อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๓๘๑

๙. วาเสฏฐสูตร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๘๑–๓๘๓พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 3 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 3 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 63 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

สุตฺตนิปาเต ตติยสฺส มหาวคฺคสฺส นวมํ วาเสฏฺฐสุตฺตํ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต วาเสฏฐสูตรที่ ๙

ข้อ ๓๘๑

๙ เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา อิจฺฉานงฺคเล วิหรติ อิจฺฉานงฺคลวนสณฺเฑ ฯ เตน โข ปน สมเยน สมฺพหุลา อภิญฺญาตา พฺราหฺมณมหาสาลา อิจฺฉานงฺคเล ปฏิวสนฺติ เสยฺยถีทํ จงฺกี พฺราหฺมโณ ตารุกฺโข พฺราหฺมโณ โปกฺขรสาติ พฺราหฺมโณ ชาณุสฺโสณิ พฺราหฺมโณ โตเทยฺยพฺราหฺมโณ อญฺเญ จ อภิญฺญาตา พฺราหฺมณมหาสาลา ฯ {๓๘๑.๑} อถ โข วาเสฏฺฐภารทฺวาชานํ มาณวานํ ชงฺฆาวิหารํ อนุจงฺกมนฺตานํ อนุวิจรนฺตานํ อยมนฺตรากถา อุทปาทิ กถํ โภ พฺราหฺมโณ โหตีติ ฯ ภารทฺวาโช มาณโว เอวมาห ยโต โข โภ อุภโต สุชาโต มาติโต จ ปิติโต จ สํสุทฺธคหณิโก ยาว สตฺตมา ปิตามหยุคา อกฺขิตฺโต อนุปกุฏฺโฐ ชาติวาเทน เอตฺตาวตา โภ พฺราหฺมโณ โหตีติ ฯ วาเสฏฺโฐ มาณโว เอวมาห ยโต โข โภ สีลวา จ โหติ วตฺตสมฺปนฺโน จ เอตฺตาวตา โข โภ พฺราหฺมโณ โหตีติ ฯ {๓๘๑.๒} เนว โข อสกฺขิ ภารทฺวาโช มาณโว วาเสฏฺฐํ มาณวํ สญฺญาเปตุํ น ปน อสกฺขิ วาเสฏฺโฐ มาณโว ภารทฺวาชํ มาณวํ สญฺญาเปตุํ ฯ อถ โข วาเสฏฺโฐ มาณโว ภารทฺวาชํ มาณวํ อามนฺเตสิ อยํ โภ ภารทฺวาช สมโณ โคตโม สกฺยปุตฺโต สกฺยกุลา ปพฺพชิโต อิจฺฉานงฺคเล วิหรติ อิจฺฉานงฺคลวนสณฺเฑ ตํ โข ปน ภวนฺตํ โคตมํ เอวํ กลฺยาโณ กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคโต อิติปิ โส ภควา ฯเปฯ พุทฺโธ ภควาติ อายาม ภารทฺวาช เยน สมโณ โคตโม เตนุปสงฺกมิสฺสาม อุปสงฺกมิตฺวา เอตมตฺถํ ปุจฺฉิสฺสาม ยถา โน สมโณ โคตโม พฺยากริสฺสติ ตถา นํ ธาเรสฺสามาติ ฯ เอวํ โภติ โข ภารทฺวาโช มาณโว วาเสฏฺฐสฺส มาณวสฺส ปจฺจสฺโสสิ ฯ {๓๘๑.๓} อถ โข วาเสฏฺฐภารทฺวาชมาณวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควตา สทฺธึ สมฺโมทึสุ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข วาเสฏฺโฐ มาณโว ภควนฺตํ คาถาหิ อชฺฌภาสิ

ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ราวป่าอิจฉานงคลวันใกล้อิจฉานังคลคาม ก็สมัยนั้น พราหมณ์มหาศาลผู้มีชื่อเสียงเป็นอันมาก คือจังกีพราหมณ์ ตารุกขพราหมณ์ โปกขรสาติพราหมณ์ ชาณุสโสณีพราหมณ์โตเทยยพราหมณ์ และพราหมณ์มหาศาลผู้มีชื่อเสียงเหล่าอื่น อาศัยอยู่ในอิจฉานังคลคาม ครั้งนั้นแล วาเสฏฐมาณพและภารทวาชมาณพ เดินพักผ่อนอยู่ได้สนทนากันในระหว่างว่า ท่านผู้เจริญ บุคคลชื่อว่าเป็นพราหมณ์ด้วยเหตุอย่างไร ภารทวาชมาณพกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญบุคคลผู้เป็นอุภโตสุชาตทั้งฝ่ายมารดาและฝ่ายบิดา มีครรภ์เป็นที่ถือปฏิสนธิหมดจดดีตลอด ๗ ชั่วบรรพ-*บุรุษ ไม่มีใครจะคัดค้านติเตียนได้ด้วยอ้างถึงชาติ บุคคลชื่อว่าเป็นพราหมณ์ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ฯ วาเสฏฐมาณพกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ บุคคลเป็นผู้มีศีลและถึงพร้อมด้วยวัตร บุคคลชื่อว่าเป็นพราหมณ์ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล ฯ ภารทวาชมาณพไม่สามารถจะให้วาเสฏฐมาณพยินยอมได้เลย และวาเสฏฐมาณพก็ไม่สามารถจะให้ภารทวาชมาณพยินยอมได้ ฯ ลำดับนั้นแล วาเสฏฐมาณพจึงกล่าวกะภารทวาชมาณพว่า ท่านภารทวาชะพระสมณโคดมผู้ศากยบุตรนี้ เสด็จออกผนวชจากศากยสกุล ประทับอยู่ ณราวป่าอิจฉานังคลวัน ใกล้อิจฉานังคลคาม ก็กิตติศัพท์อันงามของท่านพระโคดมพระองค์นั้นขจรไปแล้วอย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นฯลฯ เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม ท่านภารทวาชะ เราทั้งสองจงไปเฝ้าพระสมณโคดมเถิด ครั้นแล้วจักทูลถามเนื้อความนี้ พระสมณโคดมจักตรัสพยากรณ์แก่เราด้วยประการใด เราจักทรงจำข้อความนั้นไว้ด้วยประการนั้น ฯ ภารทวาชมาณพ รับคำวาเสฏฐมาณพแล้ว ลำดับนั้น วาเสฏฐมาณพและภารทวาชมาณพ ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้สนทนาปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว นั่ง ณที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว วาเสฏฐมาณพได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า

ข้อ ๓๘๒

|๓๘๒.๑๐๒๑| อนุญฺญาตปฏิญฺญาตา เตวิชฺชา มยมสฺสุ โภ อหํ โปกฺขรสาติสฺส ตารุกฺขสฺสาย มาณโว ฯ |๓๘๒.๑๐๒๒| เตวิชฺชานํ ยทกฺขาตํ ตตฺร เกวลิโนสฺมเส ปทกสฺมา เวยฺยากรณา จ ชปฺเป อาจริยสาทิสา ฯ |๓๘๒.๑๐๒๓| เตสนฺโน ชาติวาทมฺหิ วิวาโท อตฺถิ โคตม ชาติยา พฺราหฺมโณ โหติ ภารทฺวาโช อิติ ภาสติ อหญฺจ กมฺมุนา พฺรูหิ เอวํ ชานาหิ จกฺขุม ฯ |๓๘๒.๑๐๒๔| เต น สกฺโกม สญฺญาตุํ อญฺญมญฺญํ มยํ อุโภ ภวนฺตํ ปุฏฺฐุมาคมฺหา สมฺพุทฺธํ อิติ วิสฺสุตํ ฯ |๓๘๒.๑๐๒๕| จนฺทํ ยถา ขยาตีตํ เปจฺจ ปญฺชลิกา ชนา วนฺทมานา นมสฺสนฺติ เอวํ โลกสฺมิ โคตม ฯ |๓๘๒.๑๐๒๖| จกฺขุํ โลเก สมุปฺปนฺนํ มยํ ปุจฺฉาม โคตมํ ชาติโต พฺราหฺมโณ โหติ อุทาหุ ภวติ กมฺมุนา อชานตํ โน ปพฺรูหิ ยถา ชาเนมุ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๘๒.๑๐๒๗| เตสํ โวหํ พฺยกฺขิสฺสํ (วาเสฏฺฐาติ ภควา) อนุปุพฺพํ ยถาตถํ ชาติวิภงฺคํ ปาณานํ อญฺญมญฺญา หิ ชาติโย ฯ |๓๘๒.๑๐๒๘| ติณรุกฺเขปิ ชานาถ น จาปิ ปฏิชานเร ลิงฺคํ ชาติมยํ เตสํ อญฺญมญฺญา หิ ชาติโย ฯ |๓๘๒.๑๐๒๙| ตโต กีเฏ ปฏงฺเค จ ยาว กุนฺถกิปิลฺลิเก ลิงฺคํ ชาติมยํ เตสํ อญฺญมญฺญา หิ ชาติโย ฯ |๓๘๒.๑๐๓๐| จตุปฺปเทปิ ชานาถ ขุทฺทเก จ มหลฺลเก ลิงฺคํ ชาติมยํ เตสํ อญฺญมญฺญา หิ ชาติโย ฯ |๓๘๒.๑๐๓๑| ปาทูทเรปิ ชานาถ อุรเค ทีฆปิฏฺฐิเก ลิงฺคํ ชาติมยํ เตสํ อญฺญมญฺญา หิ ชาติโย ฯ |๓๘๒.๑๐๓๒| ตโต มจฺเฉปิ ชานาถ อุทเก วาริโคจเร ลิงฺคํ ชาติมยํ เตสํ อญฺญมญฺญา หิ ชาติโย ฯ |๓๘๒.๑๐๓๓| ตโต ปกฺขีปิ ชานาถ ปตฺตยาเน วิหงฺคเม ลิงฺคํ ชาติมยํ เตสํ อญฺญมญฺญา หิ ชาติโย ฯ |๓๘๒.๑๐๓๔| ยถา เอตาสุ ชาตีสุ ลิงฺคํ ชาติมยํ ปุถุ เอวํ นตฺถิ มนุสฺเสสุ ลิงฺคํ ชาติมยํ ปุถุ ฯ |๓๘๒.๑๐๓๕| น เกเสหิ น สีเสหิ น กณฺเณหิ น อกฺขิหิ น มุเขน น นาสาย น โอฏฺเฐหิ ภมูหิ วา |๓๘๒.๑๐๓๖| น คีวาย น อํเสหิ น อุทเรน น ปิฏฺฐิยา น โสณิยา น อุรสา น สมฺพาธา น เมถุนา |๓๘๒.๑๐๓๗| น หตฺเถหิ น ปาเทหิ น องฺคุลีหิ นเขหิ วา น ชงฺฆาหิ น อูรูหิ น วณฺเณน สเรน วา ลิงฺคํ ชาติมยํ เนว ยถา อญฺญาสุ ชาติสุ ฯ |๓๘๒.๑๐๓๘| ปจฺจตฺตํ สสรีเรสุ มนุสฺเสเสฺวตํ น วิชฺชติ โวการญฺจ มนุสฺเสสุ สมญฺญาย ปวุจฺจติ ฯ |๓๘๒.๑๐๓๙| โย หิ โกจิ มนุสฺเสสุ โครกฺขํ อุปชีวติ เอวํ วาเสฏฺฐ ชานาหิ กสฺสโก โส น พฺราหฺมโณ ฯ |๓๘๒.๑๐๔๐| โย หิ โกจิ มนุสฺเสสุ ปุถุสิปฺเปน ชีวติ เอวํ วาเสฏฺฐ ชานาหิ สิปฺปิโก โส น พฺราหฺมโณ ฯ |๓๘๒.๑๐๔๑| โย หิ โกจิ มนุสฺเสสุ โวหารํ อุปชีวติ เอวํ วาเสฏฺฐ ชานาหิ วาณิโช โส น พฺราหฺมโณ ฯ |๓๘๒.๑๐๔๒| โย หิ โกจิ มนุสฺเสสุ ปรเปสฺเสน ชีวติ เอวํ วาเสฏฺฐ ชานาหิ เปสฺสิโก โส น พฺราหฺมโณ ฯ |๓๘๒.๑๐๔๓| โย หิ โกจิ มนุสฺเสสุ อทินฺนํ อุปชีวติ เอวํ วาเสฏฺฐ ชานาหิ โจโร เอโส น พฺราหฺมโณ ฯ |๓๘๒.๑๐๔๔| โย หิ โกจิ มนุสฺเสสุ อิสฺสตฺถํ อุปชีวติ เอวํ วาเสฏฺฐ ชานาหิ โยธาชีโว น พฺราหฺมโณ ฯ |๓๘๒.๑๐๔๕| โย หิ โกจิ มนุสฺเสสุ โปโรหิจฺเจน ชีวติ เอวํ วาเสฏฺฐ ชานาหิ ยาชโก โส น พฺราหฺมโณ ฯ |๓๘๒.๑๐๔๖| โย หิ โกจิ มนุสฺเสสุ คามํ รฏฺฐญฺจ ภุญฺชติ เอวํ วาเสฏฺฐ ชานาหิ ราชา เอโส น พฺราหฺมโณ ฯ |๓๘๒.๑๐๔๗| น จาหํ พฺราหฺมณํ พฺรูมิ โยนิชํ มตฺติกสมฺภวํ โภวาทิ นาม โส โหติ ส เว โหติ สกิญฺจโน อกิญฺจนํ อนาทานํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๘๒.๑๐๔๘| สพฺพํ สํโยชนํ เฉตฺวา โย เว นปริตสฺสติ สงฺคาติคํ วิสํยุตฺตํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๘๒.๑๐๔๙| เฉตฺวา นทฺธึ วรตฺตญฺจ สนฺธานํ สหนุกฺกมํ อุกฺขิตฺตปลิฆํ พุทฺธํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๘๒.๑๐๕๐| อกฺโกสํ วธพนฺธญฺจ อทุฏฺโฐ โย ติติกฺขติ ขนฺตี พลานีกํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๘๒.๑๐๕๑| อกฺโกธนํ วตฺตวนฺตํ สีลวนฺตํ อนุสฺสทํ ทนฺตํ อนฺติมสารีรํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๘๒.๑๐๕๒| วารี โปกฺขรปตฺเตว อารคฺเคริว สาสโป โย น ลิมฺปติ กาเมสุ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๘๒.๑๐๕๓| โย ทุกฺขสฺส ปชานาติ อิเธว ขยมตฺตโน ปนฺนภารํ วิสํยุตฺตํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๘๒.๑๐๕๔| คมฺภีรปญฺญํ เมธาวึ มคฺคามคฺคสฺส โกวิทํ อุตฺตมตฺถํ อนุปฺปตฺตํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๘๒.๑๐๕๕| อสํสฏฺฐํ คหฏฺเฐหิ อนาคาเรหิ จูภยํ อโนกสารึ อปฺปิจฺฉํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๘๒.๑๐๕๖| นิธาย ทณฺฑํ ภูเตสุ ตเสสุ ถาวเรสุ จ โย น หนฺติ น ฆาเตติ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๘๒.๑๐๕๗| อวิรุทฺธํ วิรุทฺเธสุ อตฺตทณฺเฑสุ นิพฺพุตํ สาทาเนสุ อนาทานํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๘๒.๑๐๕๘| ยสฺส ราโค จ โทโส จ มาโน มกฺโข จ ปาติโต สาสโปริว อารคฺคา ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๘๒.๑๐๕๙| อกกฺกสํ วิญฺญาปนึ คิรํ สจฺจํ อุทีรเย ยาย นาภิสเช กิญฺจิ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๘๒.๑๐๖๐| โย จ ทีฆญฺจ รสฺสํ วา อณุํถูลํ สุภาสุภํ โลเก อทินฺนํ นาทิยติ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๘๒.๑๐๖๑| อาสา ยสฺส น วิชฺชนฺติ อสฺมึ โลเก ปรมฺหิ จ นิราสยํ วิสํยุตฺตํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๘๒.๑๐๖๒| ยสฺสาลยา น วิชฺชนฺติ อญฺญาย อกถงฺกถี อมโตคธํ อนุปฺปตฺตํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๘๒.๑๐๖๓| โย จ ปุญฺญญฺจ ปาปญฺจ อุโภ สงฺคํ อุปจฺจคา อโสกํ วิรชํ สุทฺธํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๘๒.๑๐๖๔| จนฺทํว วิมลํ สุทฺธํ วิปฺปสนฺนมนาวิลํ นนฺทิภวปริกฺขีณํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๘๒.๑๐๖๕| โย อิมํ ปลิปถํ ทุคฺคํ สํสารํ โมหมจฺจคา ติณฺโณ ปารคโต ฌายี อเนโช อกถงฺกถี อนุปาทาย นิพฺพุโต ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๘๒.๑๐๖๖| โยธ กาเม ปหนฺตฺวาน อนาคาโร ปริพฺพเช กามราคปริกฺขีณํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๘๒.๑๐๖๗| โยธ ตณฺหํ ปหนฺตฺวาน อนาคาโร ปริพฺพเช ตณฺหาภวปริกฺขีณํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๘๒.๑๐๖๘| หิตฺวา มานุสกํ โยคํ ทิพฺพํ โยคํ อุปจฺจคา สพฺพโยควิสํยุตฺตํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๘๒.๑๐๖๙| หิตฺวา รติญฺจ อรติญฺจ สีติภูตํ นิรูปธึ สพฺพโลกาภิภุํ วีรํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๘๒.๑๐๗๐| จุตึ โย เวทิ สตฺตานํ อุปปตฺติญฺจ สพฺพโส อสตฺตํ สุคตํ พุทฺธํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๘๒.๑๐๗๑| ยสฺส คตึ น ชานนฺติ เทวา คนฺธพฺพมานุสา ขีณาสวํ อรหนฺตํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๘๒.๑๐๗๒| ยสฺส ปุเร จ ปจฺฉา จ มชฺเฌ จ นตฺถิ กิญฺจนํ อกิญฺจนํ อนาทานํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๘๒.๑๐๗๓| อุสภํ ปวรํ ธีรํ มเหสึ วิชิตาวินํ อเนชํ นฺหาตกํ พุทฺธํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๘๒.๑๐๗๔| ปุพฺเพนิวาสํ โย เวทิ สคฺคาปายญฺจ ปสฺสติ อโถ ชาติกฺขยํ ปตฺโต ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ |๓๘๒.๑๐๗๕| สมญฺญา เหสา โลกสฺมึ นามโคตฺตํ ปกปฺปิตํ สมฺมุจฺจา สมุทาคตํ ตตฺถ ตตฺถ ปกปฺปิตํ ฯ |๓๘๒.๑๐๗๖| ทีฆรตฺตมนุสยิตํ ทิฏฺฐิคตมชานตํ อชานนฺตา โน ปพฺรูหนฺติ ชาติยา โหติ พฺราหฺมโณ ฯ |๓๘๒.๑๐๗๗| น ชจฺจา พฺราหฺมโณ โหติ น ชจฺจา โหติ อพฺราหฺมโณ กมฺมุนา พฺราหฺมโณ โหติ กมฺมุนา โหติ อพฺราหฺมโณ ฯ |๓๘๒.๑๐๗๘| กสฺสโก กมฺมุนา โหติ สิปฺปิโก โหติ กมฺมุนา วาณิโช กมฺมุนา โหติ เปสฺสิโก โหติ กมฺมุนา |๓๘๒.๑๐๗๙| โจโรปิ กมฺมุนา โหติ โยธาชีโวปิ กมฺมุนา ยาชโก กมฺมุนา โหติ ราชาปิ โหติ กมฺมุนา ฯ |๓๘๒.๑๐๘๐| เอวเมตํ ยถาภูตํ กมฺมํ ปสฺสนฺติ ปณฺฑิตา ปฏิจฺจสมุปฺปาททสฺสา กมฺมวิปากโกวิทา ฯ |๓๘๒.๑๐๘๑| กมฺมุนา วตฺตตี โลโก กมฺมุนา วตฺตตี ปชา กมฺมนิพนฺธนา สตฺตา รถสฺสาณีว ยายโต ฯ |๓๘๒.๑๐๘๒| ตเปน พฺรหฺมจริเยน สญฺญเมน ทเมน จ เอเตน พฺราหฺมโณ โหติ เอตํ พฺราหฺมณมุตฺตมํ |๓๘๒.๑๐๘๓| ตีหิ วิชฺชาหิ สมฺปนฺโน สนฺโต ขีณปุนพฺภโว เอวํ วาเสฏฺฐ ชานาหิ พฺรหฺมา สกฺโก วิชานตนฺติ ฯ

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ทั้งสองเป็นผู้มีไตรวิชชา อันอาจารย์ยกย่องและรับรอง ข้าพระองค์เป็นศิษย์ผู้ใหญ่ ของโปกขรสาติพราหมณ์ ภารทวาชมาณพนี้ เป็นศิษย์ผู้ใหญ่ ของตารุกขพราหมณ์ ข้าพระองค์ทั้งสองเป็นผู้ถึงความสำเร็จ ในเวทที่อาจารย์ผู้มีไตรวิชชาบอกแล้ว เป็นผู้เข้าใจตัวบท และเป็นผู้ชำนาญไวยากรณ์ ในเวท เช่นกับอาจารย์ ข้าแต่ พระโคดม ข้าพระองค์ทั้งสองมีการโต้เถียงกันเพราะการอ้าง ถึงชาติ ภารทวาชมาณพกล่าวว่า บุคคลเป็นพราหมณ์เพราะ ชาติ ส่วนข้าพระองค์กล่าวว่า บุคคลเป็นพราหมณ์เพราะ กรรม ข้าแต่พระโคดมผู้มีพระจักษุ ขอพระองค์จงทรงทราบ อย่างนี้ ข้าพระองค์ทั้งสองนั้นไม่สามารถจะให้กันและกัน ยินยอมได้ จึงพากันมาเพื่อจะทูลถามพระองค์ผู้ปรากฏว่า เป็น พระสัมพุทธะ ข้าแต่พระโคดม ข้าพระองค์ทั้งสอง ประนม อัญชลีเข้ามาถวายนมัสการพระองค์ผู้ปรากฏว่า เป็นพระ สัมพุทธะในโลก เหมือนชนทั้งหลาย ประนมอัญชลีเข้ามา ไหว้นมัสการพระจันทร์อันเต็มดวง ฉะนั้น ข้าพระองค์ทั้งสอง ขอทูลถามพระโคดมผู้มีพระจักษุ ผู้อุบัติขึ้นดีแล้วในโลกว่า บุคคลเป็นพราหมณ์เพราะชาติหรือเพราะกรรม ขอพระองค์ จงตรัสบอกแก่ข้าพระองค์ทั้งสองผู้ไม่รู้ ด้วยอาการที่ข้า พระองค์ทั้งสองจะพึงรู้จักพราหมณ์เถิด ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรวาเสฏฐะ เราจักพยากรณ์แก่ท่านทั้งหลายตามลำดับตามสมควร สัตว์ ทั้งหลายมีความแตกต่างกันโดยชาติ เพราะชาติของสัตว์ เหล่านั้น มีประการต่างๆ กัน ท่านทั้งหลายย่อมรู้จัก หญ้าและต้นไม้ แต่หญ้าและต้นไม้ ก็ไม่ยอมรับว่าเป็น หญ้าเป็นต้นไม้ หญ้าและต้นไม้เหล่านั้นมีสัณฐานสำเร็จ มาแต่ชาติ เพราะชาติของมันต่างๆ กัน แต่นั้นท่าน ทั้งหลายจงรู้จัก หนอน ตั๊กแตน มดดำ และมดแดง สัตว์ เหล่านั้นมีสัณฐานสำเร็จมาแต่ชาติ เพราะชาติของมัน ต่างๆ กัน ท่านทั้งหลายจงรู้จักสัตว์ ๔ เท้า ทั้งตัวเล็ก ตัวใหญ่ สัตว์เหล่านั้นมีสัณฐานสำเร็จมาแต่ชาติ เพราะ ชาติของมันต่างๆ กัน ต่อแต่นั้น ท่านทั้งหลายจงรู้จัก ปลาที่เกิดในน้ำเที่ยวไปในน้ำ ปลาเหล่านั้นมีสัณฐานสำเร็จ มาแต่ชาติ เพราะชาติของมันมีต่างๆ กัน ถัดจากนั้น ท่านทั้งหลายจงรู้จักนกที่บินไปในเวหา นกเหล่านั้นมีสัณฐาน สำเร็จมาแต่ชาติ เพราะชาติของมันต่างๆ กัน เพศที่ สำเร็จมาแต่ชาติเป็นอันมาก ไม่มีในมนุษย์ทั้งหลาย เหมือน อย่างสัณฐานที่สำเร็จมาแต่ชาติเป็นอันมากในชาติเหล่านี้ ฉะนั้น การกำหนดด้วยผม ศีรษะ หู นัยน์ตา ปาก จมูก ริมฝีปาก คิ้ว คอ บ่า ท้อง หลัง ตะโพก อก ที่แคบ เมถุน มือ เท้า นิ้วมือ เล็บ แข้ง ขา วรรณะ หรือเสียง ว่าผมเป็นต้น ของพราหมณ์เป็นเช่นนี้ ของกษัตริย์ เป็นเช่นนี้ย่อมไม่มีเลย เพศที่สำเร็จมาแต่ชาติไม่มีใน มนุษย์ทั้งหลายเลย เหมือนอย่างสัณฐานที่สำเร็จมาแต่ ชาติในชาติเหล่าอื่น ฉะนั้น ความแตกต่างกันแห่งสัณฐาน มีผมเป็นต้นนี้ ที่สำเร็จมาแต่กำเนิด ย่อมไม่มีในสรีระ ของตนๆ เฉพาะในตัวมนุษย์ทั้งหลายเลย แต่ความต่าง กันในมนุษย์ทั้งหลาย บัณฑิตกล่าวไว้โดยสมัญญา ดูกร วาเสฏฐะ ท่านจงรู้อย่างนี้ว่า ก็ในหมู่มนุษย์ ผู้ใดผู้หนึ่ง อาศัยโครักขกรรมเลี้ยงชีพ ผู้นั้นเป็นชาวนา มิใช่ พราหมณ์ ดูกรวาเสฏฐะ ท่านจงรู้อย่างนี้ว่า ก็ใน หมู่มนุษย์ ผู้ใดผู้หนึ่งเลี้ยงชีพด้วยศิลปะเป็นอันมาก ผู้ นั้นเป็นศิลปิน มิใช่พราหมณ์ ดูกรวาเสฏฐะ ท่านจง รู้อย่างนี้ว่า ก็ในหมู่มนุษย์ ผู้ใดผู้หนึ่ง อาศัยการค้า ขายเลี้ยงชีพ ผู้นั้นเป็นพ่อค้ามิใช่พราหมณ์ ดูกรวาเสฏฐะ ท่านจงรู้อย่างนี้ว่า ก็ในหมู่มนุษย์ ผู้ใดผู้หนึ่งเลี้ยงชีวิต ด้วยการรับใช้ผู้อื่น ผู้นั้นเป็นผู้รับใช้ มิใช่พราหมณ์ ดูกรวาเสฏฐะ ท่านจงรู้อย่างนี้ว่า ก็ในหมู่มนุษย์ ผู้ ใดผู้หนึ่งอาศัยการลักทรัพย์เลี้ยงชีพ ผู้นั้นเป็นโจร มิใช่ พราหมณ์ ดูกรวาเสฏฐะ ท่านจงรู้อย่างนี้ว่า ก็ใน หมู่มนุษย์ ผู้ใดผู้หนึ่งอาศัยลูกศรและศาตราเลี้ยงชีพ ผู้นั้น เป็นนักรบอาชีพ มิใช่พราหมณ์ ดูกรวาเสฏฐะ ท่าน จงรู้อย่างนี้ว่า ก็ในหมู่มนุษย์ ผู้ใดผู้หนึ่งเลี้ยงชีพด้วยความ เป็นปุโรหิต ผู้นั้นเป็นผู้ยังบุคคลให้บูชา มิใช่เป็นพราหมณ์ ดูกรวาเสฏฐะ ท่านจงรู้อย่างนี้ว่า ก็ในหมู่มนุษย์ ผู้ใด ผู้หนึ่งปกครองบ้านและแว่นแคว้น ผู้นั้นเป็นพระราชา มิใช่พราหมณ์ ก็เราหากล่าวผู้เกิดแต่กำเนิดในท้องมารดา ว่าเป็นพราหมณ์ไม่ ผู้นั้นเป็นผู้ชื่อว่าโภวาที ผู้นั้นแล ยังเป็นผู้มีเครื่องกังวล เรากล่าวบุคคลผู้ไม่มีเครื่องกังวล ผู้ไม่ถือมั่น ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้ตัดสังโยชน์ได้ทั้ง หมด ไม่สะดุ้งเลย ล่วงธรรมเป็นเครื่องข้องแล้ว พราก โยคะทั้ง ๔ ได้แล้ว ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้ที่ตัด ชะเนาะคือความโกรธ เชือก คือ ตัณหา หัวเงื่อน คือ ทิฐิ ๖๒ พร้อมทั้งสายโยง คือ อนุสัยเสียได้ ผู้มีลิ่ม สลักอันถอดแล้ว ผู้ตรัสรู้แล้ว ว่าเป็นพราหมณ์ เรา กล่าวผู้ไม่ประทุษร้าย อดกลั้นได้ซึ่งคำด่าว่า การทุบตีและ การจองจำ ผู้มีกำลังคือขันติ ผู้มีหมู่พลคือขันตี ว่าเป็น พราหมณ์ เรากล่าวผู้ไม่โกรธ มีวัตร มีศีล ไม่มีกิเลส อันฟูขึ้น ฝึกตนแล้ว ทรงไว้ซึ่งร่างกายมีในที่สุด ว่าเป็น พราหมณ์ เรากล่าวผู้ไม่ติดอยู่ในกามทั้งหลาย ดุจน้ำไม่ ติดอยู่ในใบบัว ดุจเมล็ดพันธุ์ผักกาดไม่ติดอยู่บนปลาย เหล็กแหลม ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้รู้ชัดความสิ้นไป แห่งทุกข์ของตน ในศาสนานี้แล ผู้ปลงภาระแล้ว พรากกิเลสได้หมดแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้มีปัญญา ลึกซึ้ง มีเมธา ผู้ฉลาดในทางและมิใช่ทาง ผู้บรรลุถึง ประโยชน์อันสูงสุด ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้ไม่เกี่ยวข้อง ด้วยคน ๒ พวก คือ คฤหัสถ์และบรรพชิต ไม่มีความ อาลัยเที่ยวไป มีความปรารถนาน้อย ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้วางอาชญาในสัตว์ทั้งหลาย ทั้งผู้ที่สะดุ้งและ มั่นคง ไม่ฆ่าเอง ไม่ใช้ผู้อื่นให้ฆ่า ว่าเป็นพราหมณ์ เรา กล่าวผู้ไม่ปองร้าย ผู้ดับเสียได้ในผู้ที่มีอาชญาในตน ผู้ไม่ ยึดถือในผู้ที่มีความยึดถือ ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้ที่ทำ ราคะ โทสะ มานะ และมักขะ ให้ตกไปแล้ว ดุจเมล็ด พันธุ์ผักกาดตกไปจากปลายเหล็กแหลม ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้เปล่งถ้อยคำไม่หยาบ ให้รู้ความกันได้ เป็นคำจริง ซึ่งไม่เป็นเหตุทำใครๆ ให้ข้องอยู่ ว่าเป็นพราหมณ์ ก็เรา กล่าวผู้ไม่ถือเอาสิ่งของยาวหรือสั้น น้อยหรือใหญ่ งาม และไม่งาม ซึ่งเจ้าของมิได้ให้แล้วในโลก ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้ไม่มีความหวังทั้งในโลกนี้และในโลกหน้า ผู้สิ้น หวัง พรากกิเลสได้หมดแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าว ผู้ไม่มีความอาลัย รู้แล้วทั่วถึง ไม่มีความสงสัย หยั่งลงสู่ นิพพาน ได้บรรลุแล้วโดยลำดับ ว่าเป็นพราหมณ์ เรา กล่าวผู้ละทิ้งบุญและบาปทั้ง ๒ ล่วงธรรมเป็นเครื่องข้องได้ แล้ว ไม่มีความเศร้าโศก ปราศจากธุลี บริสุทธิ์แล้ว ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้มีความยินดีในภพหมดสิ้นแล้ว ผู้บริสุทธิ์ มีจิตผ่องใส ไม่ขุ่นมัวดุจพระจันทร์ที่ปราศจาก มลทิน ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้ล่วงทางอ้อม หล่ม สงสาร โมหะเสียได้ เป็นผู้ข้ามถึงฝั่ง เพ่งฌาน ไม่หวั่น ไหว ไม่มีความสงสัย ดับกิเลสได้แล้วเพราะไม่ถือมั่น ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้ละกามในโลกนี้ได้เด็ดขาด เป็นผู้ไม่มีเรือน บวชเสียได้ มีกามราคะหมดสิ้นแล้ว ว่า เป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้ละตัณหาในโลกนี้ได้เด็ดขาด เป็น ผู้ไม่มีเรือน งดเว้น มีตัณหาและภพหมดสิ้นแล้ว ว่าเป็น พราหมณ์ เรากล่าวผู้ละโยคะที่เป็นของมนุษย์ แล้วล่วง โยคะที่เป็นของทิพย์เสียได้ ผู้พรากแล้วจากโยคะทั้งปวง ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้ละความยินดีและความไม่ยินดี เป็นผู้เยือกเย็น หาอุปธิมิได้ ผู้ครอบงำโลกทั้งปวง มีความ เพียร ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้รู้จุติและอุปบัติของสัตว์ ทั้งหลาย โดยอาการทั้งปวง ผู้ไม่ข้อง ไปดี ตรัสรู้แล้ว ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้ที่เทวดา คนธรรพ์ และมนุษย์รู้ คติไม่ได้ ผู้สิ้นอาสวะแล้ว เป็นพระอรหันต์ ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้ไม่มีเครื่องกังวลในขันธ์ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ไม่มีเครื่องกังวล ไม่ยึดถือ ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้องอาจ ประเสริฐ เป็นนักปราชญ์ แสวงหาคุณ ใหญ่ชนะมาร ไม่มีความหวั่นไหว ล้างกิเลสหมด ตรัสรู้ แล้ว ว่าเป็นพราหมณ์ เรากล่าวผู้ระลึกชาติก่อนๆ ได้ เห็นสวรรค์และอบาย และถึงความสิ้นไปแห่งชาติแล้ว ว่า เป็นพราหมณ์ นามและโคตรที่เขากำหนดกัน เป็นบัญญัติใน โลก นามและโคตรมาแล้วเพราะการรู้ตามกันมา ญาติ สาโลหิตทั้งหลาย กำหนดไว้ในกาลที่บุคคลเกิดแล้วนั้นๆ นามและโคตรที่กำหนดกันแล้วนี้ เป็นความเห็นของพวก คนผู้ไม่รู้ ซึ่งสืบเนื่องกันมาสิ้นกาลนาน พวกคนผู้ไม่รู้ ย่อมกล่าวว่าบุคคลเป็นพราหมณ์เพราะชาติ แต่บุคคลเป็น พราหมณ์เพราะชาติก็หามิได้ แต่เป็นพราหมณ์เพราะกรรม ไม่เป็นพราหมณ์ก็เพราะกรรม เป็นชาวนาก็เพราะกรรม เป็นศิลปิน เป็นพ่อค้า เป็นผู้รับใช้ เป็นโจร เป็นนักรบ อาชีพ เป็นปุโรหิต และแม้เป็นพระราชา ก็เพราะกรรม บัณฑิตทั้งหลายผู้มีปรกติเห็นปฏิจจสมุปบาท ฉลาดในกรรม และวิบาก ย่อมเห็นกรรมตามความเป็นจริงอย่างนี้ โลก ย่อมเป็นไปเพราะกรรม หมู่สัตว์ย่อมเป็นไปเพราะกรรม สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นเครื่องผูกพัน เปรียบเหมือนหมุด แห่งรถที่แล่นไปอยู่ ฉะนั้น บุคคลเป็นพราหมณ์เพราะกรรม อันประเสริฐนี้ คือ ตบะ สัญญมะ พรหมจรรย์ และ ทมะ กรรมนี้ นำความเป็นพราหมณ์ที่สูงสุดมาให้ บุคคล ผู้ถึงพร้อมด้วยไตรวิชชา เป็นคนสงบ มีภพใหม่สิ้นไปแล้ว เป็นพราหมณ์ผู้องอาจของบัณฑิตทั้งหลายผู้รู้แจ้งอยู่ ท่านจง รู้อย่างนี้เถิดวาเสฏฐะ ฯ

ข้อ ๓๘๓

เอวํ วุตฺเต วาเสฏฺฐภารทฺวาชา มาณวา ภควนฺตํ เอตทโวจุํ อภิกฺกนฺตํ โภ โคตม ฯเปฯ อุปาสเก โน ภวํ โคตโม ธาเรตุ อชฺชตคฺเค ปาณุเปเต สรณงฺคเตติ ฯ วาเสฏฺฐสุตฺตํ นวมํ ฯ -----------

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว วาเสฏฐมาณพ และภารทวาชมาณพ ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ฯลฯ ขอพระองค์โปรดทรงจำข้าพระองค์ทั้งสองว่าเป็นอุบาสก ผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯ จบวาเสฏฐสูตรที่ ๙

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๙. วาเสฏฐสูตร ว่าด้วยวาเสฏฐมาณพทูลถามปัญหา ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนื้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ราวป่าอิจฉานังคละ ใกล้หมู่บ้าน อิจฉานังคละ สมัยนั้น พราหมณ์มหาศาลมีชื่อเสียงเป็นจำนวนมาก คือ จังกีพราหมณ์ ตารุกขพราหมณ์ โปกขรสาติพราหมณ์ ชาณุสโสณิพราหมณ์ โตเทยยพราหมณ์ และพราหมณ์มหาศาลมีชื่อเสียงอื่นๆ อาศัยอยู่ในหมู่บ้านอิจฉานังคละ ครั้งนั้น วาเสฏฐมาณพและภารทวาชมาณพกำลังเดินเล่นพักผ่อน ระหว่างนั้น ได้สนทนาถึงข้อความนี้ว่า “เพื่อนเอ๋ย บุคคลชื่อว่าพราหมณ์ โดยวิธีอย่างไร” ภารทวาชมาณพกล่าวอย่างนี้ว่า “เพื่อนเอ๋ย บุคคลที่เกิดมาดีทั้ง ๒ ฝ่าย คือ ทั้งฝ่ายมารดาและฝ่ายบิดา ถือปฏิสนธิบริสุทธิ์ดีตลอดเจ็ดชั่วบรรพบุรุษ ไม่มีใคร {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๔๔} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๙. วาเสฏฐสูตร จะคัดค้านตำหนิได้เพราะอ้างถึงชาติตระกูล เพื่อนเอ๋ย เพราะเหตุดังกล่าวมานี้ บุคคลนั้นจึงชื่อว่า พราหมณ์” วาเสฏฐมาณพกล่าวอย่างนี้ว่า “เพื่อนเอ๋ย บุคคลเป็นผู้มีศีล สมบูรณ์ด้วยวัตร เพราะเหตุดังกล่าวมานี้จึงชื่อว่า พราหมณ์” ภารทวาชมาณพไม่สามารถให้วาเสฏฐมาณพยอมรับเหตุผลของตนได้ ฝ่าย วาเสฏฐมาณพก็ไม่สามารถให้ภารทวาชมาณพยอมรับเหตุผลของตนได้เช่นกัน ลำดับนั้น วาเสฏฐมาณพได้กล่าวเชิงปรึกษากับภารทวาชมาณพว่า “ภารทวาชะ เพื่อนรัก พระสมณโคดมศากยบุตรพระองค์นี้เสด็จออกผนวชจากศากยตระกูล ประทับ อยู่ที่ราวป่าอิจฉานังคละ ใกล้หมู่บ้านอิจฉานังคละ ก็ท่านพระโคดมนั้นมีกิตติศัพท์ อันงามขจรไปอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ฯลฯ เป็น พระพุทธเจ้า เป็นพระผู้มีพระภาค’ ภารทวาชะเพื่อนรัก เราทั้งสองเข้าไปเฝ้าพระ สมณโคดม ณ ที่ประทับกันเถิด แล้วเราจะทูลถามถึงเรื่องนี้กับพระองค์ จะได้จดจำ ข้อความที่พระองค์ทรงพยากรณ์แก่เรา” ภารทวาชมาณพรับคำวาเสฏฐมาณพว่า “อย่างนั้นก็ได้เพื่อน” ต่อจากนั้น วาเสฏฐมาณพและภารทวาชมาณพได้พากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มี พระภาคถึงที่ประทับ ได้สนทนาปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคพอเป็นที่บันเทิงใจ พอเป็นที่ระลึกถึงกันแล้วจึงนั่ง ณ ที่สมควร วาเสฏฐมาณพได้กราบทูลพระผู้มี พระภาคด้วยคาถาว่า

ข้อ ๖๐๐

ข้าพระองค์ทั้งสองเป็นผู้ได้รับยกย่อง และรับรองจากอาจารย์ว่า เป็นผู้ได้ศึกษาจบไตรเพท ข้าพระองค์เป็นหัวหน้าศิษย์ของโปกขรสาติพราหมณ์ ส่วนภารทวาชมาณพนี้เป็นหัวหน้าศิษย์ของตารุกขพราหมณ์

ข้อ ๖๐๑

ข้าพระองค์ทั้งสอง ศึกษาจบไตรเพท ตามที่อาจารย์ผู้แตกฉานอบรมสั่งสอน เป็นผู้เข้าใจตัวบท ชำนาญไวยากรณ์ ในพระเวทเทียบเท่าอาจารย์

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๔๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๙. วาเสฏฐสูตร

ข้อ ๖๐๒

ข้าแต่พระโคดม ข้าพระองค์ทั้งสองนั้นเกิดโต้เถียงกัน ในเรื่องเหตุที่ทำให้บุคคลเป็นพราหมณ์ ภารทวาชมาณพกล่าวว่า บุคคลเป็นพราหมณ์ เพราะชาติกำเนิด ส่วนข้าพระองค์กล่าวว่า บุคคลเป็นพราหมณ์ เพราะกรรม ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุ ขอพระองค์ทรงทราบอย่างนี้เถิด

ข้อ ๖๐๓

ข้าพระองค์ทั้งสองนั้นไม่สามารถตกลงกันได้ จึงพากันมาทูลถามพระองค์ผู้ทรงปรากฏพระนามว่า เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ข้อ ๖๐๔

ข้าพระองค์ทั้งสองประนมมือถวายนมัสการพระองค์ ผู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในโลก เหมือนชนทั้งหลายประนมมือ น้อมไหว้พระจันทร์วันเพ็ญโดยทั่วถึงกัน

ข้อ ๖๐๕

ข้าพระองค์ทั้งสองขอทูลถามพระโคดมผู้มีพระจักษุ ผู้เสด็จอุบัติดีแล้วในโลกว่า บุคคลเป็นพราหมณ์เพราะชาติกำเนิด หรือเพราะกรรมหนอ ขอพระองค์โปรดตรัสบอกข้าพระองค์ทั้งสอง ผู้ไม่รู้ให้รู้จักพราหมณ์ที่แท้จริงด้วยเถิด (พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้)

ข้อ ๖๐๖

วาเสฏฐะ เราจะพยากรณ์ถึงความพิสดาร แห่งชาติกำเนิดของสัตว์ทั้งหลาย ตามลำดับความเหมาะสมแก่เธอ เพราะว่าสัตว์ทั้งหลายมีชาติกำเนิดแตกต่างกันหลายเผ่าพันธุ์

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๔๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๙. วาเสฏฐสูตร

ข้อ ๖๐๗

เธอทั้งหลายย่อมรู้จักหญ้าและต้นไม้ แต่หญ้าและต้นไม้ก็ไม่ยอมรับว่าเป็นหญ้าเป็นต้นไม้ หญ้าและต้นไม้นั้นมีสัณฐานสำเร็จมาแต่กำเนิด เพราะธรรมชาติของมันต่างกัน

ข้อ ๖๐๘

ต่อไป เธอทั้งหลายจงรู้จักแมลง ตั๊กแตน ตลอดจนถึงมดดำ มดแดง สัตว์เหล่านั้นต่างมีรูปร่างสัณฐานไปตามกำเนิด เพราะกำเนิดของสัตว์เหล่านั้นต่างกัน

ข้อ ๖๐๙

เธอทั้งหลายจงรู้จักสัตว์สี่เท้า ทั้งขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ สัตว์เหล่านั้นมีรูปร่างสัณฐานไปตามกำเนิด เพราะกำเนิดของสัตว์เหล่านั้นต่างกัน

ข้อ ๖๑๐

เธอทั้งหลายจงรู้จักสัตว์เลื้อยคลาน ที่ใช้ท้องแทนเท้า มีสันหลังยาว สัตว์เหล่านั้นมีรูปร่างสัณฐานไปตามกำเนิด เพราะกำเนิดของสัตว์เหล่านั้นต่างกัน

ข้อ ๖๑๑

ต่อไป เธอทั้งหลายจงรู้จักปลา และสัตว์น้ำประเภทอื่นที่เกิดเที่ยวหากินอยู่ในน้ำ สัตว์เหล่านั้นมีรูปร่างสัณฐานไปตามกำเนิด เพราะกำเนิดของสัตว์เหล่านั้นต่างกัน

ข้อ ๖๑๒

ต่อไป เธอทั้งหลายจงรู้จักสัตว์ปีกที่บินไปในอากาศ สัตว์เหล่านั้นมีรูปร่างสัณฐานไปตามกำเนิด เพราะกำเนิดของสัตว์เหล่านั้นต่างกัน

ข้อ ๖๑๓

ในหมู่มนุษย์ ไม่มีรูปร่างสัณฐานแตกต่างกันไป ตามกำเนิดมากมาย เหมือนกำเนิดของสัตว์เหล่านี้เลย

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๔๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๙. วาเสฏฐสูตร

ข้อ ๖๑๔

คือ ไม่มีการกำหนดว่า เป็นพราหมณ์ เป็นกษัตริย์เป็นต้น ด้วยผม ศีรษะ ใบหู นัยน์ตา ใบหน้า จมูก ริมฝีปาก คิ้ว

ข้อ ๖๑๕

คอ บ่า ท้อง หลัง สะโพก อก ซอกอวัยวะ อวัยวะสืบพันธุ์

ข้อ ๖๑๖

มือ เท้า นิ้วมือ เล็บ แข้ง ขาอ่อน ผิวพรรณ หรือเสียง ในหมู่มนุษย์จึงไม่มีรูปร่างสัณฐาน แตกต่างกันตามกำเนิดมากมาย เหมือนในกำเนิดอื่นๆ เลย

ข้อ ๖๑๗

ในหมู่มนุษย์ไม่มีลักษณะเฉพาะตัวในสรีระของแต่ละคน และในหมู่มนุษย์ การเรียกชื่อต่างกันว่า พราหมณ์ กษัตริย์ เป็นต้น ท่านบัญญัติเรียกเพียงโวหาร

ข้อ ๖๑๘

ในหมู่มนุษย์ ใครก็ตามอาศัยโครักขกรรมเลี้ยงชีพ วาเสฏฐะ เธอจงรู้อย่างนี้ว่า ผู้นั้นเรียกว่า ชาวนา ไม่เรียกว่า พราหมณ์

ข้อ ๖๑๙

ในหมู่มนุษย์ ใครก็ตามเลี้ยงชีพ ด้วยการช่างฝีมืออันเป็นศิลปะต่างๆ วาเสฏฐะ เธอจงรู้อย่างนี้ว่า ผู้นั้นเรียกว่า ช่างศิลป์ ไม่เรียกว่า พราหมณ์

ข้อ ๖๒๐

ในหมู่มนุษย์ ใครก็ตามอาศัยการค้าขายเลี้ยงชีพ วาเสฏฐะ เธอจงรู้อย่างนี้ว่า ผู้นั้นเรียกว่า พ่อค้า ไม่เรียกว่า พราหมณ์

ข้อ ๖๒๑

ในหมู่มนุษย์ ใครก็ตามเลี้ยงชีพด้วยการรับใช้ผู้อื่น วาเสฏฐะ เธอจงรู้อย่างนี้ว่า ผู้นั้นเรียกว่า คนรับใช้ ไม่เรียกว่า พราหมณ์

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๔๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๙. วาเสฏฐสูตร

ข้อ ๖๒๒

ในหมู่มนุษย์ ใครก็ตามอาศัยการลักทรัพย์ผู้อื่นเลี้ยงชีพ วาเสฏฐะ เธอจงรู้อย่างนี้ว่า ผู้นั้นเรียกว่า โจร ไม่เรียกว่า พราหมณ์

ข้อ ๖๒๓

ในหมู่มนุษย์ ใครก็ตามอาศัยลูกศรและศัสตราเลี้ยงชีพ วาเสฏฐะ เธอจงรู้อย่างนี้ว่า ผู้นั้นเรียกว่า ทหารอาชีพ ไม่เรียกว่า พราหมณ์

ข้อ ๖๒๔

ในหมู่มนุษย์ ใครก็ตามเลี้ยงชีพด้วยการเป็นปุโรหิต วาเสฏฐะ เธอจงรู้อย่างนี้ว่า ผู้นั้นเรียกว่า ผู้เป็นที่เคารพบูชา ไม่เรียกว่า พราหมณ์

ข้อ ๖๒๕

ในหมู่มนุษย์ ใครก็ตามปกครองท้องถิ่นและแว่นแคว้น วาเสฏฐะ เธอจงรู้อย่างนี้ว่า ผู้นั้นเรียกว่า พระราชา ไม่เรียกว่า พราหมณ์

ข้อ ๖๒๖

ผู้ถือกำเนิดจากมารดา (ที่เป็นพราหมณ์) เราไม่เรียกว่า พราหมณ์ เขาเป็นเพียงผู้ชื่อว่า โภวาที เท่านั้น เขายังมีกิเลสเครื่องกังวล แต่เราเรียกผู้ที่ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล ไม่ถือมั่นเท่านั้นว่า พราหมณ์

ข้อ ๖๒๗

ผู้ตัดสังโยชน์ได้หมดสิ้น ไม่สะดุ้ง ผู้ล่วงพ้นกิเลสเครื่องข้องได้ ผู้ปราศจากโยคะ เราเรียกว่า พราหมณ์

ข้อ ๖๒๘

ผู้ตัดชะเนาะ เชือกหนัง และเงื่อน พร้อมทั้งสายรัดได้ ถอดลิ่มสลัก เป็นผู้ตรัสรู้แล้ว เราเรียกว่า พราหมณ์ @เชิงอรรถ : @ ดูธรรมบทข้อ ๓๙๖-๔๒๓ หน้า ๑๕๘ ในเล่มนี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๔๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๙. วาเสฏฐสูตร

ข้อ ๖๒๙

ผู้ไม่ประทุษร้าย อดกลั้นคำด่า การฆ่า และการจองจำได้ มีขันติเป็นพลัง มีขันติเป็นกำลังพล เราเรียกว่า พราหมณ์

ข้อ ๖๓๐

ผู้ไม่มักโกรธ มีศีล มีวัตร ไม่มีตัณหาเครื่องฟูขึ้น ฝึกตนได้แล้ว มีสรีระเป็นร่างกายสุดท้าย เราเรียกว่า พราหมณ์

ข้อ ๖๓๑

ผู้ใดไม่ติดในกามทั้งหลาย เหมือนน้ำไม่ติดอยู่บนใบบัว เหมือนเมล็ดพันธุ์ผักกาดไม่ติดอยู่บนปลายเหล็กแหลม เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์

ข้อ ๖๓๒

ผู้ใดในธรรมวินัยนี้ รู้ชัดความสิ้นทุกข์ของตน ปลงภาระได้แล้ว ปราศจากโยคะ เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์

ข้อ ๖๓๓

ผู้มีปัญญาลึกซึ้ง เป็นนักปราชญ์ ฉลาดในทางและมิใช่ทาง บรรลุประโยชน์สูงสุด เราเรียกว่า พราหมณ์

ข้อ ๖๓๔

ผู้ไม่คลุกคลีกับคน ๒ จำพวก คือ คฤหัสถ์ และบรรพชิต ไม่มีความอาลัยเที่ยวไป มีความปรารถนาน้อย เราเรียกว่า พราหมณ์

ข้อ ๖๓๕

ผู้ใดละวางโทษทัณฑ์ในสัตว์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ที่ยังหวาดสะดุ้ง และสัตว์ที่มั่นคง ไม่ฆ่าเอง ไม่ใช้ให้คนอื่นฆ่า เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๕๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๙. วาเสฏฐสูตร

ข้อ ๖๓๖

ผู้ไม่มุ่งร้ายในหมู่คนผู้มุ่งร้าย ผู้สงบในหมู่คนผู้ชอบหาเรื่องใส่ตน ผู้ไม่ถือมั่นในหมู่คนผู้ถือมั่น เราเรียกว่า พราหมณ์

ข้อ ๖๓๗

ผู้ใดทำราคะ โทสะ โมหะ มานะ และมักขะให้ตกไป เหมือนเมล็ดพันธุ์ผักกาดตกไปจากปลายเหล็กแหลม เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์

ข้อ ๖๓๘

ผู้กล่าวคำที่ไม่หยาบคาย สื่อความหมายได้ เป็นคำจริง ไม่เป็นเหตุให้ใครๆ ขัดเคือง เราเรียกว่า พราหมณ์

ข้อ ๖๓๙

ผู้ใดในโลกนี้ ไม่ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้ ไม่ว่ายาวหรือสั้น เล็กหรือใหญ่ งามหรือไม่งาม เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์

ข้อ ๖๔๐

ผู้ใดไม่มีความหวังในโลกนี้และโลกหน้า ปราศจากความหวัง ปราศจากโยคะ เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์

ข้อ ๖๔๑

ผู้ใดไม่มีความอาลัย หมดความสงสัยเพราะรู้ชัด หยั่งลงสู่อมตะ บรรลุแล้ว เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์

ข้อ ๖๔๒

ผู้ใดในโลกนี้ละบุญและบาปทั้งสองได้ พ้นจากกิเลสเครื่องข้องได้ ไม่เศร้าหมอง ปราศจากกิเลสดุจธุลี เป็นผู้บริสุทธิ์ เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์

ข้อ ๖๔๓

ผู้บริสุทธิ์ดุจจันทร์แจ่ม มีจิตผ่องใส ไม่ขุ่นมัว เป็นผู้สิ้นความยินดีในภพ เราเรียกว่า พราหมณ์

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๕๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๙. วาเสฏฐสูตร

ข้อ ๖๔๔

ผู้ใดก้าวพ้นทางอ้อม ทางหล่ม สงสาร และโมหะได้แล้ว ข้ามไปถึงฝั่งแล้ว เจริญฌาน ไม่หวั่นไหว หมดความสงสัย ดับเย็น เพราะไม่ถือมั่น เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์

ข้อ ๖๔๕

ผู้ใดในโลกนี้ละกามได้แล้ว ออกบวชเป็นบรรพชิต เป็นผู้สิ้นกามและภพ เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์

ข้อ ๖๔๖

ผู้ใดในโลกนี้ละตัณหาได้เด็ดขาด ออกบวชเป็นบรรพชิต เป็นผู้สิ้นตัณหาและภพ เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์

ข้อ ๖๔๗

ผู้ละกิเลสเครื่องประกอบอันเป็นของมนุษย์ได้ ล่วงพ้นกิเลสเครื่องประกอบอันเป็นทิพย์ได้แล้ว เป็นผู้ปราศจากโยคะทั้งปวง เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์

ข้อ ๖๔๘

ผู้ละทั้งความยินดี และความไม่ยินดี เป็นผู้เยือกเย็น หมดอุปธิกิเลส @เชิงอรรถ : @ ทางอ้อม ในที่นี้หมายถึงราคะ (ขุ.สุ.อ. ๒/๖๔๔/๒๙๙) @ ทางหล่ม ในที่นี้หมายถึงกิเลส (ขุ.สุ.อ. ๒/๖๔๔/๒๙๙) @ ดูเชิงอรรถที่ ๑ หน้า ๑๖๖ ในเล่มนี้ @ ดูเชิงอรรถที่ ๓ หน้า ๑๖๖ ในเล่มนี้ @ ดูเชิงอรรถที่ ๔ หน้า ๑๖๖ ในเล่มนี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๕๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๙. วาเสฏฐสูตร ครอบงำโลกทั้งหมด เป็นผู้แกล้วกล้า เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์

ข้อ ๖๔๙

ผู้ใดรู้การจุติและการอุบัติ ของสัตว์ทั้งหลายโดยประการทั้งปวง เราเรียกผู้นั้นซึ่งเป็นผู้ไม่ติดข้อง ไปดีแล้ว และตรัสรู้แล้วว่า พราหมณ์

ข้อ ๖๕๐

ผู้ใดมีคติที่เทวดา คนธรรพ์ และมนุษย์ก็รู้ไม่ได้ เราเรียกผู้นั้นซึ่งเป็นอรหันตขีณาสพว่า พราหมณ์

ข้อ ๖๕๑

ผู้ใดไม่มีกิเลสเครื่องกังวล ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เราเรียกผู้นั้นซึ่งเป็นผู้ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล หมดความยึดมั่นถือมั่นว่า พราหมณ์

ข้อ ๖๕๒

ผู้องอาจ ผู้ประเสริฐ ผู้แกล้วกล้า ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ผู้ชำนะแล้ว ผู้ไม่หวั่นไหว ผู้ชำระแล้ว และผู้ตรัสรู้แล้ว เราเรียกว่า พราหมณ์

ข้อ ๖๕๓

ผู้ใดระลึกอดีตชาติได้ เห็นสวรรค์และอบาย บรรลุภาวะที่สิ้นสุดการเกิด เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์

ข้อ ๖๕๔

อันที่จริง ชื่อและโคตรที่เขากำหนดให้กันนั้น เป็นเพียงสมมติบัญญัติในโลก ชื่อและโคตรปรากฏอยู่ได้เพราะรู้ตามกันมา ญาติสาโลหิตกำหนดไว้ในการเกิดนั้นๆ

ข้อ ๖๕๕

ชื่อและโคตรที่กำหนดเรียกกันนี้ เป็นความเห็นที่ฝังแน่นอยู่ในใจมานานของคนผู้ไม่รู้ความจริง เมื่อไม่รู้จึงกล่าวว่า บุคคลเป็นพราหมณ์เพราะชาติกำเนิด

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๕๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๙. วาเสฏฐสูตร

ข้อ ๖๕๖

บุคคลจะชื่อว่า เป็นพราหมณ์เพราะชาติกำเนิดก็หามิได้ จะชื่อว่ามิใช่พราหมณ์เพราะชาติกำเนิดก็หามิได้ แต่ชื่อว่าเป็นพราหมณ์เพราะกรรม ชื่อว่ามิใช่พราหมณ์เพราะกรรม

ข้อ ๖๕๗

บุคคลชื่อว่าเป็นชาวนาเพราะกรรม ชื่อว่าเป็นช่างศิลป์ เป็นพ่อค้า เป็นคนรับใช้ ก็เพราะกรรม

ข้อ ๖๕๘

ชื่อว่าเป็นโจร เป็นทหารอาชีพ เป็นปุโรหิต แม้กระทั่งเป็นพระราชา ก็เพราะกรรมทั้งนั้น

ข้อ ๖๕๙

บัณฑิตผู้มีปกติเห็นปฏิจจสมุปบาท ฉลาดในกรรมและวิบาก ย่อมเห็นกรรมตามความเป็นจริงอย่างนี้

ข้อ ๖๖๐

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม หมู่สัตว์เป็นไปตามกรรม สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นเครื่องผูกพัน เปรียบเหมือนรถที่แล่นไปมีหมุดเป็นเครื่องตรึงไว้ ฉะนั้น

ข้อ ๖๖๑

บุคคลจะเป็นพราหมณ์ ก็เพราะกรรมอันประเสริฐนี้ คือ ตบะ พรหมจรรย์ สัญญมะ ทมะ กรรมอันประเสริฐนี้นำความเป็นพราหมณ์ที่สูงสุดมาให้

ข้อ ๖๖๒

บุคคลสมบูรณ์ด้วยวิชชา ๓ มีความสงบ สิ้นภพใหม่แล้ว @เชิงอรรถ : @ ตบะ หมายถึงการสำรวมอินทรีย์ พรหมจรรย์ หมายถึงการประพฤติธรรมอันประเสริฐ สัญญมะ@หมายถึงมีศีล ทมะ หมายถึงมีปัญญา (ขุ.สุ.อ. ๒/๖๖๑/๓๐๒)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๕๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๑๐. โกกาลิกสูตร วาเสฏฐะ เธอจงรู้อย่างนี้ว่า บุคคลนั้นเป็นทั้งพรหม และท้าวสักกะของบัณฑิตผู้รู้แจ้งอยู่ เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว วาเสฏฐมาณพและภารทวาชมาณพได้กราบทูลดังนี้ว่า “ข้าแต่ท่านพระโคดม พระภาษิตของท่านพระโคดมชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ฯลฯ ขอท่านพระโคดมจงทรงจำพวกข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนตลอดชีวิต” วาเสฏฐสูตรที่ ๙ จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาวาเสฏฐสูตรที่ ๙

วาเสฏสูตร มีคำเริ่มต้นว่า เอวมฺเม สุตํ ดังนี้.

พระสูตรนี้มีการเกิดขึ้นอย่างไร?

การเกิดขึ้นนี้ท่านกล่าวไว้แล้วในนิทานแห่งสูตรนั้น. แต่ข้าพเจ้าจะพรรณนาความเรียบเรียงนัยแห่งสูตรนั้นมากล่าว และบทที่มีความง่าย.

บทว่า อิจฺฉานงฺคโล เป็นชื่อของบ้าน.

พราหมณ์มหาศาลมีชื่อเรียกดังนี้ คือจังกีพราหมณ์ ตารุกขพราหมณ์โตเทยยพราหมณ์. ผู้ทำนายโชคชะตาคือ โปกขรสาติพราหมณ์ชาณุสโสณีพราหมณ์.

นัยว่า พราหมณ์สองคนนั้น คนหนึ่งเกิดในดอกบัวในสระโบกขรณีข้างหิมวันตประเทศ. ดาบสคนหนึ่งเก็บดอกบัวนั้น เห็นทารกนอนอยู่ในดอกบัว เลี้ยงให้โตแล้วจึงนำไปถวายพระราชา. เพราะทารกนั้นนอนอยู่ในดอกบัวจึงชื่อว่า โปกขรสาติ.

อีกคนหนึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้ทำนายโชคชะตา. ได้ยินว่า เพราะเป็นผู้ทำนายโชคชะตานั้น จึงได้ตำแหน่งปุโรหิตชื่อชาณุสโสณี. เขามีชื่อเสียง เพราะเหตุนั้นเอง.

หากมีคำว่า พราหมณ์ทั้งหมดเหล่านั้นเป็นพราหมณ์มหาศาลผู้มีชื่อเสียง เหตุไรจึงอาศัยอยู่ ณ อิจฉานังคลคาม.

ตอบว่า เพื่อทดสอบการเรียนเวท.

นัยว่า สมัยนั้นในโกศลชนบท พราหมณ์ผู้เรียนเวทประชุมกันในบ้านนั้น เพื่อสาธยายเวทและเพื่อตรวจสอบข้อความของเวท. ด้วยเหตุนั้น พราหมณ์บางพวกจึงออกจากบ้านเกิดเมืองนอนของตนๆ เป็นลำดับๆ มาอาศัยอยู่ ณ อิจฉานังคลคามนั้น.

บทว่า วาเสฏฺฐภารทฺวาชานํ ได้แก่ วาเสฏฐพราหมณ์และภารทวาชพราหมณ์.

บทว่า อยมนฺตรากถา สนทนากันในระหว่าง คือ พราหมณ์ทั้งสองได้เที่ยวสนทนากับผู้ที่เป็นสหายของตน. ท่านอธิบายว่าในท่ามกลางระหว่างการสนทนานั้น ได้เกิดสนทนาเรื่องอื่นขึ้น.

บทว่า สํสุทฺธคหณิโก มีครรภ์เป็นที่ถือปฏิสนธิหมดจดดี คือมีครรภ์บริสุทธิ์. อธิบายว่า เกิดในครรภ์ของพราหมณีผู้บริสุทธิ์นั่นเอง.

ไฟธาตุ ท่านเรียกว่า คหณี ในบทมีอาทิว่า สมเวปากินิยา คหณิยา ไฟธาตุย่อยอาหาร แต่ในที่นี้หมายถึงครรภ์มารดา.

____________________________

ที. มหา. เล่ม ๑๐/ข้อ ๑๗๓

บทว่า ยาว สตฺตมา ตลอด ๗ ชั่วบรรพบุรุษ คือ ๗ ชั่วบรรพบุรุษโดยย้อนหลังไปอย่างนี้ คือ มารดาของมารดา บิดาของบิดา.

ในบทนั้นมีอธิบายว่า ปู่และย่า ชื่อว่า ปิตามหา. อนึ่ง ตาและยาย ชื่อว่า มตามหา. ปู่ย่าตายายนั้นแหละ ชื่อ ปิตามหา อย่างเดียว คู่ของปู่ย่าตายาย ชื่อว่า ปิตามหยุคะ.

บทว่า ยุคํ ได้แก่ ประมาณของอายุ.

อนึ่ง บทนี้เป็นเพียงคำพูดเท่านั้น.

บทว่า อกฺขิตฺโต ไม่มีใครคัดค้าน คือไม่มีใครคัดค้านปรารภถึงชาติว่า คนนั้นเป็นชาติอะไร.

บทว่า อนุปกุฏฺโฐ ไม่มีใครติเตียน คือไม่เคยมีใครติเตียนโดยอ้างถึงความชั่วของชาติ.

บทว่า วตฺตสมฺปนฺโน ถึงพร้อมด้วยวัตร คือสมบูรณ์ด้วยมารยาท.

บทว่า สญฺญาเปตุํ เพื่อให้ยินยอม คือเพื่อให้รู้ เพื่อให้เข้าใจ. อธิบายว่า เพื่อรู้ตลอดไป.

บทว่า อายาม คือ จงไป.

บทว่า อนุญฺญาตปฏิญฺญาตา ความว่า ข้าพระองค์ทั้งสองอันอาจารย์ยกย่องและรับรองด้วยตนเองว่า ท่านทั้งสองเป็นผู้มีไตรวิชชา.

บทว่า อสฺมา แปลว่า ย่อมเป็น. บทว่า อุโภ คือ ชนทั้งสอง.

บทว่า อหํ โปกฺขรสาติสฺส ตารุกฺขสฺสาย มาณโว ความว่า วาเสฏฐมาณพ เมื่อจะแสดงถึงคุณสมบัติของตน จึงกล่าวถึงคุณสมบัติของอาจารย์โดยอธิบายว่า ข้าพระองค์เป็นอันเตวาสิกผู้ใหญ่ของโปกขรสาติพราหมณ์ ภารทวาชมาณพนี้เป็นศิษย์ผู้เลิศของตารุกขพราหมณ์.

บทว่า เตวิชฺชานํ ได้แก่ ไตรเพท.

บทว่า เกวลิโน คือ ถึงความสำเร็จ.

บัดนี้ วาเสฏฐมาณพ เมื่อจะยังความเป็นผู้สำเร็จนั้นให้กว้างขวางต่อไป จึงกราบทูลว่า ปทกสฺมา ฯเปฯ สาทิสา ข้าพระองค์เป็นผู้เข้าใจในตัวบท และเป็นผู้ชำนาญในไวยากรณ์ในเวท เช่นกับอาจารย์.

ในบทเหล่านั้น บทว่า ชปฺเป ได้แก่ ในเวท.

บทว่า กมฺมุนา ได้แก่ กรรม คือกุศลกรรมบถ ๑๐ อย่าง.

วาเสฏฐมาณพนี้ กล่าวว่า ยโต โข โภ สีลวา จ โหติ ท่านผู้เจริญ บุคคลผู้มีศีลดังนี้ หมายถึงกายกรรมและวจีกรรม ๗ อย่างในกาลก่อน กล่าวว่า วตฺตสมฺปนฺโน ถึงพร้อมด้วยวัตร หมายถึงมโนกรรม ๓ อย่าง. เพราะว่า วาเสฏฐมาณพนั้นประกอบแล้วด้วยวัตรนั้น เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยมารยาท. บัดนี้ วาเสฏฐมาณพเมื่อจะแสดงกรรมนั้นโดยระหว่างคำ จึงกล่าวว่า อหญฺจ กมฺมุนา พฺรูมิ ข้าพระองค์กล่าวว่า บุคคลเป็นพราหมณ์เพราะกรรม.

บทว่า ขยาตีตํ คือ พระจันทร์เต็มดวง. บทว่า เปจฺจ คือ เข้าไปใกล้แล้ว. บทว่า นมสฺสนฺติ คือ ทำความนอบน้อม.

บทว่า จกฺขุํ โลเก สมุปฺปนฺนํ พระโคดมผู้มีจักษุผู้อุบัติขึ้นดีแล้วในโลก.

ความว่า พระโคดมผู้มีพระจักษุด้วยการกำจัดความมืดนั้น แล้วทรงชี้ถึงประโยชน์มีประโยชน์ปัจจุบันเป็นต้นของโลก ทรงอุบัติขึ้นดีแล้วในโลกอันมืดด้วยอวิชชา.

พระผู้มีพระภาคเจ้าอันวาเสฏฐมาณพกราบทูลสรรเสริญอย่างนี้แล้ว เมื่อจะทรงสงเคราะห์ชนทั้งสองนั้น จึงตรัสว่า เตสํ โวหํ พฺยกฺขิสฺสํ เราจักพยากรณ์แก่ท่านทั้งสองเป็นต้น.

ในบทเหล่านั้น บทว่า พฺยกฺขิสฺสํ คือ เราจักพยากรณ์.

บทว่า อนุปพฺพํ ตามลำดับ. ความว่า ความคิดของพราหมณ์ยกไว้ก่อน.

ในบทนี้มีอธิบายอย่างนี้ว่า

เราจักพยากรณ์แก่พวกท่านตามลำดับเริ่มตั้งแต่ หนอน ตั๊กแตน หญ้าและต้นไม้. จริงอยู่ ควรแนะนำมาณพเหล่านั้นด้วยถ้อยคำพิสดาร.

บทว่า ชาติวิภงฺคํ คือ ต่างกันโดยชาติ.

บทว่า อญฺญมญฺญา หิ ชาติโย เพราะชาติของสัตว์ทั้งหลายมีประการต่างๆ กัน คือเพราะชาติของสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นๆ เป็นอย่างอื่นๆ คือต่างๆ กัน.

ลำดับนั้น เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าจะพึงตรัสถึงความต่างแห่งชาติของสัตว์ทั้งหลาย จึงทรงปรารภเพื่อจะตรัสถึงสิ่งไม่มีใจครองก่อนว่า ติณรุกฺเขปิ ชานาถ ท่านทั้งหลายย่อมรู้จักหญ้าและต้นไม้.

หากมีคำถามว่า ตรัสดังนั้นเพื่ออะไร?

ตอบว่า เพื่อให้รู้ถึงความสุขในสัตว์ที่มีใจครองทั้งหลาย. เพราะเมื่อถือเอาประเภทแห่งชาติในสิ่งไม่มีใจครองทั้งหลาย เป็นอันปรากฏประเภทแห่งชาติ ในสัตว์มีใจครองด้วย.

บทว่า ติณรุกฺเข นั้น ชื่อว่าหญ้า ได้แก่มีกระพี้ภายใน มีแก่นภายนอก. เพราะฉะนั้น แม้ตาลและมะพร้าวเป็นต้นก็สงเคราะห์เป็นหญ้าได้. ชื่อว่าต้นไม้ ได้แก่มีกระพี้ภายนอกมีแก่นภายใน. หญ้าและต้นไม้ ชื่อว่า ติณรุกฺขา. พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงหญ้าและต้นไม้เหล่านั้น ด้วยทุติยาวิภัตติพหุวจนะจึงตรัสว่า ติณรุกฺเขปิ ชานาถ ท่านทั้งหลายย่อมรู้จักหญ้าและต้นไม้.

บทว่า น จาปิ ปฏิชานเร ได้แก่ หญ้าและต้นไม้ ก็ไม่ยอมรับอย่างนี้ว่า เราเป็นหญ้า เราเป็นต้นไม้ ดังนี้.

บทว่า ลิงฺคํ ชาติมยํ คือ มีสัณฐานสำเร็จมาแต่ชาติของหญ้าและต้นไม้เหล่านั้นแม้จะไม่รู้จัก เป็นเช่นกับหญ้าเกิดแต่รากของตนเอง.

เพราะเหตุไร

เพราะชาติต่างๆ กัน พึงเข้าใจพิสดารอย่างนี้ว่า

ติณชาติ (หญ้าเป็นอย่างอื่น รุกขชาติ (ต้นไม้) เป็นอย่างอื่น แม้ในหญ้าทั้งหลาย ตาลชาติ (ต้นตาล) เป็นอย่างอื่น นาฬิเกรชาติ (ต้นมะพร้าว) เป็นอย่างอื่น.

ด้วยติณชาตินั้นท่านแสดงไว้อย่างไร.

ติณชาติใดย่อมมีด้วยสามารถแห่งชาติ ติณชาตินั้นแม้เว้นการรับรองของตนหรือข้ออ้างของคนอื่น ก็ยังถือเอาโดยความต่างกันจากชาติอื่น. ก็ผิว่า พราหมณ์ใดพึงเป็นพราหมณ์โดยชาติ พราหมณ์นั้นก็เว้นการรับรองของตนหรือข้ออ้างของคนอื่นก็จะไม่พึงต่างกันโดยเป็นกษัตริย์ หรือโดยเป็นแพทย์หรือศูทร และไม่ควรถือเอา เพราะฉะนั้นมิใช่เป็นพราหมณ์โดยชาติ.

จากนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำให้แจ้งซึ่งความนี้ ด้วยวจีเภทด้วยคาถานี้ว่า ยถา เอตาสุ ชาตีสุ เหมือนในชาติทั้งหลายเหล่านี้.

พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงความต่างแห่งชาติในสิ่งไม่มีใจครองอย่างนี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงความต่างแห่งชาติในสัตว์ผู้มีใจครองจึงตรัสคำมีอาทิอย่างนี้ว่า ตโต กีเฏ แต่นั้นจงรู้จักหนอน ดังนี้.

ในบทเหล่านั้น บทว่า กีฏา ได้แก่ หนอน.

บทว่า ปฏงฺคา ได้แก่ ตั๊กแตน.

บทว่า ยาว กุนฺถกิปิลฺลิเก ได้แก่ ตลอดจนมดดำและมดแดงเป็นที่สุด.

บทว่า ขุทฺทเก ตัวเล็ก ได้แก่กระแต กระรอกเป็นต้น.

บทว่า มหลฺลเก ได้แก่ กระต่ายและแมวเป็นต้น. เพราะสัตว์ทั้งหมดเหล่านั้นมีอยู่หลายชนิด.

บทว่า ปาทูทเร คือ มีท้องเป็นเท้า. ท่านอธิบายว่า สัตว์มีท้องเป็นเท้า.

บทว่า ทีฆปิฏฺฐิเก คือ สัตว์มีหลังยาว เพราะงูมีหลังตั้งแต่หัวถึงหาง เพราะฉะนั้น ท่านจึงเรียกงูเหล่านั้นว่า ทีฆปิฏฺฐิกา สัตว์มีหลังยาว. สัตว์เหล่านั้นมีอยู่หลายชนิด โดยเฉพาะเป็นจำพวกอสรพิษเป็นต้น.

บทว่า อุทเก คือ เกิดในน้ำ. แม้ปลาทั้งหลายก็มีหลายจำพวกโดยเฉพาะ เป็นจำพวกปลาตะเพียนเป็นต้น.

บทว่า ปกฺขี ได้แก่ นกทั้งหลาย. เพราะนกเหล่านั้น ท่านเรียกปักษี เพราะเป็นสัตว์ปีก. ชื่อว่า ปตฺตยานา เพราะไปด้วยปีก. ชื่อว่า วิหงฺคมา เพราะไปทางอากาศ. สัตว์เหล่านั้นมีหลายจำพวก โดยเฉพาะเป็นประเภทกาเป็นต้น.

พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงประเภทแห่งชาติของสัตว์ทั้งหลายเที่ยวไปทางบกทางน้ำและทางอากาศอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะทรงทำให้แจ้งถึงความประสงค์ที่จะทรงแสดง จึงตรัสคาถาว่า ยถา เอตาสุ ชาติเหล่านี้ฉะนั้น ดังนี้.

พึงทราบความของบทนั้นโดยสังเขป ด้วยการพรรณนาถึงความประสงค์ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วนั่นแล แต่โดยพิสดารในบทนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงข้อที่ควรตรัสด้วยพระองค์เอง จึงตรัสคำมีอาทิว่า น เกเสหิ มิใช่ด้วยผมทั้งหลาย ดังนี้.

ในบทนั้นโยชนาแก้ไว้ว่า คำใดที่กล่าวไว้ว่าสัณฐานสำเร็จมาแต่ชาติเป็นอันมากไม่มีในหมู่มนุษย์ พึงทราบว่า คำนั้นไม่มีอย่างนี้.

เช่นว่าอะไร

เช่นบทว่า น เกเสหิ พึงประกอบบททั้งปวงโดยนัยนี้ว่า มีกำหนดว่า ผมเช่นนี้ไม่มีแก่พวกพราหมณ์ ผมเช่นนี้มีแก่กษัตริย์ เหมือนขนเช่นนี้มีแก่ช้างม้าและเนื้อเป็นต้น.

ก็บทนี้ว่า เหมือนสัณฐานสำเร็จมาแต่ชาติ ไม่มีในชาติอื่น พึงทราบว่า เป็นบทสรุปของความดังที่กล่าวมาแล้วนั่นแล.

บทนั้นโยชนาแก้ว่า เพราะสัณฐานสำเร็จมาแต่ชาติเป็นอันมาก ไม่มีในมนุษย์ทั้งหลายด้วยผมเป็นต้น ฉะนั้น พึงทราบข้อนี้ว่า สัณฐานสำเร็จมาแต่ชาติ ไม่มีในมนุษย์ทั้งหลายมีพราหมณ์เป็นต้น เหมือนสัณฐานสำเร็จมาแต่ชาติในชาติอื่น.

บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อทรงแสดงถึงความที่เกิดต่างกันนี้ว่าเป็นพราหมณ์ เป็นกษัตริย์ แม้ในสัตว์ทั้งหลายที่ต่างกันโดยชาติอย่างนี้ จึงตรัสคาถาว่า ปจฺจตฺตํ เฉพาะตน.

บทนั้นมีความว่า

ความต่างกันแห่งสัณฐานมีผมเป็นต้นนี้ที่สำเร็จมาแต่กำเนิด ย่อมไม่มีในสรีระของตนๆ แห่งพราหมณ์เป็นต้นเฉพาะในมนุษย์ทั้งหลายเลย ดุจของสัตว์เดรัจฉาน ก็เมื่อไม่มีความต่างกัน แต่ความต่างกันอันเป็นวิธีบอกให้รู้ว่าต่างกัน คือเป็นพราหมณ์ เป็นกษัตริย์ในมนุษย์ทั้งหลาย ท่านกล่าวไว้โดยสมัญญา คือกล่าวเพียงเป็นโวหาร.

ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงข่มวาทะของภารทวาชพราหมณ์ ผิว่าจะพึงเป็นพราหมณ์ได้เพราะชาติ แม้ผู้ที่มีอาชีววิบัติ ศีลวิบัติ อาจารวิบัติก็พึงเป็นพราหมณ์ได้ก็เพราะพราหมณ์ทั้งหลายเก่าๆ ไม่ปรารถนาคนนั้นเป็นพราหมณ์ แม้มนุษย์ผู้เป็นบัณฑิตเหล่าอื่นในโลกก็ไม่ปรารถนาฉะนั้น เพื่อจะยกย่องวาทะของพราหมณ์ เมื่อจะทรงแสดงวาทะนั้น จึงตรัสคาถา ๘ คาถามีอาทิว่าโย หิ โกจิ มนุสฺเสสุ ก็ในมนุษย์ทั้งหลาย ผู้ใดผู้หนึ่งอาศัยโครักขกรรมเลี้ยงชีพเป็นต้น.

ในบทเหล่านั้น บทว่า โครกฺขํ ได้แก่ ดูแลนา. อธิบายว่า ทำกสิกรรม. อันที่จริงแผ่นดินท่านเรียกว่าโค ก็ผืนแผ่นดินนั้นท่านเรียกว่า เขต.

บทว่า ปุถุสิปฺเปน ได้แก่ ศิลปะมีการทอหูกเป็นต้น.

บทว่า โวหารํ ได้แก่ การค้าขาย.

บทว่า ปรเปสฺเสน ได้แก่ ด้วยการรับใช้ผู้อื่น.

บทว่า อิสฺสตฺถํ ได้แก่ ใช้อาวุธเลี้ยงชีพ. ท่านอธิบายว่า ลูกศรและศัสตรา.

บทว่า โปโรหิจฺเจน ด้วยความเป็นปุโรหิต คือด้วยการทำประโยชน์แก่ผู้อื่น.

พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงประกาศความไม่เป็นพราหมณ์ของผู้มีอาจารวิบัติ ศีลวิบัติและมารยาทวิบัติ ด้วยลัทธิของพราหมณ์และโวหารของชาวโลกแล้ว จึงทรงจัดระเบียบนี้ลงโดยความดังนี้ว่า เมื่อเป็นอย่างนั้น บุคคลย่อมไม่เป็นพราหมณ์โดยชาติ แต่เป็นพราหมณ์ด้วยคุณธรรม เพราะฉะนั้น ผู้มีคุณธรรมถึงจะเกิดในตระกูลใดๆ ก็ตาม ผู้นั้นก็เป็นพราหมณ์ได้

นี้เป็นระเบียบในข้อนี้ ดังนี้

เมื่อจะทรงประกาศระเบียบนั้นต่อไป จึงตรัสว่า น จาหํ พฺราหิมณํ พฺรูมิ เราไม่กล่าวผู้นั้นว่า เป็นพราหมณ์.

บทนั้นมีความดังนี้

เราไม่กล่าวผู้เกิดในกำเนิด ๔ กำเนิดใดกำเนิดหนึ่ง หรือผู้เกิดแต่กำเนิดในท้องมารดาซึ่งพราหมณ์สรรเสริญโดยนัยเป็นต้นว่าเป็นผู้เกิดดีแล้วทั้งสองฝ่าย และโดยนัยนี้ว่า พวกพราหมณ์กล่าวถึงกำเนิดอันได้แก่มรรคที่เกิดบริสุทธิ์ของพราหมณ์ว่าเป็นผู้มีครรภ์บริสุทธิ์ความพร้อมของมารดา ท่านกล่าวว่าชื่อว่าผู้เกิดแต่กำเนิดในท้องมารดา เพราะพร้อมที่จะให้เกิดจากครรภ์อันบริสุทธิ์นั้นแม้ผู้เกิดแต่กำเนิดในท้องมารดานั้นว่าเป็นพราหมณ์ โดยสักว่าเกิดแต่กำเนิดนี้ และโดยสักว่าเกิดแต่มารดานี้.

____________________________

ที. สี. เล่ม ๙/ข้อ ๑๘๑ ม. ม. เล่ม ๑๓/ข้อ ๗๐๔

เพราะเหตุไร.

เพราะผู้นั้นเป็นผู้ชื่อว่า โภวาที เพราะเป็นผู้ประเสริฐด้วยยังมีเครื่องกังวลอื่นโดยเพียงคำว่า โภ โภ ดังนี้ ผู้นั้นแลยังเป็นผู้มีเครื่องกังวล.

ก็ผู้ใดแม้เกิดในตระกูลใดๆ ก็ตาม เป็นผู้ไม่มีเครื่องกังวล เพราะไม่มีเครื่องกังวลมีราคะเป็นต้น เป็นผู้ไม่ถือมั่นเพราะสละความยึดถือทั้งปวงได้ เรากล่าวผู้ไม่มีเครื่องกังวล ผู้ไม่ถือมั่นนั้นว่าเป็นพราหมณ์. เพราะเหตุไร. เพราะเป็นผู้มีบาปอันลอยแล้ว. มีอะไรยิ่งกว่านั้น มีคาถา ๒๗ คาถา มีอาทิว่า เสพฺพสํโยชนํ เฉตฺวา ตัดสังโยชน์ได้ทั้งหมด.

ในบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพสํโยชนํ ได้แก่ สังโยชน์ ๑๐ อย่าง.

บทว่า น ปริตสฺสติ ไม่สะดุ้ง คือไม่กลัวเพราะตัณหา.

บทว่า ตมหํ ความว่า เรากล่าวผู้ล่วงธรรมเป็นเครื่องข้อง เพราะล่วงธรรมเป็นเครื่องข้องมีราคะเป็นต้น ผู้พรากเพราะไม่มีโยคะแม้ทั้ง ๔ ว่าเป็นพราหมณ์.

บทว่า นทฺธึ ชะเนาะ คือความโกรธที่มัดไว้. บทว่า วรตฺตํ เชือก คือตัณหาที่ผูกไว้.

บทว่า สนฺธานํ สหนุกฺกมํ ได้แก่ หัวเงื่อนคือทิฏฐิ ๖๒ อันอยู่ในลำดับอนุสัย (กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในสันดาน). อธิบายว่า เรากล่าวผู้ที่ตัดแม้ทั้งหมดนี้ได้ชื่อว่ามีลิ่มสลักอันถอนแล้ว เพราะถอนลิ่มสลักคืออวิชชาได้ ชื่อว่าผู้ตรัสรู้แล้ว เพราะตรัสรู้อริยสัจ ๔ ว่า เป็นพราหมณ์.

บทว่า อทุฏฺโฐ ผู้ไม่ประทุษร้ายแล้ว. อธิบายว่า เรากล่าวผู้ไม่โกรธ อดกลั้นคำด่าว่าด้วยอักโกสวัตถุ ๑๐ การทุบตีด้วยฝ่ามือเป็นต้น และการจองจำด้วยมัดด้วยเชือกเป็นต้นผู้มีกำลังคือขันติ เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยกำลังคือขันติ ผู้มีหมู่พล เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยหมู่พลคือขันตินั้นเอง อันเป็นหมู่พลแห่งการเกิดบ่อยๆ ผู้เห็นปานนั้นว่า เป็นพราหมณ์.

บทว่า วตวนฺตํ มีวัตร. อธิบายว่า เรากล่าวผู้ประกอบด้วยวัตรอันกำจัดกิเลส ผู้มีศีล คือจตุปาริสุทธิศีล ผู้ไม่มีกิเลสอันฟูขึ้นเพราะไม่มีกิเลสอันฟูขึ้นคือตัณหา ผู้ฝึกตนแล้วด้วยการฝึกอินทรีย์ ๖ ผู้ทรงไว้ซึ่งร่างอันมีในที่สุดด้วยอัตภาพอันดำรงอยู่ในที่สุดว่า เป็นพราหมณ์.

บทว่า โย น ลิมฺปติ ความว่า เรากล่าวผู้ไม่ติดอยู่ด้วยกามสองอย่าง คือไม่ตั้งอยู่ในกามนั้น ว่าเป็นพราหมณ์.

บทว่า ทุกฺขสฺส ได้แก่ แห่งทุกข์คือขันธ์.

บทว่า ปนฺนภารํ ผู้ปลงภาระแล้ว อธิบายว่า เรากล่าวผู้ปลงภาระคือขันธ์ได้แล้ว พรากแล้วจากโยคะ ๔ หรือกิเลสทั้งหมดว่า เป็นพราหมณ์.

บทว่า คมฺภีรปญฺญํ ผู้มีปัญญาลึกซึ้ง. อธิบายว่า เรากล่าวผู้ประกอบด้วยปัญญาอันเป็นไปในขันธ์เป็นต้นอันลึกซึ้ง ผู้มีปัญญาด้วยปัญญามีโอชะเกิดแต่ธรรม ผู้ฉลาดในทางและมิใช่ทางอย่างนี้ว่า นี้เป็นทางแห่งทุคติ นี้เป็นทางแห่งสุคตินี้เป็นทางแห่งนิพพาน นี้มิใช่ทางดังนี้ ผู้บรรลุประโยชน์อันสูงสุด คือพระอรหัตว่า เป็นพราหมณ์.

บทว่า อสํสฏฺฐํ ผู้ไม่เกี่ยวข้อง. อธิบายว่า เรากล่าวผู้ไม่เกี่ยวข้อง เพราะไม่มีความเกี่ยวข้องทางกายด้วยการเห็น การฟัง การสนทนา การบริโภค. ไม่เกี่ยวข้องด้วยบุคคล ๒ จำพวก คือ คฤหัสถ์และบรรพชิต. ไม่มีความอาลัยเที่ยวไป ผู้เห็นปานนั้นว่า เป็นพราหมณ์.

บทว่า นิธาย วาง คือวางลง คือปลงลง.

บทว่า ตเสสุ ถาวเรสุ จ ทั้งผู้สะดุ้ง ทั้งผู้มั่นคง คือชื่อว่าผู้สะดุ้ง เพราะมีตัณหา ชื่อว่าผู้มั่นคง เพราะเป็นผู้มั่นคงโดยไม่มีตัณหา.

บทว่า โย น หนติ ผู้ใดไม่ฆ่าเอง ความว่า ผู้ใดวางอาชญาแล้วเพราะปราศจากความแค้นเคืองในสัตว์ทั้งปวงอย่างนี้ ไม่ฆ่าสัตว์ไรๆ ด้วยตนเอง ไม่ใช้ให้ผู้อื่นฆ่า เรากล่าวผู้นั้นว่า เป็นพราหมณ์.

บทว่า อวิรุทฺธํ ไม่ปองร้าย. อธิบายว่า เรากล่าวผู้ไม่ปองร้ายเพราะไม่มีความอาฆาตในโลกิยมหาชนแม้เขาปองร้ายด้วยความอาฆาต ผู้ดับคือวางอาชญาเสียได้ในชนทั้งหลายผู้มีอาชญาในตนเพราะไม่เว้นจากการให้ประหารคนอื่น เมื่อไม่มีไม้หรือศัสตราในมือ ผู้ไม่ยึดถือเพราะไม่มีความยึดถือในผู้ที่มีความยึดถือเพราะยึดถือในขันธ์ ๕ ว่าเรา ของเราดังนี้ ผู้เห็นปานนั้นว่า เป็นพราหมณ์.

บทว่า อารคฺคา บนปลายเหล็กแหลม. อธิบายว่า เรากล่าวผู้ที่ทำราคะเป็นต้น และมักขะมีลักษณะลบหลู่คุณของผู้อื่นให้ตกไปเหมือนเมล็ดพันธุ์ผักกาดตกไปจากปลายเหล็กแหลมฉะนั้น คือราคะเป็นต้นและมักขะไม่ตั้งอยู่ในจิตเหมือนเมล็ดพันธุ์ผักกาดไม่ตั้งอยู่บนปลายเหล็กแหลมฉะนั้นว่า เป็นพราหมณ์.

บทว่า อกกฺกสํ คือ ไม่หยาบ.

บทว่า วิญฺญาปนึ คือ ให้รู้ความกันได้.

บทว่า สจฺจํ คือ จริง.

บทว่า นาภิสเช ไม่ให้ข้อง คือไม่ทำให้ผู้อื่นข้อง ด้วยทำให้เขาโกรธด้วยคำพูด ขึ้นชื่อว่าพระขีณาสพพึงกล่าวคำเห็นปานนั้น เพราะฉะนั้น เราจึงกล่าวผู้นั้นว่า เป็นพราหมณ์.

เรากล่าวบุคคลที่ไม่ถือเอาสิ่งของที่เขาไม่ให้ในโลกนี้ในบรรดาอาภรณ์ คือผ้าสาฎกเป็นต้น ยาวหรือสั้น ในบรรดาแก้วมณีและแก้วมุกดาเป็นต้นน้อยหรือใหญ่ งามหรือไม่งามโดยมีค่ามากและค่าน้อย ว่าเป็นพราหมณ์.

บทว่า นิราสยํ คือ ไม่มีตัณหา.

บทว่า วิสํยุตฺตํ คือ พรากจากกิเลสทั้งหมด เรากล่าวผู้ที่ไม่มีตัณหา ผู้พรากจากกิเลสนั้นว่า เป็นพราหมณ์.

บทว่า อาลยา ได้แก่ ตัณหา.

บทว่า อญฺญาย อกถํกถี รู้ทั่วถึง คือรู้วัตถุ ๘ ตามความเป็นจริง ไม่มีความสงสัยด้วยความสงสัยในวัตถุ ๘.

บทว่า อมโตคธํ อนุปฺปตฺตํ ความว่า ผู้หยั่งลงสู่อมตะคือนิพพาน เรากล่าวผู้นั้นว่า เป็นพราหมณ์.

บทว่า อุโภ ความว่า ละทิ้งบุญและบาปแม้ทั้งสองอย่าง.

บทว่า สงฺคํ คือ ธรรมเป็นเครื่องข้องมีราคะเป็นต้น.

บทว่า อุปจฺจคา คือ ก้าวล่วงแล้ว เรากล่าวบุคคลผู้ไม่เศร้าโศก ด้วยความโศกอันมีวัฏฏะเป็นมูล ผู้ปราศจากธุลี เพราะไม่มีธุลีคือราคะเป็นต้นในภายใน ผู้บริสุทธิ์เพราะไม่มีอุปกิเลส ว่าเป็นพราหมณ์.

เรากล่าวบุคคลผู้ไม่มีมลทิน คือเว้นจากมลทินมีหมอกเป็นต้น ผู้บริสุทธิ์ คือไม่มีอุปกิเลส ผู้ผ่องใสคือมีจิตผ่องใส ผู้ไม่ขุ่นมัวคือเว้นจากความขุ่นมัวคือกิเลส ผู้สิ้นความยินดีในภพ คือสิ้นตัณหาในภพ ๓ ว่าเป็นพราหมณ์.

เรากล่าวภิกษุผู้ล่วงทางอ้อมคือราคะ หล่มคือกิเลส สังสารวัฏ โมหะคือความไม่รู้แจ้งอริยสัจ ๔เป็นผู้ข้ามโอฆะ ๔ เป็นผู้ถึงฝั่ง เป็นผู้เพ่งด้วยฌานสองอย่าง เป็นผู้ไม่หวั่นไหว เพราะไม่มีตัณหาเป็นผู้ไม่มีสงสัย เพราะหมดความสงสัย เป็นผู้ดับ เพราะดับกิเลส ไม่ยึดมั่นเพราะไม่มีอุปาทาน ว่าเป็นพราหมณ์.

เรากล่าวบุคคลผู้ละกามแม้ทั้งสองในโลกนี้ได้ ไม่มีเรือน ออกบวช สิ้นกามและสิ้นภพ ว่าเป็นพราหมณ์.

เรากล่าวผู้ละตัณหาเป็นไปในทวาร ๖ ในโลกนี้ ไม่ต้องการครองเรือน ไม่มีเรือน ออกบวช เพราะตัณหาและภพสิ้นแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์.

เรากล่าวผู้ละโยคะอันเป็นของมนุษย์ ได้แก่อายุและกามคุณ ๕. อีกนัยหนึ่ง ได้แก่โยคะอันเป็นทิพย์ ละโยคะอันเป็นของมนุษย์ ก้าวล่วงโยคะอันเป็นของทิพย์ได้ พรากจากโยคะ ๔ ทั้งหมด ว่าเป็นพราหมณ์.

เรากล่าวผู้ละความยินดี คือยินดีในกามคุณ ๕ ผู้ไม่ยินดีคือกระสันในการอยู่ในป่า ผู้เยือกเย็น คือผู้ดับกิเลสผู้ไม่มีอุปธิ คือไม่มีกิเลสผู้มีความเพียร คือมีความเพียรครอบงำขันธโลกทั้งหมดเห็นปานนี้ตั้งอยู่ ว่าเป็นพราหมณ์.

เรากล่าวผู้รู้จุติและอุปบัติของสัตว์ทั้งหลายทำให้ปรากฏโดยอาการทั้งปวง ผู้ไม่ข้องเพราะไม่มีกิเลสติด ผู้ไปดีเพราะไปด้วยดีในทางปฏิบัติ ผู้ตรัสรู้แล้ว เพราะตรัสรู้อริยสัจ ๔ ว่าเป็นพราหมณ์.

เรากล่าวผู้ที่เทวดาเป็นต้นไม่รู้คติ สิ้นอาสวะเพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นแล้ว ผู้เป็นอรหันต์เพราะเป็นผู้ไกลจากกิเลสทั้งหลาย ว่าเป็นพราหมณ์.

เรากล่าวผู้ไม่มีกังวลคือการยึดตัณหาในฐานะเหล่านี้ ในกาลก่อนคือในขันธ์ที่เป็นอดีต ในภายหลังคือในขันธ์ที่เป็นอนาคต ในท่ามกลางคือในขันธ์ที่เป็นปัจจุบัน ผู้ไม่มีกังวลด้วยความกังวลมีราคะเป็นต้น ผู้ไม่ยึดถือเพราะไม่มีความยึดถือไรๆ ว่าเป็นพราหมณ์.

เรากล่าวผู้องอาจ เพราะเช่นกับโคอุสภะ เพราะไม่มีความหวาดสะดุ้ง ผู้ประเสริฐเพราะสูงสุด ผู้เป็นนักปราชญ์เพราะถึงพร้อมด้วยความเพียร ผู้แสวงหาคุณใหญ่เพราะแสวงหาศีลขันธ์เป็นต้นใหญ่ ผู้ชนะ เพราะชนะมาร ๓ จำพวก ผู้ล้างคือล้างกิเลสได้หมด ผู้ตรัสรู้เพราะตรัสรู้อริยสัจ ๔ ว่าเป็นพราหมณ์.

เรากล่าวผู้ระลึกชาติก่อน ๆ ได้ ผู้เห็นสวรรค์คือเทวโลก ๒๖ และอบาย ๔ อย่างด้วยทิพยจักษุ ผู้บรรลุพระอรหัตกล่าวคือการสิ้นชาติ ว่าเป็นพราหมณ์.

พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นตรัสกะพราหมณ์ โดยคุณธรรมอย่างนี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงว่า คนเหล่าใดทำความยึดถือ ว่าเป็นพราหมณ์โดยกำเนิด คนเหล่านั้นไม่รู้จักโวหารนี้. อนึ่ง ความเห็นของคนเหล่านั้นเป็นทิฏฐิชั่ว จึงตรัสสองคาถาว่า สมญฺญา เหสา ดังนี้เป็นต้น.

บทนั้นมีความดังนี้

นามและโคตรที่เขากำหนดกันเป็นบัญญัติในโลกว่าเป็นพราหมณ์ เป็นกษัตริย์ เป็นภารทวาชมาณพ เป็นวาเสฏฐมาณพ นี้พึงทราบว่าเป็นเพียงโวหารบัญญัติกันขึ้น.

เพราะเหตุไร.

เพราะนามและโคตรมาแล้ว เพราะรู้ตามกันมา เพราะนามและโคตรนั้นเขากำหนดรู้กันได้ด้วยญาติและสาโลหิตในกาลที่เขาเกิดแล้วนั้นๆ นั่นเอง. หากไม่พึงกำหนดนามและโคตรไว้อย่างนี้ ใครๆ เห็นใครๆ ก็จะไม่พึงรู้ได้ว่า ผู้นี้เป็นพราหมณ์ หรือเป็นภารทวาชมาณพ. นามและโคตรที่กำหนดไว้แล้วอย่างนี้ เป็นความเห็นของพวกไม่รู้ซึ่งสืบเนื่องกันมาสิ้นกาลนาน นามและโคตรที่กำหนดไว้สืบเนื่องเป็นความเห็นกันมาในหัวใจของสัตว์ทั้งหลายผู้ไม่รู้สิ้นกาลนานว่า นี้สักว่าเป็นนามและโคตร กำหนดไว้เพียงสำหรับเรียกชื่อกัน. ชนทั้งหลายผู้ไม่รู้ ย่อมเรียกนามและโคตรนั้น ว่าเป็นพราหมณ์โดยชาติ เพราะนามและโคตรนั้นสืบเนื่องกันมา.

ท่านอธิบายว่า ผู้ไม่รู้เท่านั้นย่อมกล่าวอย่างนี้.

ชนเหล่าใดทำความยึดถือว่าเป็นพราหมณ์โดยชาติ ชนเหล่านั้นไม่รู้ว่าเป็นเพียงโวหาร. อนึ่ง ความเห็นของชนเหล่านั้นเป็นทิฏฐิชั่ว ครั้นทรงแสดงด้วยประการฉะนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะทรงปฏิเสธวาทะว่าเป็นพราหมณ์โดยชาติโดยตรง และเมื่อจะทรงปลูกฝังวาทะว่าเป็นพราหมณ์เพราะกรรมจึงตรัสว่า น ชจฺจา ไม่เป็นพราหมณ์เพราะชาติ ดังนี้เป็นต้น.

ในคาถานั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคำมีอาทิว่า กสฺสโก กมฺมุนา เป็นชาวนาเพราะกรรม เพื่อความพิสดารของความด้วยคาถากึ่งหนึ่งนี้ว่า กมฺมุนา พฺราหฺมโณ โหติ กมฺมุนา โหติ อพฺราหฺมโณ บุคคลเป็นพราหมณ์ก็เพราะกรรม ไม่เป็นพราหมณ์ก็เพราะกรรม.

ในบทเหล่านั้น บทว่า กมฺมุนา ได้แก่ ด้วยเจตนากรรมอันทำให้เกิดการงานทางกสิกรรมเป็นต้น. บทว่า ปฏิจฺจสมุปฺปาททสฺสา ได้แก่ บัณฑิตทั้งหลายเห็นปฏิจจสมุปบาทอย่างนี้ว่า บุคคลเป็นอย่างนี้ด้วยปัจจัยนี้ ดังนี้. บทว่า กมฺมวิปากโกวิทา ฉลาดในกรรมและวิบาก ได้แก่ฉลาดในกรรมและวิบากอย่างนี้ว่า เป็นผู้เกิดในตระกูลอันไม่ควรยกย่องและดูหมิ่นด้วยอำนาจกรรมแม้เกิดเป็นอย่างอื่น ก็เป็นในเพราะกรรมเลวและประณีตให้ผล เพราะความเลวและความประณีต.

ก็ด้วยคาถาว่า กมฺมุนา วตฺตตี หมู่สัตว์ย่อมเป็นไปเพราะกรรม มีความเป็นอย่างเดียวกันว่า สัตวโลก หมู่สัตว์ หรือสัตว์นั่นเอง แต่ต่างกันเพียงคำพูดเท่านั้น.

อนึ่ง ในบทว่า กมฺมุนา วตฺตตี นี้พึงทราบการปฏิเสธด้วยทิฏฐินี้ด้วยบทก่อนว่าอตฺถิ พฺรหฺมา มหาพฺรหฺมา ฯเปฯ เสฏฺโฐ สชฺชิตา วสี ปิตา ภูตภพฺยานํ พรหม มหาพรหมมีอยู่ ฯลฯ เป็นผู้ประเสริฐ เป็นผู้สร้าง เป็นผู้มีอำนาจ เป็นผู้ควรแก่ความเจริญงอกงาม.

____________________________

ที. สี. เล่ม ๙/ข้อ ๓๑

จริงอยู่ โลกย่อมเป็นไปเพราะกรรม คือย่อมเกิดในคติทั้งหลายนั้นๆ โลกนั้นไม่มีใครสร้าง.

ด้วยบทที่สอง ท่านแสดงว่า โลกแม้เกิดขึ้นด้วยกรรมอย่างนี้ แม้ในการเป็นไปก็ย่อมเป็นไปด้วยกรรมในอดีตและปัจจุบัน เสวยสุขและทุกข์ถึงความเลวและประณีตเป็นต้น ย่อมเป็นไป.

ด้วยบทที่สาม ท่านแสดงสรุปความนั้น แม้โดยประการทั้งปวงอย่างนี้ สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นเครื่องผูกพัน ย่อมเป็นไปติดอยู่กับกรรมนั่นเอง มิใช่ด้วยอย่างอื่น.

ด้วยบทที่สี่ ท่านแสดงความนั้นด้วยอุปมา.

บทว่า รถสฺสาณีว ยายโต เหมือนสลักรถที่แล่นไปอยู่ กรรมชื่อว่าเป็นเครื่องผูกพันเพราะความเกิดขึ้นและเพราะความเป็นไปของโลก มิใช่ไม่มีเครื่องผูกพันเกิดขึ้นคือเป็นไปไม่ได้ เหมือนสลักเป็นเครื่องผูกพันรถที่แล่นไปอยู่มิใช่ไม่มีเครื่องผูกพันนั้นฉะนั้น เพราะโลกมีกรรมเป็นเครื่องผูกพันอย่างนี้ ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงความเป็นผู้ประเสริฐเพราะกรรมอันประเสริฐ จึงตรัสคาถาที่สองว่า ตเปน คือ ตปะดังนี้.

ในบทเหล่านั้น บทว่า ตเปน ได้แก่ การสำรวมอินทรีย์.

บทว่า พฺรหฺมจริเยน ได้แก่ ความประพฤติอันประเสริฐที่เหลือจากที่กล่าวแล้ว อาศัยการศึกษา.

บทว่า สํยเมน คือ ด้วยศีล.

บทว่า ทเมน คือ ด้วยปัญญา.

บุคคลย่อมเป็นพราหมณ์เพราะกรรมอันประเสริฐ คือเป็นพรหมนั้น เพราะเหตุไร

เพราะกรรมนี้นำความเป็นพราหมณ์ที่สูงสุดมาให้

ท่านอธิบายว่า ความเป็นพราหมณ์ที่สูงสุดคือกรรมนี้. ปาฐะว่า พฺรหฺมานํ ดังนี้บ้าง. บทนั้นมีความดังนี้ ชื่อว่า พฺรหฺมานํ เพราะนำมาซึ่งความเป็นพรหม. ท่านอธิบายว่า นำความเป็นพราหมณ์มาให้.

พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่สองดังนี้.

บทว่า สนฺโต คือ มีกิเลสสงบแล้ว.

บทว่า พฺรหฺมา สกฺโก เป็นพรหมผู้องอาจ คือเป็นทั้งพรหมเป็นทั้งผู้องอาจ.

ท่านอธิบายว่า ผู้ที่เป็นอย่างนั้นมิใช่เป็นพราหมณ์อย่างเดียว ที่แท้เขาเป็นทั้งพรหมเป็นทั้งผู้องอาจของบัณฑิตทั้งหลายผู้รู้แจ้ง ดูก่อนวาเสฏฐะ ท่านจงรู้อย่างนี้เถิด.

บทที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล ด้วยประการฉะนี้.

จบอรรถกถาวาเสฏฐสูตรที่ ๙ แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย ชื่อ ปรมัตถโชติกา -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา