๒. เทศนาสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ๒. เทศนาสูตร
๒ วุตฺตํ เหตํ ภควตา วุตฺตมรหตาติ เม สุตํ ตถาคตสฺส ภิกฺขเว อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส เทฺว ธมฺมเทสนา ปริยาเยน ภวนฺติ กตมา เทฺว ปาปํ ปาปกโต ปสฺสถาติ อยํ ปฐมา ธมฺมเทสนา ปาปํ ปาปกโต ทิสฺวา ตตฺถ นิพฺพินฺทถ วิรชฺชถ วิมุจฺจถาติ อยมฺปิ ทุติยา ธมฺมเทสนา ตถาคตสฺส ภิกฺขเว อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส อิมา เทฺว ธมฺมเทสนา ปริยาเยน ภวนฺติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ อิติ วุจฺจติ ตถาคตสฺส พุทฺธสฺส สพฺพภูตานุกมฺปิโน ปริยายวจนํ ปสฺส เทฺว จ ธมฺมา ปกาสิตา ปาปกํ ปสฺสถ เฉกา ตตฺถ ปาปํ วิรชฺชถ ตโต วิรตฺตจิตฺตาเส ทุกฺขสฺสนฺตํ กริสฺสถาติ ฯ อยมฺปิ อตฺโถ วุตฺโต ภควตา อิติ เม สุตนฺติ ฯ ทุติยํ ฯ
จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว พระสูตรนี้พระผู้ มีพระภาคผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมเทศนา ๒ ประการ ของพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าย่อมมีโดยปริยาย ๒ ประการเป็นไฉน คือ ธรรมเทศนาประการที่ ๑ นี้ว่า เธอทั้งหลายจงเห็นบาปโดยความเป็นบาป ธรรมเทศนาประการที่ ๒ แม้นี้ว่า เธอทั้งหลายครั้นเห็นบาปโดยความเป็นบาปแล้ว จงเบื่อหน่าย จงคลายกำหนัด จงปลดเปลื้องในบาปนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมเทศนา ๒ ประการนี้ ของพระ-*ตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ย่อมมีโดยปริยาย ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า เธอจงเห็นการแสดงโดยปริยายของพระตถาคตพระพุทธเจ้า ผู้อนุเคราะห์สัตว์ทุกหมู่เหล่า ก็ธรรม ๒ ประการ พระตถาคต พระพุทธเจ้า ผู้อนุเคราะห์สัตว์ทุกหมู่เหล่าประกาศแล้ว เธอ ทั้งหลายผู้ฉลาดจงเห็นบาป จงคลายกำหนัดในบาปนั้น เธอ ทั้งหลายผู้มีจิตคลายกำหนัดจากบาปนั้นแล้ว จักกระทำที่สุด แห่งทุกข์ได้ ฯ เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วฉะนี้แล ฯ จบสูตรที่ ๒
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๒. ทุกนิบาต] ๒. ทุติยวรรค ๒. เทสนาสูตร ๒. เทสนาสูตร ว่าด้วยธรรมเทศนา
แท้จริง พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้ว พระสูตรนี้ พระอรหันต์ กล่าวไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ “ภิกษุทั้งหลาย ธรรมเทศนาของตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่าโดยปริยายมี ๒ ประการ ธรรมเทศนา ๒ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ธรรมเทศนาว่า “ท่านทั้งหลายจงเห็นบาปว่าเป็นบาป” นี้จัดเป็น ธรรมเทศนาประการที่ ๑ ๒. ธรรมเทศนาว่า “ท่านทั้งหลายครั้นเห็นบาปว่าเป็นบาปแล้ว จงเบื่อหน่ายคลายกำหนัด ปลดเปลื้องตนให้พ้นจากบาปนั้น” นี้จัดเป็น ธรรมเทศนาประการที่ ๒ ภิกษุทั้งหลาย ธรรมเทศนาของตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่าโดยปริยายมี ๒ ประการนี้แล” พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความดังกล่าวมานี้แล้ว ในพระสูตรนั้น จึงตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า เธอจงดูธรรมเทศนา ๒ ประการ ที่ตถาคตพุทธเจ้าผู้ทรงอนุเคราะห์สัตว์ทุกหมู่เหล่า ได้ทรงประกาศไว้แล้วโดยคำปริยาย เธอทั้งหลายผู้ฉลาด จงพิจารณาเห็นบาป จงคลายความยินดีในบาปนั้น เธอทั้งหลายมีจิตคลายความยินดีในบาปนั้นแล้ว จักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ แม้เนื้อความนี้ พระผู้มีพระภาคก็ตรัสไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้แลเทสนาสูตรที่ ๒ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๓๘๗}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาเทศนาสูตร
ในเทศนาสูตรที่ ๒ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
ปริยายศัพท์ในบทว่า ปริยาเยน นี้ มาในความว่าเทศนา ในบทมีอาทิว่ามธุปิณฺฑิกปริยาโย เตฺวว นํ ธาเรหิ ท่านจงทรงจำเทศนานั้นไว้ว่าเป็นมธุปิณฑิกปริยายเทศนา ดังนี้.
____________________________
ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๒๕๐
มาในความว่าเหตุ ในบทมีอาทิว่า อตฺถิ เขฺวส พฺราหฺมณ ปริยาโย เยน มํ ปริยาเยน สมฺมา วทมาโน วเทยฺย อกิริยวาโท สมโณ โคตโม ดูก่อนพราหมณ์ เหตุนี้มีอยู่แล เมื่อจะกล่าวกะเราโดยชอบด้วยเหตุ พึงกล่าวว่า สมณโคดมเป็นอกิริยวาท (วาทะว่า ไม่เป็นอันทำ) ดังนี้.
____________________________
วิ. มหาวิ. เล่ม ๑/ข้อ ๒
มาในความว่าวาระ ในบทมีอาทิว่า กสฺส นุ โข อานนฺท อชฺช ปริยาโย ภิกฺขุนิโย โอวทิตุํ ดูก่อนอานนท์ วันนี้ถึงวาระของใครจะสอนภิกษุณีทั้งหลาย ดังนี้.
____________________________
ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๗๖๗
ก็ในที่นี้ สมควรทั้งในวาระ ทั้งในเหตุ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะฉะนั้น ธรรมเทศนา ๒ อย่าง ของตถาคตย่อมมีขึ้นโดยเหตุ และโดยวาระตามสมควร ดังนี้. นี้เป็นอธิบายในบทนี้.
จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้า บางครั้งทรงจำแนกกุศลธรรมและอกุศลธรรม ตามสมควรแก่อัธยาศัยของเวไนยสัตว์โดยนัยมีอาทิว่า ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล ธรรมเหล่านี้เป็นอกุศล ธรรมเหล่านี้มีโทษ ธรรมเหล่านี้ไม่มีโทษ ธรรมเหล่านี้ควรเสพ ธรรมเหล่านี้ไม่ควรเสพ ดังนี้. ทรงแสดงให้รู้โดยไม่ปนอกุศลธรรมเข้ากับกุศลธรรม ทรงแสดงธรรมว่า พวกเธอจงเห็นบาปโดยความเป็นบาป. บางครั้งทรงประกาศโทษ โดยนัยมีอาทิว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปาณาติบาตที่บุคคลเสพแล้ว เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ให้เป็นไปในนรก ให้เป็นไปในกำเนิดเดียรัจฉาน ให้เป็นไปในเปรตวิสัย ปาณาติบาตที่เบากว่าบาปทั้งปวง ทำให้มีอายุน้อย ดังนี้. ทรงให้พรากจากบาปด้วยนิพพิทาเป็นต้น ทรงแสดงธรรมว่า พวกเธอจงเบื่อหน่าย จงคลายกำหนัด ดังนี้.
____________________________
องฺ. จตุกฺก. เล่ม ๒๓/ข้อ ๑๓๐
บทว่า ภวนฺติ ได้แก่ ย่อมมี คือย่อมเป็นไป.
บทว่า ปาปํ ปาปกโต ปสฺสถ ความว่า พวกเธอจงเห็นธรรมอันลามกทั้งปวง โดยเป็นธรรมลามก เพราะนำสิ่งไม่เป็นประโยชน์ และทุกข์มาในปัจจุบันและอนาคต.
ในบทเหล่านั้น บทว่า นิพฺพินฺทถ ความว่า พวกเธอเห็นโทษมีอย่างต่างๆ กัน โดยนัยมีอาทิว่า บาปชื่อว่าเป็นบาป เพราะเป็นของลามก โดยความเป็นของเลวส่วนเดียว. ชื่อว่าเป็นอกุศล เพราะเป็นความไม่ฉลาด. ชื่อว่าเป็นความเศร้าหมอง เพราะทำจิตที่เคยประภัสสร และผ่องใสให้พินาศจากความประภัสสรเป็นต้น. ชื่อว่าทำให้มีภพใหม่ เพราะทำให้เกิดทุกข์ในภพบ่อยๆ. ชื่อว่ามีความกระวนกระวาย เพราะเป็นไปกับด้วยความกระวนกระวาย คือความเดือดร้อน. ชื่อว่ามีทุกข์เป็นวิบาก เพราะให้ผลเป็นทุกข์อย่างเดียว. ชื่อว่าเป็นเหตุให้มีชาติ ชรา และมรณะต่อไป เพราะทำให้มีชาติ ชรา และมรณะในอนาคตตลอดกาลนานไม่มีกำหนด สามารถกำจัดประโยชน์สุขทั้งหมดได้
และเห็นอานิสงส์ในการละบาปนั้นด้วยปัญญาชอบ จงเบื่อหน่าย คือถึงความเบื่อหน่ายในธรรมอันลามกนั้นเมื่อเบื่อหน่ายพึงเจริญวิปัสสนาแล้วจงคลายกำหนัด และจงปลดเปลื้องจากบาปนั้นโดยความเป็นบาป ด้วยบรรลุอริยมรรคหรือจงคลายกำหนัดด้วยการคลายอย่างเด็ดขาด ด้วยมรรค แต่นั้นจงปลดเปลื้องด้วยปฏิปัสสัทธิวิมุตติด้วยผล.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ปาปํ ได้แก่ ชื่อว่าบาป เพราะเป็นของลามก.
ถามว่า ท่านอธิบายไว้อย่างไร.
ตอบว่า ชื่อว่าบาป เพราะเป็นสิ่งน่ารังเกียจ คือพระอริยะเกลียดโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นต้น ยังสัตว์ให้ถึงทุกข์ในวัฏฏะ.
ถามว่า ก็บาปนั้นเป็นอย่างไร
ตอบว่า เป็นธรรมชาติทำให้เกิดในภูมิ ๓ พวกเธอเห็นบาปโดยความเป็นบาป มีเนื้อความตามที่กล่าวแล้ว.
เจริญวิปัสสนาโดยนัยมีอาทิว่า โดยความเป็นของไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นโรค โดยความเป็นลูกศร โดยความเป็นของชั่ว โดยความเบียดเบียน ดังนี้ จงเบื่อหน่ายในบาปนั้น.
บทว่า อยมฺปิ ทุติยา ได้แก่ ธรรมเทศนาประการที่ ๒ นี้เป็นการเลือกปฏิบัติจากธรรมนั้น อาศัยธรรมเทศนาประการที่ ๑ อันแสดงถึงสิ่งไม่เป็นประโยชน์และความฉิบหายโดยความแน่นอน.
พึงทราบอธิบายในคาถาทั้งหลายดังต่อไปนี้.
บทว่า พุทฺธสฺส ได้แก่ พระสัพพัญญูพุทธเจ้า.
บทว่า สพฺพภูตานุกมฺปิโน ได้แก่ พระพุทธเจ้าผู้อนุเคราะห์สัตว์ทั้งหมดด้วยมหากรุณา.
บทว่า ปริยายวจนํ ได้แก่ การกล่าว คือการแสดงโดยปริยาย.
บทว่า ปสฺส คือ ทรงร้องเรียกบริษัท ท่านกล่าวหมายถึงบริษัทผู้เป็นหัวหน้า แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ปสฺส หมายถึงพระองค์เท่านั้น.
บทว่า ตตฺถ ได้แก่ ในบาปนั้น.
บทว่า วิรชฺชถ ความว่า พวกเธอจงละความกำหนัด.
บทที่เหลือมีนัยดังได้กล่าวแล้วนั่นแล.
จบอรรถกถาเทศนาสูตรที่ ๒ -----------------------------------------------------