๘. สุนทรีสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ๘. สุนทรีสูตร
๘ เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ เตน โข ปน สมเยน ภควา สกฺกโต โหติ ครุกโต มานิโต ปูชิโต อปจิโต ลาภี จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารานํ ฯ ภิกฺขุสงฺโฆปิ สกฺกโต โหติ ครุกโต มานิโต ปูชิโต อปจิโต ลาภี จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารานํ ฯ อญฺญติตฺถิยา ปน ปริพฺพาชกา อสกฺกตา โหนฺติ อครุกตา อมานิตา อปูชิตา อนปจิตา น ลาภิโน จีวรปิณฺฑปาต- เสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารานํ ฯ
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเป็นผู้ที่มหาชนสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ยำเกรง ทรงได้จีวร บิณฑบาตเสนาสนะและคิลานปัจจัย เภสัชบริขาร แม้ภิกษุสงฆ์ก็เป็นผู้ที่มหาชนสักการะเคารพ นับถือ บูชา ยำเกรง ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ส่วนพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก เป็นพวกที่มหาชนไม่สักการะเคารพ นับถือ บูชา ยำเกรง ไม่ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ฯ
อถ โข อญฺญติตฺถิยา ปริพฺพาชกา ภควโต สกฺการํ อสหมานา ภิกฺขุสงฺฆสฺส จ เยน สุนฺทรี ปริพฺพาชิกา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา สุนฺทรึ ปริพฺพาชิกํ เอตทโวจุํ อุสฺสหสิ ภคินิ ญาตีนํ อตฺถํ กาตุนฺติ ฯ กฺยาหํ อยฺยา กโรมิ กึ มยา สกฺกา กาตุํ ชีวิตมฺปิ เม ปริจฺจตฺตํ ญาตีนํ อตฺถายาติ ฯ เตน หิ ภคินิ อภิกฺขณํ เชตวนํ คจฺฉาหีติ ฯ เอวํ อยฺยาติ โข สุนฺทรี ปริพฺพาชิกา เตสํ อญฺญติตฺถิยานํ ปริพฺพาชกานํ ปฏิสฺสุตฺวา อภิกฺขณํ เชตวนํ อคฺคมาสิ ฯ {๑๐๓.๑} ยทา อญฺญึสุ เต อญฺญติตฺถิยา ปริพฺพาชกา เต ทิฏฺฐา โข สุนฺทรี ปริพฺพาชิกา พหุชเนน อภิกฺขณํ เชตวนํ คจฺฉตีติ อถ นํ ชีวิตา โวโรเปตฺวา ตตฺเถว เชตวนสฺส ปริกฺขากูเป นิกฺขณิตฺวา เยน ราชา ปเสนทิ โกสโล เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ราชานํ ปเสนทึ โกสลํ เอตทโวจุํ ยา สา มหาราช สุนฺทรี ปริพฺพาชิกา สา โน น ทิสฺสตีติ ฯ กตฺถ ปน ตุเมฺห อาสงฺกถาติ ฯ เชตวเน มหาราชาติ ฯ เตน หิ เชตวนํ วิจินถาติ ฯ {๑๐๓.๒} อถ โข เต อญฺญติตฺถิยา ปริพฺพาชกา เชตวนํ วิจินิตฺวา ยถานิกฺขิตฺตํ ปริกฺขากูปา อุทฺธริตฺวา มญฺจกํ อาโรเปตฺวา สาวตฺถึ ปเวเสตฺวา รถิยาย รถิยํ สิงฺฆาฏเกน สิงฺฆาฏกํ อุปสงฺกมิตฺวา มนุสฺเส อุชฺฌาเปสุํ ปสฺสถยฺยา สมณานํ สกฺยปุตฺติยานํ กมฺมํ อลชฺชิโน อิเม สมณา สกฺยปุตฺติยา ทุสฺสีลา ปาปธมฺมา มุสาวาทิโน อพฺรหฺมจาริโน อิเม หิ นาม ธมฺมจาริโน สมจาริโน พฺรหฺมจาริโน สจฺจวาทิโน สีลวนฺโต กลฺยาณธมฺมา ปฏิชานิสฺสนฺติ นตฺถิ อิเมสํ สามญฺญํ นตฺถิ อิเมสํ พฺรหฺมญฺญํ นฏฺฐํ อิเมสํ สามญฺญํ นฏฺฐํ อิเมสํ พฺรหฺมญฺญํ กุโต อิเมสํ สามญฺญํ กุโต อิเมสํ พฺรหฺมญฺญํ อปคตา อิเม สามญฺญา อปคตา อิเม พฺรหฺมญฺญา กถญฺหิ นาม ปุริโส ปุริสกิจฺจํ กริตฺวา อิตฺถึ ชีวิตา โวโรเปสฺสตีติ ฯ
ครั้งนั้นแล พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก อดกลั้นสักการะของ พระผู้มีพระภาคและสักการะของภิกษุสงฆ์ไม่ได้ เข้าไปหานางสุนทรีปริพาชิกาถึงที่อยู่ ครั้นแล้ว ได้กล่าวกะนางสุนทรีปริพาชิกาว่า ดูกรน้องหญิง เธอสามารถเพื่อจะทำประโยชน์แก่ญาติทั้งหลายได้หรือ นางสุนทรีปริพาชิกาถามว่า ดิฉันจะทำอะไร พระผู้เป็นเจ้า ดิฉันสามารถเพื่อจะทำอะไร แม้ชีวิตดิฉันก็สละเพื่อประโยชน์แก่ญาติทั้งหลายได้ ฯ อัญ. ดูกรน้องหญิง ถ้าเช่นนั้นเธอจงไปสู่พระวิหารเชตวันเนืองๆ เถิด ฯ นางสุนทรีปริพาชิกา รับคำของพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นแล้วได้ไปยังพระวิหารเชตวันเนืองๆ เมื่อใด พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นได้ทราบว่า นางสุนทรีปริพาชิกาคนเห็นกันมามากว่า ไปยังพระวิหารเชตวันเนืองๆเมื่อนั้น ได้จ้างพวกนักเลงให้ปลงชีวิตนางสุนทรีปริพาชิกานั้นเสีย แล้วหมกไว้ในคูรอบพระวิหารเชตวันนั้นเอง แล้วพากันเข้าไปเฝ้าพระเจ้าปเสนทิโกศลถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้กราบทูลว่า ขอถวายพระพร นางสุนทรีปริพาชิกาอาตมภาพทั้งหลายมิได้เห็น พระเจ้าปเสนทิโกศลตรัสถามว่า พระคุณเจ้าทั้งหลายสงสัยในที่ไหนเล่า ฯ อัญ. ในพระวิหารเชตวัน ขอถวายพระพร ฯ ป. ถ้าอย่างนั้น พระคุณเจ้าทั้งหลายจงค้นพระวิหารเชตวัน ฯ ครั้งนั้น พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น ค้นทั่วพระวิหารเชตวันแล้วขุดศพนางสุนทรีปริพาชิกาตามที่ตนสั่งให้หมกไว้ขึ้นจากคู ยกขึ้นสู่เตียงแล้วให้นำไปสู่พระนครสาวัตถี เดินทางจากถนนนี้ไปถนนโน้น จากตรอกนี้ไปตรอกโน้น แล้วให้พวกมนุษย์โพนทะนาว่า เชิญดูกรรมของเหล่าสมณศากยบุตรเถิดนาย สมณศากย-*บุตรเหล่านี้ไม่มีความละอาย ทุศีล มีธรรมเลวทราม พูดเท็จ ไม่ประพฤติพรหมจรรย์ก็สมณศากยบุตรเหล่านี้ถึงจักปฏิญาณว่า เป็นผู้ประพฤติธรรม ประพฤติสม่ำเสมอประพฤติพรหมจรรย์ พูดจริง มีศีล มีธรรมอันงาม ความเป็นสมณะของสมณ-*ศากยบุตรเหล่านี้หามีไม่ ความเป็นพรหมของสมณศากยบุตรเหล่านี้หามีไม่ ความเป็นสมณะของสมณศากยบุตรเหล่านี้ฉิบหายเสียแล้ว ความเป็นพรหมของสมณศากยบุตรเหล่านี้ฉิบหายเสียแล้วความเป็นสมณะของสมณศากยบุตรเหล่านี้จักมีแต่ไหน ความเป็นพรหมของสมณศากยบุตรเหล่านี้จักมีแต่ไหน สมณศากยบุตรเหล่านี้ปราศจากความเป็นสมณะ สมณศากยบุตรเหล่านี้ปราศจากความเป็นพรหม ก็ไฉนเล่า บุรุษกระทำกิจของบุรุษแล้วจักปลงชีวิตหญิงเสีย ฯ
เตน โข ปน สมเยน สาวตฺถิยํ มนุสฺสา ภิกฺขู ทิสฺวา อสพฺภาหิ ผรุสาหิ วาจาหิ อกฺโกสนฺติ ปริภาสนฺติ โรสนฺติ วิเหสนฺติ อลชฺชิโน อิเม สมณา สกฺยปุตฺติยา ทุสฺสีลา ปาปธมฺมา มุสาวาทิโน อพฺรหฺมจาริโน อิเม หิ นาม ธมฺมจาริโน สมจาริโน พฺรหฺมจาริโน สจฺจวาทิโน สีลวนฺโต กลฺยาณธมฺมา ปฏิชานิสฺสนฺติ นตฺถิ อิเมสํ สามญฺญํ นตฺถิ อิเมสํ พฺรหฺมญฺญํ นฏฺฐํ อิเมสํ สามญฺญํ นฏฺฐํ อิเมสํ พฺรหฺมญฺญํ กุโต อิเมสํ สามญฺญํ กุโต อิเมสํ พฺรหฺมญฺญํ อปคตา อิเม สามญฺญา อปคตา อิเม พฺรหฺมญฺญา กถญฺหิ นาม ปุริโส ปุริสกิจฺจํ กริตฺวา อิตฺถึ ชีวิตา โวโรเปสฺสตีติ ฯ
ก็สมัยนั้นแล มนุษย์ทั้งหลายในพระนครสาวัตถี เห็นภิกษุ ทั้งหลายแล้ว ย่อมด่า ย่อมบริภาษ ขึ้งเคียดเบียดเบียน ด้วยวาจาอันหยาบคายมิใช่ของสัตบุรุษว่า สมณศากยบุตรเหล่านี้ไม่มีความละอาย ... ก็ไฉนเล่า บุรุษกระทำกิจของบุรุษแล้วจะปลงชีวิตหญิงเสีย ฯ
อถ โข สมฺพหุลา ภิกฺขู ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย สาวตฺถึ ปิณฺฑาย ปวิสึสุ ฯ สาวตฺถิยํ ปิณฺฑาย จริตฺวา ปจฺฉาภตฺตํ ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺตา เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺนา โข เต ภิกฺขู ภควนฺตํ เอตทโวจุํ เอตรหิ ภนฺเต สาวตฺถิยํ มนุสฺสา ภิกฺขู ทิสฺวา อสพฺภาหิ ผรุสาหิ วาจาหิ อกฺโกสนฺติ ปริภาสนฺติ โรสนฺติ วิเหสนฺติ อลชฺชิโน อิเม สมณา สกฺยปุตฺติยา ทุสฺสีลา ปาปธมฺมา มุสาวาทิโน อพฺรหฺมจาริโน อิเม หิ นาม ธมฺมจาริโน สมจาริโน พฺรหฺมจาริโน สจฺจวาทิโน สีลวนฺโต กลฺยาณธมฺมา ปฏิชานิสฺสนฺติ นตฺถิ อิเมสํ สามญฺญํ นตฺถิ อิเมสํ พฺรหฺมญฺญํ นฏฺฐํ อิเมสํ สามญฺญํ นฏฺฐํ อิเมสํ พฺรหฺมญฺญํ กุโต อิเมสํ สามญฺญํ กุโต อิเมสํ พฺรหฺมญฺญํ อปคตา อิเม สามญฺญา อปคตา อิเม พฺรหฺมญฺญา กถญฺหิ นาม ปุริโส ปุริสกิจฺจํ กริตฺวา อิตฺถึ ชีวิตา โวโรเปสฺสตีติ ฯ เนโส ภิกฺขเว สทฺโท จิรํ ภวิสฺสติ สตฺตาหเมว ภวิสฺสติ สตฺตาหสฺส อจฺจเยน อนฺตรธายิสฺสติ เตน หิ ภิกฺขเว เย มนุสฺสา ภิกฺขู ทิสฺวา อสพฺภาหิ ผรุสาหิ วาจาหิ อกฺโกสนฺติ ปริภาสนฺติ โรสนฺติ วิเหสนฺติ เต ตุเมฺห อิมาย คาถาย ปฏิโจเทถ อภูตวาที นิรยํ อุเปติ โย วาปิ กตฺวา น กโรมีติ จาห อุโภปิ เต เปจฺจ สมา ภวนฺติ นิหีนกมฺมา มนุชา ปรตฺถาติ ฯ
ครั้งนั้นแล เวลาเช้า ภิกษุมากรูปด้วยกันครองผ้าอันตรวาสก ถือบาตรและจีวร เข้าไปบิณฑบาตยังพระนครสาวัตถี ครั้นกลับจากบิณฑบาตภายหลังภัตแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว นั่งอยู่ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้ มนุษย์ทั้งหลายในพระนครสาวัตถี เห็นภิกษุทั้งหลายแล้วย่อมด่า ... ก็ไฉนเล่า บุรุษกระทำกิจของบุรุษแล้วจักปลงชีวิตหญิงเสีย พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เสียงนั่นจักมีอยู่ไม่นาน จักมีอยู่ ๗ วันเท่านั้น ล่วง ๗ วันไปแล้วก็จักหายไป ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้น ท่านทั้งหลายจงโต้ตอบมนุษย์ทั้งหลายผู้ที่เห็นภิกษุทั้งหลายแล้ว ด่า บริภาษ ขึ้งเคียด เบียดเบียนด้วยวาจาอันหยาบคาย มิใช่ของสัตบุรุษด้วยคาถานี้ว่า คนที่พูดไม่จริง หรือคนที่ทำบาปกรรมแล้วพูดว่า มิได้ทำ ย่อมเข้าถึงนรก คนแม้ทั้งสองพวกนั้น มีกรรมเลวทราม ละไปแล้ว ย่อมเป็นผู้เสมอกันในโลกหน้า ฯ
อถ โข เต ภิกฺขู ภควโต สนฺติเก อิมํ คาถํ ปริยาปุณิตฺวา เย มนุสฺสา ภิกฺขู ทิสฺวา อสพฺภาหิ ผรุสาหิ วาจาหิ อกฺโกสนฺติ ปริภาสนฺติ โรสนฺติ วิเหสนฺติ เต อิมาย คาถาย ปฏิโจทนฺติ อภูตวาที นิรยํ อุเปติ โย วาปิ กตฺวา น กโรมีติ จาห อุโภปิ เต เปจฺจ สมา ภวนฺติ นิหีนกมฺมา มนุชา ปรตฺถาติ ฯ
ลำดับนั้นแล ภิกษุเหล่านั้นเล่าเรียนคาถานี้ในสำนักของพระผู้มี- *พระภาคแล้ว ย่อมโต้ตอบพวกมนุษย์ผู้ที่เห็นภิกษุทั้งหลายแล้วด่า บริภาษ ขึ้งเคียดเบียดเบียนด้วยวาจาอันหยาบคาย มิใช่ของสัตบุรุษ ด้วยคาถานี้ว่า คนที่พูดไม่จริง หรือคนที่กระทำบาปกรรม แล้วพูดว่า มิได้ ทำ ย่อมเข้าถึงนรก คนแม้ทั้งสองพวกนั้นมีกรรมเลวทราม ละไปแล้ว ย่อมเป็นผู้เสมอกันในโลกหน้า ฯ
มนุสฺสานํ เอตทโหสิ อการกา อิเม สมณา สกฺยปุตฺติยา น อิเมหิ กตํ ปาปนฺติเม สมณา สกฺยปุตฺติยาติ ฯ เนว โส สทฺโท จิรํ อโหสิ สตฺตาหเมว สทฺโท อโหสิ สตฺตาหสฺส อจฺจเยน อนฺตรธายิ ฯ อถ โข สมฺพหุลา ภิกฺขู เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺนา โข เต ภิกฺขู ภควโต เอตทโวจุํ อจฺฉริยํ ภนฺเต อพฺภูตํ ภนฺเต ยาว สุภาสิตญฺจิทํ ภนฺเต ภควตา เนโส ภิกฺขเว สทฺโท จิรํ ภวิสฺสติ สตฺตาหสฺส อจฺจเยน อนฺตรธายิสฺสตีติ อนฺตรหิโต ภนฺเต โส สทฺโทติ ฯ อถ โข ภควา เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ตายํ เวลายํ อิมํ อุทานํ อุทาเนสิ ตุทนฺติ วาจาย ชนา อสญฺญตา ปเรหิ สงฺคามคตํว กุญฺชรํ สุตฺวาน วากฺยํ ผรุสํ อุทีริตํ อธิวาสเย ภิกฺขุ อทุฏฺฐจิตฺโตติ ฯ อฏฺฐมํ ฯ
