อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๑๗๘

๑๐. ทัพพสูตร ที่ ๒

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๗๘1 ข้อ (พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ)4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ๑๐. ทัพพสูตรที่ ๒

ข้อ ๑๗๘

๑๐ เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ ตตฺร โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ ภิกฺขโวติ ฯ ภทนฺเตติ เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ ภควา เอตทโวจ ทพฺพสฺส ภิกฺขเว มลฺลปุตฺตสฺส เวหาสํ อพฺภุคฺคนฺตฺวา อากาเส อนฺตลิกฺเข ปลฺลงฺเกน นิสีทิตฺวา เตโชธาตุํ สมาปชฺชิตฺวา วุฏฺฐหิตฺวา ปรินิพฺพุตสฺส สรีรสฺส ฌายมานสฺส ฑยฺหมานสฺส เนว ฉาริกา ปญฺญายิตฺถ น มสิ เสยฺยถาปิ นาม สปฺปิสฺส วา ฌายมานสฺส ฑยฺหมานสฺส เนว ฉาริกา ปญฺญายติ น มสิ เอวเมว ภิกฺขเว ทพฺพสฺส มลฺลปุตฺตสฺส เวหาสํ อพฺภุคฺคนฺตฺวา อากาเส อนฺตลิกฺเข ปลฺลงฺเกน นิสีทิตฺวา เตโชธาตุํ สมาปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพุตสฺส สรีรสฺส ฌายมานสฺส ฑยฺหมานสฺส เนว ฉาริกา ปญฺญายิตฺถ น มสีติ ฯ อถ โข ภควา เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ตายํ เวลายํ อิมํ อุทานํ อุทาเนสิ อโยฆนหตสฺเสว ชลโต ชาตเวทสฺส อนุปุพฺพูปสนฺตสฺส ยถา น ญายเต คติ เอวํ สมฺมาวิมุตฺตานํ กามพนฺโธฆตารินํ ปญฺญาเปตุํ คติ นตฺถิ ปตฺตานํ อจลํ สุขนฺติ ฯ ทสมํ ฯ ปาฏลิคามิยวคฺโค อฏฺฐโม ฯ ตสฺสุทฺทานํ นิพฺพานา จตุโร วุตฺตา จุนฺโท ปาฏลิคามิยา ทฺวิธาปโถ วิสาขา จ ทพฺเพน จ สห เต ทสาติ ฯ วคฺคมิทํ ปฐมํ วรโพธิ วคฺคมิทํ ทุติโย มุจฺจลินฺโท นนฺทกวคฺควโร ตติโย เมฆิยวคฺควโร จตุตฺโถ ปญฺจมวคฺควรนฺติ โสโณ ฉฏฺฐมวคฺควรนฺติ ชจฺจนฺโธ สตฺตมวคฺควรนฺติ จ จูโฬ ปาฏลิคามิยวรฏฺฐมวคฺโค ฯ อสีติอนูนกสุตฺตวรํ วคฺคมิทฏฺฐมํ สุวิภตฺตํ ทสฺสิตํ จกฺขุมตา วิมเลน สทฺธา หิ ตํ อุทานนฺติทมาหูติ ฯ อุทานํ สมตฺตํ ฯ

ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้วพระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อพระทัพพมัลลบุตรเหาะขึ้นไปสู่เวหาส นั่งขัดสมาธิเข้าสมาบัติมีเตโชธาตุเป็นอารมณ์อยู่ในอากาศกลางหาว ออกแล้วปรินิพพาน เมื่อสรีระถูกไฟเผาไหม้อยู่ เถ้าไม่ปรากฏ เขม่าก็ไม่ปรากฏเหมือนเถ้าแห่งเนยใสหรือน้ำมันถูกไฟเผาไหม้อยู่ ไม่ปรากฏเลย เขม่าก็ไม่ปรากฏ ฉะนั้น ฯ ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ได้ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า คติของพระขีณาสพทั้งหลาย ผู้หลุดพ้นแล้วโดยชอบ ข้าม เครื่องผูกคือกามและโอฆะได้แล้ว ถึงแล้วซึ่งความสุขอันหา ความหวั่นไหวมิได้ ไม่มีเพื่อจะบัญญัติ เหมือนคติแห่งไฟ ลุกโพลงอยู่ที่ภาชนะสัมฤทธิ์เป็นต้น อันนายช่างเหล็กตีด้วย ค้อนเหล็ก ดับสนิท ย่อมรู้ไม่ได้ ฉะนั้น ฯ จบสูตรที่ ๑๐ จบปาฏลิคามิยวรรคที่ ๘ -----------------------------------------------------รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. นิพพานสูตรที่ ๑ ๒. นิพพานสูตรที่ ๒ ๓. นิพพานสูตรที่ ๓๔. นิพพานสูตรที่ ๔ ๕. จุนทสูตร ๖. ปาฏลิคามิยสูตร ๗. ทวิธาปถสูตร๘. วิสาขาสูตร ๙. ทัพพสูตรที่ ๑ ๑๐. ทัพพสูตรที่ ๒ ฯ รวมวรรคที่มีในอุทานนี้ คือ โพธิวรรคที่ ๑ มุจจลินทวรรคที่ ๒ นันทวรรคที่ ๓ เมฆิยวรรคที่ ๔โสณวรรคที่ ๕ ชัจจันธวรรคที่ ๖ จูฬวรรคที่ ๗ ปาฏลิคามิยวรรคที่ ๘มีสูตร ๘๐ สูตร วรรคที่ ๘ นี้ พระพุทธเจ้าผู้มีพระจักษุปราศจากมลทิน ทรงจำแนกแสดงไว้ดีแล้ว บัณฑิตทั้งหลายผู้มีศรัทธาแล ได้กล่าววรรคนั้นว่า อุทานฉะนี้แล ฯ จบอุทาน ฯ -----------------------------------------------------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๑๐. ทุติยทัพพสูตร ว่าด้วยพระทัพพมัลลบุตร สูตรที่ ๒

ข้อ ๘๐

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ- บิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมารับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงตรัสดังนี้ว่า @เชิงอรรถ : @ เข้าเตโชกสิณสมาบัติ หมายถึงเข้าจตุตถฌานสมาบัติ มีเตโชกสิณเป็นอารมณ์ (ขุ.อุ.อ. ๗๙/๔๖๐)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๓๔๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน [๘. ปาฏลิคามิยวรรค] ๑๐. ทุติยทัพพสูตร “ภิกษุทั้งหลาย ขณะที่พระทัพพมัลลบุตรเหาะขึ้นไปในอากาศ นั่งขัดสมาธิเข้าเตโชกสิณสมาบัติอยู่กลางอากาศ ออกจากสมาบัติแล้วปรินิพพาน สรีระของเธอถูกไฟเผาไหม้อยู่นั้น ไม่ปรากฏว่ามีเถ้าและเขม่าควันเลย มีอุปมาเหมือนเนยใส หรือน้ำมันที่ถูกไฟเผาไหม้ไม่ปรากฏว่ามีเถ้าและเขม่าควัน” ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า พุทธอุทาน ไฟที่ลุกโพลง ถูกช่างใช้ค้อนเหล็กตี ก็ค่อยๆ มอดดับสนิทลงไป ใครๆ รู้ไม่ได้ว่าไฟนั้นไปอยู่ที่ไหน ฉันใด พระอรหันต์ทั้งหลายผู้หลุดพ้นโดยชอบ ข้ามโอฆะเครื่องผูกพันในกามได้หมดแล้ว บรรลุถึงความสุขที่ไม่หวั่นไหว ย่อมไม่มีคติที่จะบัญญัติให้รู้กันได้ ฉันนั้น ทุติยทัพพสูตรที่ ๑๐ จบ ปาฏลิคามิยวรรคที่ ๘ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๓๔๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน [๘. ปาฏลิคามิยวรรค] รวมจำนวนวรรคที่มีในอุทาน รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. ปฐมนิพพานปฏิสังยุตตสูตร ๒. ทุติยนิพพานปฏิสังยุตตสูตร ๓. ตติยนิพพานปฏิสังยุตตสูตร ๔. จตุตถนิพพานปฏิสังยุตตสูตร ๕. จุนทสูตร ๖. ปาฏลิคามิยสูตร ๗. ทวิธาปถสูตร ๘. วิสาขาสูตร ๙. ปฐมทัพพสูตร ๑๐. ทุติยทัพพสูตร รวมจำนวนวรรคที่มีในอุทาน คือ ๑. โพธิวรรค ๒. มุจจลินทวรรค ๓. นันทวรรค ๔. เมฆิยวรรค ๕. โสณเถรวรรค ๖. ชัจจันธวรรค ๗. จูฬวรรค ๘. ปาฏลิคามิยวรรค ทั้ง ๘ วรรคนี้ มีพระสูตรที่พระผู้มีพระภาค ผู้ทรงมีพระจักษุญาณ ปราศจากมลทิน ทรงจำแนกแสดงไว้ละเอียดรวม ๘๐ สูตร ซึ่งเหล่าบัณฑิตผู้มีศรัทธา ได้กล่าววรรคนั้นว่าอุทาน ฉะนี้แล อุทาน จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๓๔๔}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาทุติยทัพพสูตร

ทุติยทัพพสูตรที่ ๑๐ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

บทว่า ตตฺร โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นประทับอยู่ตามพอพระทัยในกรุงราชคฤห์เมื่อจะเสด็จไปในชนบท เสด็จถึงกรุงสาวัตถี โดยลำดับนั้นแล ประทับอยู่ในพระเชตวัน เพื่อจะแสดงการที่พระทัพพมัลลบุตรปรินิพพานอันยังไม่ประจักษ์ให้ประจักษ์แก่พวกภิกษุ และเพื่อให้ปุถุชนผู้เหินห่างจากความเคารพในพระเถระ โดยการกล่าวตู่เรื่องไม่เป็นจริง ที่พวกภิกษุเมตติยะและภุมมชกะกระทำไว้ ให้เกิดเป็นความนับถือมากในพระเถระ จึงได้ตรัสเรียก.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตตฺร นี้ เป็นเพียงนิบาต ใช้ในอรรถว่า ให้ยินยอมตามถ้อยคำ. ศัพท์ว่า โข ใช้ในอรรถว่าอวธารณะ แปลว่าห้ามข้อความอื่น.

บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า ตตฺร นี้ ส่องอรรถที่กล่าวถึงบทเหล่านี้ว่า ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกเฉพาะพระภิกษุ พระองค์ทรงแสดงความนี้ว่า ก็ด้วยบทว่า โข นี้ ทรงตรัสเรียกเหมือนกัน ในการตรัสเรียกภิกษุไม่มีอันตรายอะไรๆ เลย. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ตตฺร ได้แก่ ในอารามนั้น. ศัพท์ว่า โข เป็นนิบาตใช้ในอรรถว่า วจนาลังการ ประดับถ้อยคำให้ไพเราะ.

บทว่า อามนฺเตสิ แปลว่า ได้ตรัสเรียกแล้ว.

ถามว่า ก็เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรียกเฉพาะภิกษุทั้งหลาย?

ตอบว่า เพราะเป็นผู้เจริญ เป็นผู้ประเสริฐ เป็นผู้ใกล้ชิด เป็นผู้มีจิตตั้งมั่นด้วยดีตลอดกาล และเพราะเป็นผู้รองรับพระธรรมเทศนาโดยพิเศษ.

บทว่า ภิกฺขโว เป็นแสดงอาการ คือการเรียกภิกษุเหล่านั้น. บทว่า ภทนฺเต เป็นบทที่พวกภิกษุผู้ถูกตรัสเรียก ถวายคำตอบแด่พระศาสดาโดยเคารพ. พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะตรัสเรียก จึงตรัสเรียกภิกษุเหล่านั้น ในบรรดาคำเหล่านั้น ด้วยคำว่า ภิกฺขโว. ภิกษุเหล่านั้น เมื่อจะทูลก็ทูลตอบว่า ภทนฺเต.

อีกอย่างหนึ่ง ด้วยคำว่า ภิกฺขโว นี้ ซึ่งเป็นพระดำรัสอันอิงอาศัยพระหทัยอันเยือกเย็น บันดาลให้เกิดพระกรุณาเป็นประธานพระองค์ทรงให้ภิกษุเหล่านั้นกลับจากการมนสิการกรรมฐานและพิจารณาธรรมเป็นต้นแล้ว ให้ผินหน้ามาหาพระองค์. ด้วยคำว่า ภทนฺเต นี้ ซึ่งเป็นคำแสดงถึงความเอื้อเฟื้อ ความนับถือมาก และความเคารพในพระศาสดาภิกษุเหล่านั้นจึงประกาศถึงความที่ตนเป็นผู้ฟังด้วยดี และความที่ตนมีความเคารพในการรับพระโอวาท.

บทว่า ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ความว่า ภิกษุเหล่านั้นฟังตอบ คือให้เกิดความต้องการเพื่อจะฟังพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้า.

บทว่า เอตทโวจ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระสูตรทั้งสิ้นนี้ คือที่กำลังกล่าวอยู่ในบัดนี้. คำมีอาทิว่า ทพฺพสฺส ภิกฺขเว มลฺลปุตฺตสฺส ดังนี้ มีเนื้อความดังกล่าวในสูตรติดกันนั่นแล. แม้ในบทว่า เอตมตฺถํ เป็นต้น ไม่มีคำที่ไม่เคยกล่าว พึงทราบโดยนัยที่กล่าวไว้แล้วในสูตรติดกันเหมือนกัน.

ในคาถาทั้งหลาย มีวิเคราะห์ดังต่อไปนี้ บทว่า อโยฆนหตสฺส ความว่า วัตถุชื่อว่า อโยฆนะ เพราะเป็นเครื่องตีเหล็ก ได้แก่ค้อนเหล็กและทั่งเหล็กของพวกช่าง แห่งไฟที่ถูกค้อนเหล็กนั้นตี คือทุบ. แต่อาจารย์บางพวกกล่าวอธิบายว่า บทว่า อโยฆนหตสฺส ได้แก่ ตีก้อนแท่งเหล็ก.

ก็ เอว ศัพท์ในคำว่า อโยฆนหตสฺส นั้น ได้แก่ ไฟที่ไหม้อยู่.

บทว่า ชลโต ชาตเวทโส นี้ เป็นฉัฏฐีวิภัตติ ใช้ในอรรถว่า อนาทร.

บทว่า อนุปุพฺพูปสนฺตสฺส ความว่า เมื่อไฟสงบคือมอดลง ได้แก่ดับสนิทโดยลำดับ.

บทว่า ยถา น ญายเต คติ ความว่า เหมือนคติของไฟนั้น รู้ไม่ได้.

ท่านกล่าวอธิบายคำนี้ไว้ว่า เมื่อไฟถูกค้อนเหล็กใหญ่ มีทั่งเหล็กและค้อนเหล็กเป็นต้นกระทบอยู่ คือขจัดอยู่ หรือลุกโพลงติดภาชนะสำริดเป็นต้น. อีกอย่างหนึ่ง เมื่อเสียงที่เกิดขึ้นก็อย่างนั้น สงบ คือเข้าไปสงบด้วยดีโดยลำดับ คติของไฟหรือเสียง ย่อมไม่ปรากฏในที่ไหนๆ ในทิศทั้ง ๑๐ เพราะดับสนิทโดยหาปฏิสนธิมิได้โดยการดับปัจจัย.

บทว่า เอวํ สมฺมา วิมุตฺตานํ ความว่า คติของพระขีณาสพทั้งหลาย ชื่อว่าผู้หลุดพ้นโดยชอบ เพราะหลุดพ้นจากอุปาทาน ๔ และอาสวะ ๔ โดยชอบ คือโดยเหตุ โดยญายธรรม ได้แก่ด้วยอริยมรรค อันมีตทังควิมุตติและวิกขัมภนวิมุตติเป็นประธาน ลำดับนั้นนั่นแล ชื่อว่าผู้ข้ามโอฆะอันเป็นเครื่องผูกคือกาม เพราะข้ามกาโมฆะกล่าวคือเครื่องผูกคือกามและโอฆะที่เหลือต่างด้วยภโวฆะเป็นต้น ชื่อว่าผู้ถึง คือบรรลุความสุขอันเข้าไปสงบสังขารทั้งปวง กล่าวคืออนุปาทิเสสนิพพาน อันชื่อว่าไม่หวั่นไหว เพราะสงบระงับกิเลส อันเป็นเหตุดิ้นรนด้วยดีเสียได้ และเพราะไม่สะเทือนด้วยลมคืออภิสังขาร ได้แก่กิเลส ย่อมไม่มี คือย่อมไม่ได้เพื่อจะบัญญัติโดยไม่มีข้อที่จะพึงบัญญัติว่า นี้ชื่อว่าคติ ในบรรดาคติต่างโดยเทวดาและมนุษย์เป็นต้น.

อธิบายว่า ก็ท่านพระทัพพมัลลบุตรนั้นไปสู่ภาวะที่หาบัญญัติมิได้นั่นเทียว เหมือนไฟตามที่กล่าวแล้วฉะนั้น.

จบอรรถกถาทุติยทัพพสูตรที่ ๑๐ จบปาฏลิคามิยวรรควรรณนาที่ ๘

-----------------------------------------------------

ก็ด้วยถ้อยคำเพียงเท่านี้

พระองค์ผู้หลุดพ้นด้วยดี จากความยึดมั่นในภพ ผู้อันเทพและ

ทานพนับถือแล้ว ผู้ตัดความสืบต่อแห่งตัณหาได้ขาดแล้ว ผู้แสดงปีติ

และสังเวช ผู้ยินดีในการประทานพระสัทธรรม ผู้เป็นผู้นำของชาวโลก

โดยพิเศษ ทรงเปล่งอุทานใดในที่นั้นๆ เพราะเป็นเหตุสิ้นอุปาทาน

ที่พระธรรมสังคาหกาจารย์รวบรวมทั้งหมดเข้าด้วยกันแล้ว ยกขึ้นสู่

สังคายนา ร้อยกรอง โดยชื่อว่าอุทานใด เพื่อประกาศอรรถของอุทาน

นั้น ซึ่งอาศัยอรรถเก่าๆ ที่ข้าพเจ้าเริ่มพรรณนาอรรถไว้ด้วยดี อรรถ

วรรณนานั้นว่าโดยชื่อ ชื่อว่าปรมัตถทีปนี อันเป็นเครื่องประกาศอรรถ

อันยิ่งในพระสูตรนั้นตามสมควร มีวินิจฉัยไม่ฝั่นเฝือ จบบริบูรณ์โดย

บาลีภาณวาร ประมาณ ๓๔ ภาณวาร

ดังนั้น ด้วยอานุภาพแห่งบุญที่ข้าพเจ้าได้รจนาปรมัตถทีปนี

นั้น ได้รับแล้ว

ขอพระศาสนาของพระโลกนาถเจ้า จงสว่างไสวด้วยข้อปฏิบัติ

มีศีลเป็นต้นอันบริสุทธิ์ ขอปวงสัตว์จงเป็นผู้มีส่วนแห่งวิมุตติรส

ขอพระศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จงสถิตอยู่ในโลก

ตลอดกาลนาน ขอปวงสัตว์จงมีความเคารพในพระพุทธศาสนาเป็น

นิตย์ ขอฝนจงตกในพื้นปฐพีโดยชอบตามฤดูกาล

ขอผู้ยินดีในพระสัทธรรม จงปกครองชาวโลกโดยธรรมเทอญ.

อรรถกถาอุทาน ที่ท่านพระธรรมปาลาจารย์ ผู้อยู่ในพทรติฏฐวิหาร รจนาไว้ จบบริบูรณ์.

---------------------------------

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. นิพพานสูตรที่ ๑

๒. นิพพานสูตรที่ ๒

๓. นิพพานสูตรที่ ๓

๔. นิพพานสูตรที่ ๔

๕. จุนทสูตร

๖. ปาฏลิคามิยสูตร

๗. ทวิธาปถสูตร

๘. วิสาขาสูตร

๙. ทัพพสูตรที่ ๑

๑๐. ทัพพสูตรที่ ๒ ฯ ---------------------------------

รวมวรรคที่มีในอุทานนี้ คือ

โพธิวรรคที่ ๑

มุจจลินทวรรคที่ ๒

นันทวรรคที่ ๓

เมฆิยวรรคที่ ๔

โสณวรรคที่ ๕

ชัจจันธวรรคที่ ๖

จูฬวรรคที่ ๗

ปาฏลิคามิยวรรคที่ ๘

มีสูตร ๘๐ สูตร วรรคที่ ๘ นี้ พระพุทธเจ้าผู้มีพระจักษุปราศจากมลทิน ทรงจำแนกแสดงไว้ดีแล้วบัณฑิตทั้งหลายผู้มีศรัทธาแล ได้กล่าววรรคนั้นว่า อุทาน ฉะนี้แล ฯ จบอุทาน ฯ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา