อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๒๕๙

๒. สักการสูตร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๕๙พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 2 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ๒. สักการสูตร

ข้อ ๒๕๙

๒ ทิฏฺฐา มยา ภิกฺขเว สตฺตา สกฺกาเรน อภิภูตา ปริยาทินฺนจิตฺตา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปนฺนา ทิฏฺฐา มยา ภิกฺขเว สตฺตา อสกฺกาเรน อภิภูตา ปริยาทินฺนจิตฺตา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปนฺนา ทิฏฺฐา มยา ภิกฺขเว สตฺตา สกฺกาเรน จ อสกฺกาเรน จ ตทุภเยน อภิภูตา ปริยาทินฺนจิตฺตา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปนฺนา ฯ {๒๕๙.๑} ตํ โข ปนาหํ ภิกฺขเว นาญฺญสฺส สมณสฺส วา พฺราหฺมณสฺส วา สุตฺวา วทามิ ทิฏฺฐา มยา ภิกฺขเว สตฺตา สกฺกาเรน อภิภูตา ปริยาทินฺนจิตฺตา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปนฺนา ทิฏฺฐา มยา ภิกฺขเว สตฺตา อสกฺกาเรน อภิภูตา ปริยาทินฺนจิตฺตา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปนฺนา ทิฏฺฐา มยา ภิกฺขเว สตฺตา สกฺกาเรน จ อสกฺกาเรน จ ตทุภเยน อภิภูตา ปริยาทินฺนจิตฺตา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปนฺนา ฯ {๒๕๙.๒} อปิ จ ภิกฺขเว ยเทว เม สามํ ญาตํ สามํ ทิฏฺฐํ สามํ วิทิตํ ตเทวาหํ วทามิ ทิฏฺฐา มยา ภิกฺขเว สตฺตา สกฺกาเรน อภิภูตา ปริยาทินฺนจิตฺตา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปนฺนา ทิฏฺฐา มยา ภิกฺขเว สตฺตา อสกฺกาเรน อภิภูตา ปริยาทินฺนจิตฺตา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปนฺนา ทิฏฺฐา มยา ภิกฺขเว สตฺตา สกฺกาเรน จ อสกฺกาเรน จ ตทุภเยน อภิภูตา ปริยาทินฺนจิตฺตา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปนฺนาติ ฯ ยสฺส สกฺการิยมานสฺส อสกฺกาเรน จูภยํ สมาธิ น วิกมฺปติ อปฺปมาทวิหาริโน ตํ ฌายินํ สาตติกํ สุขุมทิฏฺฐิวิปสฺสกํ อุปาทานกฺขยารามํ อาหุ สปฺปุริโส อิตีติ ฯ ทุติยํ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราได้เห็นสัตว์ผู้อันสักการะครอบงำย่ำยีจิต แล้ว เมื่อตายไป เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เราได้เห็นสัตว์อันความไม่สักการะครอบงำย่ำยีจิตแล้ว เมื่อตายไป เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรกเราได้เห็นสัตว์อันสักการะและความไม่สักการะทั้งสองครอบงำย่ำยีจิตแล้ว เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวคำนั้นแล้วว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย เราได้เห็นสัตว์อันสักการะครอบงำย่ำยีจิตแล้ว ... เข้าถึงอบายทุคติ วินิบาต นรก เพราะได้ฟังต่อสมณะหรือพราหมณ์อื่นก็หามิได้ ก็แต่ว่าเรารู้มาเอง เห็นมาเอง ทราบมาเอง จึงกล่าวคำนั้นแลว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายเราได้เห็นสัตว์อันสักการะครอบงำย่ำยีจิตแล้ว เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรกเราได้เห็นสัตว์อันความไม่สักการะครอบงำย่ำยีจิตแล้ว เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาตนรก เราได้เห็นสัตว์อันสักการะและความไม่สักการะทั้งสองครอบงำย่ำยีจิตแล้วเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ฯ สมาธิของบุคคลใดผู้อันบุคคลสักการะอยู่ ผู้มีปรกติอยู่ด้วย ความไม่ประมาท ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะสักการะและความ ไม่สักการะทั้งสอง พระอริยเจ้าทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็น ต้นกล่าว บุคคลมีปรกติเพ่ง ผู้มีความเพียรเป็นไปติดต่อ ผู้เห็นแจ้งทิฐิอันสุขุม มีความสิ้นอุปาทานเป็นที่มายินดี ว่าเป็นสัปบุรุษ ฯ จบสูตรที่ ๒

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๓. ติกนิบาต] ๔. จตุตถวรรค ๒. สักการสูตร ๒. สักการสูตร ว่าด้วยผู้ถูกสักการะครอบงำจิต

ข้อ ๘๑

แท้จริง พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้ว พระสูตรนี้ พระอรหันต์ กล่าวไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ “ภิกษุทั้งหลาย เราได้เห็นเหล่าสัตว์ที่ถูกสักการะครอบงำย่ำยีจิต หลังจากตายแล้วจะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เราได้เห็นเหล่าสัตว์ที่ถูกความเสื่อมสักการะครอบงำย่ำยีจิต หลังจากตายแล้วจะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เราได้เห็นเหล่าสัตว์ที่ถูกสักการะและความเสื่อมสักการะทั้งสองครอบงำย่ำยีจิตหลังจากตายแล้ว จะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก คำที่ว่า ‘เราได้เห็นเหล่าสัตว์ที่ถูกสักการะครอบงำย่ำยีจิต หลังจากตายแล้วจะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เราได้เห็นเหล่าสัตว์ที่ถูกความเสื่อมสักการะครอบงำย่ำยีจิต หลังจากตายแล้ว จะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เราได้เห็นเหล่าสัตว์ที่ถูกสักการะและความเสื่อมสักการะทั้งสองครอบงำย่ำยีจิต หลังจากตายแล้ว จะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก’ นั้น เราหาได้กล่าวเพราะรับฟังมาจากสมณะหรือพราหมณ์อื่นๆ ไม่ ภิกษุทั้งหลาย แท้จริงแล้ว เรารู้เอง เห็นเอง ทราบเองทั้งนั้น จึงกล่าวคำนี้ว่า‘เราได้เห็นเหล่าสัตว์ที่ถูกสักการะครอบงำย่ำยีจิต หลังจากตายแล้ว จะไปเกิดในอบายทุคติ วินิบาต นรก เราได้เห็นเหล่าสัตว์ที่ถูกความเสื่อมสักการะครอบงำย่ำยีจิตหลังจากตายแล้ว จะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เราได้เห็นเหล่าสัตว์ที่ถูกสักการะและความเสื่อมสักการะทั้งสองครอบงำย่ำยีจิต หลังจากตายแล้ว จะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก” พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความดังกล่าวมานี้แล้ว ในพระสูตรนั้น จึงตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๔๔๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๓. ติกนิบาต] ๔. จตุตถวรรค ๓. เทวสัททสูตร สมาธิของภิกษุใด ผู้มีปกติอยู่ด้วยความไม่ประมาท ย่อมไม่หวั่นไหวด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ (๑) ด้วยมีผู้สักการะ (๒) ด้วยไม่มีผู้สักการะ ภิกษุนั้นผู้เข้าฌาน มีความเพียรต่อเนื่อง พิจารณาเห็นด้วยปัญญาที่สุขุม ยินดีในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปาทาน นักปราชญ์ทั้งหลายเรียกว่า สัตบุรุษ แม้เนื้อความนี้ พระผู้มีพระภาคก็ตรัสไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้แลสักการสูตรที่ ๒ จบ ๓. เทวสัททสูตร ว่าด้วยการเปล่งเสียงของเทวดา

ข้อ ๘๒

แท้จริง พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้ว พระสูตรนี้ พระอรหันต์ กล่าวไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ “ภิกษุทั้งหลาย เทวดาอาศัยโอกาส ๓ โอกาส จึงเปล่งเสียงออกไปในหมู่เทวดา โอกาส ๓ โอกาส อะไรบ้าง คือ ๑. โอกาสที่อริยสาวกปลงผม โกนหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ออก จากเรือนบวชเป็นบรรพชิต เทวดาย่อมเปล่งเสียงออกไปในหมู่ เทวดาว่า ‘อริยสาวกนี้ตั้งใจจะทำสงครามกับกิเลสมาร’ นี้เป็นเสียง ของเทวดาข้อที่ ๑ ที่เปล่งออกไปเพราะอาศัยโอกาส @เชิงอรรถ : @ ธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปาทาน หมายถึงอรหัตตผลอันเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปาทาน ๔ ประการ คือ@(๑) กามุปาทาน (ความยึดมั่นในกาม) (๒) ทิฏฐุปาทาน (ความยึดมั่นในทิฏฐิ) (๓) สีลัพพตุปาทาน@(ความยึดมั่นในศีลและวัตร) (๔) อัตตวาทุปาทาน (ความยึดมั่นในอัตตวาทะ) (ขุ.อิติ.อ. ๘๑/๒๘๖)@และดู ที.ปา. ๑๑/๓๑๒/๒๐๕ ประกอบ @ ขุ.เถร. (แปล) ๒๖/๑๐๑๐-๑๐๑๑/๕๐๕

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๔๔๕}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาสักการสูตร

ในสักการสูตรที่ ๒ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

บทว่า สกฺกาเรน ความว่า อันสักการะอันเป็นดังเหตุ.

อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สกฺกาเรน ความว่า ถูกเหตุหรือสักการะ หรือถูกอกุศลธรรมมีสักการะเป็นเหตุ (ครอบงำ).

อธิบายว่า เพราะอาศัยสักการะ บุคคลบางคนในโลกนี้มีความปรารถนาลามก ถูกความอยากครอบงำ ตั้งอยู่ในอิจฉาจาร คิดว่า เราจักให้สักการะเกิดขึ้นแล้วประพฤติการแสวงหาที่ไม่เหมาะสมมากอย่าง จุติจากโลกนี้แล้วจึงเกิดในอบายทั้งหลาย.

ส่วนคนเหล่าอื่นได้สักการะอย่างใดแล้ว ถึงความประมาทอันมีสักการะอย่างนั้นเป็นนิมิตด้วยสามารถแห่งมานะ (ความถือตัว) มทะ (ความเมา) และมัจฉริยะ (ความตระหนี่) เป็นต้น จุติจากโลกนี้แล้วจึงเกิดในอบายทั้งหลาย ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายเอาว่า ผู้ถูกสักการะครอบงำ มีจิตอันสักการะหุ้มห่อแล้ว ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อภิภูตา ความว่า ถูกสักการะทับถมแล้ว.

บทว่า ปริยาทินฺนจิตฺตา ความว่า มีจิตอันสักการะให้ส่ายไปแล้ว คือเป็นผู้มีกุศลจิต ถูกอิจฉาจารและอกุศลมีมานะและมทะเป็นต้นให้ถึงความสิ้นไป.

อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ปริยาทินฺนจิตฺตา ความว่า มีจิตอันสักการะยึดเหนี่ยวไว้รอบด้าน. อธิบายว่า เป็นผู้มีจิตสันดาน ถูกฝ่ายอกุศลธรรมมีประการดังกล่าวแล้วยึดไว้แล้วรอบด้าน โดยไม่มีวาระแห่งกุศลจิตเกิดขึ้น.

บทว่า อสกฺกาเรน ความว่า อันเหตุ คืออสักการะที่ผู้อื่นให้เป็นไปแล้วในตน โดยมุ่งให้ละอาย โดยเย้ยหยัน หรือถูกอกุศลธรรมมีมานะเป็นต้น ที่มีสักการะเป็นเหตุ (ครอบงำแล้ว).

บทว่า สกฺกาเรน จ อสกฺกาเรน จ ความว่า ถูกทั้งสักการะที่ใครๆ ให้เป็นไปแล้ว ทั้งอสักการะที่ใครๆ ให้เป็นไปแล้ว. อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาบุคคลเช่นนั้นที่ตอนต้นชนเหล่าใดสักการะแล้ว ภายหลังชนเหล่านั้นนั่นแหละไม่สักการะ เพราะรู้ว่าไม่มีสารธรรม จึงตรัสว่า สกฺกาเรน จ อสกฺกาเรน จ ดังนี้.

ในเรื่องนี้ควรนำเรื่องพระเทวทัตเป็นต้นที่ถูกสักการะครอบงำมาแสดง (เป็นตัวอย่าง).

สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

ผลกล้วยแลฆ่าต้นกล้วย ขุยไผ่ฆ่าต้นไผ่

สักการะฆ่าคนชั่ว เหมือนลูกม้า ฆ่าแม่ม้าอัสดร

ดังนี้.

____________________________

วิ. จุล. เล่ม ๗/ข้อ ๓๖๐ สํ. ส. เล่ม ๑๕/ข้อ ๖๑๐ องฺ. จตุกฺก. เล่ม ๒๑/ข้อ ๖๘

ควรนำเรื่องพระเจ้ากรุงทัณฑกี พระเจ้ากรุงกาลิงคะและพระเจ้ากรุงเมชฌะเป็นต้นมาแสดง (เป็นตัวอย่าง).

สมดังคำที่สังกัจจฤาษีกล่าวไว้ว่า

เพราะพระเจ้าทัณฑกีทรงโปรยธุลีใส่กีสวัจฉฤาษี

(ผู้หาธุลีมิได้) พระองค์พร้อมด้วยประชาชนและแว่นแคว้น

(จึงถึงความพินาศ) เหมือนไม้ที่รากขาดแล้ว หมกไหม้อยู่

ในกุกกุฬนรก ประกายไฟตกถูกต้องพระกายของพระองค์.

อนึ่ง พระเจ้ากาลิงคะได้ล่วงเกินบรรพชิตผู้สำรวมแล้ว

ผู้สอนธรรม ผู้เป็นสมณะ ผู้ไม่ประทุษร้าย สุนัขทั้งหลาย

จึงรุมกัดพระเจ้ากาลิงคะนั้นผู้ทรงกลิ้งไปมาอยู่ เหมือนผล

มะพร้าว.

พระเจ้าเมชฌะคิดประทุษร้ายในมาตังคฤาษี

ผู้เรืองยศ รัฐมณฑลของพระเจ้าเมชฌะพร้อมด้วยบริษัท

ก็ได้สูญสิ้นไปในครั้งนั้น ดังนี้.

____________________________

ขุ. ชา. ๒๗/๒๔๖๔

ขุ. ชา. ๒๘/๙๒

อัญญเดียรดีย์ทั้งหลายมีนิครนถนาฏบุตรเป็นต้นผู้ถูกทั้งสักการะและอสักการะครอบงำ ก็ควรนำมาแสดงด้วย.

พึงทราบวินิจฉัยในคาถาทั้งหลายต่อไปนี้.

บทว่า อุภยํ ได้แก่ ทั้งสักการะและอสักการะทั้งสองอย่าง.

บทว่า สมาธิ น วิกมฺปติ ความว่า สมาธิย่อมไม่หวั่นไหว คือมีสภาพเป็นเอกนั่นแหละตั้งอยู่.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ผู้มีปกติอยู่ด้วยความไม่ประมาท (เพื่อจะทรงแก้คำถาม) ว่า ก็สมาธิของใครเล่าไม่หวั่นไหว?

อธิบายว่า ของผู้ชื่อว่ามีปกติอยู่ด้วยความไม่ประมาท คือเป็นพระอรหันต์ เพราะละธรรมที่เป็นเหตุแห่งความประมาทมีราคะเป็นต้นได้ด้วยดี ด้วยว่า ท่านไม่หวั่นไหว เพราะโลกธรรมทั้งหลาย.

บทว่า สุขุมทิฏฺฐิวิปสฺสกํ ความว่า ผู้ชื่อว่าเห็นแจ้งด้วยทิฏฐิอันสุขุม เพราะมีความเห็นแจ้งที่เป็นไปแล้วเนืองๆ ด้วยทิฏฐิ คือปัญญาอันสุขุม เหตุได้บรรลุผลสมาบัติ.

บทว่า อุปาทานกฺขยารามํ ความว่า ผู้ชื่อว่ามีความสิ้นอุปาทานเป็นที่มายินดี เพราะมีอรหัตผลอันเป็นที่สิ้นไป คือเป็นที่สิ้นสุดแห่งอุปาทานทั้ง ๔ ที่ตนจะต้องยินดี.

คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วทั้งนั้น.

จบอรรถกถาสักการสูตรที่ ๒ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา