อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๗๗

๕. โกลิตสูตร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๗๗1 ข้อ (พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ)4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ๕. โกลิตสูตร

ข้อ ๗๗

๕ เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน ภควโต อวิทูเร นิสินฺโน โหติ ปลฺลงฺกํ อาภุชิตฺวา อุชุํ กายํ ปณิธาย กายคตาย สติยา อชฺฌตฺตํ สุปติฏฺฐิตาย อทฺทสา โข ภควา อายสฺมนฺตํ มหาโมคฺคลฺลานํ อวิทูเร นิสินฺนํ ปลฺลงฺกํ อาภุชิตฺวา อุชุํ กายํ ปณิธาย กายคตาย สติยา อชฺฌตฺตํ สุปติฏฺฐิตาย ฯ อถ โข ภควา เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ตายํ เวลายํ อิมํ อุทานํ อุทาเนสิ สติ กายคตา อุปฏฺฐิตา ฉสุ ผสฺสายตเนสุ สํวุโต สสตํ ภิกฺขุ สมาหิโต ชญฺญา นิพฺพานมตฺตโนติ ฯ ปญฺจมํ ฯ

ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล ท่านพระมหาโมค-*คัลลานะนั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง มีกายคตาสติอันตั้งไว้แล้วในภายใน อยู่ในที่ไม่ไกล พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคได้ทรงเห็นท่านพระมหาโมคคัลลานะนั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง มีกายคตาสติอันตั้งไว้ดีแล้วในภายใน อยู่ในที่ไม่ไกล ฯ ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ได้ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า ภิกษุเข้าไปตั้งกายคตาสติไว้แล้ว สำรวมแล้วในผัสสายตนะ ๖ มีจิตตั้งมั่นแล้วเนืองๆ พึงรู้ความดับกิเลสของตน ฯ จบสูตรที่ ๕

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๕. มหาโมคคัลลานสูตร ว่าด้วยพระมหาโมคคัลลานเถระ

ข้อ ๒๕

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิก-เศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี สมัยนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะนั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรงมีกายคตาสติ ที่ตั้งมั่นภายในตนอยู่ในที่ไม่ไกลจากพระผู้มีพระภาค @เชิงอรรถ : @ ขุ.เถร. (แปล) ๒๖/๙๙๙/๕๐๓ @ กายคตาสติ มีความหมายหลายนัย คือ นัยที่ ๑ หมายถึงสติที่ตั้งมั่นในกายด้วยอุปจารสมาธิ และ@อัปปนาสมาธิ โดยวิธีมนสิการความปฏิกูลในอาการ ๓๒ มีผม ขน เล็บ เป็นต้น นัยที่ ๒ หมายถึงสติที่ตั้ง@มั่นในกายด้วยอุปจารสมาธิและให้มนสิการเป็นไปด้วยสติสัมปชัญญะที่กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก กำหนด@รู้อิริยาบถทั้ง ๔ และการพิจารณาอสุภะ นัยที่ ๓ หมายถึงสติที่สัมปยุตด้วยวิปัสสนาตั้งขึ้นด้วยพิจารณา@เห็นกฎไตรลักษณ์ในธาตุ ๔ แต่ในที่นี้ทรงประสงค์เอานัยที่ ๓ (ขุ.อุ.อ. ๒๕/๒๐๐)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๒๑๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน [๓. นันทวรรค] ๖. ปิลินทวัจฉสูตร พระผู้มีพระภาคได้ทอดพระเนตรเห็นท่านพระมหาโมคคัลลานะผู้กำลังนั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรง มีกายคตาสติที่ตั้งมั่นภายในตนอยู่ ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งอุทานนี้ ในเวลานั้นว่า พุทธอุทาน ภิกษุที่เจริญกายคตาสติแน่วแน่ สำรวมในผัสสายตนะทั้ง ๖ มีจิตตั้งมั่นเสมอ ก็จะพึงรู้การดับกิเลสของตนได้ มหาโมคคัลลานสูตรที่ ๕ จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาโกลิตสูตร

โกลิตสูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

บทว่า กายคตาย สติยา ความว่า มีสติอันไปในกาย คือมีกายเป็นอารมณ์ ด้วยอำนาจกายานุปัสสนา.

บทว่า สติยา นี้ เป็นตติยาวิภัตติ ใช้ในลักษณะอิตถัมภูต.

ภายในตนชื่อว่าอัชฌัตตะ ในบทว่า อชฺฌตฺตํ นี้ เพราะฉะนั้นจึงมีความว่า ในตน คือในสันดานของตน.

อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบเนื้อความของบทว่า อชฺฌตฺตํ ว่า โคจรชฺฌตฺตํ เพราะท่านประสงค์เอาประชุมส่วนทั้ง ๓๒ มีผมเป็นต้น อันเป็นตัวกรรมฐาน ว่ากายในที่นี้.

บทว่า สุปติฏฺฐิตาย ความว่า ปรากฏด้วยดีในกาย อันเป็นภายในตน หรืออันเป็นภายในอารมณ์.

ถามว่า ก็สติที่ท่านกล่าวว่าปรากฏด้วยดีภายในตน คืออะไร?

ตอบว่า คือ สติอันปรากฏในกายด้วยอำนาจอุปจาระและอัปปนาของพระโยคี ผู้ยังปฏิกูลมนสิการให้เป็นไปในอาการ ๓๒ มีผมเป็นต้น อันเป็นภายในที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่ากายโดยนัยมีอาทิว่า ผม ขน มีอยู่ในกายนี้นั้น ท่านเรียกว่า กายคตาสติ. ก็กายคตาสตินี้ฉันใด สติอันปรากฏในกายด้วยอำนาจอุปจาระและอัปปนาตามควรของพระโยคีผู้ยังมนสิการให้เป็นไปด้วยอำนาจสติสัมปชัญญะในอานาปานะ และอิริยาบถ ๔ และด้วยอำนาจอุทธุมาตกอสุภะ และวินีลกอสุภะเป็นต้น ก็เรียกว่ากายคตาสติฉันนั้น.

ก็ในที่นี้ กายคตาสติภายในตน กำหนดธาตุทั้ง ๔ มีปฐวีธาตุเป็นต้น ด้วยอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง คือด้วยอาการหนึ่งในอาการ ๔ มีสสัมภารสังเขปเป็นต้น ปรากฏโดยการกำหนดอนิจจลักษณะเป็นต้นของธาตุเหล่านั้น เป็นสติอันสัมปยุตด้วยวิปัสสนา ท่านประสงค์เอาว่า กายคตาสติ.

ก็พระเถระเห็นแจ้งอย่างนั้น จึงนั่งเข้าผลสมาบัติของตนเท่านั้น. แม้ในที่นี้ ความที่เนื้อความแห่งพระคาถานี้จะรู้แจ้งได้อย่างนั้น พึงประกอบตามแนวแห่งนัยที่กล่าวไว้โดยนัยว่า น จายํ นิสชฺชา ก็การนั่งนี้มิใช่... ดังนี้เป็นต้น.

บทว่า เอตมตฺถํ ความว่า ทรงทราบอรรถนี้ กล่าวคือการที่พระเถระเจริญวิปัสสนาในกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน โดยการกำหนดธาตุ ๔ เป็นประธานแล้วจึงเข้าผลสมาบัติ.

บทว่า อิมํ อุทานํ ความว่า ทรงเปล่งอุทานนี้ อันแสดงการบรรลุพระนิพพานด้วยสติปัฏฐานภาวนา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สติ กายคตา อุปฏฺฐิตา ความว่า สติมีลักษณะดังกล่าวแล้วในกาลก่อน ชื่อว่าละธรรมอันเป็นปฏิปักษ์เสียได้เพราะถึงภาวะที่ช่วยในการทำกิจของสมาธิ วิริยะ และปัญญาซึ่งมีศรัทธาเป็นตัวนำให้สำเร็จตามหน้าที่ของตน แต่นั้นเป็นความสละสลวยอย่างแรงทีเดียว เข้าไปกำหนดสภาวะที่ไม่ผิดแผกด้วยอำนาจกายสังวร ตามที่กล่าวแล้ว และด้วยอำนาจการรวมอรรถไว้เป็นอันเดียวกันตั้งอยู่.

ด้วยคำนี้ ทรงแสดงถึงสติอันไปๆ มาๆ อยู่กับปัญญา ซึ่งกำหนดปัจจัยทั้งหลาย ด้วยการกำหนดธาตุ ๔ กล่าวคือกาย และอุปาทารูปที่อาศัยธาตุ ๔ นั้น ต่อแต่นั้น จึงเป็นไปด้วยอำนาจกำหนดปัจจัยเหล่านั้น โดยเป็นอนิจจลักษณะเป็นต้น อีกอย่างหนึ่ง เมื่อว่าโดยยกสติขึ้นเป็นประธาน จึงทรงแสดงเฉพาะการสืบๆ กันมา แห่งปัญญาอันนับเนื่องในปริญญา ๓ อันสัมปยุตด้วยสตินั้น. ฉสุ ผสฺสายตเนสุ สํวุโต ความว่า พระโยคีผู้ประกอบด้วยความเป็นผู้มีสติปรากฏในกายตามที่กล่าวแล้ว จึงปฏิเสธความเป็นไปแห่งปัญญา เพราะเมื่อไปเจริญกายานุปัสสนาในทวารทั้ง ๖ มีจักขุทวารเป็นต้น อันเป็นเหตุแห่งผัสสะ อภิชฌาเป็นต้นที่ควรจะเกิดก็เกิดขึ้น เมื่อจะปิดกั้นอภิชฌาเป็นต้นนั้น จึงตรัสเรียกว่า ผู้สำรวมในทวาร ๖ มีจักขุทวารเป็นต้นนั้น. --!>

--------------------------------------------------------------------------

ฉสุ ผสฺสายตเนสุ สํวุโตติ ยถาวุตฺตาย กาเย อุปฏฺฐิตสฺสติตาย

สมนฺนาคโต จกฺขฺวาทีสุ ผสฺสสฺส การณภูเตสุ ฉสุ ทฺวาเรสุ กายานุปสฺสนาย

อภาวิตาย อุปฺปชฺชนารหานํ อภิชฺฌาทีนํ ตสฺสา ภาวิตตฺตา ญาณปฺปวตฺตึ

ปฏิเวเธนฺโต เต ปิทหนฺโต "ตตฺถ สํวุโต"ติ วุจฺจติ, เอเตน ญาณสํวรํ

ทสฺเสติ.

----------------------------------------------

@เชิงอรรถ: ม. อวิชฺชาทีนํ สี. ปฏิเสเธนฺโต

บทว่า ฉสุ ผสฺสายตเนสุ สํวุโต ความว่า พระโยคีผู้ประกอบด้วยความเป็นผู้มีสติปรากฏในกายตามที่กล่าวแล้ว จึงแทงตลอดความเป็นไปแห่งปัญญา เพราะเมื่อไม่เจริญกายานุปัสสนาในทวารทั้ง ๖ มีจักขุทวารเป็นต้น อันเป็นเหตุแห่งผัสสะ อภิชฌาเป็นต้นที่ควรจะเกิดก็เกิดขึ้น เมื่อจะปิดกั้นอภิชฌาเป็นต้นนั้น จึงตรัสเรียกว่า ผู้สำรวมในทวาร ๖ มีจักขุทวารเป็นต้นนั้น.

ด้วยคำนั้น ทรงแสดงถึงญาณสังวร.

--------------------------------------------------------------------------

บทว่า สตตํ ภิกฺขุ สมาหิโต ความว่า ภิกษุนั้นมีสติปรากฏแล้ว อย่างนั้นและสำรวมแล้วในทวารทั้งปวง ไม่ปล่อยจิตไปในอารมณ์อันมากหลาย พิจารณาโดยอนิจจลักษณะเป็นต้น เจริญวิปัสสนาเมื่อญาณแก่กล้าดำเนินไปอยู่ ก็มีจิตตั้งมั่นด้วยสมาธิอันสัมปยุตด้วยวิปัสสนา เป็นไปติดต่อไม่ขาดระยะทีเดียว ตั้งแต่ลำดับอนุโลมญาณจนถึงเกิดโคตรภูญาณ.

บทว่า ชญฺญา นิพฺพานมตฺตโน ความว่า พระนิพพานอันเป็นอสังขตธาตุ นำมาซึ่งความสุขอย่างแท้จริงโดยเป็นอารมณ์อันดีเยี่ยมแก่มรรคญาณและผลญาณ ซึ่งได้บัญญัติว่า อัตตา เพราะไม่เป็นอารมณ์ของปุถุชนอื่น แม้โดยที่สุดความฝันแต่เพราะเป็นแผนกหนึ่งแห่งมรรคญาณและผลญาณนั้นๆ ของพระอริยเจ้าทั้งหลาย และเพราะเป็นเช่นกับอัตตา จึงเรียกว่า อตฺตโน ของตน

พึงรู้ คือพึงทราบพระนิพพานนั้น อธิบายว่า พึงรู้แจ้ง คือพึงทำให้แจ้งด้วยมรรคญาณและผลญาณทั้งหลาย. ด้วยคำนั้น ทรงแสดงถึงความที่พระอริยเจ้าทั้งหลายมีจิตน้อมไปในพระนิพพาน.

จริงอยู่ พระอริยะเจ้าทั้งหลายย่อมอยู่ แม้ในเวลาที่อธิจิตเป็นไป ก็อยู่โดยภาวะที่น้อมโน้มโอนไปในพระนิพพานโดยส่วนเดียวเท่านั้น. ก็ในที่นี้ สติเป็นไปในกายปรากฏแก่ภิกษุใด ภิกษุนั้นสำรวมแล้วในผัสสายตนะ ๖ ต่อแต่นั้น ก็มีจิตตั้งมั่นเนืองๆ พึงรู้พระนิพพานของตน ด้วยการกระทำให้ประจักษ์แก่ตน พึงทราบการเชื่อมบทแห่งคาถาอย่างนี้ด้วยประการฉะนี้.

พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นธรรมราชา ทรงแสดงทางเป็นเครื่องนำออกของภิกษุรูปหนึ่ง โดยมุข คือกายานุปัสสนาสติปัฏฐานจนถึงพระอรหัตด้วยประการฉะนี้.

อีกนัยหนึ่ง ด้วยบทว่า สติ กายคตา อุปฏฺฐิตา นี้ ทรงแสดงถึงกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน.

บทว่า ฉสุ ผสฺสายตเนสุ สํวุโต ความว่า ชื่อว่าผัสสายตนะ เพราะเป็นที่มาต่อ คือเป็นเหตุแห่งผัสสะ ในผัสสายตนะเหล่านั้น. ชื่อว่าสำรวมแล้ว เพราะตัณหาเป็นต้นไม่เป็นไปในเวทนา ๖ มีจักขุสัมผัสสชาเวทนาเป็นต้น อันมีผัสสะเป็นเหตุ คือเกิดขึ้นเพราะผัสสะเป็นปัจจัย ด้วยคำนั้น ทรงแสดงถึงเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน.

บทว่า สตตํ ภิกฺขุ สมาหิโต ความว่า ภิกษุชื่อว่าตั้งมั่นติดต่อตลอดกาลเป็นนิตย์ ไม่มีระหว่างคั่น เพราะไม่มีความฟุ้งซ่าน ก็ภิกษุนี้ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน เพราะถึงที่สุดด้วยสติปัฏฐานภาวนา โดยประการทั้งปวง.

จริงอยู่ เมื่อเธอพิจารณากำหนดได้อย่างเด็ดขาดทีเดียว ในอุปาทานขันธ์ ๕ อันต่างโดยประเภทแห่งกาลมีอดีตกาลเป็นต้นแล. ด้วยคำนี้ ทรงแสดงถึงสติปัฏฐานที่เหลือ.

บทว่า ชญฺญา นิพฺพานมตฺตโน ความว่า ภิกษุผู้ทำลายกิเลส ถึงที่สุดแห่งสติปัฏฐานภาวนาทั้ง ๔ ดำรงอยู่ด้วยอาการอย่างนี้ ตนเองนั่นแหละ พึงรู้กิเลสนิพพานของตนด้วยปัจจเวกขณญาณ.

อีกอย่างหนึ่ง ด้วยบทว่า สติ กายคตา อุปฏฺฐิตา นี้ ทรงแสดงถึงความที่พระเถระเป็นผู้ถึงความไพบูลย์ด้วยสติ ด้วยการแสดงถึงการกำหนดรู้ตามสภาวะแห่งกายของตนและของคนอื่น.

ด้วยบทว่า ฉสุ ผสฺสายตเนสุ สํวุโต นี้ ทรงแสดงถึงการที่พระเถระถึงความไพบูลย์ด้วยปัญญา อันประกาศถึงสัมปชัญญะ ด้วยสามารถแห่งการอยู่ด้วยความสงบเป็นต้น อันแสดงถึงความสำรวมอย่างแท้จริง ในทวาร ๖ มีจักขุทวารเป็นต้น.

ด้วยบทว่า สตตํ ภิกฺขุ สมาหิโต นี้ ทรงแสดงอนุบุพพวิหารสมาบัติ ๙ โดยแสดงถึงความเป็นผู้มากด้วยสมาบัติ.

ก็ภิกษุผู้เป็นอย่างนี้ พึงรู้นิพพานของตน คือพึงรู้ พึงคิดถึงอนุปาทิเสสนิพพานธาตุของตนอย่างเดียวเท่านั้น เพราะไม่มีกรณียกิจอันยิ่ง เพราะทำกิจเสร็จแล้ว

อธิบายว่า แม้กิจอื่นที่เธอจะพึงคิดก็ไม่มี.

จบอรรถกถาโกลิตสูตรที่ ๕ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา