรเถระ (พระผู้มีพระภาคทรงปรารภพระสารีบุตร นอบน้อมทิศที่พระอัสสชิเถระอยู่จึงตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)
บุคคลรู้แจ้งธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว จากอาจารย์ใด ควรนอบน้อมอาจารย์นั้นโดยเคารพ เหมือนพราหมณ์ นอบน้อมไฟที่บูชา ฉะนั้น ๑๐. ชฏิลพราหมณวัตถุ เรื่องพราหมณ์ชฎิล (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่พราหมณ์ชฎิลผู้ถามเรื่องพราหมณ์ ดังนี้)
คนเป็นพราหมณ์ ไม่ใช่เพราะเกล้าชฎา ไม่ใช่เพราะโคตร ไม่ใช่เพราะชาติกำเนิด แต่สัจจะ และธรรม มีอยู่ในผู้ใด ผู้นั้น เป็นผู้สะอาด และผู้นั้น เป็นพราหมณ์ @เชิงอรรถ : @ กรรมชั่ว หมายถึงกรรมที่มีโทษ มีทุกข์เป็นกำไร นำสัตว์ให้ตกไปในอบาย (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๑๓)@ พราหมณ์ ในที่นี้หมายถึงพราหมณ์โดยชาติกำเนิด (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๑๔) @ สัจจะ หมายถึงสัจญาณอันหยั่งรู้สัจจะ ๔ โดยอาการ ๑๖ (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๑๕)@ ธรรม หมายถึงโลกุตตรธรรม ๙ (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๑๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๕๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๒๖. พราหมณวรรค ๑๒. กิสาโคตมีวัตถุ๑๑. กุหกพราหมณวัตถุ เรื่องพราหมณ์โกหก (พระผู้มีพระภาคทรงปรารภพราหมณ์โกหกมีวัตรดังค้างคาว ตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)
เจ้าคนมีปัญญาทราม การเกล้าชฎา การครองหนังเสือ จะมีประโยชน์อะไรสำหรับเจ้า ภายนอกของเจ้าเปล่งปลั่งเกลี้ยงเกลา แต่ภายในของเจ้ารกรุงรัง ๑๒. กิสาโคตมีวัตถุ เรื่องนางกิสาโคตมี (พระผู้มีพระภาคทรงปรารภนางกิสาโคตมีจึงตรัสพระคาถานี้แก่ท้าวสักกะจอมเทพ ดังนี้)
ผู้นุ่งห่มผ้าบังสุกุล ซูบผอม มีเส้นเอ็นปรากฏทั่วร่าง เพ่งพินิจอยู่ในป่าผู้เดียว เราเรียกว่า พราหมณ์ @เชิงอรรถ : @ รกรุงรัง หมายถึงรกรุงรังด้วยกิเลสมีราคะเป็นต้น (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๑/๑๑๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๕๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๒๖. พราหมณวรรค ๑๔. อุคคเสนวัตถุ๑๓. อัญญตรพราหมณวัตถุ เรื่องพราหมณ์คนใดคนหนึ่ง (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่พราหมณ์คนหนึ่ง ดังนี้)
เราไม่เรียกบุคคลผู้ถือกำเนิด เกิดในครรภ์มารดาว่า พราหมณ์ ถ้าเขายังมีกิเลสเครื่องกังวลอยู่ เขาเป็นเพียงผู้ชื่อว่า โภวาที เท่านั้น เราเรียกผู้หมดกิเลสเครื่องกังวล หมดความยึดมั่นถือมั่นเท่านั้นว่า พราหมณ์๑๔. อุคคเสนวัตถุ เรื่องนายอุคคเสน (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)
ผู้ตัดสังโยชน์ได้หมดสิ้น ไม่สะดุ้ง ผู้ล่วงพ้นกิเลสเครื่องข้อง ได้ ผู้ปราศจากโยคะ เราเรียกว่า พราหมณ์ @เชิงอรรถ : @ โภวาที หมายถึงบุคคลผู้มีปกติเที่ยวร้องเรียกตนเองว่า “เป็นผู้เจริญ” (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๒๐)@ ม.ม. (แปล) ๑๓/๔๕๗/๕๗๗ @ ไม่สะดุ้ง หมายถึงไม่สะดุ้งหวาดกลัวเพราะตัณหา (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๒๑)@ ดูเชิงอรรถที่ ๑ หน้า ๑๔๙ ในเล่มนี้ @ ดูเชิงอรรถที่ ๖ หน้า ๓๑ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๕๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๒๖. พราหมณวรรค ๑๗. สารีปุตตเถรวัตถุ๑๕. เทฺวพราหมณวัตถุ เรื่องพราหมณ์ ๒ คน (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป ดังนี้)
ผู้ตัดชะเนาะ เชือกหนัง และเงื่อน พร้อมทั้งสายรัดได้ ถอดลิ่มสลัก เป็นผู้ตรัสรู้แล้ว เราเรียกว่า พราหมณ์ ๑๖. อักโกสกภารทวาชวัตถุ เรื่องอักโกสกภารทวาชพราหมณ์ (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)
ผู้ไม่ประทุษร้าย อดกลั้นคำด่า การฆ่า และการจองจำได้ มีขันติเป็นพลัง มีขันติเป็นกำลังพล เราเรียกว่า พราหมณ์ ๑๗. สารีปุตตเถรวัตถุ เรื่องพระสารีบุตรเถระ (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)
ผู้ไม่มักโกรธ มีศีล มีวัตร ไม่มีตัณหาเครื่องฟูขึ้น ฝึกตนได้แล้ว มีสรีระเป็นร่างกายสุดท้าย เราเรียกว่า พราหมณ์ @เชิงอรรถ : @ ชะเนาะ หมายถึงความโกรธ เชือกหนัง หมายถึงตัณหา เงื่อน หมายถึงทิฏฐิ ๖๒ (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๒๒)@ สายรัด หมายถึงอนุสัยกิเลส ลิ่มสลัก หมายถึงอวิชชา (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๒๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๕๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๒๖. พราหมณวรรค ๒๐. เขมาภิกขุนีวัตถุ๑๘. อุปปลวัณณาเถรีวัตถุ เรื่องพระอุบลวัณณาเถรี (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)
ผู้ใดไม่ติดในกามทั้งหลาย เหมือนน้ำไม่ติดอยู่บนใบบัว เหมือนเมล็ดพันธุ์ผักกาดไม่ติดอยู่บนปลายเหล็กแหลม เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์ ๑๙. อัญญตรพราหมณวัตถุ เรื่องพราหมณ์คนใดคนหนึ่ง (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่พราหมณ์คนหนึ่ง ดังนี้)
ผู้ใดในศาสนานี้ รู้ชัดความสิ้นทุกข์ของตน ปลงภาระได้แล้ว ปราศจากโยคะ เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์ ๒๐. เขมาภิกขุนีวัตถุ เรื่องพระเขมาภิกษุณี (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ท้าวสักกะจอมเทพและเทวดาทั้งหลาย ดังนี้)
ผู้มีปัญญาลึกซึ้ง เป็นปราชญ์ ฉลาดในทางและมิใช่ทาง บรรลุประโยชน์สูงสุด เราเรียกว่า พราหมณ์ @เชิงอรรถ : @ ฉลาดในทางและมิใช่ทาง หมายถึงรู้ว่าธรรมนี้เป็นทางไปทุคติ ธรรมนี้เป็นทางไปสุคติ ธรรมนี้เป็นทาง@ไปนิพพาน และรู้ว่าธรรมนี้มิใช่ทาง (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๒๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๖๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๒๖. พราหมณวรรค ๒๓. สามเณรวัตถุ๒๑. ปัพภารวาสีติสสเถรวัตถุ เรื่องพระติสสเถระผู้อยู่ที่เงื้อมเขา (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)
ผู้ไม่คลุกคลี กับคน ๒ จำพวก คือ คฤหัสถ์ และบรรพชิต ไม่มีความอาลัยเที่ยวไป มีความปรารถนาน้อย เราเรียกว่า พราหมณ์ ๒๒. อัญญตรภิกขุวัตถุ เรื่องภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)
ผู้ใดละวางโทษทัณฑ์ในสัตว์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ที่ยังหวาดสะดุ้ง และสัตว์ที่มั่นคง ไม่ฆ่าเอง ไม่ใช้ให้คนอื่นฆ่า เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์ ๒๓. สามเณรวัตถุ เรื่องสามเณร (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)
ผู้ไม่มุ่งร้ายในหมู่คนผู้มุ่งร้าย ผู้สงบในหมู่คนผู้ชอบหาเรื่องใส่ตน ผู้ไม่ถือมั่นในหมู่คนผู้ถือมั่น เราเรียกว่า พราหมณ์ @เชิงอรรถ : @ คลุกคลี ในที่นี้หมายถึงการคลุกคลีทางกายคือการเห็น การฟัง การเจรจาปราศรัย การร่วมกิน ร่วมดื่ม@(ขุ.ธ.อ. ๘/๑๓๓) @ สัตว์ที่ยังหวาดสะดุ้ง หมายถึงสัตว์ที่ยังมีตัณหา (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๓๕) @ สัตว์ที่มั่นคง หมายถึงสัตว์ที่หมดตัณหา (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๓๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๖๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๒๖. พราหมณวรรค ๒๖. อัญญตรภิกขุวัตถุ๒๔. มหาปันถกเถรวัตถุ เรื่องพระมหาปันถกเถระ (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)
ผู้ใดทำราคะ โทสะ โมหะ มานะ และมักขะให้ตกไป เหมือนเมล็ดพันธุ์ผักกาดตกไปจากปลายเหล็กแหลม เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์ ๒๕. ปิลินทวัจฉเถรวัตถุ เรื่องพระปิลินทวัจฉเถระ (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)
ผู้กล่าวคำที่ไม่หยาบคาย สื่อความหมายได้ เป็นคำจริง ไม่เป็นเหตุให้ใครๆ ขัดเคือง เราเรียกว่า พราหมณ์ ๒๖. อัญญตรภิกขุวัตถุ เรื่องภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)
ผู้ใดในโลกนี้ ไม่ถือเอาสิ่งของที่เขามิได้ให้ ไม่ว่ายาวหรือสั้น เล็กหรือใหญ่ งามหรือไม่งาม เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์ @เชิงอรรถ : @ ตกไป หมายถึงไม่ให้ตั้งอยู่ในใจ (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๔๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๖๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๒๖. พราหมณวรรค ๒๙. เรวตเถรวัตถุ๒๗. สารีปุตตเถรวัตถุ เรื่องพระสารีบุตรเถระ (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)
ผู้ใดไม่มีความหวัง ในโลกนี้และโลกหน้า ปราศจากความหวัง ปราศจากโยคะ เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์ ๒๘. มหาโมคคัลลานวัตถุ เรื่องพระมหาโมคคัลลานะ (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)
ผู้ใดไม่มีความอาลัย หมดความสงสัยเพราะรู้ชัด หยั่งลงสู่อมตะ บรรลุแล้ว เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์ ๒๙. เรวตเถรวัตถุ เรื่องพระเรวตเถระ (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)
ผู้ใดในโลกนี้ ละบุญและบาปทั้งสองได้ พ้นจากกิเลสเครื่องข้องได้ ไม่เศร้าโศก ปราศจากกิเลสดุจธุลี เป็นผู้บริสุทธิ์ เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์ @เชิงอรรถ : @ ความหวัง (อาสา) หมายถึงตัณหา (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๔๔) @ อาลัย ในที่นี้หมายถึงตัณหา (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๔๕) @ ดูเชิงอรรถที่ ๒ หน้า ๓๑ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๖๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๒๖. พราหมณวรรค ๓๑. สีวลิเถรวัตถุ๓๐. จันทาภเถรวัตถุ เรื่องพระจันทาภเถระ (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)
ผู้บริสุทธิ์ดุจจันทร์แจ่ม มีจิตผ่องใส ไม่ขุ่นมัว เป็นผู้สิ้นความเพลิดเพลินในภพ เราเรียกว่า พราหมณ์ ๓๑. สีวลิเถรวัตถุ เรื่องพระสีวลีเถระ (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)
ผู้ใดก้าวพ้นทางอ้อม ทางหล่ม สงสาร และโมหะได้แล้ว ข้ามไปถึงฝั่งแล้ว เจริญฌาน ไม่หวั่นไหว หมดความสงสัย ดับเย็น เพราะไม่ถือมั่น เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์ @เชิงอรรถ : @ ไม่ขุ่นมัว หมายถึงปราศจากมลทินคือกิเลส (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๕๑) @ ความเพลิดเพลินในภพ หมายถึงตัณหาในภพทั้ง ๓ (กามภพ รูปภพ อรูปภพ) (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๕๑)@ ทางอ้อม หมายถึงราคะ @ ทางหล่ม หมายถึงกิเลส (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๕๒) @ สงสาร หมายถึงสังสารวัฏ (การเวียนว่ายตายเกิด) (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๕๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๖๔}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๒๖. พราหมณวรรค ๓๔. โชติกเถรวัตถุ๓๒. สุนทรสมุททเถรวัตถุ เรื่องพระสุนทรสมุทรเถระ (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)
ผู้ใดในโลกนี้ ละกามได้แล้ว ออกบวชเป็นบรรพชิต เป็นผู้สิ้นกามและภพ เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์ ๓๓. ชฏิลวัตถุ เรื่องพระชฎิลเถระ (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)
ผู้ใดในโลกนี้ ละตัณหาได้ขาด ออกบวชเป็นบรรพชิต เป็นผู้สิ้นตัณหาและภพ เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์ ๓๔. โชติกเถรวัตถุ เรื่องพระโชติกเถระ (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)
ผู้ใดในโลกนี้ ละตัณหาได้ขาด ออกบวชเป็นบรรพชิต เป็นผู้สิ้นตัณหาและภพ เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๖๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๒๖. พราหมณวรรค ๓๖. ทุติยนฏปุพพกเถรวัตถุ๓๕. ปฐมนฏปุพพกเถรวัตถุ เรื่องพระเถระผู้เคยเป็นนักฟ้อนรูปที่ ๑ (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)
ผู้ละกิเลสเครื่องประกอบอันเป็นของมนุษย์ได้ ล่วงพ้นกิเลสเครื่องประกอบอันเป็นทิพย์ได้แล้ว เป็นผู้ปราศจากโยคะ ทั้งปวง เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์ ๓๖. ทุติยนฏปุพพกเถรวัตถุ เรื่องพระเถระผู้เคยเป็นนักฟ้อนรูปที่ ๒ (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)
ผู้ละทั้งความยินดี และความไม่ยินดี เป็นผู้เยือกเย็น หมดอุปธิกิเลส ครอบงำโลกทั้งหมด เป็นผู้แกล้วกล้า เราเรียกว่า พราหมณ์ @เชิงอรรถ : @ กิเลสเครื่องประกอบอันเป็นของมนุษย์ หมายถึงอายุและกามคุณ ๕ (รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ)@อันเป็นของมนุษย์ (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๘๒) @ ดูเชิงอรรถที่ ๖ หน้า ๓๑ ในเล่มนี้ @ ความยินดี หมายถึงความยินดีในกามคุณ ๕ (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๘๓) @ ความไม่ยินดี หมายถึงความระอาในการอยู่ป่า (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๘๓) @ ครอบงำโลกทั้งหมด หมายถึงครอบงำโลกคือขันธ์ ๕ (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๘๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๖๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๒๖. พราหมณวรรค ๓๘. ธัมมทินนาเถรีวัตถุ๓๗. วังคีสเถรวัตถุ เรื่องพระวังคีสเถระ (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)
ผู้ใดรู้การจุติและการอุบัติ ของสัตว์ทั้งหลายโดยประการทั้งปวง เราเรียกผู้นั้น ซึ่งเป็นผู้ไม่ติดข้อง ไปดีแล้ว และตรัสรู้แล้วว่า พราหมณ์
ผู้ใดมีคติที่เทวดา คนธรรพ์ และมนุษย์ ก็รู้ไม่ได้ เราเรียกผู้นั้นซึ่งเป็นอรหันตขีณาสพว่า พราหมณ์ ๓๘. ธัมมทินนาเถรีวัตถุ เรื่องพระธัมมทินนาเถรี (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่วิสาขอุบาสก อดีตสามีของพระธัมมทินนาเถรี ดังนี้)
ผู้ใดไม่มีกิเลสเครื่องกังวล ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เราเรียกผู้นั้นซึ่งเป็นผู้ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล หมดความยึดมั่นถือมั่นว่า พราหมณ์ @เชิงอรรถ : @ กิเลสเครื่องกังวล หมายถึงความถือมั่นด้วยอำนาจตัณหา (๘/๑๘๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๖๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๒๖. พราหมณวรรค ๔๐. เทวหิตพราหมณวัตถุ๓๙. อังคุลิมาลเถรวัตถุ เรื่องพระองคุลิมาลเถระ (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)
ผู้องอาจ ผู้ประเสริฐ ผู้แกล้วกล้า ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ผู้ชำนะแล้ว ผู้ไม่หวั่นไหว ผู้ชำระแล้ว และตรัสรู้แล้ว เราเรียกว่า พราหมณ์ ๔๐. เทวหิตพราหมณวัตถุ เรื่องเทวหิตพราหมณ์ (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่เทวหิตพราหมณ์ ดังนี้)
ผู้ใดระลึกอดีตชาติได้ เห็นสวรรค์และอบาย บรรลุภาวะที่สิ้นสุดการเกิด หมดภารกิจ เพราะรู้ยิ่ง เป็นมุนี เป็นผู้อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์ พราหมณวรรคที่ ๒๖ จบ @เชิงอรรถ : @ ระลึกอดีตชาติได้ หมายถึงมีทิพยจักษุญาณเห็นสวรรค์ ๒๖ ชั้น และอบายภูมิ ๔ เป็นต้น (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๙๑)@ ภาวะที่สิ้นสุดการเกิด หมายถึงอรหัตตผล (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๙๑) @ หมดภารกิจ หมายถึงหมดหน้าที่กำหนดรู้(ปริญญากิจ) หมดหน้าที่ละ(ปหานกิจ) และหมดหน้าที่ทำ@ให้แจ้ง(สัจฉิกิริยากิจ) (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๙๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๖๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท รวมวรรคในธรรมบท รวมวรรคในธรรมบท ๑. ยมกวรรค ๒. อัปปมาทวรรค ๓. จิตตวรรค ๔. ปุปผวรรค ๕. พาลวรรค ๖. ปัณฑิตวรรค ๗. อรหันตวรรค ๘. สหัสสวรรค ๙. ปาปวรรค ๑๐. ทัณฑวรรค ๑๑. ชราวรรค ๑๒. อัตตวรรค ๑๓. โลกวรรค ๑๔. พุทธวรรค ๑๕. สุขวรรค ๑๖. ปิยวรรค ๑๗. โกธวรรค ๑๘. มลวรรค ๑๙. ธัมมัฏฐวรรค ๒๐. มัคควรรค ๒๑. ปกิณณกวรรค ๒๒. นิรยวรรค ๒๓. นาควรรค ๒๔. ตัณหาวรรค ๒๕. ภิกขุวรรค ๒๖. พราหมณวรรค รวมเป็น ๒๖ วรรค อันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ ทรงแสดงไว้แล้ว
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๖๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท รวมพระคาถาในธรรมบท รวมพระคาถาในธรรมบท ยมกวรรค มี ๒๐ คาถา อัปปมาทวรรค มี ๑๒ คาถา จิตตวรรค มี ๑๑ คาถา ปุปผวรรค มี ๑๖ คาถา พาลวรรค มี ๑๖ คาถา ปัณฑิตวรรค มี ๑๔ คาถา อรหันตวรรค มี ๑๐ คาถา สหัสสวรรค มี ๑๖ คาถา ปาปวรรค มี ๑๓ คาถา ทัณฑวรรค มี ๑๗ คาถา ชราวรรค มี ๑๑ คาถา อัตตวรรค มี ๑๐ คาถา โลกวรรค มี ๑๒ คาถา พุทธวรรค มี ๑๘ คาถา สุขวรรค มี ๑๒ คาถา ปิยวรรค มี ๑๒ คาถา โกธวรรค มี ๑๔ คาถา มลวรรค มี ๒๑ คาถา ธัมมัฏฐวรรค มี ๑๗ คาถา มัคควรรค มี ๑๗ คาถา ปกิณณกวรรค มี ๑๖ คาถา นิรยวรรค มี ๑๔ คาถา นาควรรค มี ๑๔ คาถา ตัณหาวรรค มี ๒๖ คาถา ภิกขุวรรค มี ๒๓ คาถา พราหมณวรรค มี ๔๑ คาถา รวมพระคาถาทั้งหมดที่พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ ทรงแสดงไว้ในนิบาต ในธรรมบทนี้ ๔๒๓ พระคาถา ธรรมบท จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๗๐}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๒๖. พราหมณวรรควรรณนา ๑. เรื่องพราหมณ์ผู้มีความเลื่อมใสมาก [๒๖๔] ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพราหมณ์ผู้มีความเลื่อมใสมาก ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "ฉินฺท โสตํ ปรกฺกมฺม" เป็นต้น.
พวกภิกษุรังเกียจวาทะของพราหมณ์
ได้ยินว่า พราหมณ์นั้นฟังธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว มีจิตเลื่อมใส เริ่มตั้งนิตยภัตเพื่อภิกษุมีประมาณ ๑๖ รูป ไว้ในเรือนของตน รับบาตรในเวลาภิกษุทั้งหลายมาแล้ว กล่าวว่า "ขอพระอรหันต์ทั้งหลายผู้เจริญ จงมา, ขอพระอรหันต์ทั้งหลายผู้เจริญ จงนั่ง" เมื่อจะกล่าวคำอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็กล่าวคำประกอบเฉพาะด้วยวาทะว่าพระอรหันต์เท่านั้น.
บรรดาภิกษุเหล่านั้น พวกที่เป็นปุถุชนคิดกันว่า "พราหมณ์นี้มีความสำคัญในพวกเราว่าเป็นพระอรหันต์" พวกที่เป็นพระขีณาสพก็คิดว่า "พราหมณ์นี้ย่อมรู้ความที่พวกเราเป็นพระขีณาสพ," ภิกษุแม้ทั้งหมดนั้นประพฤติรังเกียจอยู่อย่างนี้ จึงไม่ไปสู่เรือนของพราหมณ์นั้น.
เขาเป็นผู้มีทุกข์เสียใจ คิดว่า "ทำไมหนอแล พระผู้เป็นเจ้าจึงไม่มา" จึงไปยังวิหาร ถวายบังคมพระศาสดา กราบทูลเนื้อความนั้น.
ไม่เป็นอาบัติเพราะไม่ยินดีต่อวาทะนั้น
พระศาสดาตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาแล้ว ตรัสถามว่า "ภิกษุทั้งหลาย ข้อนั้นอย่างไร" เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลเนื้อความนั้นแล้ว จึงตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย ก็พวกเธอยังยินดีวาทะว่า เป็นพระอรหันต์อยู่หรือ."
พวกภิกษุ. พวกข้าพระองค์ไม่ยินดี พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. เมื่อเป็นเช่นนั้น คำนั้นเป็นคำกล่าวด้วยความเลื่อมใสของมนุษย์ทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายไม่เป็นอาบัติในเพราะการกล่าวด้วยความเลื่อมใส, ก็แลอีกอย่างหนึ่ง ความรักใคร่ในพระอรหันต์ทั้งหลายของพราหมณ์ มีประมาณยิ่ง เหตุนั้น แม้พวกเธอตัดกระแสตัณหาแล้วบรรลุพระอรหันต์นั่นแล ควร" ดังนี้แล้ว
เมื่อจะทรงแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๑. ฉินฺท โสตํ ปรกฺกมฺม กาเม ปนูท พฺราหฺมณ สงฺขารานํ ขยํ ญตฺวา อกตญฺญสิ พฺราหฺมณ. พราหมณ์ ท่านจงพยายามตัดกระแสตัณหา, จงบรรเทากามทั้งหลายเสีย, ท่านรู้ความสิ้นไปแห่ง สังขารทั้งหลายแล้ว เป็นผู้รู้พระนิพพานอันอะไรๆ กระทำไม่ได้นะ พราหมณ์.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปรกฺกมฺม เป็นต้น ความว่า ขึ้นชื่อว่ากระแสตัณหา ใครๆ ไม่อาจเพื่อจะตัดได้ด้วยความพยายามมีประมาณน้อย เหตุนั้น ท่านจงพยายามตัดกระแสนั้น ด้วยความบากบั่นอย่างใหญ่ ซึ่งสัมปยุตด้วยญาณ คือจงบรรเทา ได้แก่จงขับไล่กามแม้ทั้งสองเสียเถิด.
คำว่า พฺราหฺมณ นั้น เป็นคำร้องเรียกพระขีณาสพทั้งหลาย.
บทว่า สงฺขารานํ ความว่า รู้ความสิ้นไปแห่งขันธ์ ๕.
บทว่า อกตญฺญู ความว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านจะเป็นผู้ชื่อว่าอกตัญญู เพราะรู้พระนิพพาน อันอะไรๆ บรรดาโลกธาตุทั้งหลายมีทองคำเป็นต้น ทำไม่ได้.
ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.
เรื่องพราหมณ์ผู้มีความเลื่อมใสมาก จบ. -----------------------------------------------------