อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๑๑๑

๒. อัปปายุกาสูตร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๑๑พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 2 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ๒. อัปปายุกาสูตร

ข้อ ๑๑๑

๒ เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ อถ โข อายสฺมา อานนฺโท สายณฺหสมยํ ปฏิสลฺลานา วุฏฺฐิโต เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา อานนฺโท ภควนฺตํ เอตทโวจ อจฺฉริยํ ภนฺเต อพฺภูตํ ภนฺเต ยาว อปฺปายุกา หิ ภนฺเต ภควโต มาตา อโหสิ สตฺตาหชาเต ภควติ ภควโต มาตา กาลมกาสิ ตุสิตํ กายํ อุปปชฺชตีติ ฯ เอวเมตํ อานนฺท เอวเมตํ อานนฺท อปฺปายุกา หิ อานนฺท โพธิสตฺตมาตโร โหนฺติ สตฺตาหชาเตสุ โพธิสตฺเตสุ โพธิสตฺตมาตโร กาลํ กโรนฺติ ตุสิตํ กายํ อุปปชฺชนฺตีติ ฯ อถ โข ภควา เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ตายํ เวลายํ อิมํ อุทานํ อุทาเนสิ เย เกจิ ภูตา ภวิสฺสนฺติ เย จาปิ สพฺเพ คมิสฺสนฺติ ปหาย เทหํ ตํ สพฺพชานึ กุสโล วิทิตฺวา อาตาปิโย พฺรหฺมจริยํ จเรยฺยาติ ฯ ทุติยํ ฯ

ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล เวลาเย็น ท่านพระอานนท์ออกจากที่หลีกเร้นแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ไม่เคยมีมาแล้ว พระมารดาของพระผู้มีพระภาคทรงมีพระชนมายุน้อยเหลือเกิน เมื่อพระผู้มีพระภาคประสูติได้ ๗ วัน พระมารดาของพระผู้มีพระภาคก็เสด็จสวรรคต เข้าถึงเทพนิกายชั้นดุสิต พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ ข้อนี้เป็นอย่างนั้น ดูกรอานนท์ข้อนี้เป็นอย่างนั้น ดูกรอานนท์ มารดาของพระโพธิสัตว์ทั้งหลายมีอายุน้อยเหลือเกิน เมื่อพระโพธิสัตว์ประสูติได้ ๗ วัน มารดาของพระโพธิสัตว์ย่อมทำกาละ เข้าถึงเทพนิกายชั้นดุสิต ฯ ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ได้ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า สัตว์เหล่าใดเหล่าหนึ่งผู้เกิดแล้ว และแม้จักเกิด สัตว์ทั้งหมด นั้นจักละร่างกายไป ท่านผู้ฉลาดทราบความเสื่อมแห่งสัตว์ ทั้งปวงนั้นแล้วพึงเป็นผู้มีความเพียรประพฤติพรหมจรรย์ ฯ จบสูตรที่ ๒

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๒. อัปปายุกสูตร ว่าด้วยพระมารดาพระโพธิสัตว์มีอายุน้อย

ข้อ ๔๒

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ- บิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น เป็นเวลาเย็น ท่านพระอานนท์ออกจากที่หลีกเร้นแล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควรได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยปรากฏ พระมารดาของพระผู้มีพระภาคมีพระชนมายุน้อย เมื่อพระผู้มีพระภาคประสูติได้ ๗ วัน พระมารดาของพระผู้มีพระภาคก็เสด็จสวรรคตไปเกิดยังหมู่เทพชั้นดุสิต”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๒๕๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน [๕. โสณเถรวรรค] ๓. สุปปพุทธกุฏฐิสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “จริงอย่างนั้น อานนท์ จริงอย่างนั้น อานนท์ มารดาพระโพธิสัตว์มีอายุน้อย เมื่อพระโพธิสัตว์ประสูติได้ ๗ วัน มารดาก็สวรรคตไปเกิดยังหมู่เทพชั้นดุสิต” ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า พุทธอุทาน สัตว์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เกิดแล้ว จะเกิดต่อไป หรือกำลังเกิดก็ตาม สัตว์เหล่านั้นทั้งหมดจักต้องละทิ้งร่างกายไป คนฉลาดรู้ความเสื่อมไปของสัตว์ทั้งหมดนั้นแล้ว ควรเป็นผู้ประกอบความเพียร ประพฤติพรหมจรรย์ อัปปายุกสูตรที่ ๒ จบ ๓. สุปปพุทธกุฏฐิสูตร ว่าด้วยชายโรคเรื้อนชื่อสุปปพุทธะ

ข้อ ๔๓

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน กลันทกนิวาปสถาน เขตกรุงราชคฤห์ สมัยนั้น ชายคนหนึ่งชื่อสุปปพุทธะ เป็นโรคเรื้อน ยากจน กำพร้ายากไร้ วันหนึ่ง พระผู้มีพระภาคมีบริษัทหมู่ใหญ่แวดล้อมประทับนั่งแสดงธรรมอยู่ชายโรคเรื้อนชื่อสุปปพุทธะได้เห็นหมู่มหาชนนั้นนั่งประชุมกันแต่ที่ไกล ได้มีความคิดดังนี้ว่า “ชนทั้งหลายกำลังแจกของเคี้ยวหรือของบริโภค ในที่นี้เป็นแน่ ทางที่ดีเราควรเข้าไปยังหมู่มหาชนนั้น พึงได้ของเคี้ยวหรือของบริโภคในที่นี้บ้าง” @เชิงอรรถ : @ ประกอบความเพียร หมายถึงบำเพ็ญวิปัสสนา (ขุ.อุ.อ. ๔๒/๒๙๘) @ ดูเชิงอรรถที่ ๑ หน้า ๒๒๙

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๒๕๕}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาอัปปายุกาสูตร

อัปปายุกาสูตรที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

คำว่า อจฺฉริยํ ภนฺเต แม้นี้ พึงทราบโดยข้ออัศจรรย์ที่น่าติเตียนเหมือนในเมฆิยสูตร.

บทว่า ยาว อปฺปายุกา แปลว่า มีอายุน้อยเพียงไร อธิบายว่า มีชีวิตชั่วเวลานิดหน่อย.

บทว่า สตฺตาหชาเต ความว่า ประสูติโดยสัปดาห์ ๑ ชื่อว่าสัตตาหชาตะ ในเมื่อพระองค์ประสูติได้ ๗ วัน. อธิบายว่า ในวันที่ ๗ ที่พระองค์ประสูติ.

บทว่า ตุสิตํ กายํ อุปปชฺชิ ความว่า เข้าถึงเทพนิกายชั้นดุสิต โดยการถือปฏิสนธิ.

เล่ากันมาว่า วันหนึ่งภายหลังภัตร พระเถระนั่งพักผ่อนกลางวัน ใส่ใจถึงพระรูปโฉมของพระผู้มีพระภาคเจ้า อันประดับด้วยพระลักษณะและพระอนุพยัญชนะมีพระรูปเลอโฉม เป็นทัสนานุตริยะ แล้วจึงคิดว่า น่าอัศจรรย์ พระพุทธเจ้าทั้งหลายเพียบพร้อมไปด้วยพระรูปกายน่าชมนำมาซึ่งความเลื่อมใสรอบด้าน น่ารื่นรมย์ใจ ดังนี้แล้ว จึงเสวยปิติและโสมนัสอย่างยิ่ง จึงคิดอย่างนี้ว่าธรรมดามารดาผู้บังเกิดเกล้า ถึงจะมีบุตรรูปร่างไม่ดี ก็ยังมีความพอใจ คล้ายว่าบุตรรูปร่างดีฉะนั้น

ก็ถ้าว่า พระนางมหามายาเทวีพระพุทธมารดา ยังทรงพระชนม์อยู่ไซร้ พระนางก็จะพึงเกิดปิติโสมนัส เพราะได้เห็นพระโฉมของพระผู้มีพระภาคเจ้า เช่นไรหนอเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประสูติได้ ๗ วัน พระเทวีมหามารดาของเราสวรรคตเป็นความเสื่อมอย่างใหญ่หลวงแล.