มนุษย์ทั้งหลายพากันดำริว่า สมณศากยบุตรเหล่านี้ไม่ได้ทำ ความผิด สมณศากยบุตรเหล่านี้ไม่ได้ทำบาป เสียงนั้นมีอยู่ไม่นานนัก ได้มีอยู่๗ วันเท่านั้น ล่วง ๗ วันแล้วก็หายไป ครั้งนั้นแล ภิกษุเป็นอันมากพากันไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งครั้นแล้วได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ไม่เคยมีมาแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระดำรัสนี้ไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายเสียงนั่นจักมีอยู่ไม่นาน ล่วง ๗ วันแล้วก็จักหายไป เสียงนั้นหายไปแล้วเพียงนั้น พระเจ้าข้า ฯ ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ได้ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า ชนทั้งหลายผู้ไม่สำรวมแล้ว ย่อมทิ่มแทงชนเหล่าอื่นด้วยวาจา เหมือนเหล่าทหารที่เป็นข้าศึกทิ่มแทงกุญชร ผู้เข้าสงครามด้วย ลูกศรฉะนั้น ภิกษุผู้มีจิตไม่ประทุษร้าย ฟังคำอันหยาบคาย ที่ชนทั้งหลายเปล่งขึ้นแล้ว พึงอดกลั้น ฯ จบสูตรที่ ๘
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน [๔. เมฆิยวรรค] ๘. สุนทรีสูตร ๘. สุนทรีสูตร ว่าด้วยนางสุนทรีปริพาชิกา
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ- บิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคทรงเป็นผู้ที่มหาชนสักการะเคารพ นับถือ บูชา นอบน้อม ทรงได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัย-เภสัชบริขาร แม้ภิกษุสงฆ์ก็เป็นผู้ที่มหาชนสักการะ เคารพ นับถือ บูชา นอบน้อมได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ส่วนพวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกเป็นผู้ที่มหาชนไม่สักการะ ไม่เคารพ ไม่นับถือ ไม่บูชา ไม่นอบน้อม ไม่ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ครั้งนั้น พวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกทนเห็นสักการะเกิดขึ้นแก่พระผู้มีพระภาค และภิกษุสงฆ์ไม่ได้ จึงพากันไปหานางสุนทรีปริพาชิกาถึงที่อยู่ ได้กล่าวกับนางสุนทรีปริพาชิกาดังนี้ว่า “น้องหญิง เธอสามารถจะทำประโยชน์แก่พวกญาติได้ไหม” นางถามว่า “ท่านเจ้าข้า จะให้ดิฉันทำอะไร ดิฉันสามารถทำได้ เพื่อประโยชน์แก่พวกญาติ แม้ชีวิตดิฉันก็สละให้ได้” พวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกจึงกล่าวว่า “ดีละ น้องหญิง ถ้าอย่างนั้น เธอจง ไปพระเชตวันเนืองๆ” นางสุนทรีปริพาชิการับคำของอัญเดียรถีย์ปริพาชกแล้วไปพระเชตวันเนืองๆ เมื่อพวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นรู้ว่า คนจำนวนมากเห็นนางสุนทรี ปริพาชิกาไปพระเชตวันเนืองๆ จึงได้จ้างนักเลงให้ฆ่านาง แล้วหมกไว้ในคูรอบพระเชตวันนั่นเอง จากนั้นได้พากันเข้าไปเฝ้าพระเจ้าปเสนทิโกศลถึงที่ประทับได้กราบทูลพระเจ้าปเสนทิโกศลดังนี้ว่า “ขอเดชะ มหาบพิตร อาตมภาพทั้งหลายไม่เห็นนางสุนทรีปริพาชิกาเลย” พระเจ้าปเสนทิโกศลตรัสถามว่า “พระคุณเจ้าทั้งหลายสงสัยที่ไหนเล่า”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๒๔๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน [๔. เมฆิยวรรค] ๘. สุนทรีสูตร พวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกทูลตอบว่า “ที่พระเชตวัน มหาบพิตร” พระเจ้าปเสนทิโกศลรับสั่งว่า “ถ้าอย่างนั้น พระคุณเจ้าทั้งหลายจงค้นพระเชตวันดูเถิด” ลำดับนั้น อัญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นจึงค้นพระเชตวันแล้วขุดศพนาง สุนทรีปริพาชิกาตามที่ตนสั่งให้หมกไว้ขึ้นจากคู ยกขึ้นเตียงแล้วให้หามเข้าไปยังกรุงสาวัตถี เดินจากถนนนี้ไปถนนโน้น จากตรอกนี้ไปตรอกโน้น พร้อมกับให้ คนทั้งหลายโพนทนาว่า “ท่านทั้งหลาย เชิญดูการกระทำของพวกพระสมณะเชื้อสายศากยบุตรเถิด พระสมณะเชื้อสายศากยบุตรเหล่านี้ไม่มียางอาย ทุศีล มีธรรมเลวทราม กล่าวเท็จไม่ประพฤติพรหมจรรย์ ความจริง พระเหล่านี้ถึงจะปฏิญญาว่า เป็นผู้ประพฤติธรรมประพฤติสงบ ประพฤติพรหมจรรย์ กล่าวคำจริง มีศีล มีกัลยาณธรรม แต่พระ เหล่านี้ไม่มีความเป็นสมณะ ไม่มีความเป็นพรหม ความเป็นสมณะของพระเหล่านี้เสื่อมสิ้นไปแล้ว ความเป็นพรหมของพระเหล่านี้เสื่อมสิ้นไปแล้ว ความเป็นสมณะของพระเหล่านี้จะมีแต่ที่ไหน ความเป็นพรหมของพระเหล่านี้จะมีแต่ที่ไหน พระเหล่านี้ปราศจากความเป็นสมณะ พระเหล่านี้ปราศจากความเป็นพรหมแล้ว ทำไมเป็นชายจึงข่มขืนผู้หญิงแล้วฆ่าเสียเล่า” สมัยนั้น คนทั้งหลายในกรุงสาวัตถีเห็นภิกษุทั้งหลายแล้วด่า บริภาษ เกรี้ยวกราดเบียดเบียนด้วยวาจาหยาบคายที่ไม่ใช่ของสัตบุรุษว่า “พระสมณะเชื้อสายศากยบุตรเหล่านี้ ไม่มียางอาย ทุศีล มีธรรมเลวทราม กล่าวเท็จ ไม่ประพฤติพรหมจรรย์ความจริง พระเหล่านี้ถึงจะปฏิญญาว่า เป็นผู้ประพฤติธรรม ประพฤติสงบ ประพฤติพรหมจรรย์ กล่าวคำจริง มีศีล มีกัลยาณธรรม แต่พระเหล่านี้ก็ไม่มีความเป็น สมณะ ไม่มีความเป็นพรหม ความเป็นสมณะของพระเหล่านี้เสื่อมสิ้นไปแล้ว ความเป็นพรหมของพระเหล่านี้เสื่อมสิ้นไปแล้ว ความเป็นสมณะของพระเหล่านี้@เชิงอรรถ : @ ความเป็นพรหม ในที่นี้หมายถึงความเป็นผู้ประเสริฐ ความเป็นผู้มีบาปอันลอยแล้ว (ขุ.อุ.อ. ๓๘/๒๗๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๒๔๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน [๔. เมฆิยวรรค] ๘. สุนทรีสูตร จะมีแต่ที่ไหน ความเป็นพรหมของพระเหล่านี้จะมีแต่ที่ไหน พระเหล่านี้ปราศจากความเป็นสมณะ พระเหล่านี้ปราศจากความเป็นพรหมแล้ว ทำไม เป็นชายจึงข่มขืนผู้หญิงแล้วฆ่าเสียเล่า” ครั้งนั้น ในเวลาเช้า ภิกษุจำนวนมากครองอันตรวาสก ถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังกรุงสาวัตถี กลับจากบิณฑบาตหลังจากฉันอาหารเสร็จแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขณะนี้ คนทั้งหลายในกรุงสาวัตถีเห็นภิกษุทั้งหลายแล้วด่า บริภาษ เกรี้ยวกราด เบียดเบียนด้วยวาจาหยาบคายที่ไม่ใช่ของสัตบุรุษว่า ‘พระสมณะเชื้อสายศากยบุตรเหล่านี้ไม่มียางอาย ทุศีลมีธรรมเลวทราม กล่าวเท็จ ไม่ประพฤติพรหมจรรย์ ความจริง พระเหล่านี้ถึงจะปฏิญญาว่า เป็นผู้ประพฤติธรรม ประพฤติสงบ ประพฤติพรหมจรรย์ กล่าวคำจริงมีศีล มีกัลยาณธรรม แต่พระเหล่านี้ก็ไม่มีความเป็นสมณะ ไม่มีความเป็นพรหมความเป็นสมณะของพระเหล่านี้เสื่อมสิ้นไปแล้ว ความเป็นพรหมของพระเหล่านี้เสื่อมสิ้นไปแล้ว ความเป็นสมณะของพระเหล่านี้จะมีแต่ที่ไหน ความเป็นพรหมของพระเหล่านี้จะมีแต่ที่ไหน พระเหล่านี้ปราศจากความเป็นสมณะ พระเหล่านี้ปราศจากความเป็นพรหมแล้ว ทำไม เป็นชายจึงข่มขืนผู้หญิงแล้วฆ่าเสียเล่า” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เสียง(โจษ)นั้นจักมีไม่นาน จักมี เพียง ๗ วันเท่านั้น ครั้นพ้น ๗ วันก็จักหายไป ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย จงกล่าวตอบกับคนทั้งหลายที่เห็นภิกษุแล้วด่า บริภาษ เกรี้ยวกราด เบียดเบียนด้วยวาจาหยาบคายที่ไม่ใช่ของสัตบุรุษ ด้วยคาถานี้ว่า คนที่ชอบกล่าวคำไม่จริง หรือคนที่ทำความชั่วแล้วกล่าวว่า “ฉันไม่ได้ทำ” ต่างก็ตกนรก
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๒๔๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน [๔. เมฆิยวรรค] ๘. สุนทรีสูตร คน ๒ จำพวกนั้น ต่างก็มีกรรมชั่ว ตายไปแล้ว มีคติเท่าเทียมกันในโลกหน้า ลำดับนั้น ภิกษุทั้งหลายเรียนคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคแล้วกล่าวตอบ คนทั้งหลายที่เห็นภิกษุแล้วด่า บริภาษ เกรี้ยวกราด เบียดเบียนด้วยวาจาหยาบคายที่ไม่ใช่ของสัตบุรุษ ด้วยคาถานี้ว่า คนที่ชอบกล่าวคำไม่จริง หรือคนที่ทำความชั่วแล้วกล่าวว่า ‘ฉันไม่ได้ทำ’ ต่างก็ตกนรก คน ๒ จำพวกนั้น ต่างก็มีกรรมชั่ว ตายไปแล้วมีคติเท่าเทียมกันในโลกหน้า คนทั้งหลายได้มีความคิดอย่างนี้ว่า “พระสมณะเชื้อสายศากยบุตรเหล่านี้ คงไม่ได้ทำความผิด พระสมณะเชื้อสายศากยบุตรเหล่านี้คงไม่ได้ทำบาป พระสมณะเชื้อสายศากยบุตรจึงกล่าวสบถเช่นนั้น” เสียง(โจษ)นั้นได้มีอยู่ไม่นาน เสียง(โจษ)ได้มีอยู่เพียง ๗ วันเท่านั้น ครั้นพ้น ๗ วันก็หายไป ต่อมา ภิกษุจำนวนมากพากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวาย อภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยปรากฏ พระผู้มีพระภาคตรัสพระดำรัสนี้ไว้ว่า ‘ภิกษุทั้งหลาย เสียง(โจษ)นั้นจักมีไม่นาน จักมีเพียง ๗ วันเท่านั้นครั้นพ้น ๗ วันก็จักหายไป เสียง(โจษ)นั้นก็หายไป พระพุทธเจ้าข้า” ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งอุทานนี้ ในเวลานั้นว่า @เชิงอรรถ : @ ดูธรรมบท ข้อ ๓๐๖ หน้า ๑๒๘, อิติวุตตกะ ข้อ ๔๘ หน้า ๓๙๙, สุตตนิบาต ข้อ ๖๖๗ หน้า ๖๕๙ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๒๔๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน [๔. เมฆิยวรรค] ๙. อุปเสนสูตร พุทธอุทาน คนทั้งหลายผู้ไม่สำรวม ชอบกล่าวทิ่มแทงผู้อื่นด้วยวาจา เหมือนทหารข้าศึกทิ่มแทงช้างที่ออกศึกด้วยลูกศร ฉะนั้น ภิกษุผู้มีจิตไม่คิดประทุษร้าย ฟังคำหยาบคาย ที่คนพาลกล่าวแล้ว พึงอดกลั้นไว้ได้ สุนทรีสูตรที่ ๘ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาสุนทรีสูตร
สุนทรีสูตรที่ ๘ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
อรรถแห่งบทมีอาทิว่า สกฺกโต ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังนั่นแล.
บทว่า อสหมานา แปลว่า อดทนไม่ได้. อธิบายว่า ขึ้งเคียด (ริษยา). เชื่อมความว่า ไม่อดทนสักการะของภิกษุสงฆ์.
บทว่า สุนฺทรี เป็นชื่อของนาง.
ได้ยินว่า ในเวลานั้น บรรดานางปริพาชิกาทั้งหมด นางเป็นผู้มีรูปงาม น่าชม น่าเลื่อมใส ประกอบด้วยสีกายงามอย่างยิ่ง เหตุนั้นนั่นแล นางจึงปรากฏว่า สุนทรี.
ก็นางยังไม่ผ่านวัยสาวไป ไม่สนใจในด้านความประพฤติ เพราะเหตุนั้น อัญญเดียรถีย์เหล่านั้นจึงส่งเสริมนางไปในบาปกรรม.
จริงอยู่ อัญญเดียรถีย์เหล่านั้นเสื่อมลาภสักการะไปเอง จำเดิมแต่เวลาที่พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น เห็นลาภและสักการะมากหาประมาณมิได้ เป็นไปอยู่แก่พระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์
โดยนัยที่มาแล้วในอรรถกถาอักโกสสูตรในหนหลัง
จึงพากันริษยา ร่วมปรึกษากันว่า จำเดิมแต่กาลที่พระสมณโคดมอุบัติแล้ว พวกเราพากันฉิบหาย เสื่อมลาภสักการะ ใครๆ ไม่รู้ว่าพวกเรามีอยู่ เพราะอาศัยเหตุอะไรหนอ ชาวโลกจึงพากันเลื่อมใสยิ่งนักในพระสมณโคดม จึงน้อมนำสักการะเข้าไปถวายเป็นอันมาก.
ในบรรดาอัญญเดียรถีย์เหล่านั้น คนหนึ่งเอ่ยขึ้นว่า พระสมณโคดมประสูติแต่ตระกูลสูง ทรงประสูติตามประเพณีของมหาสมมติราชอันไม่เจือปน.
อีกคนหนึ่งเอ่ยขึ้น ในกำเนิดแห่งตระกูลวงศ์ พระองค์มีเหตุน่าอัศจรรย์ปรากฏมากมาย.
คนหนึ่งเอ่ยขึ้นว่า เท้าทั้ง ๒ ของพระองค์ผู้ที่น้อมนำเข้าไปไหว้กาฬเทวิลดาบส เปลี่ยนกลับไปตั้งที่ชฎาของเทวิลดาบสนั้น.
อีกคนหนึ่งเอ่ยขึ้นว่า ในมงคลกาลที่หว่านพืช เมื่อพระองค์ทรงบรรทมที่เงาแห่งต้นหว้า แม้เมื่อเที่ยงวันล่วงไปแล้ว เงาแห่งต้นหว้าคงตั้งอยู่ไม่เปลี่ยนไปตาม.
คนหนึ่งเอ่ยขึ้นว่า พระองค์มีรูปงาม น่าชม น่าเลื่อมใส เพราะสมบูรณ์ด้วยพระโฉม.
อีกคนหนึ่งเอ่ยขึ้นว่า พระองค์ทอดพระเนตรเห็นนิมิต คือคนแก่ คนเจ็บ คนตาย และบรรพชิต ทรงเกิดความสังเวช ทรงละจักรพรรดิราช อันจะมาถึงแล้ว ทรงบรรพชา.
พวกอัญญเดียรถีย์ไม่รู้บุญสมภารของพระผู้มีพระภาคเจ้า อันไม่ทั่วไปแก่ผู้อื่น ซึ่งพระองค์เคยสั่งสมมาตลอดกาลหาประมาณมิได้ สัลเลขปฏิปทาอันหาที่เปรียบมิได้ ถึงซึ่งความเป็นผู้มีพระบารมีอันสูงสุด และพุทธานุภาพมีญาณสัมปทา และปหานสัมปทาเป็นต้น อันยอดเยี่ยม จึงระบุถึงเหตุที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นที่นับถือมากนั้นๆ ตามที่ตนได้เห็นได้ยินมา จึงแสวงหาเหตุที่พระองค์จะไม่เป็นที่นับถือ เมื่อไม่พบจึงคิดว่า เพราะเหตุอะไรหนอ พวกเราจะพึงทำความเสื่อมยศให้เกิด และทำลาภสักการะของพระสมณโคดมให้เสื่อมเสีย.
บรรดาอัญญเดียรถีย์เหล่านั้น คนหนึ่งมีความคิดเฉียบแหลม เอ่ยขึ้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ธรรมดาว่าสัตว์ทั้งหลาย ผู้จะไม่ข้องอยู่ในความสุขอันเกิดแต่มาตุคามย่อมไม่มีในสัตวโลกนี้ ก็พระสมณโคดมนี้ มีรูปงาม เปรียบด้วยเทพยังหนุ่มแน่น ควรจะได้มาตุคามที่มีรูปร่างเสมอตนมาแนบชิด ถ้าแม้นไม่พึงพิสมัย ฝ่ายประชาชนก็จะพึงระแวง เอาเถอะ พวกเราจะส่งสุนทรีปริพาชิกาไปโดยประการที่ความเสียชื่อเสียงของพระสมณโคดม จึงแผ่กระจายไปในพื้นปฐพี.
ฝ่ายอัญญเดียรถีย์นอกนี้ ได้ฟังดังนั้นจึงคิดว่า เรื่องนี้ท่านคิดถูกต้องแล้ว ก็เมื่อเราทำอย่างนี้แล้ว พระสมณโคดมก็จะมีพระหทัยวุ่นวายไปด้วยความเสียชื่อเสียง ไม่อาจจะเงยศีรษะขึ้นได้ ก็จักหนีไปโดยอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้แล้ว จึงมีอัธยาศัยเป็นอันเดียวกันทั้งหมด พากันไปหานางสุนทรีเพื่อจะส่งเธอไป.
นางเห็นอัญญเดียรถีย์เหล่านั้น จึงกล่าวว่า ทำไมพวกท่านจึงพร้อมหน้าพร้อมตากันมา. พวกเดียรถีย์ทั้งหลายทำทีไม่พูดกัน นั่งในที่กำบังท้ายอาราม. นางก็ไปในที่นั้นพูดแล้วพูดเล่าก็ไม่ได้รับคำตอบ จึงถามว่า ดิฉันมีความผิดอะไรต่อท่าน ทำไมจึงไม่ให้คำตอบแก่ฉัน?
พวกเดียรถีย์ย้อนถามว่า ก็เจ้าเพิกเฉยเราผู้ถูกเบียดเบียนหรือเปล่า?
นางถามว่า ใครเบียดเบียนพวกท่าน.
พวกเดียร์ถีย์ตอบว่า พระสมณโคดมเบียดเบียนพวกเรา เที่ยวทำเราให้เสื่อมลาภสักการะ เจ้าไม่เห็นหรือ เมื่อนางถามว่า ดิฉันจะทำอย่างไรในข้อนั้น จึงกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น เจ้าจงไปที่ใกล้พระเชตวันเนืองๆ พึงพูดอย่างนี้และอย่างนี้แก่มหาชน.
ฝ่ายนางรับว่า ดีละ. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อัญญเดียรถีย์ปริพาชิก อดกลั้นสักการะของพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ได้ ดังนี้เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุสฺสหสิ แปลว่า ย่อมอาจ. บทว่า อตฺถํ ได้แก่ ประโยชน์เกื้อกูล หรือกิจ. บทว่า กฺยาหํ ตัดเป็น กึ อหํ แปลว่า เราจะทำอย่างไร?
เพราะเหตุที่เดียรถีย์เหล่านั้น แม้ไม่ใช่เป็นญาติของนาง แต่ก็เป็นเหมือนญาติ เพื่อจะสงเคราะห์นาง ด้วยเหตุเพียงสัมพันธ์กันในทางบวช จึงกล่าวว่า น้องหญิง เธออาจเพื่อจะทำประโยชน์แก่พวกญาติได้หรือ. เพราะฉะนั้น แม้นางก็ยังเกี่ยวข้องอยู่ เหมือนเถาวัลย์พันที่เท้า จึงกล่าวว่า แม้ชีวิตของดิฉันก็สละได้เพื่อประโยชน์แก่พวกญาติ.
บทว่า เตนหิ ความว่า พวกเดียรถีย์กล่าวว่า เพราะเหตุที่เจ้ากล่าวว่า แม้ชีวิตของเราก็สละได้เพื่อประโยชน์แก่พวกท่าน และเจ้าก็ตั้งอยู่ในปฐมวัย มีรูปงามเลอโฉม ฉะนั้น เจ้าพึงทำประการที่พระสมณโคดมจักเกิดความเสียชื่อเสียง เพราะอาศัยเธอ ดังนี้แล้วจึงส่งไปด้วยคำว่า จงไปยังพระเชตวันเนืองๆ.
ฝ่ายนางแลเป็นคนโง่ เป็นเหมือนประสงค์จะเล่นเชือกที่ร้อยดอกไม้ ที่คลองแห่งฟันเลื่อย เหมือนจับงวงช้างดุตัวซับมัน และเหมือนยื่นหน้าเข้าไปหาความตาย จึงรับคำของพวกเดียรถีย์ แล้วถือเอาดอกไม้ของหอม เครื่องลูบไล้ หมากพลู และเครื่องอบหน้าเป็นต้น ในเวลาที่มหาชนฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา แล้วเข้าไปสู่พระนคร
นางบ่ายหน้าไปยังพระเชตวัน และถูกถามว่า เธอจะไปไหน? จึงตอบว่า ไปสำนักพระสมณโคดม เพราะดิฉันอยู่ในพระคันธกุฎีเดียวกันกับพระสมณโคดมนั้นดังนี้แล้ว จึงอยู่ในอารามของเดียรถีย์แห่งหนึ่ง พอเช้าตรู่ก็แวะเข้าทางพระเชตวัน มุ่งหน้ามาพระนคร และถูกถามว่า สุนทรีไปไหนมา จึงตอบว่า ฉันอยู่ในพระคันธกุฎีเดียวกันกับพระสมณโคดม ให้ท่านรื่นรมย์ยินดีด้วยกิเลสแล้วจึงมา.
ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า นางสุนทรีปริพาชิการับคำของอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นว่า อย่างนั้น พระผู้เป็นเจ้า แล้วได้ไปยังเชตวันเนืองๆ.
โดยล่วงไป ๒-๓ วัน พวกเดียรถีย์จึงให้ค่าจ้างแก่พวกนักเลงแล้ว กล่าวว่า พวกท่านจงไปฆ่านางสุนทรี แล้วหมกไว้ในระหว่างกองหยากเยื่อไม่ไกลพระคันธกุฎีของพระสมณโคดมแล้วจงมา. พวกนักเลงก็ได้ทำอย่างนั้น.
ลำดับนั้น พวกเดียรถีย์ทำความวุ่นวายว่า ไม่เห็นนางสุนทรี จึงกราบทูลแก่พระราชา.
พระราชาตรัสถามว่า พวกท่านสงสัยในที่ไหนเล่า. จึงกราบทูลว่า หลายวันมานี้ นางยังอยู่ในพระเชตวัน พวกข้าพระองค์ไม่ทราบเรื่องของนางในที่นั้น.
พระราชาตรัสอนุญาตว่า ถ้าอย่างนั้น พวกท่านจงไปค้นหานางที่พระเชตวันนั้น จึงพาพวกอุปัฏฐากของตนไปยังพระเชตวันทำทีเหมือนค้นหาคุ้ยกองหยากเยื่อแล้ว ยกร่างของนางขึ้นสู่เตียงให้เข้าไปยังพระนคร แล้วกราบทูลแด่พระราชาว่าพวกสาวกของพระสมณโคดมคิดจักปกปิดกรรมชั่วที่ศาสดาตัวทำ จึงพากันฆ่านางสุนทรี แล้วหมกไว้ระหว่างกองหยากเยื่อ.
ฝ่ายพระราชาไม่ทันทรงใคร่ครวญจึงรับสั่งว่า ถ้าอย่างนั้น พวกท่านจงเที่ยวไปยังพระนคร. พวกเดียรถีย์เหล่านั้นเที่ยวกล่าวในถนนทั่วพระนครมีอาทิว่า ท่านทั้งหลายจงดูความชั่วของพวกสมณศากยบุตรเถิด แล้วก็ได้ไปยังประตูพระราชนิเวศน์อีก. พระราชารับสั่งให้ยกร่างของนางสุนทรีขึ้นสู่แม่แคร่ แล้วให้รักษาไว้ในสุสานผีดิบ. ชาวเมืองสาวัตถีโดยมาก เว้นพระอริยสาวกเสียกล่าวคำมีอาทิว่า พวกท่านจงดูความชั่วของสมณศากยบุตรเถิด ดังนี้แล้ว เที่ยวด่าพวกภิกษุทั้งในเมืองและนอกเมือง. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เมื่อใดพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นรู้ว่า นางสุนทรีที่มหาชนเห็นกันมาก เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อญฺญึสุ แปลว่า รู้แล้ว. บทว่า โว ทิฎฺฐา แปลว่า เห็นโดยพิเศษ อธิบายว่า นางไปๆ มาๆ ยังพระเชตวัน ที่เห็นกันโดยพิเศษ คือเห็นกันมาก. บทว่า ปริกฺขากูเป ได้แก่ คูยาว. บทว่า ยา สา มหาราช สุนฺทรี ความว่า มหาบพิตร นางสุนทรีปริพาชิกาที่ปรากฏ คือปรากฏชัดว่าสุนทรี เพราะเธอมีรูปงามในเมืองนี้. บทว่า สา โน น ทิสฺสติ ความว่า นางเป็นที่รักเหมือนดวงตาและชีวิตของข้าพระองค์ บัดนี้ไม่ปรากฏ. บทว่า ยถานิกฺขิตฺตํ ความว่า ตามที่ตนสั่งบังคับพวกบุรุษให้เก็บไว้ในภายในกองหยากเยื่อ. บาลีว่า ยถานิขาตํ ตามที่ฝังไว้ ดังนี้ก็มี อธิบายว่า มีประการที่ฝังไว้ในดิน.
บทว่า รถิยาย รถิยํ แปลว่า จากถนนนี้ไปยังถนนโน้น. ก็ตรอกที่ทะลุตลอดเรียกว่า รถิยํ. ตรอกสามแยกชื่อว่า สิงฺฆาฏกํ.
บทว่า อลชฺชิโน แปลว่า ผู้ไม่ละอาย อธิบายว่า เว้นจากการรังเกียจบาป. บทว่า ทุสฺสีลา แปลว่า ผู้ไม่มีศีล. บทว่า ปาปธมฺมา ได้แก่ มีสภาวะลามก คือมีความประพฤติเลว. บทว่า มุสาวาทิโน ได้แก่ เป็นผู้ทุศีล ชื่อว่าเป็นผู้พูดมุสา เพราะมักพูดแต่คำเหลาะแหละว่า เราเป็นผู้มีศีล. บทว่า อพฺรหฺมจาริโน ได้แก่ ชื่อว่าผู้ประพฤติไม่ประเสริฐ เพราะมักซ่องเสพเมถุน. พวกเดียรถีย์กล่าวดูหมิ่นว่า พวกนี้แหละ.
บทว่า ธมฺมจาริโน ได้แก่ ผู้ประพฤติกุศลธรรม. บทว่า สมจาริโน ได้แก่ ประพฤติสม่ำเสมอในกายกรรมเป็นต้น. บทว่า กลฺยาณธมฺมา ได้แก่ ผู้มีสภาวะอันงดงาม. เชื่อมความว่า ชื่อว่าจักรู้เฉพาะ.
ก็คำว่า ปฏิชานิสฺสนฺติ ในพระบาลีนี้เป็นคำบ่งถึงอนาคตกาล เพราะประกอบด้วยนามศัพท์. ความเป็นสมณะ ชื่อว่าสามัญญะ ได้แก่ความเป็นผู้สงบบาป. ความเป็นผู้มีธรรมอันประเสริฐ ชื่อว่าพรหมัญญะ ได้แก่ความเป็นผู้ลอยบาป.
บทว่า กุโต แปลว่า ด้วยเหตุอะไร. บทว่า อปคตา แปลว่า ไปปราศแล้ว คือพลัดตกแล้ว. ด้วยคำว่า ปุริสกิจฺจํ ท่านอาจารย์กล่าวหมายถึงการเสพเมถุน.
ลำดับนั้น พวกภิกษุกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้น แม้พวกเธอก็จงโต้ตอบมนุษย์เหล่านั้นด้วยคาถานี้ จึงตรัสคาถาว่า อภูตวาที เป็นต้น ซึ่งท่านหมายกล่าวไว้ว่า ครั้งนั้นแล ภิกษุเป็นอันมาก ฯลฯ มีกรรมอันเลว เกิดเป็นมนุษย์ในภพหน้าเป็นต้น.
พระศาสดาทรงทราบความสำเร็จแห่งความเสื่อมยศนั้น ด้วยพระสัพพัญญุตญาณ เมื่อจะทรงปลอบโยนภิกษุทั้งหลาย จึงตรัสคำนี้ในพระบาลีนั้นว่า ภิกษุทั้งหลาย เสียงนี้ จักมีไม่นาน.
ในคาถา มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้:-
บทว่า อภูตวาที ได้แก่ ไม่เห็นโทษของผู้อื่นเลย พูดมุสาวาท กล่าวต่อผู้อื่นด้วยคำอันไม่เป็นจริง คือไม่แท้. บทว่า โย วาปิ กตฺวา ความว่า ก็หรือว่าผู้ใดทำกรรมชั่วแล้วพูดว่า เราไม่ได้ทำกรรมชั่วนี้. บทว่า เปจฺจ สมา ภวนฺติ ความว่า ชนทั้งสองพวกนั้น จากโลกนี้ไปสู่ปรโลก เป็นผู้มีคติเสมอกันด้วยการเข้าถึงนรก.
จริงอยู่ คติของชนเหล่านั้นแหละยังกำหนดไว้ แต่อายุกำหนดไม่ได้ เพราะว่าบุคคลทำกรรมชั่วไว้มาก ไหม้ในนรกสิ้นกาลนาน ทำกรรมชั่วไว้น้อยก็ไหม้เพียงเวลาเล็กน้อยเท่านั้น ก็เพราะชนทั้งสองมีกรรมอันลามกนั้นแล ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า นิหีนกมฺมา มนุชา ปรตฺถ เป็นต้น.
ก็บทว่า ปรตฺถ นี้ เชื่อมกับบทว่า เปจฺจ ข้างหน้า อธิบายว่า คนเป็นผู้มีกรรมอันลามกเหล่านั้น จะไปในโลกหน้า คือไปจากโลกนี้ เป็นผู้เสมอกันในโลกหน้า.
บทว่า ปริยาปุณิตฺวา แปลว่า เรียนแล้ว.
บทว่า อการกา แปลว่า ผู้ไม่กระทำความผิด.
บทว่า นยิเมหิ กตํ ความว่า ได้ยินว่า พวกมนุษย์เหล่านั้นได้มีความคิดอย่างนี้ว่า พระสมณศากยบุตรเหล่านี้ ไม่ได้ทำกรรมชั่ว ตามที่พวกอัญญเดียรถีย์เที่ยวโฆษณาไปทั่วพระนครแน่แท้ เพราะอัญญเดียรถีย์พวกนี้ แม้กล่าวตู่ด้วยผรุสวาจาอันมิใช่ของสัตบุรุษอย่างนี้ก็ไม่แสดงอาการอันแปลกอะไรๆ ทั้งไม่ละขันติและโสรัจจะ เป็นแต่กล่าวสาปตามธรรมอย่างเดียวเท่านั้นว่า ผู้กล่าวคำไม่เป็นจริงย่อมตกนรก สมณศากยบุตรเหล่านี้กล่าวสาปพวกเราผู้ไม่ใคร่ครวญแล้ว กล่าวตู่ พูดเหมือนให้การสาปแช่ง.
อีกอย่างหนึ่ง พูดสาปว่า แม้หรือว่าผู้ใดทำ แต่กล่าวว่าไม่ทำ. อธิบายว่า สมณะเหล่านี้กระทำสบถแก่พวกเราเพื่อให้รู้ว่าตนไม่ได้ทำ. ก็ความยินดีหยั่งลงด้วยพุทธานุภาพในลำดับพร้อมด้วยการฟังพระคาถาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแก่พวกมนุษย์เหล่านั้น. ความสังเวชเกิดขึ้นแล้วว่า เรื่องนี้พวกเรามิได้เห็นโดยประจักษ์ ธรรมดาเรื่องที่ได้ยินแล้ว ย่อมเป็นอย่างนั้นบ้าง ย่อมเป็นอย่างอื่นบ้าง. จริงอยู่ อัญญเดียรถีย์เหล่านั้นปรารถนาสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ และไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่พระสมณะเหล่านี้ เพราะฉะนั้น พวกเราไม่พึงพูดเรื่องนี้โดยเชื่อพวกเขา เพราะว่าพระสมณะทั้งหลายรู้ได้ยาก.
จำเดิมแต่นั้น พวกมนุษย์ก็งดเว้นจากการโพนทะนานั้นเสีย.
ฝ่ายพระราชาจึงสั่งบังคับพวกราชบุรุษ เพื่อทราบถึงผู้ที่ฆ่านางสุนทรี.
ลำดับนั้นแล พวกนักเลงเหล่านั้นเอากหาปณะเหล่านั้นซื้อสุราดื่ม ก่อการทะเลาะกันและกันขึ้น. ก็บรรดานักเลงเหล่านั้น คนหนึ่งพูดกับคนหนึ่งว่า เองฆ่านางสุนทรีด้วยการตีทีเดียว ตายแล้วหมกไว้ระหว่างกองหยากเยื่อ เอากหาปณะที่ได้จากการรับจ้างนั้นซื้อสุราดื่ม เอาดื่มสิพวก.
พวกราชบุรุษได้ยินดังนั้นแล้ว จึงจับพวกนักเลงเหล่านั้น มอบถวายแด่พระราชา.
พระราชาตรัสถามพวกนักเลงเหล่านั้นว่า พวกเจ้าฆ่านางสุนทรีหรือ? พวกนักเลงกราบทูลว่า พระเจ้าข้า พระอาญามิพ้นเกล้า พวกข้าพระพุทธเจ้าฆ่าเอง.
พระราชาตรัสถามว่า ใครจ้างให้พวกเองฆ่าเขา. พวกนักเลงกราบทูลว่า พวกอัญญเดียรถีย์ พระเจ้าข้า.
พระราชารับสั่งให้เรียกเดียรถีย์มาแล้ว จึงให้รับรู้เรื่องนั้นแล้วจึงทรงพระบัญชาว่า พวกเจ้าจงเที่ยวพูดไปทั่วพระนครอย่างนี้ว่า พวกข้าพเจ้ามีความประสงค์จะยกโทษพระสมณโคดม จึงได้ฆ่านางสุนทรีนี้ พระโคดมไม่มีโทษ สาวกของพระโคดมก็ไม่มีโทษเลย พวกข้าพเจ้าเท่านั้นมีโทษ.
อัญญเดียรถีย์เหล่านั้นได้ทำเหมือนอย่างนั้น. มหาชนเชื่อมั่นอย่างแน่นอนแล้ว พากันติเตียนพวกเดียรถีย์. พวกเดียรถีย์ได้รับโทษทัณฑ์เพราะฆ่าคน.
จำเดิมแต่นั้นมา พระพุทธเจ้าและพระภิกษุสงฆ์ได้มีสักการะและสัมมานะมากมายเกินประมาณ. พวกภิกษุเกิดความอัศจรรย์จิต จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วประกาศความปลื้มใจของตนให้ทรงทราบ. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อถ โข สมฺพหุลา ภิกฺขู ฯเปฯ อนฺตรหิโต ภนฺเต โส สทฺโท ดังนี้เป็นต้น
ก็เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงไม่ตรัสบอกแก่พวกภิกษุว่า นี้เป็นการกระทำของพวกเดียรถีย์?
เพราะการบอกแก่พระอริยสาวกเสียก่อน ไม่มีประโยชน์เลย. แต่ในหมู่ปุถุชนไม่ตรัสบอกด้วยทรงพระดำริว่า กรรมของพวกที่ไม่เชื่อนั้น พึงเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์ เพื่อทุกข์ตลอดกาลนาน.
อีกอย่างหนึ่ง ข้อที่จะบอกเรื่องเช่นนี้ที่ยังไม่มาถึง อันพระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่เคยทรงประพฤติมาเลย.
จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศฝักฝ่ายแห่งสังกิเลส เฉพาะที่ทรงแสดงมาโดยลำดับ. ก็ใครๆ ไม่อาจจะให้โอกาสที่ตนทำกรรมแล้ว หวนกลับคืนมาได้ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงประทับนั่งพิจารณาดูการกล่าวตู่ และเหตุแห่งกล่าวตู่นั้นเฉยๆ.
สมจริงดังพระดำรัสที่ตรัสไว้ว่า
บุคคลจะอยู่ในอากาศ จะอยู่ในท่ามกลางมหาสมุทร
จะเข้าไปสู่ซอกเขาก็ตามที ก็ไม่พึงพ้นจากกรรมชั่วไปได้
เพราะประเทศคือแผ่นดินที่เขาอยู่นั้น บาปกรรมจะตาม
ไม่ทัน ไม่มี.
____________________________
ขุ. ธ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๑๙
บทว่า เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ความว่า ทรงทราบโดยประการทั้งปวง ถึงเรื่องนี้ว่า แม้เมื่อว่าด้วยอำนาจการตัดเสียซึ่งความรัก คำพูดชั่วที่พาลชนให้เป็นไปแล้ว ชื่อว่าเป็นการอดกลั้นได้ยากสำหรับธีรชนผู้ประกอบด้วยพลังแห่งขันติย่อมไม่มี.
บทว่า อิมํ อุทานํ ความว่า ทรงเปล่งอุทานนี้ อันประกาศกำลังแห่งอธิวาสนขันติ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตุทนฺติ วาจาย ชนา อสญฺญตา สเรหิ สงฺคามคตํว กุญฺชรํ ความว่า พวกพาลชน ชื่อว่าผู้ไม่สำรวม คือผู้ที่แนะนำไม่ได้ เพราะไม่มีสังวรบางอย่างมีสังวรทางกายเป็นต้น ย่อมแทง คือทิ่มแทงด้วยหอกคือวาจา เหมือนทหารที่เป็นข้าศึกทิ่มแทงช้างกุญชร คือช้างเชือกประเสริฐ ตัวอยู่ในสงคราม คือในสนามรบด้วยลูกศรที่ซึมซาบ (ด้วยยาพิษ).
นี้เป็นสภาวะของพาลชนเหล่านั้น.
บทว่า สุตฺวาน วากฺยํ ผรุสํ อุทีริตํ อธิวาสเย ภิกฺขุ อทุฏฺฐจิตฺโต ความว่า ก็ภิกษุสะสางพากย์คือคำหยาบนั้นที่พาลชนเหล่านั้นเปล่ง คือกล่าว ได้แก่ให้เป็นไปด้วยอำนาจกระทบกระทั่งความรัก อันไม่เป็นจริง โดยความเป็นจริง ระลึกถึงโอวาทที่เปรียบด้วยเลื่อยของเราตถาคต เป็นผู้มีจิตไม่ประทุษร้ายแม้น้อยหนึ่ง เป็นผู้มีปกติเห็นภัยในสงสารว่า นี้มีสงสารเป็นสภาวะ พึงอดกลั้น คือพึงตั้งอยู่ในอธิวาสนขันติอดทน.
____________________________
ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๒๖๓-๒๗๓
ในข้อนี้ มีผู้ท้วงว่า ข้อที่พระศาสดามีบุญสมภารอันไพบูลย์ที่พระองค์สั่งสมมาโดยเคารพตลอดกาลหาประมาณมิได้ ทรงได้รับการกล่าวตู่ที่ไม่เป็นจริงที่ร้ายแรงถึงอย่างนี้ นั่นเป็นกรรมอะไร?
ข้าพเจ้าจะเฉลยดังต่อไปนี้:-
พระผู้มีพระภาคเจ้านี้นั้น เคยเป็นพระโพธิสัตว์ ในอดีตชาติเป็นนักเลงชื่อว่า มุนาลิ เที่ยวคบแต่คนชั่ว มากไปด้วยอโยนิโสมนสิการ. วันหนึ่ง เขาเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้านามว่า สุรภี กำลังห่มจีวรเพื่อเข้าไปบิณฑบาตยังพระนคร. ก็ในสมัยนั้น ผู้หญิงคนหนึ่งเดินไปไม่ไกลพระปัจเจกพุทธเจ้านัก. นักเลงกล่าวตู่ว่า สมณะนี้ไม่ใช่เป็นพรหมจารี. ด้วยกรรมนั้น เขาจึงไหม้ในนรกหลายแสนปี เพราะเศษแห่งวิบากกรรมนั้นนั่นแล แม้ได้เป็นพระพุทธเจ้าในบัดนี้ ก็ยังถูกกล่าวตู่ เพราะเหตุแห่งนางสุนทรี.
ก็ข้อนี้ฉันใด ทุกข์มีการกล่าวตู่เป็นต้นที่หญิงผู้กระทำอาการอันแปลกมีนางจิญจมาณวิกาเป็นต้น ให้เป็นไปแล้วแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหมดนั้น เป็นเศษวิบากแห่งกรรมที่พระองค์ทรงกระทำไว้ในปางก่อน ซึ่งเรียกว่า กรรมปิโลติกะ.
สมดังพระดำรัสที่ตรัสไว้ในอปทาน ว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นนายกของโลก แวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์
หมู่ใหญ่ ประทับนั่งอยู่ที่พื้นศิลา อันน่ารื่นรมย์ รุ่งโรจน์ด้วยรัตนะต่างๆ
ในละแวกป่า อันตลบด้วยกลิ่นหอมนานาชนิด ใกล้สระอโนดาต ทรง
พยากรณ์บุรพกรรมของพระองค์ในที่นั้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอ
ทั้งหลายจงฟังกรรมที่เราทำแล้ว เราเห็นภิกษุผู้มีปกติอยู่ป่ารูปหนึ่ง
ได้ถวายผ้าเก่า เราปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า เป็นครั้งแรก เพื่อความ
เป็นพระพุทธเจ้าในครั้งนั้น ผลแห่งกรรมคือการถวายผ้าเก่า อำนวยผล
ให้เป็นพระพุทธเจ้า ในกาลก่อน เราเป็นนายโคบาล ต้อนโคไปเลี้ยง
เห็นแม่โคกำลังดื่มน้ำขุ่น จึงห้ามมัน ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น ในภพหลัง
สุดนี้ เรากระหายน้ำ ก็ไม่ได้ดื่มน้ำตามความปรารถนา ในชาติหนึ่ง ใน
กาลก่อน เราเป็นนักเลงชื่อมุนาลิ ได้กล่าวตู่พระปัจเจกพุทธเจ้านาม
ว่า สุรภี ผู้ไม่ประทุษร้าย ด้วยวิบากกรรมนั้น เราจึงเที่ยวอยู่ในนรกเป็น
เวลานาน ได้เสวยทุกขเวทนาหลายพันปี ด้วยเศษกรรมนั้นในภพหลัง
สุดนี้ เราจึงได้รับคำกล่าวตู่ เพราะนางสุนทรีเป็นเหตุ เพราะการกล่าว
ตู่พระเถระนามว่า นันทะ สาวกของพระพุทธเจ้า ผู้ครอบงำอันตรายทั้ง
ปวง เราจึงท่องเที่ยวอยู่ในนรกเป็นเวลานาน เราท่องเที่ยวอยู่ในนรก
นานถึงหมื่นปี ได้ความเป็นมนุษย์แล้ว ได้รับการกล่าวตู่มากมาย ด้วย
เศษกรรมนั้น นางจิญจมาณวิกา มากับหมู่คนกล่าวตู่เราด้วยคำอันไม่
เป็นจริง เมื่อก่อนเราเป็นพราหมณ์ชื่อว่า สุตวา มหาชนพากันสักการะ
บูชา สอนมนต์ให้กับมาณพ ๕๐๐ คนในป่าใหญ่ ก็เราได้เห็นฤาษีผู้
น่ากลัว ได้อภิญญา ๕ มีฤทธิ์มากมาในสำนักของเรา เราจึงกล่าวตู่ฤาษี
ผู้ไม่ประทุษร้าย โดยบอกกับพวกศิษย์ของเราว่า ฤาษีนี้บริโภคกาม ครั้น
เราบอก พวกมาณพก็เห็นด้วย ลำดับนั้น มาณพทั้งหมดเที่ยวภิกษาไป
ตามตระกูล พากันบอกแก่มหาชนว่า ฤาษีนี้บริโภคกาม ด้วยวิบากกรรม
นั้น ภิกษุ ๕๐๐ รูปเหล่านี้ ได้รับคำกล่าวตู่ทั้งหมด เพราะนางสุนทรีเป็น
เหตุ ในกาลก่อน เราได้ฆ่าพี่-น้องชายต่างมารดากัน เพราะเหตุแห่ง
ทรัพย์ จับโยนลงในซอกเขาแล้วเอาหินทับถม ด้วยวิบากกรรมนั้น พระ
เทวทัตจึงกลิ้งหิน สะเก็ดหินจึงกลิ้งมากระทบนิ้วหัวแม่เท้าเรา ในกาล
ก่อน เราเป็นเด็ก เล่นอยู่ที่หนทางใหญ่เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้วจุด
ไฟเผาดักไว้ทั่วหนทาง ด้วยวิบากกรรมนั้น ในภพหลังสุดนี้ พระเทวทัต
จึงชักชวนนายขมังธนูผู้ฆ่าคน เพื่อให้ฆ่าเรา ในกาลก่อน เราเป็นนาย
ควาญช้างได้ไสช้างให้จับพระปัจเจกมุนีผู้สูงสุด ทั้งที่กำลังเที่ยวบิณฑบาต
อยู่ ด้วยวิบากกรรมนั้น ช้างนาฬาคิรีเชือกซับมันดุร้าย วิ่งแล่นเข้าไปใน
ซอกเขาเบื้องหน้าผู้ประเสริฐ ในกาลก่อน เราเป็นพระราชาชาตินักรบ
ฆ่าบุรุษเป็นอันมากด้วยหอก เพราะวิบากกรรมนั้น เราถูกไฟไหม้อย่าง
เหลือทนในนรก ด้วยเศษกรรมนั้น บัดนี้ ไฟนั้นไหม้ผิวหนังที่เท้าของเรา
ทั้งสิ้น เพราะว่ากรรมยังไม่หมดไป ในกาลก่อน เราเป็นเด็กชาวประมง
อยู่ในเกวัฏคาม เห็นคนฆ่าปลาแล้วเกิดความดีใจ ด้วยวิบากกรรมนั้น
เราจึงปวดศีรษะ เมื่อครั้งพวกเจ้าศากยะถูกเบียดเบียน เพราะถูกเจ้า
วิฑูฑภะฆ่า เราได้บริภาษพระสาวกทั้งหลาย ในพระธรรมวินัยของพระ
พุทธเจ้านามว่าปุสสะว่า ท่านจงเคี้ยว จงกินแต่ข้าวแดง อย่ากินข้าวสาลี
เลย ด้วยวิบากกรรมนั้น เราอันพราหมณ์นิมนต์แล้ว อยู่ในเมืองเวรัญชา
ในคราวนั้นบริโภคข้าวแดงตลอดสามเดือน เมื่อนักมวยกำลังชกกัน เรา
ได้เบียดเบียนบุตรนักมวยปล้ำ ด้วยวิบากกรรมนั้น เราจึงปวดหลัง เมื่อ
ก่อนเราเป็นหมอรักษาโรค ได้ให้เศรษฐีบุตรถ่ายยา ด้วยวิบากกรรมนั้น
เราจึงเป็นโรคปักขันทิกาพาธ โรคลงแดง เราชื่อว่าโชติปาละได้กล่าวกะ
พระสุคตเจ้า พระนามว่ากัสสปะในคราวนั้นว่า จักมีโพธิมณฑลแต่ที่ไหน
โพธิญาณท่านได้ยากอย่างยิ่ง ด้วยวิบากกรรมนั้น เราได้กระทำกรรมที่
ทำได้ยากเป็นอันมาก ที่ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ๖ พรรษา แต่นั้นจึงได้
บรรลุพระโพธิญาณ แต่เราก็มิได้บรรลุพระโพธิญาณด้วยทางนี้ เราอัน
บุรพกรรมตักเตือนแล้ว จึงแสวงหาโดยทางผิด บัดนี้ เราเป็นผู้สิ้นบุญ
สิ้นบาปแล้ว เว้นจากความเร่าร้อนทั้งปวง ไม่มีความเศร้าโศก ไม่มี
ความคับแค้น ดับสนิท หาอาสวะมิได้ พระชินเจ้าทรงบรรลุพลังแห่ง
อภิญญาทั้งปวง ทรงพยากรณ์โดยหวังประโยชน์แก่ภิกษุสงฆ์ ที่สระใหญ่
ชื่อ อโนดาต ด้วยประการฉะนี้แล.
____________________________
ขฺ. อป. เล่ม ๓๒/ข้อ ๔๗๑
บาลี เป็น ปุนาลี
จบอรรถกถาสุนทรีสูตรที่ ๘ -------------------------------