อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๓๒๘

๑๑. ราหุลสูตร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๒๘พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 8 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

สุตฺตนิปาเต ทุติยสฺส จูฬวคฺคสฺส เอกาทสมํ ราหุลสุตฺตํ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ราหุลสูตรที่ ๑๑ พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า

ข้อ ๓๒๘

|๓๒๘.๗๖๑| ๑๑ กจฺจิ อภิณฺหสํวาสา นาวชานาสิ ปณฺฑิตํ โอกฺกาธาโร มนุสฺสานํ กจฺจิ อปจิโต ตยา ฯ |๓๒๘.๗๖๒| นาหํ อภิณฺหสํวาสา อวชานามิ ปณฺฑิตํ โอกฺกาธาโร มนุสฺสานํ นิจฺจํ อปจิโต มยา ฯ |๓๒๘.๗๖๓| ปญฺจ กามคุเณ หิตฺวา ปิยรูเป มโนรเม สทฺธาย ฆรา นิกฺขมฺม ทุกฺขสฺสนฺตกโร ภว ฯ |๓๒๘.๗๖๔| มิตฺเต ภชสฺสุ กลฺยาเณ ปนฺตญฺจ สยนาสนํ วิวิตฺตํ อปฺปนิคฺโฆสํ มตฺตญฺญู โหหิ โภชเน ฯ |๓๒๘.๗๖๕| จีวเร ปิณฺฑปาเต จ ปจฺจเย สยนาสเน เอเตสุ ตณฺหมากาสิ มา โลกํ ปุนราคมิ |๓๒๘.๗๖๖| สํวุโต ปาติโมกฺขสฺมึ อินฺทฺริเยสุ จ ปญฺจสุ สตี กายคตา ตฺยตฺถุ นิพฺพิทาพหุโล ภว ฯ |๓๒๘.๗๖๗| นิมิตฺตํ ปริวชฺเชหิ สุภํ ราคูปสญฺหิตํ อสุภาย จิตฺตํ ภาเวหิ เอกคฺคํ สุสมาหิตํ |๓๒๘.๗๖๘| อนิมิตฺตญฺจ ภาเวหิ มานานุสยมุชฺชห ตโต มานาภิสมยา อุปสนฺโต จริสฺสสีติ ฯ อิตฺถํ สุทํ ภควา อายสฺมนฺตํ ราหุลํ อิมาหิ คาถาหิ อภิณฺหํ โอวทตีติ ฯ ราหุลสุตฺตํ เอกาทสมํ ฯ

เธอย่อมไม่ดูหมิ่นบัณฑิต เพราะการอยู่ร่วมกันเนืองๆ แล หรือ การทรงคบเพลิง เพื่อมนุษย์ทั้งหลาย เธอนอบน้อม แล้วแลหรือ ฯ พระราหุลกราบทูลว่า ข้าพระองค์ย่อมไม่ดูหมิ่นบัณฑิต เพราะการอยู่ร่วมกันเนืองๆ การทรงคบเพลิงเพื่อมนุษย์ทั้งหลาย ข้าพระองค์นอบน้อม แล้วเป็นนิตย์ ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เธอละกามคุณห้ามีรูปเป็นที่รัก เป็นที่รื่นรมย์ใจ ออกบวช ด้วยศรัทธาแล้ว จงกระทำที่สุดทุกข์เถิด เธอจงคบกัล- ยาณมิตร จงเสพที่นอนที่นั่งอันสงัดเงียบ ปราศจากเสียง กึกก้อง จงรู้จักประมาณในโภชนะ เธออย่าได้กระทำ ความอยากในวัตถุเป็นที่เกิดตัณหาเหล่านี้ คือ จีวร บิณฑบาต ที่นอน ที่นั่ง และปัจจัย เธออย่ากลับมาสู่โลกนี้อีก จงเป็น ผู้สำรวมในปาฏิโมกข์และในอินทรีย์ ๕ จงมีสติไปแล้วในกาย จงเป็นผู้มากไปด้วยความเบื่อหน่าย จงเว้นสุภนิมิต อันก่อ ให้เกิดความกำหนัด จงอบรมจิตให้มีอารมณ์เป็นหนึ่ง ให้ตั้ง มั่นดีแล้วในอสุภภาวนา จงอบรมวิปัสสนา จงละมานานุสัย แต่นั้นเธอจักเป็นผู้สงบ เพราะการละมานะเที่ยวไป ฯ ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคตรัสสอนท่านพระราหุล ด้วยพระคาถาเหล่านี้เนืองๆ ด้วยประการฉะนี้แล ฯ จบราหุลสูตรที่ ๑๑

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๑๑. ราหุลสูตร ว่าด้วยพระพุทโธวาทที่ตรัสโปรดพระราหุล

ข้อ ๓๓๘

(พระผู้มีพระภาคตรัสถามท่านพระราหุลดังนี้) เพราะความสนิทสนมกันเกินไป เธอนึกดูหมิ่นบัณฑิต บ้างหรือไม่ การชูคบเพลิงแก่มวลมนุษย์ เธอยังใส่ใจนอบน้อมอยู่หรือไม่

ข้อ ๓๓๙

(ท่านพระราหุลทูลตอบดังนี้) ถึงจะมีความสนิทสนมกันมากสักเพียงใด ข้าพระองค์ก็ไม่เคยนึกดูหมิ่นบัณฑิตเลย การชูคบเพลิงแก่มวลมนุษย์ ข้าพระองค์ก็ยังใส่ใจนอบน้อมอยู่เสมอ

ข้อ ๓๔๐

(พระผู้มีพระภาคตรัสโอวาทดังนี้) เธอละกามคุณ ๕ ซึ่งน่ารัก น่ารื่นรมย์ใจแล้ว ออกจากเรือนบวชด้วยศรัทธา จงทำที่สุดแห่งทุกข์เถิด @เชิงอรรถ : @ บัณฑิต ในที่นี้พระผู้มีพระภาคตรัสหมายเอาพระสารีบุตร (ขุ.สุ.อ. ๒/๓๓๘/๑๕๗)@ การชูคบเพลิง ในที่นี้หมายถึงการแสดงธรรม (ขุ.สุ.อ. ๒/๓๓๘/๑๕๗)@ ดูเทียบ ขุ.เถร. (แปล) ๒๖/๑๙๕/๓๖๖

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๗๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๒. จูฬวรรค] ๑๑. ราหุลสูตร

ข้อ ๓๔๑

เธอจงคบกัลยาณมิตร ยินดีเสนาสนะอันสงัด ปราศจากเสียงอึกทึกครึกโครม จงเป็นผู้รู้จักประมาณในการบริโภค

ข้อ ๓๔๒

เธอจงอย่าทำความอยากในปัจจัย ๔ เหล่านี้ คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชที่เกิดขึ้น เธออย่ากลับมายังโลกนี้อีกเลย

ข้อ ๓๔๓

เธอจงเป็นผู้สำรวมในปาติโมกข์ และอินทรีย์ ๕ จงเจริญกายคตาสติกัมมัฏฐาน จงเป็นผู้เบื่อหน่ายในสังสารวัฏให้มาก

ข้อ ๓๔๔

จงเว้นสุภนิมิตอันเป็นเหตุให้เกิดราคะเสีย จงเจริญสมาธิจิตด้วยอสุภภาวนา จนจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง และตั้งมั่นด้วยดี

ข้อ ๓๔๕

จงเจริญกัมมัฏฐานที่ไม่มีนิมิต จงละมานานุสัยกิเลส เพราะละมานะได้นั่นเอง เธอก็จะเป็นผู้สงบระงับ ทราบว่า พระผู้มีพระภาคตรัสสอนท่านพระราหุลด้วยคาถาเหล่านี้อยู่เนืองๆด้วยประการฉะนี้ ราหุลสูตรที่ ๑๑ จบ @เชิงอรรถ : @ มีอารมณ์เป็นหนึ่ง หมายถึงแน่วแน่ด้วยอุปจารสมาธิ ตั้งมั่นด้วยดี หมายถึงตั้งมั่นแนบแน่นด้วยอัปปนาสมาธิ@(ขุ.สุ.อ. ๒/๓๔๔/๑๖๐)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๗๙}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาราหุลสูตรที่ ๑๑

ราหุลสูตร มีคำเริ่มต้นว่า กจฺจิ อภิณฺหสํวาสา ดังนี้.

ถามว่า พระสูตรนี้มีการเกิดขึ้นเป็นอย่างไร?

ตอบว่า พระสูตรนี้มีการเกิดขึ้นดังต่อไปนี้ :-

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ได้เสด็จจากควงต้นโพธิไปยังกรุงกบิลพัสดุ์โดยลำดับ ณ กรุงกบิลพัสดุ์นั้น พระราหุลได้ทูลขอความเป็นรัชทายาทว่าข้าแต่พระสมณะ ขอพระองค์จงทรงประทานความเป็นรัชทายาทแก่กระหม่อมฉันดังนี้จึงได้รับสั่งแก่พระสารีบุตรเถระว่า เธอจงให้ราหุลกุมารบรรพชา.

เรื่องทั้งปวงนั้น บัณฑิตพึงทราบโดยนัยที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้แล้วในอรรถกถาขันธกะ (พระวินัย).

ก็พระราหุลได้บรรพชาแล้วอย่างนี้ ถึงความเจริญแล้ว พระสารีบุตรนั้นแลก็ได้ให้อุปสมบท ส่วนพระโมคคัลลานเถระเป็นกรรมวาจาจารย์ของพระราหุลนั้น.

พระราหุลเถระยังไม่ได้บรรลุอริยภูมิตราบใด พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงโอวาทพระเถระนั้นตราบนั้น ตั้งแต่กาลที่ท่านยังเป็นหนุ่ม ด้วยทรงพระดำริว่า กุมารนี้สมบูรณ์ด้วยชาติเป็นต้น กุมารนั้นอย่าได้ทำการถือตัวหรือการหยิ่งเพราะอาศัยชาติ โคตร ตระกูลและผิวพรรณเป็นต้นดังนี้แล้วจึงได้ตรัสพระสูตรนี้บ่อยๆ เพราะฉะนั้น ก็คำว่า ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสอนท่านพระราหุลเถระด้วยพระคาถาเหล่านี้เนืองๆ ด้วยประการฉะนี้ดังนี้นี้พระอานนทเถระกล่าวไว้แล้ว ในที่สุดแห่งพระสูตร.

ความย่อในคาถาที่ ๑ ในราหุลสูตรนั้น มีดังต่อไปนี้.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายเอาท่านพระสารีบุตรว่า ดูก่อนราหุล เธอไม่ได้ดูหมิ่นบัณฑิต ด้วยเรื่องมีชาติเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่งเพราะเหตุที่อยู่ร่วมกันเป็นนิจแลหรือ ชื่อว่าการทรงไว้ซึ่งคบเพลิง เพราะการทรงไว้ซึ่งประทีปคือญาณ และประทีปคือธรรมเทศนา อันเธอนอบน้อมต่อมนุษย์ทั้งหลายหรือคือว่าอันเธอบูชาแล้วเป็นนิจแลหรือ ดังนี้.

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระราหุล เมื่อจะแสดงว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์หาได้กระทำการถือตัวหรือการเย่อหยิ่งเพราะเหตุที่อยู่ร่วมกัน เหมือนกับคนต่ำต้อยดูถูกท่านผู้ฉลาดไม่ จึงได้กราบทูลคาถาตอบนี้ว่า นาหํ อภิณฺหสํวาสา ดังนี้.

คาถาตอบนั้นมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงโอวาทพระราหุลเถระนั้นให้ยิ่งขึ้น จึงได้ตรัสพระคาถาที่เหลือทั้งหลายว่า ปญฺจ กามคุเณ ดังนี้เป็นต้น

ในพระคาถาที่เหลือนั้น บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

เพราะเหตุที่กามคุณทั้ง ๕ มีรูปเป็นที่รัก มีชาติเป็นที่รักสำหรับสัตว์ทั้งหลายอันสัตว์ทั้งหลายปรารถนาต้องการยิ่งนักและใจของสัตว์เหล่านั้นก็ยินดี ก็ท่านพระราหุลละกามคุณเหล่านั้นแล้ว ออกจากพระราชวังด้วยศรัทธา หาใช่พระราชาทรงนำออกไม่หาใช่โจรนำออกไปไม่ ไม่ใช่ผู้ที่เป็นหนี้ ไม่ใช่ผู้ที่กลัวภัย ไม่ใช่ผู้ที่บวชเพื่อเลี้ยงชีวิตพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงยังพระราหุลนั้นให้ทรงกล้าหาญด้วยพระดำรัสที่ว่าเธอออกจากพระราชวังด้วยศรัทธาดังนี้ ก็เพราะท่านละกามคุณทั้ง ๕ อันเป็นปิยรูป และเป็นที่รื่นรมย์แห่งใจได้แล้วเมื่อจะทรงชักชวนในการปฏิบัติที่สมควรแก่เนกขัมมะนี้ จึงตรัสว่า เธอจงเป็นผู้กระทำที่สุดแห่งทุกข์เถิด ดังนี้.

ในคำว่า พระราหุลออกบวชด้วยศรัทธา ดังนี้นั้น หากจะพึงมีคำถามสอดเข้ามาว่า ก็ท่านผู้มีอายุ ปรารถนาอยู่ซึ่งรัชสมบัติอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้บรรพชาโดยพลการมิใช่หรือเมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า พระราหุลออกจากพระราชวังด้วยศรัทธา ดังนี้

ข้อนี้ข้าพเจ้าจะได้กล่าวเฉลย.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้ ก็เพราะพระราหุลมีพระทัยน้อมไปในเนกขัมมะ จริงอยู่ ท่านผู้มีอายุนี้มีพระทัยน้อมไปในเนกขัมมะนานแล้ว คือเมื่อเป็นพระยานาคราช ชื่อว่า สังขะ ได้เห็นสามเณร ชื่อว่า อุปเรวัต ซึ่งเป็นโอรสของพระปทุมุตตรพุทธเจ้า ได้ถวายทานเป็นเวลา ๗ วัน ปรารถนาความเป็นอย่างนั้น (คือความเป็นสามเณร)จึงถึงพร้อมด้วยความปรารถนาและอภินิหาร จำเดิมแต่นั้นมา บำเพ็ญบารมีอยู่เป็นเวลาแสนกัปอุบัติแล้วในภพสุดท้าย พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นแหละทรงทราบความที่ท่านพระผู้มีอายุนั้นมีพระทัยน้อมไปในบรรพชาอย่างนี้ด้วยว่าญาณนี้เป็นญาณหนึ่งในตถาคตพลญาณ ด้วยเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ท่านออกจากพระราชวังด้วยศรัทธา.

อีกอย่างหนึ่ง ในคำว่า สทฺธาเยว ฆรา นิกฺขมฺม นี้ มีอธิบายว่า เธอออกจากพระราชวังด้วยศรัทธามาสิ้นกาลนานแล้ว บัดนี้ ก็จงทำที่สุดแห่งทุกข์เถิด.

บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อจะแสดงข้อปฏิบัติ ด้วยการกระทำที่สุดทุกข์ในวัฏฏะตั้งต้นแต่การละสมุทัย จึงตรัสพระคาถานี้ว่า มิตฺเต ภชสฺสุ กลฺยาเณ ดังนี้เป็นต้น.

พึงทราบอธิบายในพระคาถานี้ดังต่อไปนี้.

ชนทั้งหลายผู้ยิ่งด้วยศีลเป็นต้น ชื่อว่ากัลยาณมิตร บุคคลคบอยู่ซึ่งกัลยาณมิตรเหล่านั้น ย่อมเจริญด้วยคุณทั้งหลายมีศีลเป็นต้นประดุจต้นสาละใหญ่อาศัยป่าหิมวันต์ เจริญอยู่ด้วยรากเป็นต้นเพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า มิตฺเต ภชสฺสุ กลฺยาเณ ดังนี้.

สองบาทพระคาถาว่า ปนฺตญฺจ สยนาสนํ วิวิตฺตํ อปฺปนิคฺโฆสํ ความว่า ก็ที่นอนที่นั่งใดเป็นที่สงัด คืออยู่ไกล เงียบ ได้แก่ไม่เกลื่อนกล่นปราศจากเสียงกึกก้อง. ความสำคัญว่า ป่าย่อมเกิดขึ้นในเสนาสนะใด ด้วยเสียงแห่งสัตว์มีเนื้อและสุกรเป็นต้น เธอจงเสพที่นอนที่นั่งเห็นปานนั้น.

บาทพระคาถาว่า มตฺตญฺญู โหหิ โภชเน ได้แก่ จงเป็นผู้รู้ประมาณ (ในโภชนะ).

อธิบายว่า เธอจงรู้จักประมาณในการรับ และประมาณในการบริโภค.

ในประมาณทั้งสองอย่างนั้น ผู้รู้จักประมาณในการรับ เมื่อไทยธรรมมีน้อยทั้งเมื่อทายกต้องการจะให้น้อย ก็จงรับแต่น้อยเท่านั้นเมื่อไทยธรรมมีน้อย แต่ทายกแม้จะต้องการให้มาก ก็ควรรับแต่น้อยเหมือนกันแต่เมื่อไทยธรรมมีมาก ทายกต้องการจะให้น้อย ก็ควรรับน้อยเหมือนกันก็เมื่อไทยธรรมแม้มีมาก ทั้งทายกก็ต้องการจะให้มาก ก็ควรจะรู้กำลังของตนแล้วรับ.

อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอธิบายเฉพาะความประมาณเท่านั้นดังนี้แล.

ภิกษุผู้รู้ประมาณในการบริโภค พิจารณาโดยแยบคายแล้วพึงฉันโภชนะ ประดุจบุคคลบริโภคเนื้อบุตร และประดุจบุคคลใช้น้ำมันหยอดเพลาฉะนั้น.

พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแนะนำด้วยการคบกัลยาณมิตรอันเป็นอุปการะแก่พรหมจรรย์ และให้พระราหุลสมาทานในปาริสุทธิศีล คือการบริโภคปัจจัยโดยตรัสถึงการใช้สอยเสนาสนะเป็นประธาน ด้วยพระคาถานี้อย่างนี้แล้วบัดนี้ เพราะเหตุที่การเลี้ยงชีพผิดจะมีได้ ก็เพราะความอยากในจีวรเป็นต้นฉะนั้น จึงทรงปฏิเสธมิจฉาชีพนั้น เมื่อจะให้พระราหุลเถระสมาทานอยู่ในอาชีวปาริสุทธิศีลนั้น จึงตรัสพระคาถานี้ว่า จีวเร ปิณฺฑปาเต จ ดังนี้.

ในพระคาถาบทเหล่านั้น บทว่า ปจฺจเย ได้แก่ คิลานปัจจัย (ปัจจัยเพื่อคนไข้)

บทว่า เอเตสุ ได้แก่ ในเรื่องที่ให้ภิกษุทั้งหลายเกิดความอยากในปัจจัย ๔ อย่างเหล่านี้มีจีวรเป็นต้น.

สองบทว่า ตณฺหมากาสิ ความว่า (เมื่อเห็นโทษโดยนัยว่า) ปัจจัยทั้ง ๔ อย่างเหล่านั้นเป็นเครื่องเกื้อกูลแก่บุคคลทั้งหลายผู้ทุรนทุรายอยู่เป็นนิจ ก็เพื่อประโยชน์แก่การปกปิดอวัยวะที่ทำความละอายให้กำเริบเป็นต้นนั้นเอง ย่อมเป็นเครื่องค้ำจุนซึ่งร่างกายอันทุรพลยิ่งนัก ประดุจเสาเป็นเครื่องค้ำเรือนเก่าฉะนั้นดังนี้ก็อย่าให้ความอยากเกิดขึ้น เมื่อไม่ให้เกิดขึ้นอยู่ ได้แก่เมื่อไม่ให้บังเกิดขึ้นอยู่ ก็จงอยู่ (ด้วยการไม่ให้ตัณหาบังเกิดขึ้นนั้น)

ถามว่า เพราะเหตุไร.

ตอบว่า เพราะว่า เธออย่าได้มาสู่โลกอีก.

บาทพระคาถาว่า มา โลกํ ปุนราคมิ ความว่า ก็บุคคลกระทำซึ่งความอยากในปัจจัยเหล่านี้อยู่ถูกความอยากคร่ามาอยู่ ย่อมมาสู่โลกนี้แม้อีก เธอนั้นอย่าได้ทำความอยากในปัจจัยเหล่านี้ เมื่อเป็นเช่นนี้ เธอก็จักไม่มาสู่โลกนี้อีก.

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระราหุลทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะเราว่า เธออย่าได้กระทำความอยากในจีวรดังนี้จึงได้สมาทานธุดงค์ ๒ ข้อที่เกี่ยวกับจีวร คือ ปังสุกูลิกังคธุดงค์ ๑ เตจีวริกังคธุดงค์ ๑.

ท่านพระราหุลนั้นทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะเราว่าเธออย่าได้กระทำความอยากในบิณฑบาต จึงได้สมาทานธุดงค์ ๕ ข้อที่เกี่ยวกับบิณฑบาตคือ ปิณฑปาติกังคธุดงค์ ๑ สปทานจาริกังคธุดงค์ ๑ เอกาสนิกังคธุดงค์ ๑ปัตตปิณฑิกังคธุดงค์ ๑ ขลุปัจฉาภัตติกังคธุดงค์ ๑.

ท่านพระราหุลนั้นทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะเราว่า เธออย่าได้ทำความอยากในเสนาสนะดังนี้ จึงได้สมาทานธุดงค์ ๖ ข้อที่เกี่ยวข้องด้วยเสนาสนะคือ อารัญญิกังคธุดงค์ ๑ อัพโภกาสิกังคธุดงค์ ๑ รุกขมูลิกังคธุดงค์ ๑ยถาสันถติกังคธุดงค์ ๑ โสสานิกังคธุดงค์ ๑ เนสัชชิกังคธุดงค์ ๑

ท่านพระราหุลนั้นทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะเราว่าเธออย่าได้กระทำความอยากในคิลานปัจจัย จึงเป็นผู้สันโดษแล้วด้วยความสันโดษ ๓ในปัจจัยทั้งปวงคือ ยถาลาภสันโดษ ยถาพลสันโดษ ยถาสารุปปสันโดษเป็นผู้มีปกติรับคำสอนด้วยความเคารพ เหมือนกุลบุตรที่ว่าง่าย.

พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงให้ท่านพระราหุลสมาทานด้วยอาชีวปาริสุทธิศีลแล้วบัดนี้ เมื่อจะให้ท่านสมาทานในศีลที่เหลือ และในสมถะและวิปัสสนาทั้งหลายจึงตรัสว่า สํวุโต ปาติโมกฺขสฺมึ ดังนี้เป็นต้น.

ในบรรดาบททั้งหลายเหล่านั้น ในบาทคาถานี้ว่า สํวุโต ปาติโมกฺขสฺมึพึงเพิ่มบาลีที่เหลือเข้าว่า ภวสฺสุ หรือพึงทราบสัมพันธ์ด้วยบทสุดท้ายว่าในบาทคาถาที่ ๒ ก็พึงเติมบาลีที่เหลือเข้าเช่นเดียวกัน.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชักชวนท่านพระราหุลในปาติโมกขสังวรศีลและอินทริยสังวรศีล ด้วยพระดำรัส ๒ อย่างเหล่านี้ อย่างนี้.

ก็ในพระคาถาว่า อินฺทฺริเยสุ จ ปญฺจสุ นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอินทรีย์ ๕ ประการด้วยสามารถแห่งเนื้อความที่ปรากฏแล้ว. แต่โดยลักษณะแล้วพึงทราบว่า แม้อินทรีย์ที่ ๖ ก็เป็นอันพระองค์ตรัสไว้แล้วเหมือนกัน.

บาทพระคาถาว่า สตี กายคตา ตฺยตฺถุ ความว่า สติอันเป็นไปในกาย [กายคตาสติ] อันต่างด้วยจตุธาตุววัฏฐาน สัมปชัญญะ ๔ อานาปานสติและอาหาเรปฏิกูลสัญญา จงมีคือว่าจงเกิดมีแก่ท่านผู้ดำรงอยู่แล้วในจตุปาริสุทธิศีล ๔ อย่างนี้ คือว่า จงเจริญกายคตาสตินั้น.

บาทพระคาถาว่า นิพฺพิทาพหุโล ภว ความว่า ท่านจงเป็นผู้มากด้วยความเบื่อหน่ายในสังสารวัฏ คือว่า จงมีความสำคัญหมายในโลกทั้งปวงว่าไม่น่ายินดี.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอุปจารภูมิอันเป็นส่วนแห่งการแทงตลอดด้วยคำแม้ประมาณเท่านี้ บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงอัปปนาภูมิ จึงตรัสคำเป็นต้นว่า นิมิตฺตํ ปริวชฺเชหิ ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิมิตฺตํ ได้แก่ สุภนิมิตอันเป็นที่ตั้งแห่งราคะ.

ด้วยคำว่า นิมิตฺตํ นั้นนั่นเอง พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงทำสุภนิมิตนั้นให้วิเศษขึ้นไปอีก จึงตรัสว่า สุภํ ราคุปสญฺหิตํ สุภนิมิตที่ก่อให้เกิดความกำหนัด.

บทว่า ปริวชฺเชหิ ได้แก่ จงเว้นด้วยมนสิการ.

บาทพระคาถาว่า อสุภาย จิตฺตํ ภาเวหิ ความว่า จงอบรมจิตโดยประการที่อสุภภาวนาในกายที่มีวิญญาณหรือไม่มีวิญญาณ จะสำเร็จได้.

บาทพระคาถาว่า เอกคฺคํ สุสมาหิตํ ความว่า จิตเช่นนี้ของท่านจะเป็นจิตที่มีอารมณ์เดียวได้โดยอุปจารสมาธิ (และ) จะเป็นจิตตั้งมั่นได้ด้วยอัปปนาภูมิแห่งจิตนั้นอย่างนี้แล้วเมื่อจะแสดงวิปัสสนาจึงตรัสว่า อนิมิตฺตํ เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านี้ บาทพระคาถาว่า อนิมิตฺตญฺจ ภาเวหิ อธิบายว่า ท่านผู้มีจิตตั้งมั่นด้วยสมาธิอันเป็นส่วนแห่งการแทงตลอดอย่างนี้แล้ว จงเจริญวิปัสสนา.

จริงอยู่ วิปัสสนาย่อมได้โวหาร (การเรียก) ว่า อนิมิตฺตํ เพราะไม่ถือเอาซึ่งนิมิตทั้งหลายมีราคนิมิตเป็นต้น โดยนัยว่า อนิจจานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากนิมิต (การกำหนดหมาย) ว่าเที่ยง จึงเป็นอนิมิตตวิโมกข์

เหมือนอย่างที่ท่านพระมหาโมคคัลลานะกล่าวไว้ว่า ดูก่อนอาวุโส ข้าพเจ้านั้นแลเข้าเจโตสมาธิอันไม่มีนิมิตอยู่ เพราะการไม่ใส่ใจซึ่งนิมิตทั้งปวง. ดูก่อนอาวุโส เมื่อข้าพเจ้าอยู่ด้วยธรรมเครื่องอยู่นี้ อนิมิตตานุสารีวิญญาณ ย่อมมีได้ดังนี้.

____________________________

สํ. สฬา. เล่ม ๑๘/ข้อ ๕๒๓

บาทพระคาถาว่า มานานุสยมุชฺชห ความว่า เธอจะละ ได้แก่จงสละ คือจงสลัดทิ้งเสียซึ่งมานานุสัยโดยลำดับ เป็นต้นอย่างนี้ว่าดูก่อนเมฆิยะ เมื่อบุคคลได้อนิมิตตสัญญาด้วยการเจริญอนิมิตตภาวนานี้ แล้วเป็นผู้มีความสำคัญว่าไม่เที่ยง อนัตตา ก็ย่อมดำรงมั่นได้ผู้มีความสำคัญว่าไม่ใช่ตน ย่อมบรรลุถึงการถอนเสียได้ซึ่งอัสมิมานะ ดังนี้

____________________________

องฺ. นวก. เล่ม ๒๓/ข้อ ๒๐๗ ขุ. อุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๘๙

สองบาทพระคาถาว่า ตโต มานาภิสมยา อุปสนฺโต จริสฺสสิ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้พระเทศนาจบลงด้วยยอดคือพระอรหัตว่า ต่อแต่นั้น เพราะการบรรลุคือเพราะความสิ้นไปเสื่อมไป ได้แก่เพราะการละคือเพราะการสละคืนซึ่งมานะด้วยอริยมรรคอย่างนี้เธอจักเป็นผู้สงบคือดับสนิท ได้แก่เป็นผู้เย็น คือว่าเป็นผู้เว้นแล้วจากความกระวนกระวายและความเร่าร้อนทั้งปวงจักเที่ยวไปคือว่าจักอยู่ด้วยธรรมเครื่องอยู่คือผลสมาบัติอย่างใดอย่างหนึ่งบรรดาสุญญตนิมิต อนิมิตตนิมิต และอปณิหิตนิมิตตราบเท่าที่เข้าสู่นิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ.

ต่อจากนี้ไปคำว่า อิตฺถํ สุทํ ภควา เป็นต้น เป็นคำของพระสังคีติกาจารย์.

บรรดาบทเหล่านั้น คำว่า อิตฺถํ สุทํ ได้แก่ ได้ยินมาอย่างนี้. มีคำอธิบายว่า อย่างนี้นั้นแล.

คำที่เหลือในคาถานี้มีเนื้อความตื้นทั้งนั้น.

ก็ท่านพระราหุลอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทานโอวาทอยู่อย่างนี้ดำรงอยู่แล้วในพระอรหัตพร้อมกับเทวดาทั้งหลายเป็นอเนก ในที่สุดแห่งจูฬราหุโลวาทสูตรในเมื่อธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแห่งการแก่รอบเพื่อการได้วิมุตติถึงความแก่รอบแล้ว.

จบการพรรณนาราหุลสูตร แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย ชื่อ ปรมัตถโชติกา ------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา