๑๐. ราคสูตร ที่ ๒
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ๑๐. ราคสูตรที่ ๒
๑ วุตฺตํ เหตํ ภควตา วุตฺตมรหตาติ เม สุตํ ยสฺส กสฺสจิ ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส วา ภิกฺขุนิยา วา ราโค อปฺปหีโน โทโส อปฺปหีโน โมโห อปฺปหีโน อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว น อตริ สมุทฺทํ สอูมึ สวีจึ สาวฏฺฏํ สคหํ สรกฺขสํ ฯ ยสฺส กสฺสจิ ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส วา ภิกฺขุนิยา วา ราโค ปหีโน โทโส ปหีโน โมโห ปหีโน อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อตริ สมุทฺทํ สอูมึ สวีจึ สาวฏฺฏํ สคหํ สรกฺขสํ ติณฺโณ ปารคโต ถเล ติฏฺฐติ พฺราหฺมโณติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ อิติ วุจฺจติ ยสฺส ราโค จ โทโส จ อวิชฺชา จ วิราชิตา โสมํ สมุทฺทํ สคหํ สรกฺขสํ สอูมิภยํ ทุตฺตรํ อจฺจตาริ สงฺคาติโค มจฺจุชโห นิรูปธิ ปหาสิ ทุกฺขํ อปุนพฺภวาย อตฺถงฺคโต โส น สมานเมติ ฯ อโมหยิ มจฺจุราชนฺติ พฺรูมีติ ฯ อยมฺปิ อตฺโถ วุตฺโต ภควตา อิติ เม สุตนฺติ ฯ ทสมํ ฯ วคฺโค ทุติโย ฯ ตสฺสุทฺทานํ ปุญฺญํ จกฺขุ อถินฺทฺริยา อทฺธา จริตํ ทุเว สุจิ มุเน อถ ราค ทุเว ปุน วคฺคมาหุ ทุติยมุตฺตมนฺติ ฯ -----------
จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว พระสูตรนี้พระผู้มี พระภาคผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย ราคะ โทสะ โมหะ ผู้ใดผู้หนึ่งเป็นภิกษุก็ตาม ภิกษุณีก็ตาม ยังละไม่ได้แล้ว ผู้นี้เรากล่าวว่า ข้ามสมุทรที่มีคลื่น มีระลอก มีน้ำวนมีสัตว์ร้าย มีผีเสื้อน้ำไม่ได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ราคะ โทสะ โมหะ ผู้ใดผู้หนึ่งเป็นภิกษุก็ตาม ภิกษุณีก็ตาม ละได้แล้ว ผู้นี้เรากล่าวว่า ข้ามพ้นสมุทรที่มีคลื่น มีระลอก มีน้ำวน มีสัตว์ร้าย มีผีเสื้อน้ำได้แล้ว ข้ามถึงฝั่งตั้งอยู่บนบก ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า เรากล่าวว่า ผู้ใดสำรอกราคะ โทสะ และอวิชชาได้แล้ว ผู้นั้นข้ามพ้นสมุทรที่มีสัตว์ร้าย มีผีเสื้อน้ำ มีคลื่น น่าสะพรึงกลัว ข้ามได้โดยยาก ได้แล้ว ผู้นั้นล่วงธรรม เป็นเครื่องข้อง ละมัจจุราช หาอุปธิมิได้ ละทุกข์เพื่อความ ไม่เกิดอีก ถึงความสาบสูญแล้ว ย่อมไม่เข้าถึงการนับ ยังมัจจุราชให้หลงได้แล้ว ฯ เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วฉะนี้แล ฯ จบสูตรที่ ๑๐ จบวรรคที่ ๒ -----------------------------------------------------รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. ปุญญกิริยาวัตถุสูตร ๒. จักขุสูตร ๓. อินทรียสูตร ๔. อัทธาสูตร ๕. ทุจริตสูตร ๖. สุจริตสูตร ๗. สุจิสูตร ๘. มุนีสูตร ๙. ราคสูตรที่ ๑ ๑๐. ราคสูตรที่ ๒ ฯ -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๓. ติกนิบาต] ๒. ทุติยวรรค ๑๐. ทุติยราคสูตร ๑๐. ทุติยราคสูตร ว่าด้วยการละราคะ สูตรที่ ๒
แท้จริง พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้ว พระสูตรนี้ พระอรหันต์ กล่าวไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ “ภิกษุทั้งหลาย บุคคลใดเป็นภิกษุหรือภิกษุณี ยังละราคะ โทสะ โมหะไม่ได้บุคคลนี้เราเรียกว่า ยังข้ามทะเล ที่มีคลื่น มีระลอก มีน้ำวน มีสัตว์ร้าย มีผีเสื้อน้ำไม่ได้ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลใดเป็นภิกษุหรือภิกษุณี ละราคะ โทสะ โมหะได้แล้วบุคคลนี้เราเรียกว่า ข้ามทะเลที่มีคลื่น มีระลอก มีน้ำวน มีสัตว์ร้าย มีผีเสื้อน้ำได้แล้ว ข้ามไปถึงฝั่งเป็นผู้ลอยบาปอยู่บนบก” พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความดังกล่าวมานี้แล้ว ในพระสูตรนั้น จึงตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า บุคคลใดคลายราคะ โทสะ และอวิชชาได้แล้ว บุคคลนั้นชื่อว่าข้ามสมุทรนี้ซึ่งมีทั้งคลื่น สัตว์ร้าย (และ)ผีเสื้อน้ำ ที่น่ากลัว ข้ามได้ยาก @เชิงอรรถ : @ ทะเล หมายถึงสังสารวัฏ หรืออายตนะ ๖ (ขุ.อิติ.อ. ๖๙/๒๔๗) @ ระลอก หมายถึงความโกรธ และความคับแค้นใจ (ขุ.อิติ.อ. ๖๙/๒๔๗)@ น้ำวน หมายถึงกามคุณ ๕ (ขุ.อิติ.อ. ๖๙/๒๔๗) @ สัตว์ร้าย ผีเสื้อน้ำ หมายถึงมาตุคาม (ขุ.อิติ.อ. ๖๙/๒๔๗) @ หมายถึงข้ามโอฆะใหญ่คือสังสารวัฏและกามทั้งหลายเป็นต้น แล้วดำรงอยู่บนบกคือนิพพาน@(ขุ.อิติ.อ. ๖๙/๒๔๗) และดู องฺ.สตฺตก. (แปล) ๒๓/๑๕/๒๔ ประกอบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๔๒๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๓. ติกนิบาต] ๒. ทุติยวรรค รวมพระสูตรที่มีในวรรค เรากล่าวว่า ‘บุคคลนั้นล่วงพ้นกิเลสเครื่องข้อง ละมัจจุได้ ไม่มีอุปธิ ละทุกข์เพื่อไม่เกิดอีกต่อไป ถึงความดับ ไม่ถึงการนับ ลวงมัจจุราชให้หลงได้’ แม้เนื้อความนี้ พระผู้มีพระภาคก็ตรัสไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้แลทุติยราคสูตรที่ ๑๐ จบ ทุติยวรรค จบ รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. ปุญญกิริยาวัตถุสูตร ๒. จักขุสูตร ๓. อินทริยสูตร ๔. อัทธาสูตร ๕. ทุจจริตสูตร ๖. สุจริตสูตร ๗. โสเจยยสูตร ๘. โมเนยยสูตร ๙. ปฐมราคสูตร ๑๐. ทุติยราคสูตร @เชิงอรรถ : @ สํ.สฬา. (แปล) ๑๘/๒๒๙/๒๑๙
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๔๒๖}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาทุติยราคสูตร
ในทุติยราคสูตรที่ ๑๐ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า น อตริ แปลว่า ข้ามไม่ได้แล้ว.
บทว่า สมุทฺทํ ได้แก่ ทะเลคือสงสาร หรือทะเลคืออายตนะ มีจักขุอายตนะเป็นต้น สงสารและอายตนะแม้ทั้งสองอย่างนั้น ชื่อว่าสมุทร เพราะเป็นเหมือนทะเล โดยความหมายว่าเต็มได้ยาก.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าสมุทร เพราะอรรถว่าเป็นเหมือนสมุทร.
อธิบายว่า ชื่อว่าเป็นเหมือนสมุทร เพราะเป็นที่อยู่อาศัยของกิเลส คือเพราะสันดานของสัตว์เป็นเรือนของกิเลส.
บทว่า สวิจึ ความว่า มีระลอกโดยระลอก คือความโกรธและความแค้น. สมดังที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ คำว่า ภัย คือระลอกนี้แลเป็นชื่อของความโกรธและความแค้น.
____________________________
ม. ม. เล่ม ๑๓/ข้อ ๑๙๑ ขุ. อิติ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๒๘๙
บทว่า สาวฏฺฏํ ความว่า พร้อมด้วยวังวนโดยวังวน คือกามคุณ ๕. สมจริงตามที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ คำว่า อาวัฏฏะ นี้เป็นชื่อของกามคุณทั้ง ๕.
