๑๐. กัปปปัญหา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
สุตฺตนิปาเต ปญฺจมสฺส ปารายนวคฺคสฺส ทสมา กปฺปปญฺหา
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต กัปปปัญหาที่ ๑๐
|๔๓๔.๑๕๒๐| ๑๐ มชฺเฌ สรสฺมึ ติฏฺฐตํ (อิจฺจายสฺมา กปฺโป) โอเฆ ชาเต มหพฺภเย ชรามจฺจุปเรตานํ ทีปํ ปพฺรูหิ มาริส ตฺวญฺจ เม ทีปมกฺขาหิ ยถายิทํ นาปรํ สิยา ฯ |๔๓๔.๑๕๒๑| มชฺเฌ สรสฺมึ ติฏฺฐตํ (กปฺปาติ ภควา) โอเฆ ชาเต มหพฺภเย ชรามจฺจุปเรตานํ ทีปํ ปพฺรูมิ กปฺป เต ฯ |๔๓๔.๑๕๒๒| อกิญฺจนํ อนาทานํ เอตํ ทีปํ อนาปรํ นิพฺพานํ อิติ นํ พฺรูมิ ชรามจฺจุปริกฺขยํ ฯ |๔๓๔.๑๕๒๓| เอตทญฺญาย เย สตา ทิฏฺฐธมฺมาภินิพฺพุตา น เต มารวสานุคา น เต มารสฺส ปฏฺฐคูติ ฯ กปฺปมาณวกปญฺหา ทสมา ฯ -----------
กัปปมาณพทูลถามปัญหาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ขอพระองค์จงตรัสบอกซึ่งธรรมอัน เป็นที่พึ่งของชนทั้งหลาย ผู้อันชราและมรณะครอบงำแล้ว ดุจที่พึ่งของชนทั้งหลายผู้อยู่ในท่ามกลางสาคร เมื่อคลื่น เกิดแล้ว มีภัยใหญ่ฉะนั้น อนึ่ง ขอพระองค์จงตรัสบอก ที่พึ่งแก่ข้าพระองค์โดยอุบายที่ทุกข์นี้ไม่พึงมีอีกเถิด ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสพยากรณ์ว่า ดูกรกัปปะ เราจะบอกธรรม อันเป็นที่พึ่งของชนทั้งหลาย ผู้อันชรา และมรณะครอบงำแล้ว ดุจที่พึ่งของชนทั้งหลายผู้อยู่ใน ท่ามกลางสาคร เมื่อคลื่นเกิดแล้ว มีภัยใหญ่ แก่ท่าน ธรรมชาติไม่มีเครื่องกังวล ไม่มีความถือมั่น นี้เป็นที่พึ่ง หาใช่ อย่างอื่นไม่ เรากล่าวที่พึ่งอันเป็นที่สิ้นไปแห่งชราและมรณะว่า นิพพาน ชนเหล่าใดรู้นิพพานนั้นแล้ว มีสติ มีธรรมอันเห็น แล้วดับกิเลสได้แล้ว ชนเหล่านั้นไม่อยู่ใต้อำนาจของมาร ไม่เดินไปในทางของมาร ฯ จบกัปปมาณวกปัญหาที่ ๑๐
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๕. ปารายนวรรค] ๑๐. กัปปมาณวกปัญหา ๑๐. กัปปมาณวกปัญหา ว่าด้วยปัญหาของกัปปมาณพ
(กัปปมาณพทูลถามดังนี้) ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ขอพระองค์โปรดตรัสบอกที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลาย ผู้ดำรงอยู่ท่ามกลางสระ ผู้ถูกชราและมัจจุราชครอบงำ ในขณะเกิดห้วงน้ำอันเป็นมหันตภัย อนึ่ง ขอพระองค์โปรดตรัสบอกที่พึ่ง โดยวิธีที่ทุกข์นี้จะไม่พึงมีแก่ข้าพระองค์อีก
(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า กัปปะ) เราจะบอกที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลาย ผู้ดำรงอยู่ท่ามกลางสระ ผู้ถูกชราและมัจจุราชครอบงำ ในขณะเกิดห้วงน้ำอันเป็นมหันตภัย เราจะบอกที่พึ่งแก่เธออีก
เราเรียกนิพพานซึ่งไม่มีกิเลสเครื่องกังวล ไม่มีเครื่องยึดมั่นนี้นั้นว่า เป็นที่พึ่งอันไม่มีที่พึ่งอื่นยิ่งกว่า (เพราะ)นิพพานเป็นที่สิ้นไปแห่งชราและมัจจุราช
ชนเหล่าใดมีสติ รู้นิพพานนั้นแล้ว เห็นธรรม ดับกิเลสได้แล้ว ชนเหล่านั้นก็ไม่ไปตามอำนาจของมาร ไม่ไปบำรุงมาร กัปปมาณวกปัญหาที่ ๑๐ จบ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ขุ.จู. (แปล) ๓๐/๑๑๗-๑๒๐/๒๗ @ สระ ในที่นี้หมายถึงสังสารวัฏ (ขุ.สุ.อ. ๒/๑๐๙๙/๔๔๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๗๖๕}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถากัปปสูตร ที่ ๑๐
____________________________
บาลีเป็น กัปปปัญหา
กัปปสูตร มีคำเริ่มต้นว่า มชฺเฌ สรสฺมึ ดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า มชฺเฌ สรสฺมึ ท่านอธิบายว่า ในสาครอันเป็นท่ามกลางเพราะไม่มีเบื้องต้นที่สุดปรากฎ. บทว่า ติฏฺฐนฺตํ คือผู้ตั้งอยู่. บทว่า ยถายิทํ นาปรํ สิยา กัปปมาณพทูลว่า ขอพระองค์จงตรัสบอกที่พึ่งแก่ข้าพระองค์โดยอุบายที่ทุกข์นี้ไม่พึงมีอีกเถิด.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงพยากรณ์ความนั้นแก่กัปปมาณพนั้น จึงได้ตรัสคาถาสามคาถา.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อกิญฺจนํ ไม่มีเครื่องกังวล คือตรงกันข้ามกับที่มีเครื่องกังวล. บทว่า อนาทานํ ไม่ยึดมั่น คือตรงกันข้ามกับ ความยึดมั่น ท่านอธิบายว่า เข้าไปสงบความกังวลและความยึดมั่น.
บทว่า อนาปรํ หาใช่อย่างอื่นไม่ คือเว้นจากที่พึ่งอันไม่เป็นข้าศึกกับที่พึ่งอื่น. ท่านอธิบายว่าเป็นที่พึ่งประเสริฐที่สุด.
บทว่า น เต มารสฺส ปฏฺฐคู ได้แก่ ชนเหล่านั้นไม่เดินไปในทางของมาร คือไม่เป็นศิษย์คอยบำรุงบำเรอมาร.
บทที่เหลือในบททั้งปวงชัดเจนดีแล้ว.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระสูตรแม้นี้ด้วยธรรมเป็นยอดคือพระอรหัตด้วยประการฉะนี้.
_____________________________________
ม. ปทฺธคู.
จบอรรถกถากัปปสูตรที่ ๑๐ แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย ชื่อปรมัตถโชติกา --------------------