อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๒๑๕

๑๐. โสมนัสสสูตร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๑๕1 ข้อ (พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ)4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ๑๐. โสมนัสสสูตร

ข้อ ๒๑๕

๑๐ วุตฺตํ เหตํ ภควตา วุตฺตมรหตาติ เม สุตํ ทฺวีหิ ภิกฺขเว ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ ทิฏฺเฐว ธมฺเม สุขโสมนสฺสพหุโล วิหรติ โยนิโส อารทฺโธ โหติ อาสวานํ ขยายาติ กตเมหิ ทฺวีหิ สํเวชนีเยสุ ฐาเนสุ สํเวชเนน สํเวคสฺส จ โยนิโส ปธาเนน อิเมหิ โข ภิกฺขเว ทฺวีหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ ทิฏฺเฐว ธมฺเม สุขโสมนสฺสพหุโล วิหรติ โยนิโส อารทฺโธ โหติ อาสวานํ ขยายาติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ อิติ วุจฺจติ สํเวชนีเยสุ ฐาเนสุ สํวิชฺเชเถว ปณฺฑิโต อาตาปี นิปโก ภิกฺขุ ปญฺญาย สมเวกฺขิย เอวํ วิหารี อาตาปี สนฺตวุตฺติ อนุทฺธโต เจโตสมถมนุยุตฺโต ขยํ ทุกฺขสฺส ปาปุเณติ ฯ อยมฺปิ อตฺโถ วุตฺโต ภควตา อิติ เม สุตนฺติ ฯ ทสมํ ฯ วคฺโค ปฐโม ฯ ตสฺสุทฺทานํ เทฺวเม ภิกฺขุ ตปนียา ตปนียา ปรตฺเถหิ อาตาปี น กุหนา จ โสมนสฺเสน เต ทสาติ ฯ --------

จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว พระสูตรนี้พระผู้มี พระภาคผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๒ ประการ เป็นผู้มากไปด้วยสุขและโสมนัสอยู่ในปัจจุบัน เป็นผู้ปรารภความเพียรแล้วโดยแยบคาย เพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ธรรม ๒ ประการเป็นไฉน คือ ความสังเวชในฐานะอันเป็นที่ตั้งแห่งความสังเวช ๑ ความเพียรโดยแยบคายแห่งบุคคลผู้สังเวช ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๒ ประการนี้แล เป็นผู้มากไปด้วยสุขและโสมนัสอยู่ในปัจจุบัน เป็นผู้ปรารภความเพียรแล้วโดยแยบคาย เพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า ภิกษุผู้เป็นบัณฑิต มีความเพียร มีปัญญาเครื่องรักษาตน พิจารณาโดยชอบแล้วด้วยปัญญา พึงสังเวชในฐานะเป็น ที่ตั้งแห่งความสังเวชทีเดียว ภิกษุผู้มีปรกติอยู่อย่างนี้ มี ความเพียร มีความประพฤติสงบ ไม่ฟุ้งซ่าน หมั่น ประกอบอุบายเป็นเครื่องสงบใจ พึงถึงความสิ้นไปแห่ง ทุกข์ได้ ฯ เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วฉะนี้แล ฯ จบสูตรที่ ๑๐ จบวรรคที่ ๑ -----------------------------------------------------รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. ภิกขุสูตรที่ ๑ ๒. ภิกขุสูตรที่ ๒ ๓. ตปนียสูตร ๔. อตปนีย-*สูตร ๕. สีลสูตรที่ ๑ ๖. สีลสูตรที่ ๒ ๗. อาตาปีสูตร ๘. นกุหนา-*สูตรที่ ๑ ๙. นกุหนาสูตรที่ ๒ ๑๐. โสมนัสสสูตร ฯ -----------------------------------------------------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๑๐. โสมนัสสสูตร ว่าด้วยโสมนัส

ข้อ ๓๗

แท้จริง พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้ว พระสูตรนี้ พระอรหันต์ กล่าวไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๒ ประการ ย่อมอยู่อย่างมีความสุขโสมนัสมากในปัจจุบัน และย่อมเริ่มประกอบความเพียรโดยแยบคาย เพื่อความสิ้นอาสวะ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๓๘๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๒. ทุกนิบาต] ๑. ปฐมวรรค รวมพระสูตรที่มีในวรรค ธรรม ๒ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ความมีสังเวคธรรม ในฐานะที่ควรมีสังเวคธรรม ๒. ความเพียรโดยแยบคายแห่งบุคคลผู้มีสังเวคธรรม ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๒ ประการนี้แล ย่อมอยู่อย่างมี ความสุขโสมนัสมากในปัจจุบัน และย่อมเริ่มประกอบความเพียรโดยแยบคาย เพื่อความสิ้นอาสวะ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความดังกล่าวมานี้แล้ว ในพระสูตรนั้น จึงตรัส คาถาประพันธ์ดังนี้ว่า ภิกษุผู้เป็นบัณฑิต มีความเพียร มีปัญญารักษาตน พิจารณาเห็นชอบด้วยปัญญา ควรมีสังเวคธรรมในฐานะที่ควรมีสังเวคธรรมทีเดียว ภิกษุผู้มีความเพียร มีความประพฤติสงบ ไม่ฟุ้งซ่าน หมั่นประกอบอุบายเป็นเครื่องสงบใจอยู่อย่างนี้ พึงถึงความสิ้นทุกข์ แม้เนื้อความนี้ พระผู้มีพระภาคก็ตรัสไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้แล โสมนัสสสูตรที่ ๑๐ จบ ปฐมวรรค จบ รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. ทุกขวิหารสูตร ๒. สุขวิหารสูตร ๓. ตปนียสูตร ๔. อตปนียสูตร ๕. ปฐมสีลสูตร ๖. ทุติยสีลสูตร ๗. อาตาปีสูตร ๘. ปฐมนกุหนสูตร ๙. ทุติยนกุหนสูตร ๑๐. โสมนัสสสูตร @เชิงอรรถ : @ ดูเชิงอรรถที่ ๒ หน้า ๗๖ ในเล่มนี้ @ ฐานะที่ควรมีสังเวคธรรม หมายถึงชาติ ชรา มรณะ ทุกข์ในอบาย วัฏฏมูลกทุกข์ อาหารปริเยฏฐิมูลกทุกข์@(ขุ.อิติ.อ. ๓๗/๑๓๑)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๓๘๔}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาโสมนัสสสูตร

ในโสมนัสสสูตรที่ ๑๐ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

ในบทว่า สุขโสมนสฺสพหุโล นี้มีอธิบายดังนี้.

บทว่า สุขํ ได้แก่ สุขทางกาย.

บทว่า โสมนสฺสํ ได้แก่ สุขทางใจ เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ผู้ที่มีสุขทางกาย และสุขทางใจ เป็นไปเนืองๆ ว่า เป็นผู้มากไปด้วยความสุขและโสมนัส.

บทว่า โยนิ ได้แก่ กำเนิด ๔ มาแล้วในบทมีอาทิว่า จตสฺโส โข อิมา สารีปุตต โยนิโส ดูก่อนสารีบุตร กำเนิด ๔ เหล่านี้แล.

ได้แก่เหตุ ในบทมีอาทิว่า โยนิ เหสา ภูมิ จ ผลสฺส อธิคมาย ก็และภูมินี้เป็นเหตุเพื่อบรรลุผล ดังนี้.

และได้แก่ช่องคลอด ในบทมีอาทิว่า

น จาหํ พฺราหฺมณํ พฺรูมิ โยนิชํ มตฺติสมฺภวํ เตเมนํ กมฺมชวาตา

นิพฺพตฺติตฺวา อุทฺธํปาทํ อโธสิรํ สมฺปริวตฺติตฺวา มาตุ โยนิมุเข

สมฺปฏิปาเทนฺติ

เราไม่กล่าวผู้ที่เกิดจากช่องคลอด มีมารดาเป็นแดนเกิดว่าเป็นพราหมณ์. ลมกรรมชวาต (ลมเบ่ง) เกิดขึ้นกลับเด็กนั้นให้มีเท้าขึ้น ให้มีหัวลง แล้วให้ตกไปในช่องคลอดของมารดา.

แต่ในที่นี้ ท่านประสงค์เอาเหตุ.

____________________________

ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๑๖๙

ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๔

ขุ. ธ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๓๖ ขุ. สุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๓๘๒

บทว่า อสฺส แปลว่า โดย.

บทว่า อารทฺธา ได้แก่ ตั้งไว้ ประคองไว้ หรือให้สำเร็จบริบูรณ์.

ในบทว่า อาสวานํ ขยาย นี้ ชื่อว่าอาสวะ เพราะไหลออก. ท่านอธิบายว่า อาสวะทั้งหลายไหล คือซ่านออกจากตาบ้าง จากใจบ้าง.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าอาสวะ เพราะไหลจากธรรมถึงโคตรภู จากโอกาสถึงภวัคคพรหม. อธิบายว่า อาสวะทั้งหลายกระทำโอกาสนั้นในธรรมเหล่านั้น ไว้ในภายในเป็นไปอยู่ อาการนี้มีความว่า ทำไว้ในภายใน ชื่อว่าอาสวะ เพราะอรรถว่าหมักไว้นาน ดุจเครื่องดองมีน้ำหวานเป็นต้นบ้าง น้ำหวานเป็นต้นที่ชาวโลกหมักไว้นาน เรียกว่าอาสวะ ก็กิเลสเหล่านี้ควรเป็นอาสวะ เพราะอรรถว่าหมักหมมไว้นาน.

สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้มีอาทิว่า

ปุริมา ภิกฺขเว โกฏิ น ปญฺญายติ อวิชฺชาย อิโต ปุพฺเพ อวิชฺชา นาโหสิ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เบื้องต้นที่สุดของอวิชชา ย่อมไม่ปรากฏ อวิชชามิได้มีแล้วก่อนจากนี้.

____________________________

องฺ. ทสก. เล่ม ๒๔/ข้อ ๖๑

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าอาสวะ เพราะไหลไปแล่นไปสู่สังสารทุกข์อันกว้างขวาง ก็ในที่นี้ไม่มีคำพูดมาก่อน กิเลสทั้งหลายย่อมประกอบไว้ในที่ที่พูดถึงอาสวะ คำหลังย่อมประกอบไว้แม้ในกรรม.

อนึ่ง อาสวะทั้งหลายหาใช่เป็นกรรมและกิเลสโดยสิ้นเชิงไม่. แม้อันตรายมีประการต่างๆ ก็เป็นอาสวะด้วยแท้ ด้วยว่า อาสวะอันมาในอภิธรรมมี ๔ อย่าง คือกามาสวะ ๑ ภวาสวะ ๑ ทิฏฐาสวะ ๑ อวิชชาสวะ ๑ เพราะฉะนั้น กิเลสทั้งหลายมีกามราคะเป็นต้นก็เป็นอาสวะ.

____________________________

อภิ. สํ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๗๐๘

แม้ในพระสูตรท่านก็กล่าวถึงกรรมเป็นไปในภูมิ ๓ และอกุศลธรรมที่เหลือไว้ในที่นี้ว่า

นาหํ จุนฺท ทิฏฺฐมมฺมิ กานํเยว อาสวานํ สํวราย ธมฺมํ เทเสมิ

ดูก่อนจุนทะ เราย่อมไม่แสดงธรรมเพื่อความสำรวมอาสวะทั้งหลายอันเป็นไปในปัจจุบันเท่านั้น.

ในบทนี้ว่า ทิฏฺฐธมฺมิกานํ อาสวานํ สํวราย สมฺปรายิกานํ ปฏิฆาตาย

เพื่อความสำรวมอาสวะทั้งหลายอันเป็นไปในปัจจุบัน เพื่อกำจัดอาสวะทั้งหลาย อันเป็นไปในสัมปรายภพ.

ท่านแสดงถึงการเข้าไปเบียดเบียนผู้อื่น ทำให้เขาเดือดร้อน การฆ่า การจองจำเป็นต้นและอันตรายมีประการต่างๆ อันเป็นทุกข์ในอบาย.

ก็อาสวะเหล่านั้นมาในวินัย ๒ อย่าง คือ เพื่อความป้องกันอาสวะทั้งหลายอันเป็นไปในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะทั้งหลายอันเป็นไปในสัมปรายภพ ๑.

____________________________

ที. ปา. เล่ม ๑๑/ข้อ ๑๑๓

วิ. มหาวิ. เล่ม ๑/ข้อ ๒๐

อาสวะมาในสัพพาสวสูตร ๓ อย่าง ในบาลีมีอาทิว่า

ตโย เม อาวุโส อาสวา กามาสโว ภวาสโว อวิชฺชาสโว

ดูก่อนอาวุโส อาสวะ ๓ อย่างเหล่านี้ คือ กามาสวะ ๑ ภวาสวะ ๑ อวิชชาสวะ ๑ ดังนี้.

ในสูตรอื่นก็อย่างนั้น.

____________________________

สํ. สฬา. เล่ม ๑๘/ข้อ ๕๐๔

ในอภิธรรม อาสวะ ๓ รวมเป็น ๔ กับทิฏฐาสาวะ

โดยการแสดงเพื่อให้รู้อาสวะมี ๕ อย่าง คือ

อาสวะนำสัตว์ไปนรกก็มี ๑

อาสวะนำสัตว์ไปในกำเนิดเดียรัจฉานก็มี ๑

อาสวะนำสัตว์ไปเปรตวิสัยก็มี ๑

อาสวะนำสัตว์ไปสู่มนุษยโลกก็มี ๑

อาสวะนำสัตว์ไปเทวโลกก็มี ๑.

แต่ในที่นี้ ท่านประสงค์เอากรรมเท่านั้นเป็นอาสวะ ในฉักกนิบาต อาสวะมี ๖ อย่าง โดยนัยเป็นต้นว่า อตฺถิ อาสวา สํวรา ปหาตพฺพา อาสวะทั้งหลายพึงละเพราะการสำรวมก็มี โดยการแสดงถึงความสำรวมอาสวะทั้งปวง.

____________________________

องฺ. ฉกฺก. เล่ม ๒๒/ข้อ ๓๓๔

องฺ. ฉกฺก. เล่ม ๒๒/ข้อ ๓๒๙

อาสวะเหล่านั้นมี ๗ อย่าง รวมกับธรรมอันทัสสนะพึงละ.

แต่ในที่นี้ โดยการแสดงในอภิธรรม พึงทราบว่า ท่านประสงค์เอาอาสวะ ๔.

ในบทว่า ขยาย นี้ การทำลายอาสวะทั้งหลายพร้อมด้วยรส ในบทว่า อาสวะสิ้นไป เสื่อมไป แตกไป ทำลายไป ความไม่เที่ยง ความอันตรธาน. ท่านกล่าวว่า ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย อาการสิ้นไป ความไม่มี ความสิ้นสุด ความไม่เกิดแห่งอาสวะทั้งหลาย.

ในบทนี้ว่า ชานโต อหํ ภิกฺขเว ปสฺสโต อาสวานํ ขยํ วทามิ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อรู้ เมื่อเห็น เราย่อมกล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ดังนี้.

____________________________

ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๑๑

ท่านกล่าวว่า ความสิ้นไปแห่งอาสวะ ดังนี้.

อริยมรรคในคาถานี้ว่า

เสกฺขสฺส สิกฺขมานสฺส อุชุนคฺคานุสาริโน ขยสฺมึ ปฐมํ ญาณํ ตโต อญฺญา อนนฺตรา ญาณที่หนึ่ง ในเพราะความสิ้นไปของ พระเสกขะผู้ยังต้องศึกษาอยู่ ผู้ดำเนินตามทาง ตรง จากญาณนั้น ก็รู้ทั่วถึงเป็นลำดับไป. ____________________________

ขุ. อิติ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๒๘๒

ท่านกล่าวว่า ความสิ้นไปแห่งอาสวะ.

กล่าวผลในบทนี้ว่า อาสวานํ ขยา สมโณ โหติ เป็นสมณะเพราะสิ้นอาสวะทั้งหลาย.

กล่าวนิพพานในคาถานี้ว่า

ปรวชฺชานุปสฺสิสฺส นิจฺจํอุชฺฌานสญฺญิโน อาสวา ตสฺส วฑฺฒนฺติ อารา โส อาสวกฺขยา อาสวะทั้งหลาย ย่อมเจริญแก่ผู้มองเห็น แต่โทษของผู้อื่น มีความสำคัญในการเพ่งโทษ เป็นนิจ เขาไกลจากความสิ้นอาสวะ. ____________________________

ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๔๘๒

ขุ. ธ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๒๘

ก็ในสูตรนี้ ท่านกล่าวว่า อาสวานํ ขยาย หมายถึงผล. อธิบายว่า เพื่อประโยชน์แก่อรหัตผล.

บทว่า สํเวชนีเยสุ ฐาเนสุ ได้แก่ในฐานะอันให้เกิดความสังเวช คือในวัตถุอันควรสังเวชมีชาติเป็นต้น.

วัตถุอันควรสังเวชเหล่านี้ คือ ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ อันนำไปสู่อบายในอดีต ในอนาคตเป็นทุกข์ มีวัฏฏะเป็นมูล ในปัจจุบันเป็นทุกข์มีการแสวงหาอาหารเป็นมูล ชื่อว่าฐานะอันเป็นที่ตั้งแห่งความสังเวช.

อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบบททั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ว่า

โลกสันนิวาส ร้อนระอุ สับสน วุ่นวาย เดินทางผิด โลกอันชรานำเข้าไป ไม่ยั่งยืน ไม่มีที่ต้านทาน ไม่เป็นอิสระ โลกไม่มีอะไรเป็นของตน ต้องละสิ่งทั้งปวงไป โลกพร่องอยู่เป็นนิจ ไม่รู้จักอิ่ม เป็นทาสของตัณหา ดังนี้. ชื่อว่าฐานะอันให้เกิดความสังเวชในที่นี้.

____________________________

ขุ. ปฏิ. เล่ม ๓๑/ข้อ ๒๘๕

บทว่า สํเวชเนน ได้แก่ ด้วยความสังเวชอันได้แก่กลัวเกิดอาศัยวัตถุอันควรสังเวชมีชาติเป็นต้น แต่โดยอรรถ ญาณพร้อมด้วยโอตตัปปะ ชื่อว่าความสังเวช.

บทว่า สํเวคสฺส ได้แก่ เกิดความสังเวชเพราะทุกข์มีชาติเป็นต้นหลายๆ อย่าง นับแต่หยั่งลงสู่ครรภ์เป็นต้น. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า สํเวชิต บ้าง.

บทว่า โยนิโส ปธาเนน ได้แก่ ด้วยความเพียร โดยอุบาย คือด้วยความเพียรชอบ.

จริงอยู่ สัมมาวายามะนั้น ท่านกล่าวว่าเป็นปธาน เพราะเป็นที่ตั้งความเพียร และเพราะให้สำเร็จภาวนาชั้นสูงสุด ดุจผู้ที่ละอกุศลธรรมได้ บรรดากุศลธรรมย่อมถึงการทำภาวนาให้บริบูรณ์ฉะนั้น.

ในบทนั้น ภิกษุไม่เห็นที่ต้านทาน ที่เร้น ที่พึ่งไรๆ ในภพเป็นต้น ด้วยความสังเวช ไม่ติดในภพนั้น มีใจไม่เกี่ยวเกาะและหมดความรู้สึกในอันที่จะหันกลับไป เพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อสิ่งนั้น จึงเป็นผู้น้อมไปเพื่อนิพพาน โน้มไปเพื่อนิพพาน โอนไปเพื่อนิพพานโดยแท้.

ภิกษุนั้นเป็นผู้มากไปด้วยโยนิโสมนสิการเพราะอาศัยกัลยาณมิตร เป็นผู้ประกอบไปด้วยอัธยาศัยอันบริสุทธิ์ เป็นผู้ประกอบและขวนขวายในสมถวิปัสสนา ย่อมเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง ขวนขวายให้เกิดวิปัสสนา.

ข้อที่ภิกษุเป็นผู้มากด้วยโยนิโสมนสิการ เป็นผู้ประกอบด้วยอัธยาศัยอันบริสุทธิ์ เป็นผู้ประกอบและขวนขวายในสมถะและวิปัสสนานี้ พึงทราบความเป็นผู้มากด้วยสุขและโสมนัส ในปัจจุบันนั้นแล.

ด้วยเหตุที่ภิกษุเป็นผู้ตั้งอยู่ในสมถะ เป็นผู้ประกอบและขวนขวายในวิปัสสนา ย่อมเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง ขวนขวายให้เกิดวิปัสสนานั้น พึงทราบว่าเป็นผู้ปรารภเหตุ เพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย.

ในคาถาทั้งหลาย พึงทราบอธิบายดังต่อไปนี้

บทว่า สํวิชฺเชเถว ได้แก่ พึงสังเวช คือพึงทำความสลดใจนั้นเอง. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า สํวิชฺชิตฺวาน ก็มี. อธิบายว่า เป็นผู้มีความสลดใจตามนัยดังกล่าวแล้ว.

บทว่า ปณฺฑิโต ได้แก่ ผู้มีปัญญา. อธิบายว่า ได้แก่ ติเหตุกปฏิสนธิ (การปฏิสนธิด้วยเหตุ ๓ ประการ).

บทว่า ปญฺญาย สมเวกฺขิย ได้แก่ พิจารณาสังเวควัตถุ (วัตถุอันควรให้เกิดความสังเวช) ด้วยความสลดใจโดยชอบด้วยปัญญา.

อีกอย่างหนึ่ง พิจารณาแล้วโดยชอบด้วยปัญญา.

บทที่เหลือในที่ทั้งปวงมีความง่ายทั้งนั้น.

จบอรรถกถาโสมนัสสสูตรที่ ๑๐ จบอรรถกถาวรรคที่ ๑ ในทุกนิบาต แห่ง อรรถกถาอิติวุตตกะ ชื่อปรมัตถวิภาวินี ด้วยประการฉะนี้ -----------------------------------------------------

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. ภิกขุสูตรที่ ๑

๒. ภิกขุสูตรที่ ๒

๓. ตปนียสูตร

๔. อตปนียสูตร

๕. สีลสูตรที่ ๑

๖. สีลสูตรที่ ๒

๗. อาตาปีสูตร

๘. นกุหนาสูตรที่ ๑

๙. นกุหนาสูตรที่ ๒

๑๐. โสมนัสสสูตร ฯ

-----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา