๑๐. อุเทนสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ๑๐. อุเทนสูตร
๑๐ เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา โกสมฺพิยํ วิหรติ โฆสิตาราเม ฯ เตน โข ปน สมเยน รญฺโญ อุเทนสฺส อุยฺยานคตสฺส อนฺเตปุรํ ทฑฺฒํ โหติ ปญฺจ อิตฺถิสตานิ กาลกตานิ โหนฺติ สามาวตีปมุขานิ ฯ อถ โข สมฺพหุลา ภิกฺขู ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย โกสมฺพึ ปิณฺฑาย ปาวิสึสุ ฯ โกสมฺพิยํ ปิณฺฑาย จริตฺวา ปจฺฉาภตฺตํ ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺตา เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ ฯ {๑๕๗.๑} เอกมนฺตํ นิสินฺนา โข เต ภิกฺขู ภควนฺตํ เอตทโวจุํ อิธ ภนฺเต รญฺโญ อุเทนสฺส อุยฺยานคตสฺส อนฺเตปุรํ ทฑฺฒํ ปญฺจ อิตฺถิสตานิ กาลกตานิ โหนฺติ สามาวตีปมุขานิ ตาสํ ภนฺเต อุปาสิกานํ คติ โก อภิสมฺปราโยติ ฯ สนฺเตตฺถ ภิกฺขเว อุปาสิกาโย โสตาปนฺนา สนฺติ สกทาคามินิโย สนฺติ อนาคามินิโย สพฺพา ตา ภิกฺขเว อุปาสิกาโย อนิปฺผลา กาลกตาติ ฯ อถ โข ภควา เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ตายํ เวลายํ อิมํ อุทานํ อุทาเนสิ โมหสมฺพนฺธโน โลโก ภพฺพรูโปว ทิสฺสติ อุปธิพนฺธโน พาโล ตมสา ปริวาริโต สสฺสโตริว ขายติ ปสฺสโต นตฺถิ กิญฺจนนฺติ ฯ ทสมํ ฯ จูฬวคฺโค สตฺตโม ฯ ตสฺสุทฺทานํ โหนฺติ ทุเว ตถา ภทฺทิยา โหนฺติ ทุเว กาเมสุ สตฺตา ลกุณฺโฐ ตณฺหาขโย จ ปปญฺจขโย จ กจฺจาโน อุทปานํ อุเทโนติ ฯ -----------
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ โฆสิตาราม ใกล้พระนครโกสัมพี ก็สมัยนั้นแล เมื่อพระเจ้าอุเทนเสด็จประพาสพระราชอุทยาน ภายในพระราชวังถูกไฟไหม้ หญิง ๕๐๐ มีพระนางสามาวดีเป็นประมุขทำกาละ ครั้งนั้นแล เป็นเวลาเช้า ภิกษุมากรูปด้วยกันนุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังพระนครโกสัมพี ครั้นเที่ยวบิณฑบาตในพระนครโกสัมพี กลับจากบิณฑบาตภายหลังภัตแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญขอประทานพระวโรกาส เมื่อพระเจ้าอุเทนเสด็จประพาสพระราชอุทยาน ภายในพระราชวังถูกไฟไหม้ หญิง ๕๐๐ มีพระนางสามาวดีเป็นประมุขทำกาละ คติแห่งอุบาสิกาเหล่านั้นเป็นอย่างไร ภพหน้าเป็นอย่างไร พระผู้มีพระภาคตรัสว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาอุบาสิกาเหล่านั้น อุบาสิกาที่เป็นพระโสดาบันมีอยู่เป็นพระสกทาคามินีมีอยู่ เป็นพระอนาคามินีมีอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุบาสิกาทั้งหมดนั้นเป็นผู้ไม่ไร้ผลทำกาละ ฯ ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า สัตว์โลกมีโมหะเป็นเครื่องผูกพัน ย่อมปรากฏเหมือน สมบูรณ์ด้วยเหตุ คนพาลมีอุปธิเป็นเครื่องผูกพัน ถูก ความมืดหุ้มห่อไว้ ย่อมปรากฏเหมือนว่าเที่ยงยั่งยืน กิเลส เครื่องกังวลย่อมไม่มีแก่ผู้พิจารณาเห็นอยู่ ฯ จบสูตรที่ ๑๐ จบจูฬวรรคที่ ๗ -----------------------------------------------------รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. ภัททิยสูตรที่ ๑ ๒. ภัททิยสูตรที่ ๒ ๓. กามสูตรที่ ๑๔. กามสูตรที่ ๒ ๕. ลกุณฐกภัททิยสูตร ๖. ตัณหักขยสูตร ๗. ปปัญจขย-*สูตร ๘. มหากัจจานสูตร ๙. อุทปานสูตร ๑๐. อุเทนสูตร ฯ -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๐. อุเทนสูตร ว่าด้วยพระราชวังของพระเจ้าอุเทนถูกเผา
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ โฆสิตาราม เขตกรุงโกสัมพี สมัยนั้นเมื่อพระเจ้าอุเทนเสด็จประพาสพระราชอุทยาน ภายในพระราชวังถูกไฟไหม้ หญิง๕๐๐ คน มีพระนางสามาวดีเป็นหัวหน้า ต่างเสียชีวิตทั้งหมด ครั้งนั้น ในเวลาเช้า ภิกษุจำนวนมากครองอันตรวาสก ถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังกรุงโกสัมพี กลับจากบิณฑบาตหลังจากฉันอาหารเสร็จแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานวโรกาส เมื่อพระเจ้าอุเทนเสด็จประพาสพระราชอุทยาน ภายในพระราชวังถูกไฟไหม้ หญิง ๕๐๐ คนมีพระนางสามาวดีเป็นหัวหน้า ต่างเสียชีวิตทั้งหมด ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คติของอุบาสิกาเหล่านั้นเป็นอย่างไร ภพหน้าเป็นอย่างไร พระพุทธเจ้าข้า”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๓๑๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน [๗. จูฬวรรค] รวมพระสูตรที่มีในวรรค พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย อุบาสิกาเหล่านั้นที่เป็นโสดาบันก็มีที่เป็นสกทาคามินีก็มี ที่เป็นอนาคามินีก็มี ภิกษุทั้งหลาย อุบาสิกาเหล่านั้นทั้งหมดชื่อว่าไม่ตายเปล่า” ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า พุทธอุทาน สัตว์โลกมีโมหะเป็นเครื่องผูกพัน ย่อมปรากฏเหมือนสมบูรณ์ด้วยเหตุ คนพาลมีอุปธิเป็นเครื่องผูกพัน ถูกความมืดหุ้มห่อไว้ ย่อมปรากฏเหมือนยั่งยืนนิรันดร์ แต่ผู้เห็นอยู่ ย่อมไม่มีกิเลสเครื่องกังวล อุเทนสูตรที่ ๑๐ จบ จูฬวรรคที่ ๗ จบ รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. ปฐมลกุณฏกภัททิยสูตร ๒. ทุติยลกุณฏกภัททิยสูตร ๓. ปฐมสัตตสูตร ๔. ทุติยสัตตสูตร ๕. อปรลกุณฏกภัททิยสูตร ๖. ตัณหาสังขยสูตร ๗. ปปัญจักขยสูตร ๘. กัจจานสูตร ๙. อุทปานสูตร ๑๐. อุเทนสูตร @เชิงอรรถ : @ ไม่ตายเปล่า หมายถึงไม่ไร้ผล คือบรรลุสามัญญผล (ผลแห่งความเป็นสมณะ) (ขุ.อุ.อ. ๗๐/๔๑๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๓๒๐}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาอุเทนสูตร
อุเทนสูตรที่ ๑๐ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า รญฺโญ อุเทนสฺส ได้แก่ พระราชาพระนามว่า อุเทน ซึ่งเขาเรียกกันว่าเจ้าวัชชีก็มี. บทว่า อุยฺยานคตสฺส ได้แก่ เสด็จไปอุทยาน เพื่อสำราญในพระอุทยาน.
จริงอยู่ บทว่า อุเทนสฺส นี้เป็นฉัฏฐีวิภัตติ ใช้ในอรรถอนาทร. ก็บทว่า อุเทนสฺส นี้เป็นฉัฏฐีวิภัตติ ใช้ในสามีสัมพันธะ ไม่มุ่งถึงบทว่า อนฺเตปุรํ.
บทว่า กาลกตานิ ได้แก่ ถูกไฟไหม้ตายแล้ว.
ในบทว่า สามาวตีปมุขานิ นี้มีคำถามสอดเข้ามาว่า ก็พระนางสามาวดีนี้คือใคร และทำไมจึงถูกไฟไหม้?
ข้าพเจ้าจะเฉลย ธิดาของเศรษฐีในเมืองภัททวดี อันโฆสกเศรษฐีตั้งไว้ในตำแหน่งธิดามีหญิง ๕๐๐ เป็นบริวาร เป็นอัครมเหสีของพระเจ้าอุเทน เป็นพระอริยสาวิกามากไปด้วยเมตตาวิหารธรรมทรงพระนามว่าสามาวดี.
ในที่นี้ มีความสังเขปเพียงเท่านี้
เมื่อว่าโดยพิสดาร พึงทราบอุปปัตติกถาของพระนางสามาวดีตั้งแต่ต้นแต่โดยนัยดังกล่าวในเรื่องพระธรรมบท.
นางมาคัณฑิยาธิดาของมาคัณฑิยพราหมณ์สดับคาถานี้ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแก่บิดามารดาของตนว่า
เพราะได้เห็นนางตัณหา นางอรดี และนางราคา
เรามิได้มีความพอใจแม้ในเมถุนเลย เพราะได้เห็น
สรีระแห่งธิดาของท่านนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยมูตและกรีส
(เราจักมีความพอใจในเมถุน) อย่างไรได้ เราไม่
ปรารถนาจะแตะต้องสรีระแห่งธิดาของท่านนั้น แม้
ด้วยเท้า ดังนี้
____________________________
ขุ. สุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๔๑๖
จึงผูกอาฆาตในพระศาสดา อยู่มาภายหลัง พระเจ้าอุเทนทรงสถาปนาไว้ในตำแหน่งมเหสี ทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จถึงกรุงโกสัมพีและว่าหญิง ๕๐๐ มีพระนางสามาวดีเป็นประธาน เป็นอุบาสิกา จึงคิดว่า อันพระสมณโคดมผู้มายังพระนครนี้ บัดนี้ เราจะรู้กิจที่ควรทำแก่สมณโคดมนั้น ทั้งหญิงเหล่านี้ก็เป็นอุปัฏฐายิกาของเขาเราจักรู้กิจที่ควรทำแก่หญิงแม้เหล่านี้ ซึ่งมีนางสามาวดีเป็นหัวหน้า ดังนี้
แม้จะพยายามเพื่อทำความพินาศแก่พระตถาคตและแก่หญิงเหล่านั้นโดยอเนกปริยาย เมื่อไม่อาจทำ วันหนึ่ง พร้อมกับพระราชาเสด็จไปเล่นกรีฑาในอุทยาน จึงส่งสาส์นถึงอาว์ว่า ขออาว์จงขึ้นสู่ปราสาทของนางสามาวดีแล้วให้เปิดคลังผ้าและคลังน้ำมัน เอาผ้าจุ่มลงในตุ่มน้ำมันพันเสา แล้วให้หญิงทั้งหมดเหล่านั้นรวมกันปิดประตู ใส่ประแจด้านนอก เอาไฟชนวนจุดพระตำหนักแล้วจงลงไปเสียเถิด.
อาว์ได้ฟังดังนั้น จึงขึ้นสู่ปราสาทเปิดคลัง เอาผ้าให้ชุ่มที่ตุ่มน้ำมันเริ่มพันเสา. ลำดับนั้นแล หญิงมีนางสามาวดีเป็นประมุข จึงเข้าไปหานายมาคัณฑิยะพลางกล่าวว่า นี่อะไรกัน อาว์. นายมาคัณฑิยะกล่าวว่า แม่ทั้งหลาย พระราชารับสั่งให้เอาผ้าชุ่มน้ำมันพันเสาเหล่านี้ เพื่อทำให้มั่นคงชื่อว่าในพระราชตำหนัก กรรมที่ประกอบดีประกอบชั่วรู้ได้ยาก พวกเธออย่าอยู่ในสำนักของเราเลย ดังนี้แล้วจึงให้หญิงที่มาเหล่านั้นเข้าไปในห้อง ลั่นกุญแจข้างนอก จุดไฟตั้งแต่ต้นจึงลงมา.
พระนางสามาวดีได้ให้โอวาทแก่หญิงเหล่านั้นว่า แม่ทั้งหลาย เมื่อเราเที่ยวอยู่ในสงสารซึ่งไปตามรู้เบื้องต้นและที่สุดไม่ได้ อัตภาพถูกไฟไหม้ถึงอย่างนี้ แม้กำหนดด้วยพุทธญาณก็กระทำไม่ได้ง่าย พวกเธออย่าประมาทเลย.
หญิงเหล่านั้นบรรลุโสดาปัตติผลในสำนักของนางขุชชุตตรา อริยสาวิกาผู้รู้แจ้งคำสอนของพระศาสดาผู้ฟังธรรมในสำนักของพระศาสดาแล้วบรรลุผล ผู้บรรลุเสกขปฏิสัมภิทา แสดงธรรมตามทำนองที่พระศาสดาทรงแสดงนั่นแหละ และประกอบขวนขวายมนสิการกรรมฐานในลำดับๆ เมื่อไฟกำลังไหม้พระตำหนัก มนสิการถึงเวทนาปริคหกรรมฐาน บางพวกบรรลุผลที่ ๒ บางพวกบรรลุผลที่ ๓ แล้วถึงแก่กรรม.
ลำดับนั้น ภิกษุทั้งหลายกำลังเที่ยวบิณฑบาตในกรุงโกสัมพี ภายหลังจากฉันภัตตาหารแล้วจึงกราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ถามถึงอภิสัมปรายภพของหญิงเหล่านั้น. ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสบอกการที่หญิงเหล่านั้นบรรลุอริยผลแก่ภิกษุทั้งหลาย. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เตน โข ปน สมเยน รญฺโญ อุเทนสฺส ฯเปฯ อนิปฺผลา กาลกตา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนิปฺผลา ความว่า หญิงที่ถึงแก่กรรม ไม่ไร้ผล คือบรรลุสามัญผลนั่นแล.
ฝ่ายหญิงเหล่านั้นได้รับผล อันพระนางสามาวดีโอวาทด้วยคาถาว่า
จงเริ่มพยายามขวนขวายในพระพุทธศาสนา จงกำจัด
เสนาของมัจจุมาร เหมือนกุญชรช้างประเสริฐย่ำยีเรือนไม้อ้อ
ฉะนั้น ผู้ใดไม่ประมาทเห็นแจ้งในพระธรรมวินัยนี้ ผู้นั้นจัก
ละชาติสงสาร จักทำที่สุดทุกข์ได้ ดังนี้
จึงมนสิการเวทนาปริคหกรรมฐาน ได้เห็นแจ้งแล้วบรรลุผลที่ ๒ และที่ ๓.
____________________________
สํ. ส. เล่ม ๑๕/ข้อ ๖๑๗
ฝ่ายนางขุชชุตตรา เพราะมีอายุเหลืออยู่ และเพราะไม่ได้ทำกรรมเช่นนั้นไว้ในปางก่อน จึงได้อยู่ภายนอกปราสาทนั้น. ก็อาจารย์บางพวกกล่าวว่า นางหลีกไปในระยะ ๑ โยชน์.
ลำดับนั้น ภิกษุทั้งหลายนั่งสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า อาวุโส พระอริยสาวิกาถึงแก่กรรมเช่นนั้น ไม่สมควรเลยหนอ.
พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอเมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย แม้ถ้าความตายของหญิงเหล่านั้นไม่สมควรในอัตภาพนี้ไซร้แต่กรรมที่เธอเคยทำไว้ก่อนนั่นแหละเป็นกรรมที่สมควรแท้ ที่พวกเธอจะได้รับ ดังนี้แล้ว
อันภิกษุเหล่านั้นทูลอาราธนา จึงนำอดีตนิทานมาว่า
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในกรุงพาราณสีพระปัจเจกพุทธเจ้า ๘ รูปฉันภัตตาหารเนืองนิตย์ ในพระราชนิเวศน์. หญิง ๕๐๐ คนพากันบำรุงพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น.
ในพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้ง ๘ รูปนั้น ๗ รูปไปยังป่าหิมพานต์. รูปหนึ่งนั่งเข้าสมาบัติที่พงหญ้าแห่งหนึ่ง ใกล้ริมฝั่งแม่น้ำ.
ภายหลังวันหนึ่ง เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าไปแล้ว พระราชาทรงประสงค์จะเล่นน้ำกับพวกหญิงนั้น จึงเสด็จไป. หญิงเหล่านั้นเล่นน้ำในที่นั้นตลอดทั้งวัน ถูกความหนาวบีบคั้น ประสงค์จะพิงไฟ ยืนล้อมพงหญ้านั้นข้างบนอันดารดาษไปด้วยหญ้าแห้ง ด้วยสำคัญว่ากองหญ้า จึงจุดไฟ เมื่อหญ้าถูกไฟไหม้แล้วยุบลง เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า คิดว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าของพระราชา ถูกไฟไหม้พระราชาทรงทราบเรื่องนั้น จักทำเราให้พินาศ เราจักเผาท่านให้เรียบร้อยเสียเลย ดังนี้แล้วทุกคนพากันขนฟืนมาจากที่โน้นที่นี้ ทำให้เป็นกองสุมไว้ข้างบนพระปัจเจกพุทธเจ้านั้นพากันหลีกไปด้วยเข้าใจว่า บัดนี้ พระปัจเจกพุทธเจ้าจักมอดไหม้ไปแล้ว.
หญิงเหล่านั้น เมื่อก่อนไม่ได้มีเจตนา แต่บัดนี้พากันผูกพันด้วยกรรม.
ก็ภายในสมาบัติ ถ้าหญิงเหล่านั้นพากันขนฟืนมาตั้งพันเล่มเกวียน แล้วสุมพระปัจเจกพุทธเจ้าก็ไม่สามารถจะให้ถือเอาแม้เพียงอาการไออุ่นได้. เพราะฉะนั้น ในวันที่ ๗ พระปัจเจกพุทธเจ้านั้นได้ลุกไปตามความสบาย. หญิงเหล่านั้น เพราะกรรมที่เขาทำไว้ จึงหมกไหม้ในนรกหลายพันปี หลายแสนปี เพราะเศษแห่งวิบากของกรรมนั้นนั่นแหละเมื่อตำหนักถูกไฟไหม้ โดยทำนองนี้ เธอก็ถูกไฟไหม้ถึงร้อยอัตภาพ.
นี้เป็นบุพกรรมของหญิงเหล่านั้น.
ก็เพราะเหตุที่หญิงเหล่านั้น กระทำให้แจ้งซึ่งอริยผลในอัตภาพนี้ จึงเข้าไปนั่งใกล้พระรัตนตรัย ฉะนั้นในหญิงเหล่านั้น หญิงผู้เป็นพระอนาคามินี เกิดในชั้นสุทธาวาส นอกนั้นบางพวก เกิดในภพดาวดึงส์ บางพวกเกิดในชั้นยามะ บางพวกเกิดในชั้นดุสิต บางพวกเกิดในชั้นนิมมานรดี บางพวกเกิดในชั้นปรนิมมิตวสวัตดี.
ฝ่ายพระเจ้าอุเทนแลทรงสดับว่า ข่าวว่า พระตำหนักของพระนางสามาวดีถูกไฟไหม้ จึงรีบเสด็จมาถึงที่นั้น ในเมื่อหญิงเหล่านั้นถูกไฟไหม้แล้วนั้นแล.
ก็แล ครั้นเสด็จมา รับสั่งให้คนช่วยดับไฟไหม้ที่ตำหนัก ทรงเกิดโทมนัสอย่างรุนแรง ทรงทราบว่าพระนางมาคัณฑิยาก่อเหตุเช่นนั้นโดยอุบาย อันกรรมที่พระนางมาคัณฑิยากระทำความผิดในพระอริยสาวิกาตักเตือนอยู่จึงให้ลงราชอาชญาแก่นางพร้อมด้วยพวกญาติ.
พระนางมาคัณฑิยา พร้อมด้วยข้าราชบริพาร พร้อมทั้งมิตรและพวกพ้อง ได้ถึงความวอดวายด้วยประการฉะนี้.
บทว่า เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ความว่า พระองค์ทรงทราบโดยอาการทั้งปวงถึงเหตุที่หญิงเหล่านั้น อันมีพระนางสามาวดีเป็นประธาน ถึงความวอดวายในกองเพลิงและนิมิตที่พระนางมาคัณฑิยา พร้อมด้วยมิตรและพวกพ้อง ถึงความวอดวายด้วยพระราชอาชญานี้จึงทรงเปล่งอุทานนี้ อันแสดงความนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โมหสมฺพนฺธโน โลโก ภพฺพรูโปว ทิสฺสติ ความว่า สัตวโลกใดในโลกนี้ ปรากฏเป็นเหมือนผู้สมควรแท้ คือเป็นเหมือนสมบูรณ์ด้วยเหตุ สัตวโลกแม้นั้นมีโมหะเป็นเครื่องผูกพัน คือเกลือกกลั้วไปด้วยโมหะ เมื่อไม่รู้สิ่งที่เป็นประโยชน์ และไม่เป็นประโยชน์แก่ตนจึงไม่ดำเนินไปในสิ่งที่เป็นประโยชน์ สั่งสมแต่สิ่งที่มิใช่ประโยชน์ อันนำความทุกข์มาให้ และพอกพูนอกุศลเป็นอันมาก.
บาลีว่า ภวรูโปว ทิสฺสติ ดังนี้ก็มี.
บาลีนั้นมีอธิบายดังต่อไปนี้
โลกนี้มีโมหะเป็นเครื่องผูกพัน คือเกลือกกลั้วด้วยโมหะ เพราะเหตุนั้นแล ตนของสัตวโลกนั้นจึงปรากฏเหมือนมีรูป คือเหมือนมีสภาวะเที่ยง คือปรากฏเหมือนไม่แก่ไม่ตาย อันเป็นเหตุให้ทำสิ่งที่ไม่ควรทำ มีปาณาติบาตเป็นต้น.
บทว่า อุปธิพนฺธโน พาโล ตมสา ปริวาริโต สสฺสติ วิย ขายติ ความว่าก็ไม่ใช่แต่สัตวโลกจะมีโมหะเป็นเครื่องผูกพันแต่อย่างเดียวเท่านั้นโดยที่แท้ สัตวโลกผู้บอดเขลานี้ ยังมีอุปธิเป็นเครื่องผูกพัน อันความมืด คืออวิชชาหุ้มห่อแล้ว.
ท่านกล่าวอธิบายคำนี้ไว้ว่า
เพราะญาณอันเป็นเหตุให้บุคคลพิจารณาเห็นกาม และขันธ์อันไม่ผิดแผกว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ดังนี้ไม่มีเพราะเหตุที่ปุถุชนคนบอดเขลาถูกความมืด คืออวิชชาแวดล้อมห่อหุ้มโดยรอบฉะนั้นปุถุชนคนบอดเขลานั้นมีอุปธิเป็นเครื่องผูกพัน โดยอุปธิเหล่านี้คือ อุปธิคือกามอุปธิคือกิเลส อุปธิคือขันธ์ ก็เพราะเหตุนั้นแล เมื่อเขาผู้มีอุปธิเห็นอยู่ย่อมปรากฏดุจเที่ยง คือย่อมปรากฏว่า มีสภาวะเที่ยง ได้แก่มีอยู่ทุกกาล.
บาลีว่า อสสฺสติริว ขายติ ดังนี้ก็มี.
บาลีนั้นมีอธิบายดังต่อไปนี้ว่า อุปธินั้นย่อมปรากฏ อธิบายว่า เข้าไปตั้งอยู่ เหมือนส่วนหนึ่งของโลก ด้วยอำนาจการยึดถือผิดว่าอัตตาย่อมมี คือย่อมเกิด ทุกกาล และว่าอัตตาอื่นไม่เที่ยง คือมีสภาวะไม่แน่นอน. จริงอยู่ ร อักษร ทำการต่อบท.
บทว่า ปสฺสโต นตฺถิ กิญฺจนํ ความว่า ก็ผู้ใดกำหนดสังขารทั้งหลายพิจารณาเห็นด้วยลักษณะมีอนิจจลักษณะเป็นต้น เมื่อบุคคลนั้นนั่นแลเห็นอยู่ รู้อยู่ แทงตลอดอยู่ ตามความเป็นจริงด้วยมรรคปัญญาอันประกอบด้วยวิปัสสนาปัญญา กิเลสเครื่องยียวนมีราคะเป็นต้นอันเป็นเหตุผูกพันสัตว์ไว้ในสงสาร ย่อมไม่มี
อธิบายว่า ความจริง เมื่อบุคคลไม่เห็นอยู่อย่างนั้นนั่นแหละ พึงเป็นผู้ถูกเครื่องผูกพัน มีอวิชชาตัณหาและทิฏฐิเป็นต้น ผูกไว้ในสงสาร.
จบอรรถกถาอุเทนสูตรที่ ๑๐ จบจูฬวรรควรรณนาที่ ๗ -----------------------------
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ภัททิยสูตรที่ ๑
๒. ภัททิยสูตรที่ ๒
๓. กามสูตรที่ ๑
๔. กามสูตรที่ ๒
๕. ลกุณฐกภัททิยสูตร
๖. ตัณหักขยสูตร
๗. ปปัญจขยสูตร
๘. มหากัจจานสูตร
๙. อุทปานสูตร
๑๐. อุเทนสูตร ฯ -----------------------------------------------------