๑๐. มารเธยยสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ๑๐. มารเธยยสูตร
๑๐ วุตฺตํ เหตํ ภควตา วุตฺตมรหตาติ เม สุตํ ตีหิ ภิกฺขเว ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อติกฺกมฺม มารเธยฺยํ อาทิจฺโจว วิโรจติ กตเมหิ ตีหิ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อเสกฺเขน สีลกฺขนฺเธน สมนฺนาคโต โหติ อเสกฺเขน สมาธิกฺขนฺเธน สมนฺนาคโต โหติ อเสกฺเขน ปญฺญากฺขนฺเธน สมนฺนาคโต โหติ ฯ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ตีหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อติกฺกมฺม มารเธยฺยํ อาทิจฺโจว วิโรจตีติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ อิติ วุจฺจติ สีลสมาธิปญฺญา จ ยสฺส เอเต สุภาวิตา อติกฺกมฺม มารเธยฺยํ อาทิจฺโจว วิโรจตีติ ฯ อยมฺปิ อตฺโถ วุตฺโต ภควตา อิติ เม สุตนฺติ ฯ ทสมํ ฯ วคฺโค ปฐโม ฯ ตสฺสุทฺทานํ มูลธาตุ อถ เวทนา ทุเว เอสนา จ ทุเว อาสวา ทุเว ตณฺหาโต อถ มารเธยฺยโต วคฺคมาหุ ปฐมนฺติ มุตฺตมนฺติ ฯ -------------
จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๓ ประการ ก้าวล่วงบ่วงแห่งมารแล้ว ย่อมรุ่งเรืองดุจอาทิตย์ฉะนั้น ธรรม ๓ ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ประกอบแล้วด้วยศีลขันธ์อันเป็นของพระอเสขะ ๑เป็นผู้ประกอบแล้วด้วยสมาธิขันธ์อันเป็นของพระอเสขะ ๑ เป็นผู้ประกอบแล้วด้วยปัญญาขันธ์อันเป็นของพระอเสขะ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบแล้วด้วยธรรม ๓ ประการนี้แล ก้าวล่วงบ่วงแห่งมารแล้ว ย่อมรุ่งเรืองดุจพระอาทิตย์ฉะนั้น ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า ภิกษุใด เจริญศีล สมาธิ และปัญญาดีแล้ว ภิกษุนั้น ก้าวล่วงบ่วงแห่งมารได้แล้ว ย่อมรุ่งเรือง ดุจพระอาทิตย์ ฉะนั้น ฯ เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วฉะนี้แล ฯ จบสูตรที่ ๑๐ จบวรรคที่ ๑ -----------------------------------------------------รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. อกุศลมูลสูตร ๒. ธาตุสูตร ๓. เวทนาสูตรที่ ๑ ๔. เวทนาสูตรที่ ๒๕. เอสนาสูตรที่ ๑ ๖. เอสนาสูตรที่ ๒ ๗. อาสวสูตรที่ ๑ ๘. อาสวสูตรที่ ๒๙. ตัณหาสูตร ๑๐. มารเธยยสูตร ฯ -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๐. มารเธยยสูตร ว่าด้วยธรรมที่เป็นเหตุให้ล่วงพ้นบ่วงมาร
แท้จริง พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้ว พระสูตรนี้ พระอรหันต์ กล่าวไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ “ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๓ ประการ ย่อมล่วงพ้นบ่วงมาร รุ่งเรืองดุจดวงอาทิตย์ ธรรม ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ๑. เป็นผู้ประกอบด้วยสีลขันธ์อันเป็นอเสขะ ๒. เป็นผู้ประกอบด้วยสมาธิขันธ์อันเป็นอเสขะ ๓. เป็นผู้ประกอบด้วยปัญญาขันธ์อันเป็นอเสขะ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๓ ประการนี้แล ย่อมล่วงพ้นบ่วงมารรุ่งเรืองดุจดวงอาทิตย์”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๔๑๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๓. ติกนิบาต] ๑. ปฐมวรรค รวมพระสูตรที่มีในวรรค พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความดังกล่าวมานี้แล้ว ในพระสูตรนั้น จึงตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า ภิกษุผู้เจริญศีล สมาธิ และปัญญาเหล่านี้ไว้ดีแล้ว จึงล่วงพ้นบ่วงมาร รุ่งเรืองดุจดวงอาทิตย์ ฉะนั้น แม้เนื้อความนี้ พระผู้มีพระภาคก็ตรัสไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้แลมารเธยยสูตรที่ ๑๐ จบ ปฐมวรรค จบ รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. มูลสูตร ๒. ธาตุสูตร ๓. ปฐมเวทนาสูตร ๔. ทุติยเวทนาสูตร ๕. ปฐมเอสนาสูตร ๖. ทุติยเอสนาสูตร ๗. ปฐมอาสวสูตร ๘. ทุติยอาสวสูตร ๙. ตัณหาสูตร ๑๐. มารเธยยสูตร
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๔๑๔}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถามารเธยยสูตร
มารเธยยสูตรที่ ๑๐ มีการเกิดขึ้นอย่างไร?
เล่ากันมาว่า วันหนึ่ง พระบรมศาสดามีบริษัทผู้เป็นพระเสกขะเป็นส่วนมากแวดล้อมแล้ว ประทับนั่งตรวจดูอัธยาศัยของบริษัทเหล่านั้น เมื่อจะทรงชมเชยอเสขภูมิ จึงตรัสพระสูตรนี้ไว้ เพื่อให้เกิดอุตสาหะในการบรรลุคุณพิเศษที่สูงๆ ขึ้นไป.
บรรดาบทเหล่านั้น ในบทเป็นต้นว่า อติกฺกมฺม มีความสังเขปดังต่อไปนี้
(ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๓) จะรุ่งโรจน์ ก้าวล่วง คือล่วงเลย ได้แก่ครอบงำที่ตั้งแห่งมาร คืออารมณ์ ได้แก่วิสัย คือฐานะเป็นที่ตั้งแห่งอิสริยะของมาร ดุจพระอาทิตย์.
พระอาทิตย์ที่พ้นจากความมืดมัว มีเมฆเป็นต้น ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๓ ประการ คือฤทธิ์ อานุภาพและเดชของตนพุ่งขึ้นสู่นภากาศ ไพโรจน์ สว่างไสว แผดแสง ข่ม ขับ ครอบงำ กำจัดความมืด ที่อยู่ในอากาศทั้งหมด ฉันใด
ภิกษุผู้เป็นพระขีณาสพก็ฉันนั้นเหมือนกัน ประกอบด้วยคุณธรรม ๓ ประการ พ้นจากอุปกิเลสทุกอย่าง ย่อมรุ่งโรจน์ ครอบงำพฤติการแห่งธรรมอันเป็นไปในภูมิ ๓ กล่าวคือที่ตั้งแห่งมาร ฉะนี้แล.
ธรรมชื่อว่าเสกขะในบทว่า อเสกฺเขน นี้ เพราะเกิดแล้วในเพราะสิกขาทั้งหลาย.
อีกอย่างหนึ่ง ธรรมทั้งหลายชื่อว่าเสกขะ เพราะธรรมเหล่านี้เป็นของพระเสกขะ ๗ จำพวก.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าเสกขะ เพราะกำลังศึกษาอยู่ด้วยตนเองทีเดียวโดยที่ยังศึกษาไม่สำเร็จ ได้แก่มรรคธรรมและผลธรรมเบื้องต่ำ ๓ อย่าง แต่ผลธรรมอันเลิศ (อรหัตผล) ไม่เป็นเสกขธรรมเพราะไม่มีศีลที่จะต้องศึกษาในเบื้องสูง เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่าอเสกขะ. เพราะว่านี้เป็นการคัดค้านในธรรมที่ยังมีความสงสัยในความเป็นพระเสกขะเพราะฉะนั้น ทั้งในโลกิยธรรมและนิพพานธรรม พึงทราบว่า ยังไม่ควรแก่ความเป็นอเสขธรรม.
เพราะว่า สิกขากล่าวคือศีล สมาธิ ปัญญาที่พ้นแล้วจากกิเลสที่เป็นปฏิปักษ์ต่อตน คือบริสุทธิ์แล้วที่ควรกล่าวได้ว่าเป็นสิกขาที่ดียิ่ง เพราะไม่เข้าถึงแม้ความเป็นอารมณ์ของอุปกิเลสทั้งหลายมีอยู่ในมรรคผลทั้ง ๘เพราะเหตุนั้น แม้ธรรมคืออรหัตผลก็จะเป็นธรรมเกิดขึ้นในเพราะสิกขาเหล่านั้น เหมือนกับธรรม คือมรรค ๔ และผล ๓ เบื้องต่ำฉะนั้น ก็เมื่อพระอรหันต์ผู้ประกอบด้วยสิกขานั้น ยังเป็นเสกขะเหมือนท่านนอกนี้ ก็จะพึงมีความสงสัยว่า ที่ชื่อว่าเสกขะ เพราะอรรถว่าธรรมเหล่านี้เป็นของเสกขบุคคล เพราะอรรถว่าศีลเป็นสิกขาของท่านเหล่านี้มีอยู่ เพราะเหตุนั้น เพื่อจะห้ามความสงสัยนั้นเสีย ท่านจึงกล่าวคำว่า อเสกขา ไว้เป็นการปฏิเสธภาวะแห่งเสกขบุคคลตามที่กล่าวแล้ว.
เพราะว่าสิกขาทั้งหลายที่เป็นไปอยู่ในอรหัตผล จะไม่ทำกิจของการศึกษา เพราะเสร็จกิจของการศึกษาแล้ว จะเป็นไปโดยความเป็นผลของการศึกษาอย่างเดียว เพราะฉะนั้น สิกขาเหล่านั้นจึงไม่ควรเรียกว่าสิกขา ทั้งผู้ที่พร้อมด้วยสิกขานั้นก็ไม่ควรเรียกว่าเสกขบุคคล.
อนึ่ง ธรรมที่สัมปยุตด้วยสิกขานั้น ก็ไม่ได้มีการศึกษาเป็นปกติ ผลธรรมอันเลิศ (อรหัตผล) ก็ไม่เป็นเสกขธรรมตามความหมาย มีอาทิอย่างนี้ว่า เกิดแล้วในสิกขาทั้งหลายส่วนสิกขาในผลเบื้องต่ำทั้งหลาย ยังทำกิจของการศึกษาในสกทาคามิมรรคอยู่ เพราะความเป็นอุปนิสัยของวิปัสสนาเป็นต้น เพราะฉะนั้น สิกขาทั้งหลายจึงควรเรียกว่าสิกขา และผู้ที่พร้อมเพรียงด้วยสิกขานั้น ก็ควรเรียกว่าเสกขบุคคลทั้งธรรมที่สัมปยุตด้วยสิกขานั้น ก็เป็นธรรมมีการศึกษาเป็นปกติ เสกขธรรมทั้งหลายต้องเป็นเสกขธรรมอยู่นั่นเองตามความหมายที่กล่าวแล้ว
อีกอย่างหนึ่ง ถ้าจะมีคำท้วงว่า บทว่า เสกฺขา เป็นคำเรียกพระอริยะทั้งหลายผู้ยังไม่สำเร็จการศึกษาดังนี้. (ส่วน) บทว่า อเสกฺขา เป็นคำแสดงถึงพระอริยสาวกทั้งหลายผู้สำเร็จการศึกษา เพราะฉะนั้น โลกิยธรรมและนิพพานธรรม หาควรเป็นอเสกขธรรมไม่ธรรมทั้งหลายที่ถึงความเจริญเป็นทั้งเสกขธรรม เป็นทั้งอเสกขธรรม ความที่ธรรมบางประเภทในบรรดาเสกขธรรมทั้งหลายที่ถึงความเจริญแล้ว เป็นอเสกขธรรมก็ถูกต้องเพราะฉะนั้น ธรรมคืออรหัตมรรคทั้งหลาย เป็นอเสกขธรรมก็ถูกต้อง เพราะอธิบายอย่างนี้ว่า ถึงความเจริญแล้ว และเป็นเสกขธรรม ตามความหมายที่กล่าวแล้ว ดังนี้หรือ?
ตอบว่า ข้อนั้นหาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะการเรียกอย่างนั้น (มี) ในธรรมที่คล้ายกัน เพราะว่า อรหัตผลมีการกระทำที่ไม่แตกต่างออกไปจากอรหัตมรรค เว้นไว้แต่การกระทำหน้าที่มีปริญญาเป็นต้น (ของอรหัตมรรค)และความเป็นวิบากของ (อรหัตผล) เพราะฉะนั้น เสกขธรรมเหล่านั้นแหละอาจกล่าวได้ว่า ถึงความเป็นอรหัตผลและวิปากสุข (ความสุขที่เกิดแต่ผล) เป็นสุขประณีตกว่ากุศลสุข (สุขที่เกิดแต่กุศล)เพราะสงบกว่ากัน เพราะฉะนั้น ธรรมที่ถึงความเจริญนั่นแหละยังมีอยู่ ฉะนั้นจึงเรียกว่าอเสกขธรรม.
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงประกาศอานุภาพของพระขีณาสพด้วยการถึงพร้อมด้วยธรรมเหล่านั้น โดยทรงจำแนกอเสกขธรรมเหล่านั้นออกเป็น ๓ อย่างตามอำนาจของขันธ์ไว้ในที่นี้ จึงตรัสคำมีอาทิว่า อเสกฺเขน สีลกฺขนฺเธน ดังนี้.
เนื้อความของสีลศัพท์ ในคำว่า สีลกฺขนฺเธน นั้น ข้าพเจ้าได้กล่าวแล้วในหนหลัง.
ส่วนขันธศัพท์มีประโยคที่เห็นได้ (ใช้ได้) ในอรรถทั้งหลายเป็นอันมาก คือในกอง ในบัญญัติ ในความงอกงาม ในคุณธรรม.
จริงอย่างนั้น ขันธศัพท์มาในกอง ในประโยคมีอาทิว่า อาโป น้ำที่นับไม่ถ้วน คำนวณไม่ได้ ย่อมถึงการนับว่าเป็นกอง (ห้วงน้ำ) ใหญ่ทีเดียว.
มีมาในบัญญัติ ในประโยคมีอาทิว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทอดพระเนตรเห็นท่อนไม้ใหญ่ ที่กำลังถูกกระแสน้ำคงคาพัดมา.
มาในความงอกงาม ดังในประโยคมีอาทิว่า จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑระ มนะ มนายตนะ วิญญาณ วิญญาณขันธ์.
มาในคุณธรรม ดังในประโยคมีอาทิว่า
ดูก่อนวิสาขะผู้มีอายุ ขันธ์ทั้ง ๓ ไม่ได้สงเคราะห์เข้าด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘ เลย
ดูก่อนวิสาขะผู้มีอายุ แต่ว่าอริยมรรคมีองค์ ๘ สงเคราะห์เข้าด้วยขันธ์ทั้ง ๓ อย่างแล.
แม้ในพระสูตรนี้ ขันธศัพท์พึงเห็นว่า (มาแล้ว) ในคุณธรรมอย่างเดียว เพราะฉะนั้น จึงมีอธิบายว่า ด้วยคุณธรรมกล่าวคือศีลที่เป็นอเสกขะ.
____________________________
องฺ. จตฺตก. เล่ม ๒๑/ข้อ ๕๑ องฺ. ฉกฺก. เล่ม ๒๒/ข้อ ๓๐๘
สํ. สฬา. เล่ม ๑๘/ข้อ ๓๒๒
อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๙๒
ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๕๐๘
บทว่า สมนฺนาคโต ความว่า ประกอบพร้อมแล้ว คือเป็นผู้พรั่งพร้อมแล้ว.
ชื่อว่าสมาธิ เพราะเป็นเหตุตั้งมั่น หรือเพราะตั้งมั่นเอง หรือความตั้งมั่นแห่งจิตนั่นเอง.
ชื่อว่าปัญญา เพราะรู้ คือแทงตลอดตามเป็นจริงโดยประการทั้งหลาย.
ขันธ์คือศีลนั่นเอง ชื่อว่าศีลขันธ์ แม้ในสมาธิและปัญญาที่เหลือ ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะอันเป็นผลเลิศ ชื่อว่าสีลขันธ์ที่เป็นอเสกขะ โดยสภาพนั่นเอง. ในบรรดาขันธ์เหล่านั้น สัมมาสมาธิก็เช่นกัน (คือเป็นผลอันเลิศ) ชื่อว่าสมาธิขันธ์ที่เป็นอเสกขะ ส่วนสัมมาวายามะและสัมมาสติ ถึงการสงเคราะห์เข้าในสมาธิขันธ์ เพราะเป็นอุปการะแก่สมาธิขันธ์นั้น. สัมมาทิฏฐิก็เช่นนั้น (คือเป็นผลเลิศ) ชื่อว่าปัญญาขันธ์ที่เป็นอเสกขะ. สัมมาสังกัปปะถึงการสงเคราะห์เข้าในปัญญาขันธ์ เพราะเป็นอุปการะแก่ปัญญาขันธ์ ด้วยประการดังพรรณนามานี้ในข้อนี้พึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรม คืออรหัตผลทั้ง ๘ สงเคราะห์เข้ากับขันธ์ทั้ง ๓.
บทว่า ยสฺส เอเต สุภาวิตา มีการเชื่อมความว่า พระอรหันต์รูปใดอบรมตามขันธ์ที่เป็นอเสขะ มีศีลเป็นต้นเหล่านี้ดีแล้ว คือเจริญดีแล้ว พระอรหันต์นั้นย่อมรุ่งโรจน์เหมือนดวงอาทิตย์ บางท่านสวดว่า ยสฺส เจเต ดังนี้ก็มี จ ศัพท์ของบทว่า เจเต นั้นเป็นเพียงนิบาต.
ในวรรคนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสวัฏฏะไว้ในสูตรแรก ตรัสวิวัฏฏะไว้ในสูตรสุดท้าย. ส่วนในสูตรนอกนี้ ตรัสไว้ทั้งวัฏฏะและวิวัฏฏะ ดังพรรณนามานี้.
จบอรรถกถามารเธยยสูตรที่ ๑๐ จบวรรควรรณนาที่ ๑
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อกุศลมูลสูตร
๒. ธาตุสูตร
๓. ปฐมเวทนาสูตร
๔. ทุติยเวทนาสูตร
๕. ปฐมเอสนาสูตร
๖. ทุติยเอสนาสูตร
๗. ปฐมอาสวสูตร
๘. ทุติยอาสวสูตร
๙. ตัณหาสูตร
๑๐. มารเธยยสูตร และอรรถกถา.
-----------------------------------------------------