๗. กังขาเรวตสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ๗. กังขาเรวตสูตร
๗ เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา กงฺขาเรวโต ภควโต อวิทูเร นิสินฺโน โหติ ปลฺลงฺกํ อาภุชิตฺวา อุชุํ กายํ ปณิธาย อตฺตโน กงฺขาวิตรณวิสุทฺธึ ปจฺจเวกฺขมาโน ฯ อทฺทสา โข ภควา อายสฺมนฺตํ กงฺขาเรวตํ อวิทูเร นิสินฺนํ ปลฺลงฺกํ อาภุชิตฺวา อุชุํ กายํ ปณิธาย อตฺตโน กงฺขาวิตรณวิสุทฺธึ ปจฺจเวกฺขมานํ ฯ อถ โข ภควา เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ตายํ เวลายํ อิมํ อุทานํ อุทาเนสิ ยา กาจิ กงฺขา อิธ วา หุรํ วา สกเวทิยา วา ปรเวทิยา วา ฌายิโน ตา ปชหนฺติ สพฺพา อาตาปิโน พฺรหฺมจริยํ จรนฺตาติ ฯ สตฺตมํ ฯ
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล ท่านพระกังขาเรวตะนั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง พิจารณากังขาวิตรณวิสุทธิของตนอยู่ในที่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคได้ทรงเห็นท่านพระกังขาเรวตะผู้นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรงพิจารณากังขาวิตรณวิสุทธิของตนอยู่ในที่ไม่ไกล ฯ ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ได้ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า ความสงสัยอย่างหนึ่งอย่างใดในอัตภาพนี้หรือในอัตภาพอื่น ในความรู้ของตน หรือในความรู้ของผู้อื่น บุคคลผู้เพ่ง พินิจ มีความเพียร ประพฤติพรหมจรรย์อยู่ ย่อมละ ความสงสัยเหล่านั้นได้ทั้งหมด ฯ จบสูตรที่ ๗
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๗. กังขาเรวตสูตร ว่าด้วยพระกังขาเรวตเถระ
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิก-เศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี สมัยนั้น ท่านพระกังขาเรวตะนั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรงพิจารณากังขาวิตรณวิสุทธิ ของตนอยู่ในที่ไม่ไกลจากพระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคได้ทอดพระเนตรเห็นท่านพระกังขาเรวตะผู้กำลังนั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรงพิจารณากังขาวิตรณวิสุทธิของตนอยู่ ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า @เชิงอรรถ : @ โลก ในที่นี้หมายถึง สังขารโลก (ขุ.อุ.อ. ๔๖/๓๓๕) @ ธรรมที่ไม่มีอุปธิ หมายถึงนิพพาน (ขุ.อุ.อ. ๔๖/๓๓๖) @ วิ.ม. (แปล) ๕/๒๕๘/๓๗ @ กังขาวิตรณวิสุทธิ หมายถึงความบริสุทธิ์เพราะข้ามพ้นความสงสัยทั้งหมด (ขุ.อุ.อ. ๔๗/๓๓๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๒๗๔}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน [๕. โสณเถรวรรค] ๘. สังฆเภทสูตร พุทธอุทาน ความสงสัยเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่มีในอัตภาพนี้หรือในอัตภาพอื่น ที่มีในความรู้ของตนหรือในความรู้ของผู้อื่น บุคคลผู้เพ่งพินิจ มีความเพียร ประพฤติพรหมจรรย์อยู่ ย่อมละความสงสัยเหล่านั้นทั้งหมดได้ กังขาเรวตสูตรที่ ๗ จบ ๘. สังฆเภทสูตร ว่าด้วยการทำสงฆ์ให้แตกกัน
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน กลันทกนิวาปสถาน เขตกรุงราชคฤห์ สมัยนั้น ในเวลาเช้า วันอุโบสถ ท่านพระอานนท์ครองอันตรวาสกถือบาตรและจีวร เข้าไปบิณฑบาตยังกรุงราชคฤห์ พระเทวทัตพบท่านพระอานนท์กำลังเที่ยวบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ จึงเข้าไปหาแล้วกล่าวกับท่านพระอานนท์ดังนี้ว่า “ท่านอานนท์ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เราจะทำอุโบสถ จะทำสังฆกรรมแยกจากพระผู้มีพระภาค แยกจากภิกษุสงฆ์” ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์ ครั้นเที่ยวบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์แล้ว กลับจากบิณฑบาตหลังจากฉันอาหารเสร็จแล้ว จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานวโรกาส ในเวลาเช้า ข้าพระองค์ครองอันตรวาสก@เชิงอรรถ : @ อภิ.ก. ๓๗/๓๒๑/๑๖๒
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๒๗๕}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถากังขาเรวตสูตร
กังขาเรวตสูตรที่ ๗ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า เรวโต เป็นชื่อของพระเถระนั้น.
จริงอยู่ พระเถระนั้นได้บรรพชาอุปสมบทในพระศาสนาแล้ว เป็นผู้มีศีล มีกัลยาณธรรมอยู่. แต่เธอเป็นผู้มากไปด้วยความสงสัย กล่าวคือความรังเกียจในพระวินัย โดยมีอาทิว่าถั่วเขียวที่เป็นอกัปปิยะ ย่อมไม่ควรเพื่อจะบริโภค และว่าน้ำอ้อยงบที่เป็นอกัปปิยะ ย่อมไม่ควรเพื่อจะบริโภค. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงปรากฏชื่อว่า กังขาเรวตะ.
____________________________
วิ. มหา. เล่ม ๕/ข้อ ๔๘
ครั้นภายหลัง ท่านเรียนพระกัมมัฏฐานในสำนักพระศาสดา เพียรพยายามอยู่ ทำให้แจ้งอภิญญา ๖ ยับยั้งอยู่ด้วยสุขอันเกิดแต่ฌานและสุขอันเกิดแต่ผลจิต. แต่โดยมาก ท่านพิจารณาอริยมรรคที่ตนบรรลุแล้ว ทำได้หนักแน่น. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พิจารณาอยู่ซึ่งกังขาวิตรณวิสุทธิของตน ดังนี้เป็นต้น.
จริงอยู่ ปัญญาที่สัมปยุตด้วยมรรค ในที่นี้ ท่านประสงค์เอาว่า กังขาวิตรณวิสุทธิ เพราะข้าม คือก้าวล่วงความสงสัยทั้งปวง โดยไม่มีส่วนเหลือ คือความสงสัยมีวัตถุ ๑๖ อันเป็นไปโดยนัยมีอาทิว่าตลอดอดีตกาลยาวนาน เราได้มีแล้วหรือหนอ. ความสงสัยมีวัตถุ ๘ ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า ย่อมสงสัยในพระพุทธเจ้า ในพระธรรม ฯลฯ ย่อมสงสัยในปฏิจจสมุปปันนธรรม. จะป่วยกล่าวไปไยถึงความสงสัยนอกนี้เล่า และเพราะความบริสุทธิ์โดยส่วนเดียว จากกิเลสเหล่าอื่นที่ตนพึงละ.
ก็ท่านผู้มีอายุนี้ เพราะเหตุที่ท่านมีความสงสัยเป็นปกติมานาน ท่านจึงนั่งพิจารณาอริยมรรคที่ตนบรรลุแล้วนั้น ให้หนักแน่นว่า เราละความสงสัยเหล่านี้ได้เด็ดขาด เพราะอาศัยมรรคธรรมนี้ ไม่ใช่นั่งพิจารณาเห็นนามรูปพร้อมด้วยปัจจัยเพราะการข้ามความสงสัยเสียได้นั้น มีความไม่เที่ยงเป็นที่สุด.
____________________________
ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๑๒ สํ. นิ. เล่ม ๑๖/ข้อ ๖๓
อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๖๗๒
บทว่า เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ความว่า ทรงทราบอรรถนี้ คือการข้ามความสงสัยแห่งอริยมรรคได้เด็ดขาด แล้วจึงทรงเปล่งอุทานนี้ อันแสดงถึงความนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยากาจิ กงฺขา อิธ วา หุรํ วา ความว่า ความสงสัยในอัตภาพนี้ คืออัตภาพที่เป็นปัจจุบันนี้ที่เกิดขึ้น โดยนัยมีอาทิว่า เราย่อมเป็นหรือหนอ หรือว่าเราไม่เป็นหนอ. หรือในอัตภาพอื่น คือในอัตภาพที่เป็นอดีตและอนาคตที่เกิดขึ้นโดยนัยมีอาทิว่า ตลอดอดีตกาลยาวนาน เราได้มีแล้วหรือหนอ.
____________________________
ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๔๕๑
ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๑๒
บทว่า สกเวทิยา วา ปรเวทิยา วา ความว่า ความสงสัยนั้น คือความเคลือบแคลงอย่างใดอย่างหนึ่งในความรู้ของตนที่จะพึงได้คือที่เป็นไปโดยเป็นอารมณ์ในอัตภาพของตนอย่างนี้ คือโดยนัยดังกล่าวแล้วหรือในความรู้ของผู้อื่นที่จะพึงได้ในอัตภาพของผู้อื่น คือที่จะพึงได้ ได้แก่ที่เป็นไปในอัตภาพอันสูงสุด โดยนัยมีอาทิว่า เป็นพระพุทธเจ้าหรือหนอ หรือว่าไม่เป็นหนอ.
บทว่า ฌายิโน ตา ปชหนฺติ สพฺพา อาตาปิโน พฺรหฺมจริยํ จรนฺตา ความว่า คนเหล่าใด ชื่อว่าผู้เพ่งฌาน ด้วยอารัมมณูปนิชฌาน และลักขณูปนิชฌาน เจริญวิปัสสนา ชื่อว่ามีความเพียรเพราะบริบูรณ์ด้วยสัมมัปปธาน ๔ ประพฤติอยู่ คือได้รับมรรคพรหมจรรย์ ผู้ตั้งอยู่ในปฐมมรรคต่างโดยประเภทแห่งสัทธานุสารีบุคคลเป็นต้น ย่อมละ คือย่อมตัดขาดซึ่งความสงสัยทั้งปวงนั้นในขณะแห่งมรรค. ก็ต่อแต่นั้น เป็นอันชื่อว่า คนเหล่านั้นละความสงสัยเหล่านั้นเสียได้. เพราะฉะนั้น จึงมีอธิบายว่า การละความสงสัยเหล่านั้นอื่นจากนี้ได้เด็ดขาด ย่อมไม่มี.
ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงชมเชยการบรรลุอริยมรรคของท่านพระกังขาเรวตะ โดยฌานมุข คือโดยยกฌานขึ้นเป็นประธาน จึงทรงเปล่งอุทานด้วยอำนาจความชมเชย.
ก็ด้วยเหตุนั้นนั่นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงสถาปนาท่านไว้ในเอตทัคคะ โดยความเป็นผู้มีฌานว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุผู้สาวกของเราผู้มีฌาน กังขาเรวตะเป็นเลิศแล.
____________________________
องฺ. เอก. เล่ม ๒๐/ข้อ ๑๔๗
จบอรรถกถากังขาเรวตสูตรที่ ๗ -------------------------------------