____________________________
ม. ม. เล่ม ๑๓/ข้อ ๑๙๓ องฺ. จตุกฺก. เล่ม ๒๑/ข้อ ๑๒๒ ขุ. อิติ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๒๘๙
บทว่า สคหํ สรกฺขสํ ความว่า ชื่อว่าประกอบด้วยบุคคลที่เป็นวิสภาคกัน (ศัตรู) เช่นกับด้วยมังกรดุ ปลาร้ายและผีเสื้อสมุทร เพราะให้เกิดอนัตถะแก่ผู้ไปสู่แหล่งหากินของตน. สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ คำว่า สคหํ สรกฺขสํ นี้แลเป็นชื่อของมาตุคาม.
____________________________
ม. ม. เล่ม ๑๓/ข้อ ๑๙๔ ขุ. อิติ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๒๘๙
บทว่า อตริ ความว่า ข้ามพ้นทะเลตามที่กล่าวแล้วด้วยเรือ คือมรรคปัญญา.
บทว่า ติณฺโณ แปลว่า ข้ามพ้นไปแล้ว.
บทว่า ปารคโต ได้แก่ ผู้เข้าถึงฝั่ง คือฝั่งข้างโน้นของทะเลนั้น ได้แก่นิโรธ.
บทว่า ถเล ติฏฺฐติ ความว่า ต่อจากนั้นไป เราตถาคตเรียกเขาว่าเป็นพราหมณ์ผู้ลอยบาปแล้ว ยืนอยู่บนบก คือฝั่งโน้น ได้แก่พระนิพพาน เพราะข้ามห้วงน้ำใหญ่มีกามเป็นต้น.
แม้ในพระสูตรนี้ คาถาก็มีมาแล้วด้วยสามารถแห่งธรรมที่เป็นฝ่ายขาวเหมือนกัน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุมฺมิภยํ ได้แก่ คลื่นและภัยตามที่กล่าวแล้ว คลื่นนั้นชื่อว่าเป็นภัย เพราะเป็นแดนน่าสะพรึงกลัว.
บทว่า ทุตฺตรํ ได้แก่ ข้ามได้ยากเหลือเกิน.
บทว่า อจฺจตริ แปลว่า ได้ข้ามพ้นแล้ว.
บทว่า สงฺคาติโค ความว่า ชื่อว่าผ่านเครื่องข้องไปแล้ว เพราะเป็นผู้ก้าวเลย คือละเครื่องข้อง ๕ อย่างมีราคะเป็นต้นได้แล้ว.
บทว่า อฏฺฐงฺคโต โส น ปมาณเมติ ความว่า ผู้นั้นเป็นอย่างนั้น คือเป็นพระอรหันต์ ชื่อว่าผู้ถึงความขาดสูญแล้ว เพราะกิเลสมีราคะเป็นต้นที่เป็นธรรมทำประมาณถึงความดับสูญไปโดยส่วนเดียวโดยแท้. และต่อแต่นั้นไปเป็นผู้ไม่อาจที่ใครๆ จะนับได้ว่าบุคคลนั้นเป็นเช่นนี้โดยศีล โดยสมาธิ โดยปัญญา เพราะความบริบูรณ์แห่งธรรมขันธ์มีศีลเป็นต้น ชื่อว่าไม่ถึงการนับได้.
อีกอย่างหนึ่ง ท่านผู้นั้นถึงความตั้งอยู่ไม่ได้ กล่าวคืออนุปาทิเสสนิพพาน ชื่อว่าย่อมไม่ถึง คือไม่เข้าถึงการนับได้ เพราะเป็นผู้ที่ใครๆ ไม่สามารถจะนับได้ว่า พระอรหันต์นั้นเป็นผู้ดำรงอยู่แล้วโดยคติชื่อนี้ และเป็นผู้เช่นนี้โดยชื่อและโคตร.
ต่อแต่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจบพระธรรมเทศนาลงด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุนั่นแหละว่า เราตถาคตกล่าวว่า เธอยังมัจจุราชให้หลงได้แล้ว คือเป็นผู้ที่พญามัจจุราชไม่สามารถจะติดตามได้.
ในวรรคนี้ พึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสวัฏฏะไว้ในสูตรที่ ๑ที่ ๕ และที่ ๖ ตรัสวิวัฏฏะไว้ในสูตรที่ ๒ ที่ ๗ และที่ ๘ ตรัสทั้งวัฏฏะและวิวัฏฏะไว้ในพระสูตรที่เหลือ ด้วยประการดังพรรณนามานี้.
จบอรรถกถาทุติยราคสูตรที่ ๑๐ จบวรรควรรณนาที่ ๒
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ปุญญกิริยาวัตถุสูตร
๒. จักขุสูตร
๓. อินทรียสูตร
๔. อัทธาสูตร
๕. ทุจริตสูตร
๖. สุจริตสูตร
๗. สุจิสูตร
๘. มุนีสูตร
๙. ปฐมราคสูตร
๑๐. ทุติยราคสูตร และอรรถกถา. -----------------------------------------------------