ก็ครั้นคิดอย่างนี้แล้ว จึงเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า กราบทูลความปริวิตกของตน เมื่อจะติเตียนการสวรรคตของพระนาง จึงกราบทูลคำมีอาทิว่า อจฺฉริยํ ภนฺเต.

แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า พระนางมหาปชาบดีโคตมี ถึงจะวิงวอนขอบรรพชากะพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยความยากยิ่งก็ยังถูกห้าม แต่เราทูลขอด้วยอุบายแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงอนุญาตการบรรพชาและอุปสมบทด้วยการรับครุธรรม ๘ ประการพระนางรับธรรมเหล่านั้นแล้ว ได้บรรพชาอุปสมบท แล้วจึงเกิดบริษัทที่ ๓ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าขึ้น ได้เป็นปัจจัยแก่บริษัทที่ ๔ก็ถ้าพระมหามายาเทวีพระชนนีของพระผู้มีพระภาคเจ้า ยังทรงพระชนม์อยู่ไซร้ เมื่อเป็นเช่นนี้พระนางกษัตริย์พี่น้องแม้ทั้งสองนี้รวมกัน ก็จะพึงทำพระศาสนานี้ให้งดงาม ก็เพราะการนับถือในพระมารดามาก พระผู้มีพระภาคเจ้าพึงทรงอนุญาตการบรรพชาและอุปสมบทในพระศาสนาแก่มาตุคามโดยง่ายทีเดียวแต่เพราะพระนางมีพระชนมายุน้อย การนั้นจึงสำเร็จได้ยาก ด้วยอธิบายดังว่ามานี้ พระเถระจึงกราบทูลคำมีอาทิว่า อจฺฉริยํ ภนฺเต ในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า

ข้อนั้นไม่ใช่เหตุ.

จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงอนุญาตการบรรพชาในศาสนาของพระองค์แก่พระมารดาหรือมาตุคามอื่น จึงทรงอนุญาตให้รัดกุมทีเดียว ไม่ใช่ทรงอนุญาตอย่างหละหลวมเพราะทรงมีพระประสงค์ให้พระศาสนาดำรงอยู่ได้นาน.

ฝ่ายอาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า พระเถระมนสิการถึงพระพุทธคุณหาที่สุด หาประมาณมิได้ ไม่ทั่วไปแก่ผู้อื่น มีทศพลญาณและจตุเวสารัชญาณเป็นต้น จึงเกิดอัศจรรย์จิตขึ้นว่า พระพุทธมารดาบริหารพระศาสดาผู้เป็นอัครบุคคลในโลก ผู้มีอานุภาพมากถึงเพียงนี้ในพระครรภ์ถึง ๑๐ เดือน จักเป็นบริจาริกาของใครๆ เพราะฉะนั้น ข้อนี้จึงไม่สมควร เพราะฉะนั้น ข้อที่เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประสูติได้ ๗ วัน พระพุทธมารดาสวรรคต และครั้นสวรรคตแล้ว ทรงอุบัติในชั้นดุสิต นี้เป็นการสมควรแก่พระคุณของพระศาสดาอย่างแท้จริง เมื่อจะกราบทูลความวิตกที่เกิดขึ้นแก่ตนนั้น แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงได้กล่าวคำมีอาทิว่า อจฺฉริยํ ภนฺเต ดังนี้.

ก็พระศาสดา เมื่อจะทรงแสดงข้อที่เมื่อพระโพธิสัตว์ประสูติได้๗ วัน พระมารดาของพระโพธิสัตว์ก็สวรรคต จัดเป็นการสำเร็จโดยธรรมดาจึงตรัสคำมีอาทิว่า เอวเมตํ อานนฺทํ.

ก็ธรรมดานี้นั้น พึงทราบด้วยสามารถที่พระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ เคยประพฤติเป็นอาจิณวัตรเสมอมาเพราะพระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ทรงบำเพ็ญพระบารมีแล้ว บังเกิดในชั้นดุสิต ทรงดำรงอยู่ในดุสิตนั้นตลอดอายุเมื่อสิ้นอายุ อันเทวดาในหมื่นจักรวาลประชุมกันทูลอาราธนา เพื่อให้ทรงถือปฏิสนธิในมนุษยโลกเพื่ออภิสัมโพธิญาณจึงตรวจดูปริมาณอายุของพระพุทธมารดา เหมือนตรวจดูกาล ทวีป ประเทศและตระกูลแล้วจึงถือปฏิสนธิ ฉันใดพระผู้มีพระภาคเจ้าแม้นี้ ผู้เป็นพระโพธิสัตว์ ดำรงอยู่ในชั้นดุสิตก็ฉันนั้นเหมือนกัน ทรงตรวจดูมหาวิโลกนะ ๕ ประการ ทรงกำหนดปริมาณอายุของพระพุทธมารดา ๑๐ เดือนกับ ๗ วันพอทรงทราบว่า นี้เป็นเวลาที่เราจะถือปฏิสนธิ บัดนี้ เราควรอุบัติ ดังนี้แล้ว จึงทรงถือปฏิสนธิ. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า อปฺปายุกา หิ อานนฺท โพธิสตฺตมาตโร โหนฺติ ดังนี้เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาลํ กโรนฺติ ความว่า กระทำกาละโดยสิ้นไปแห่งอายุตามที่กล่าวแล้วนั่นแล ไม่ใช่เพราะมีการประสูติเป็นปัจจัย.

จริงอยู่ สถานที่ที่พระโพธิสัตว์อยู่ ในอัตภาพสุดท้ายเป็นเช่นกับเรือนพระเจดีย์ ไม่ใช่เป็นสถานที่ที่คนเหล่าอื่นจะใช้สอยและใครๆ ไม่อาจที่จะถอดพระมารดาของพระโพธิสัตว์ออกแล้ว ตั้งหญิงอื่นไว้ในตำแหน่งอัครมเหสี. เพียงเท่านั้นแล จัดเป็นประมาณอายุของพระโพธิสัตว์ เพราะฉะนั้น จึงได้ทำกาละเสียในเวลานั้น. ก็พระมหาโพธิสัตว์ทั้งหลาย หมายถึงเนื้อความนี้นั่นแล จึงกระทำมหาวิโลกนะ ๕ ประการ.

ถามว่า ก็พระมารดาของพระโพธิสัตว์ทำกาละในวัยไหน?

ตอบว่า ในมัชฌิมวัย.

จริงอยู่ ในปฐมวัย สัตว์ทั้งหลายมีฉันทราคะกล้าในอัตภาพ เพราะฉะนั้น หญิงทั้งหลายผู้ตั้งครรภ์ในคราวนั้น โดยมากไม่สามารถจะตามรักษาครรภ์ได้. หากพึงถือปฏิสนธิได้ไซร้ สัตว์ที่เกิดในครรภ์ก็จะลำบากมาก. ก็ครั้นล่วง ๒ ส่วนของมัชฌิมวัยไปแล้ว ในส่วนที่ ๓ ครรภ์ก็บริสุทธิ์ เด็กที่เกิดในครรภ์ที่บริสุทธิ์ ก็จะไม่มีโรคเพราะฉะนั้น มารดาของพระโพธิสัตว์จึงได้รับความสมบูรณ์ในปฐมวัย ประสูติในส่วนที่ ๓ ของมัชฌิมวัย แล้วสวรรคตแล.

บทว่า เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ความว่า ทรงทราบว่า อายุในอัตภาพของมารดาพระโพธิสัตว์และสรรพสัตว์เหล่าอื่นมีความตายเป็นที่สุด จึงทรงเปล่งอุทานนี้ อันแสดงถึงความอุตสาหะในการปฏิบัติที่หาโทษมิได้ โดยมุขอันแสดงถึงเนื้อความนั้นอย่างแจ่มแจ้ง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เยเกจิ เป็นบทแสดงอรรถที่ไม่แน่นอน. บทว่า ภูตา แปลว่า บังเกิดแล้ว. บทว่า ภวิสฺสนฺติ แปลว่า จักบังเกิดในอนาคต. วา ศัพท์ เป็นวิกัปปัตถะ. อปิ ศัพท์ เป็นสัมปิณฑนัตถะ. ด้วย อปิ ศัพท์นั้น ท่านสงเคราะห์เอาสัตว์ผู้กำลังบังเกิด. ด้วยลำดับคำเพียงเท่านี้ ท่านกำหนดถือเอาเหล่าสัตว์ผู้นับเนื่องในปฏิสนธิด้วยอำนาจกาลมีอดีตกาลเป็นต้น โดยไม่มีส่วนเหลือ.

อีกอย่างหนึ่ง คัพภเสยยกสัตว์ สัตว์ผู้เกิดในครรภ์ ตั้งแต่เวลาออกจากครรภ์ ชื่อว่า ภูตา (สัตว์ผู้เกิดแล้ว). ก่อนแต่เกิดนั้น ชื่อว่าจักเกิด.

พวกสังเสทชสัตว์ และอุปปาติกสัตว์ หลังแต่ปฏิสนธิจิตไป ชื่อว่าเกิดแล้ว. ก่อนแต่นั้น ชื่อว่าจักเกิด เนื่องด้วยภพที่จะพึงบังเกิด.

หรือว่า สัตว์แม้ทั้งหมด ชื่อว่าเกิดแล้ว เนื่องด้วยปัจจุบันภพ. ชื่อว่าจักเกิด เนื่องด้วยภพใหม่ในอนาคต. ผู้สิ้นอาสวะ ชื่อว่าเกิดแล้ว.

จริงอยู่ ท่านผู้สิ้นอาสวะเหล่านั้น เกิดแล้วเท่านั้น ก็จักไม่เกิดต่อไปอีกแล. สัตว์เหล่าอื่นจากผู้สิ้นอาสวะเหล่านั้น ชื่อว่าจักบังเกิด.

บทว่า สพฺเพ คมิสฺสนฺติ ปหาย เทหํ ความว่า สัตว์ทั้งปวงต่างกันตามที่กล่าวแล้ว และต่างกันเป็นหลายประเภทโดยภพกำเนิด คติ วิญญาณฐิติ และสัตตาวาส เป็นต้นทั้งหมด จักละ คือทอดทิ้งร่างกาย คือสรีระของตนไปสู่ปรโลกส่วนพระอเสขบุคคลจักไปพระนิพพาน. ในข้อนี้ ท่านแสดงไว้ว่า ใครๆ ชื่อว่าไม่มีการจุติ เป็นธรรม หามีไม่.

บทว่า ตํ สพฺพชานึ กุสโล วิทิตฺวา ความว่า ท่านผู้ฉลาด คือบัณฑิต ทราบความเสื่อม คือความหายไป ได้แก่ความตาย ของสรรพสัตว์นี้นั้นหรือว่า ทราบถึงความเสื่อม คือความพินาศ ได้แก่ความผุพัง ของสรรพสัตว์ทั้งหมดนั้น ด้วยอำนาจมรณานุสติหรือด้วยอำนาจมนสิการถึงพระไตรลักษณะมี อนิจจตา เป็นต้น.

บทว่า อาตาปิโย พฺรหฺมจริยํ จเรยฺย ความว่า เมื่อบำเพ็ญวิปัสสนา ชื่อว่ามีความเพียร เพราะประกอบด้วยความเพียรคือความเพียรเครื่องเผากิเลส ชื่อว่าปรารภความเพียร ด้วยอำนาจสัมมัปปธาน ๔ พึงประพฤติคือปฏิบัติมรรคพรหมจรรย์ อันเป็นอุบายเครื่องก้าวล่วงมรณะโดยสิ้นเชิง.

จบอรรถกถาอัปปายุกาสูตรที่ ๒ -------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา