๑. อกุศลมูลสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อิติวุตฺตเก ติกนิปาตสฺส ปฐมวคฺโค
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต อิติวุตตกะ ติกนิบาต วรรคที่ ๑ ๑. อกุศลมูลสูตร
๑ วุตฺตํ เหตํ ภควตา วุตฺตมรหตาติ เม สุตํ ตีณีมานิ ภิกฺขเว อกุสลมูลานิ กตมานิ ตีณิ โลโภ อกุสลมูลํ โทโส อกุสลมูลํ โมโห อกุสลมูลํ ฯ อิมานิ โข ภิกฺขเว ตีณิ อกุสลมูลานีติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ อิติ วุจฺจติ โลโภ โทโส จ โมโห จ ปุริสํ ปาปเจตสํ หึสนฺติ อตฺตสมฺภูตา ตจสารํว สมฺผลนฺติ ฯ อยมฺปิ อตฺโถ วุตฺโต ภควตา อิติ เม สุตนฺติ ฯ ปฐมํ ฯ
จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อกุศลมูล ๓ ประการนี้ ๓ ประการเป็นไฉนคือ โลภะเป็นอกุศลมูล ๑ โทสะเป็นอกุศลมูล ๑ โมหะเป็นอกุศลมูล ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย อกุศลมูล ๓ ประการนี้แล ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า โลภะ โทสะ และโมหะ เกิดแล้วในตนย่อมเบียดเบียน บุรุษผู้มีจิตอันลามก เหมือนขุยของตน ย่อมเบียดเบียน ไม้ไผ่ ฉะนั้น เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้ว ฉะนี้แล ฯ จบสูตรที่ ๑
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องของฉบับหนึ่งอยู่ในอีกฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๓. ติกนิบาต] ๑. ปฐมวรรค ๑. มูลสูตร ๓. ติกนิบาต ๑. ปฐมวรรค หมวดที่ ๑ ๑. มูลสูตร ว่าด้วยอกุศลมูล
แท้จริง พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้ว พระสูตรนี้ พระอรหันต์ กล่าวไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ “ภิกษุทั้งหลาย อกุศลมูล ๓ ประการนี้ อกุศลมูล ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. อกุศลมูลคือโลภะ (ความอยากได้) ๒. อกุศลมูลคือโทสะ (ความคิดประทุษร้าย) ๓. อกุศลมูลคือโมหะ (ความหลง) ภิกษุทั้งหลาย อกุศลมูล ๓ ประการนี้แล” พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความดังกล่าวมานี้แล้ว ในพระสูตรนั้น จึงตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า โลภะ โทสะ และโมหะที่เกิดภายในตน ย่อมทำร้ายบุรุษผู้มีจิตเลวทราม เหมือนขุยไผ่กำจัดต้นไผ่ ฉะนั้น แม้เนื้อความนี้ พระผู้มีพระภาคก็ตรัสไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้แลมูลสูตรที่ ๑ จบ @เชิงอรรถ : @ อกุศลมูล หมายถึงรากเหง้าของอกุศล หรือต้นตอของความชั่ว (ขุ.อิติ.อ. ๕๐/๒๐๖)@ สํ.ส. (แปล) ๑๕/๑๑๓/๑๓๐, ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๕/๒๑, ขุ.จู. (แปล) ๓๐/๑๒๘/๔๒๙
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๔๐๓}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ติกนิบาตวรรณนา วรรควรรณนาที่ ๑ อรรถกถาอกุศลมูลสูตร
ในอกุศลมูลสูตรที่ ๑ แห่งติกนิบาต พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้:-
บทว่า ตีณิ เป็นการกำหนดนับจำนวน.
บทว่า อิมานิ เป็นคำชี้ชัดถึงสิ่งที่อยู่เฉพาะหน้า.
บทว่า อกุสลมูลานิ เป็นตัวอย่างแห่งธรรมที่ทรงกำหนดไว้.
ในบทว่า อกุสลมูลานิ นั้น มีอธิบายดังต่อไปนี้
กิเลสชาติชื่อว่าเป็นอกุศลมูล เพราะมันเป็นทั้งอกุศล เป็นทั้งรากเหง้า (ของอกุศล). อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าเป็นอกุศลมูล เพราะเป็นรากเหง้า (ของอกุศลทั้งหลาย)โดยความหมายว่า เป็นเหตุ เป็นปัจจัย เป็นปภวะ (แดนเกิดก่อน) เป็นชนกะ (ผู้ให้กำเนิด) เป็นสมุฏฐาปกะ (ผู้สถาปนา) เป็นนิพพัตตกะ (ผู้ให้เกิด) แห่งอกุศลธรรมทั้งหลาย คือเป็นทั้งการณะ (เหตุ) แห่งอกุศลธรรมทั้งหลาย. เพราะว่าการณะ ท่านเรียกว่าเหตุ เพราะเป็นแดน คือเป็นไปแห่งผล.
เรียกว่า ปัจจัย เพราะเป็นเหตุให้ผลอาศัยเป็นไป.
เรียกว่า ปภวะ เพราะเป็นแดนเกิดก่อนแห่งผล.
เรียกว่า ชนกะ เพราะยังผลของตนให้เกิด.
เรียกว่า สมุฏฐาปกะ เพราะให้เผล็ดผล และ
เรียกว่า นิพัตตกะ เพราะยังผลให้เกิดขึ้นฉันใด
กิเลสชาติมีโลภะเป็นต้น ชื่อว่าเป็นรากเหง้า เพราะอรรถว่าเป็นที่ตั้ง (แห่งอกุศลทั้งหลาย) ก็ฉันนั้น เพราะฉะนั้น จึงมีอธิบายว่า บทว่า อกุสลมูลานิ หมายความว่า เป็นเหตุให้ (อกุศลธรรมทั้งหลาย) สำเร็จความเป็นธรรมที่ตั้งไว้สมบูรณ์แล้ว.
ส่วนอาจารย์บางพวกกล่าวว่า ความโลภที่ให้อกุศลทั้งหลายสำเร็จความเป็นอกุศล เป็นมูลฐานของอกุศลทั้งหลายมีโลภเป็นต้น เหมือนพืช (พันธุ์) ของข้าวสาลีเป็นต้น เป็นมูลฐานของข้าวสาลีเป็นต้น และเหมือนน้ำใสดุจแก้วมณีเป็นต้น เป็นมูลฐานของประกายของอัญญมณีเป็นต้น ฉะนั้น.
เมื่อเป็นเช่นนั้น ในรูปที่มีอกุศลจิตเป็นสมุฏฐาน ไม่พึงมีความที่อกุศลธรรมเหล่านั้น เป็นเหตุ เป็นปัจจัย เพราะว่า รูปที่มีอกุศลจิตเป็นสมุฏฐานเหล่านั้นให้สำเร็จความเป็นอกุศลธรรมแก่มันไม่ได้ แต่ว่าไม่ใช่จะเป็นปัจจัยไม่ได้.
สมจริงดังคำที่ตรัสไว้ว่า เหตุเป็นปัจจัยโดยเหตุปัจจัยแก่ธรรมทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยเหตุ และรูปทั้งหลายที่มีธรรมสัมปยุตด้วยเหตุเหล่านั้น เป็นสมุฏฐาน.
____________________________
อภิ. ป. เล่ม ๔๐/ข้อ ๒
ก็ความที่มีโมหะเป็นอกุศล ไม่พึงมีแก่อเหตุกสัตว์ เพราะไม่มีรากเหง้าอย่างอื่น ที่ให้สำเร็จความเป็นอกุศล.
อนึ่ง ความที่ธรรมทั้งหลายมีโลภะเป็นต้น เป็นอกุศลเป็นต้น สำเร็จแล้วโดยสภาวะพึงมีได้ แต่ความที่ธรรมทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยโลภะเป็นต้นเหล่านั้นเป็นอกุศลเป็นต้น เป็นธรรมเนื่องด้วยโลภะเป็นต้น พึงมีได้ดังนี้แม้เมื่อเป็นเช่นนั้น ความที่อกุศลธรรมทั้งหลาย แม้มีอโลภะเป็นต้น เป็นกุศลสำเร็จได้โดยสภาวะ เหมือนความที่โลภะเป็นต้นเป็นอกุศลสำเร็จได้โดยสภาวะนั้น.
ดังนั้น อโลภะเป็นต้นพึงเป็นกุศลอย่างเดียว ไม่เป็นอัพยากฤตและไม่มีอยู่ด้วย. เพราะฉะนั้น นักศึกษาควรแสวงหาสภาพของกุศลธรรมเป็นต้น แม้ในรากเหง้าทั้งหลายเหมือนในสัมปยุตธรรมทั้งหลาย บัณฑิตพึงถือเอามูล (รากเหง้านั่นแหละ) ว่าเป็นเหตุ ดุจโยนิโสมนสิการเป็นต้นเป็นเหตุแห่งความเป็นกุศล (และ) ดุจอโยนิโสมนสิการเป็นต้นเป็นเหตุแห่งความเป็นอกุศล.
เมื่อไม่ถือเอามูลฐานแห่งความโลภเป็นต้น ด้วยสามารถแห่งการยังความเป็นอกุศลให้สำเร็จ แล้วถือเอา (มูลฐาน) ด้วยอำนาจแห่งการยังความเป็นธรรมที่ประดิษฐานไว้อย่างดีแล้ว ให้สำเร็จอย่างนี้ ก็ไม่มีโทษอะไร เพราะว่าธรรมทั้งหลายที่ได้เหตุและปัจจัยแล้ว จะประดิษฐานมั่นคง เหมือนต้นไม้ที่มีรากแผ่ไพศาล ส่วนธรรมที่เว้นจากเหตุจะไม่ประดิษฐานมั่นคง เหมือนงาและสาหร่ายมีพืชเป็นต้นเพราะฉะนั้น กิเลสทั้ง ๓ อย่าง จึงชื่อว่าเป็นอกุศลมูล เพราะเป็นมูลเหตุที่เป็นอุปการะแก่อกุศลธรรมทั้งหลายโดยความหมายมีเหตุเป็นต้นแต่เพราะเหตุที่จิตตุปบาทที่เป็นอกุศลที่พ้นจากกิเลสที่เป็นรากเหง้าย่อมไม่มี ฉะนั้น พึงทราบว่าด้วยกิเลสที่เป็นมูลทั้ง ๓ พระองค์ทรงแสดงคลุมเอากองอกุศลทั้งหมดไว้.
เพื่อจะทรงแสดงอกุศลมูลเหล่านั้นโดยสรุป จึงตรัสคำมีอาทิว่า โลโภ อกุสลมูลํ ความโลภเป็นอกุศลมูล ดังนี้.
บรรดาคำเหล่านั้น คำที่จะต้องกล่าวในความโลภเป็นต้น ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังแล้วทั้งนั้น ก็ในตอนนั้นความโลภเป็นต้น อันมรรคที่ ๓ จะพึงฆ่ามีมาแล้ว แต่ในพระสูตรนี้ ความโลภเป็นต้นไม่มีเหลือเลย นี่แหละเป็นข้อที่แตกต่างกัน.
พึงทราบวินิจฉัยในพระคาถาดังต่อไปนี้
บทว่า ปาปเจตสํ ได้แก่ จิตลามก เพราะประกอบด้วยอกุศลธรรม.
บทว่า หึสนฺติ ความว่า ย่อมเบียดเบียนในขณะแห่งความเป็นไปของตน และในขณะแห่งวิบากในอนาคต.
บทว่า อตฺตสมภูตา ความว่า เกิดแล้วในตน.
บทว่า ตจสารํ ได้แก่ ไม้มีหนาม อธิบายว่า ไม้ไผ่.
บทว่า สมฺผลํ ได้แก่ ผลของตน. มีอธิบายว่า ไม่เป็นไม้มีแก่นข้างในเหมือนไม้ตะเคียนและไม้ประดู่ลายเป็นต้น(แต่) เป็นไม้ไผ่เป็นต้นที่ได้นามว่า ตจสาระ เพราะมีแก่นอยู่ข้างนอก คือความโลภเป็นต้นที่เกิดในตนนั่นเองจะยังบุคคลผู้มีจิตลามก ปราศจากแก่นคือศีลในภายในให้พินาศไป เหมือนขุยไผ่ที่เกิดในตนนั่นเอง ย่อมเบียดเบียน คือให้ต้นไผ่พินาศไป ฉะนั้น.
จบอรรถกถาอกุศลมูลสูตรที่ ๑ -----------------------------------------------------