๔. อัคคิสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ๔. อัคคิสูตร
๔ ตโยเม ภิกฺขเว อคฺคี กตเม ตโย ราคคฺคิ โทสคฺคิ โมหคฺคิ ฯ อิเม โข ภิกฺขเว ตโย อคฺคีติ ฯ ราคคฺคิ ทหติ มจฺเจ รตฺเต กาเมสุ มุจฺฉิเต โทสคฺคิ ปน พฺยาปนฺเน นเร ปาณาติปาติโน โมหคฺคิ ปน สมฺมูเฬฺห อริยธมฺเม อโกวิเท ฯ เอเต อคฺคี อชานนฺตา สกฺกายาภิรตา ปชา เต วฑฺฒยนฺติ นิรยํ ติรจฺฉานญฺจ โยนิโย อสุรํ ปิตฺติวิสยญฺจ อมุตฺตา มารพนฺธนา ฯ เย จ รตฺตินฺทิวา ยุตฺตา สมฺมาสมฺพุทฺธสาสเน เต นิพฺพาเปนฺติ ราคคฺคึ นิจฺจํ อสุภสญฺญิโน โทสคฺคึ ปน เมตฺตาย นิพฺพาเปนฺติ นรุตฺตมา โมหคฺคึ ปน ปญฺญาย ยายํ นิพฺเพธคามินี ฯ เต นิพฺพาเปตฺวา นิปกา รตฺตินฺทิวมตนฺทิตา อเสสํ ปรินิพฺพนฺติ อเสสํ ทุกฺขมชฺฌคุํ ฯ อริยทฺทสา เวทคุโน สมฺมทญฺญาย ปณฺฑิตา ชาติกฺขยมภิญฺญาย นาคจฺฉนฺติ ปุนพฺภวนฺติ ฯ จตุตฺถํ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฟ ๓ กองนี้ ๓ กองเป็นไฉน คือ ไฟคือ ราคะ ๑ ไฟคือโทสะ ๑ ไฟคือโมหะ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฟ ๓ กองนี้แล ฯ ไฟคือราคะ ย่อมเผาสัตว์ผู้กำหนัดแล้วหมกมุ่นแล้วในกาม ทั้งหลาย ส่วนไฟคือโทสะ ย่อมเผานรชนผู้พยาบาท มีปรกติฆ่าสัตว์ ส่วนไฟคือโมหะ ย่อมเผานรชนผู้ลุ่มหลง ไม่ฉลาดในอริยธรรม ไฟ ๓ กองนี้ย่อมตามเผาหมู่สัตว์ผู้ไม่รู้ สึกว่าเป็นไฟ ผู้ยินดียิ่งในกายตน ทั้งในภพนี้และภพหน้า สัตว์เหล่านั้นย่อมพอกพูนนรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉานอสุรกาย และปิตติวิสัย เป็นผู้ไม่พ้นไปจากเครื่องผูกแห่งมาร ส่วน สัตว์เหล่าใดประกอบความเพียรในพระศาสนาของพระสัมมา- สัมพุทธเจ้าทั้งกลางคืนกลางวัน สัตว์เหล่านั้นผู้มีความสำคัญ อารมณ์ว่าไม่งามอยู่เป็นนิจ ย่อมดับไฟ คือ ราคะได้ ส่วน สัตว์ทั้งหลายผู้สูงสุดในนรชน ย่อมดับไฟคือโทสะได้ด้วย เมตตาและดับไฟ คือ โมหะได้ด้วยปัญญาอันเป็นเครื่องให้ถึง ความชำแรกกิเลส สัตว์เหล่านั้นมีปัญญาเป็นเครื่องรักษาตน ไม่เกียจคร้านทั้งกลางคืนกลางวัน ดับไฟมีไฟคือราคะเป็นต้น ได้ ย่อมปรินิพพานโดยไม่มีส่วนเหลือ ล่วงทุกข์ได้ไม่มี ส่วนเหลือ บัณฑิตทั้งหลายผู้เห็นอริยสัจผู้ถึงที่สุดแห่งเวท รู้แล้วโดยชอบด้วยปัญญาเป็นเครื่องรู้ยิ่ง ซึ่งความสิ้นไปแห่ง ชาติ ย่อมไม่มาสู่ภพใหม่ ฯ จบสูตรที่ ๔
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๔. อัคคิสูตร ว่าด้วยไฟกิเลส
แท้จริง พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้ว พระสูตรนี้ พระอรหันต์ กล่าวไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ “ภิกษุทั้งหลาย ไฟ ๓ กองนี้ ไฟ ๓ กอง คือ ๑. ไฟคือราคะ ๒. ไฟคือโทสะ ๓. ไฟคือโมหะ ภิกษุทั้งหลาย ไฟ ๓ กองนี้แล” @เชิงอรรถ : @ ธรรม ในที่นี้หมายถึงอริยสัจ ๔ ประการ (ขุ.อิติ.อ. ๙๒/๓๓๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๔๖๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๓. ติกนิบาต] ๕. ปัญจมวรรค ๔. อัคคิสูตร พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความดังกล่าวมานี้แล้ว ในพระสูตรนั้น จึงตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า ไฟคือราคะ ย่อมเผาผลาญนรชนผู้กำหนัด หมกมุ่นอยู่ในกามทั้งหลาย ไฟคือโทสะ ย่อมเผาผลาญนรชนผู้มีจิตพยาบาท ชอบฆ่าสัตว์ ไฟคือโมหะ ย่อมเผาผลาญนรชนผู้ลุ่มหลง ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะ หมู่สัตว์ เมื่อไม่รู้จักไฟทั้ง ๓ กองนี้ จึงยินดียิ่งในสักกายะ ไม่พ้นจากบ่วงแห่งมาร สั่งสมเพื่อเกิดในนรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน อสุรกาย และแดนเปรต ส่วนชนทั้งหลายผู้หมั่นอบรมตนในศาสนธรรม ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งกลางวันและกลางคืน หมั่นเจริญอสุภสัญญาเป็นนิตย์ ย่อมทำไฟคือราคะให้ดับลงได้ ชนทั้งหลายที่มีคุณธรรมสูง ย่อมดับไฟคือโทสะลงได้ด้วยเมตตา และย่อมดับไฟคือโมหะด้วยปัญญา อันเป็นเครื่องทำลายกิเลสได้เด็ดขาด ชนผู้มีปัญญารักษาตนเหล่านั้น ไม่เกียจคร้านทั้งกลางวันและกลางคืน ดับไฟทั้ง ๓ กองนั้นได้แล้ว ชื่อว่าดับกิเลสได้สิ้นเชิง ล่วงพ้นทุกข์ได้ทั้งสิ้น @เชิงอรรถ : @ ยินดียิ่งในสักกายะ หมายถึงเพลิดเพลินยินดีในอุปาทานขันธ์ ๕ ด้วยอำนาจตัณหา ทิฏฐิ และมานะ@(ขุ.อิติ.อ. ๙๓/๓๓๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๔๖๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๓. ติกนิบาต] ๕. ปัญจมวรรค ๕. อุปปริกขสูตร บัณฑิตทั้งหลายผู้เห็นแจ้งอริยสัจ จบเวท รู้สิ่งทั้งปวงโดยชอบ ย่อมไม่กลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก เพราะรู้ยิ่งถึงภาวะที่สิ้นสุดการเกิด แม้เนื้อความนี้ พระผู้มีพระภาคก็ตรัสไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้แลอัคคิสูตรที่ ๔ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาอัคคิสูตร
ในอัคคิสูตรที่ ๔ พึงทราบวินิจฉัยต่อไปนี้ :-
ชื่อว่าไฟ เพราะความหมายว่า ลวกลน. ไฟคือราคะ ชื่อว่าราคัคคิ เพราะว่า ราคะ เมื่อเกิดขึ้นจะลวกลนคือไหม้สัตว์ทั้งหลาย เพราะฉะนั้น จึงตรัสเรียกว่า อัคคิ.
ในโทสะและโมหะ ๒ อย่างนอกจากนี้ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า ราคคฺคิ เป็นต้นต่อไป.
ไฟติดขึ้นเพราะอาศัยเชื้ออันใด ก็จะไหม้เชื้อนั้น (ลุกฮือ) เร่าร้อนมากทีเดียวฉันใด ราคะเป็นต้นแม้เหล่านั้นก็ฉันนั้นเหมือนกัน เกิดขึ้นเองในสันดานใด ก็จะเผาลนสันดานนั้นให้กลัดกลุ้มมากขึ้น เป็นสิ่งที่ดับได้ยากบรรดาสัตว์ที่ถูกราคะเป็นต้นเผาลนเหล่านั้น เหล่าสัตว์ที่ถูกความกลัดกลุ้มเผาลนหทัย ประสบความตายเพราะความทุกข์ คือไม่ได้สิ่งที่ต้องการ (ไม่สมหวัง) หาประมาณมิได้นี้เป็นการเผาลนของราคะก่อน แต่โดยพิเศษแล้ว ได้แก่เทพเจ้าเหล่ามโนปโทสิกา (จุติเพราะทำร้ายใจ) เพราะการเผาลนของโทสะ.
เทพเจ้าเหล่าขิฑฑาปโทสิกา (จุติเพราะเพลิดเพลินกับการเล่น) เป็นตัวอย่าง เพราะการเผาลนของโมหะ เพราะว่า ความเผลอสติของเทพเจ้าเหล่านั้นมีได้ ด้วยอำนาจโมหะเพราะฉะนั้น เทพเจ้าเหล่านั้น เมื่อปล่อยเวลารับประทานอาหารให้ล่วงเลยไป ด้วยอำนาจการเล่นจนทำกาละ นี้คือการเผาลนแห่งราคะเป็นต้นที่มีผลทันตาเห็นก่อน แต่ที่มีผลในสัมปรายิกภพซึ่งร้ายแรงกว่าและยับยั้งได้ยาก มีขึ้นด้วยอำนาจแห่งการเกิดขึ้นในนรกเป็นต้น และอรรถาธิบายนี้ควรขยายให้แจ่มชัดตามอาทิตตปริยายสูตร.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาทั้งหลายต่อไป.
บทว่า กาเมสุ มุจฺฉิเต ความว่า ถึงการสยบคือความโง่ ได้แก่ความประมาท หมายความว่า มิจฉาจารด้วยอำนาจภาวะที่จะต้องดื่มด่ำในวัตถุกามทั้งหลาย.
บทว่า พฺยาปนฺเน ความว่า มีจิตถึงความพินาศ เชื่อมความว่าเผาอยู่.
คำว่า นเร ปาณาติปาติโน นี้เป็นชื่อของไฟคือโทสะ
บทว่า อริยธมฺเม อโกวิเท ความว่า ชนเหล่าใดเว้นการทำไว้ในใจซึ่งการเรียนและการซักถาม ในธรรมทั้งหลายมีขันธ์และอายตนะเป็นต้นทั่วทุกอย่าง ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ฉลาดในธรรม. ชนเหล่านั้นถูกความงมงายครอบงำแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่า ชื่อว่าเป็นผู้งมงายโดยพิเศษ.
บทว่า เอเต อคฺคี อชานนฺตา ความว่า ไม่รู้อยู่ว่า ไฟราคะเป็นต้นเหล่านี้เผาลนอยู่ทั้งในภพนี้และในสัมปรายภพ คือไม่แทงตลอดด้วยอำนาจแห่งการบรรลุด้วยปริญญากิจ และด้วยสามารถแห่งการบรรลุด้วยปหานกิจ.
บทว่า สกฺกายาภิรตา ความว่า เพลิดเพลินยินดียิ่งนักในกายของตน คือในอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ ด้วยอำนาจตัณหาและทิฏฐิ.
บทว่า วฑฺฒยนฺติ ความว่า เพิ่มพูนคือสะสมไว้ โดยการให้เกิดขึ้นบ่อยๆ.
บทว่า นิรยํ ได้แก่ นรกทุกๆ ขุม คือนรกใหญ่ ๘ ขุม และอุสสทนรก ๑๖ ขุม.
บทว่า ติรจฺฉานญฺจ โยนิยํ ได้แก่ กำเนิดเดียรฉานด้วย.
บทว่า อสุรํ ได้แก่ อสุรกาย เชื่อมความว่า เพิ่มปิตติวิสัยเข้าไปด้วย.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงวัฏฏะโดยมุข คือการแสดงภาวะที่ไฟราคะเป็นต้น เผาลนทั้งในภพนี้และภพหน้า ด้วยพระดำรัสเพียงเท่านี้แล้ว บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดงวิวัฏฏะ ด้วยการดับไฟราคะเป็นต้นเหล่านั้น จึงตรัสคำมีอาทิไว้ว่า เย จ รตฺตินฺทิวา ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยุตฺตา ความว่า ประกอบแล้วด้วยสามารถแห่งการประกอบเนืองๆ ซึ่งภาวนา.
บรรดาภาวนาทั้ง ๒ นั้น ในศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงแสดงความที่ไฟราคะเป็นต้น ดับได้ ไม่ใช่ในศาสนาอื่น.
อนึ่ง เมื่อจะทรงแสดงวิธีดับไฟราคะเป็นต้นเหล่านั้น และอสุภกรรมฐานที่ไม่ทั่วไปแก่ศาสนาอื่น โดยสังเขปเท่านั้น จึงตรัสไว้ว่า
ท่านเหล่านั้นมีความสำคัญว่าไม่งามอยู่เนืองนิตย์
ย่อมดับไฟราคะได้ แต่ผู้สูงสุดกว่านรชนดับไฟโทสะได้
ด้วยเมตตา ส่วนไฟโมหะ ท่านดับได้ด้วยปัญญานี้ ที่เป็น
เหตุให้เจาะทะลุไปเป็นปกติ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสุภสญฺญิโน ความว่า ผู้ชื่อว่ามีอสุภสัญญาเป็นปกติ (มีความสำคัญหมายว่าไม่งาม) เพราะประกอบความเพียรเนืองๆ ในอสุภภาวนา ด้วยอำนาจอาการ ๓๒ และด้วยอำนาจอารมณ์มีซากศพที่ขึ้นพองเป็นต้น.
บทว่า เมตฺตาย ความว่า ด้วยเมตตาภาวนาที่ตรัสไว้ว่า เธอมีจิตสรหคตด้วยเมตตาแผ่ไปตลอดทิศๆ หนึ่งอยู่ และในพระคาถานี้ ผู้ศึกษาพึงทราบการดับไฟราคะและไฟโทสะด้วยอนาคามิมรรคที่เกิดขึ้นโดยทำฌานที่มีอสุภะเป็นอารมณ์ และ (ฌานมีเมตตาเป็นอารมณ์) ให้เป็นเบื้องบาท.
____________________________
องฺ. ติก. เล่ม ๒๐/ข้อ ๕๐๓
บทว่า ปญฺญาย ความว่า ด้วยมรรคปัญญาที่ประกอบด้วยวิปัสสนาปัญญา ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ว่า ยายํ นิพฺเพธคามินี เพราะว่า ปัญญานั้นจะทะลุทะลวงกิเลสและขันธ์ไปคือเป็นไป เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรียกว่า นิพเพธคามินี (เจาะทะลุไป)
บทว่า อเสสํ ปรินิพฺพนฺติ ความว่า ท่านเหล่านั้นให้ไฟราคะเป็นต้นดับไปไม่มีเหลือด้วยอรหัตมรรค แล้วดำรงอยู่ด้วยสอุปาทิเสสนิพพานธาตุ. ชื่อว่าเป็นผู้มีปัญญาเครื่องรักษาตน เพราะถึงความไพบูลย์แห่งปัญญา. ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ซึมเซาตลอดทั้งวันทั้งคืน เพราะเป็นผู้ละความเกียจคร้านได้โดยเด็ดขาดมาก่อนแล้วด้วยสัมมัปปธาน และเพราะเป็นผู้ขยันหมั่นเพียรด้วยการเข้าผลสมาบัติ. ชื่อว่าดับสนิทไม่มีเหลือ ด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ เพราะจิตดวงหลัง (สุดท้าย) ดับแล้ว และต่อจากนั้นไปก็จะข้ามไป คือก้าวล่วงวัฏฏทุกข์ไปได้ ไม่มีเหลือคือไม่เหลือไว้เลย.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงความดับด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุแก่เหล่าภิกษุผู้ดับไฟราคะเป็นต้น ได้อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะทรงชมเชย (ภิกษุเหล่านั้น) ด้วยคุณธรรมทั้งหลายที่เธอได้แทงตลอดกันแล้ว จึงได้ตรัสพระคาถาสุดท้ายไว้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อริยทฺทส ความว่า ท่านเหล่าใดเห็นอยู่ซึ่งธรรมที่พระอริยเจ้าทั้งหลาย คือบัณฑิตทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นจะพึงเห็น หรือเห็นพระนิพพาน ที่ชื่อว่าอริยะ เพราะไกลจากกิเลสทั้งหลาย.
อีกอย่างหนึ่ง เห็นอยู่ซึ่งสัจจะทั้ง ๔ ที่ประเสริฐ เพราะฉะนั้น ท่านเหล่านั้นจึงชื่อว่า อริยทฺทส (ผู้เห็นสัจจะอันประเสริฐ). ท่านเหล่าใดถึงที่สุดแห่งพระเวท คือมรรคญาณ หรือถึงที่สุดแห่งสงสารด้วยพระเวท (คือมรรคญาณ) นั้น เพราะฉะนั้น ท่านเหล่านั้นจึงชื่อว่า เวทคุโน (ผู้ถึงที่สุดแห่งพระเวท)
บทว่า สมฺมทญฺญาย ความว่า เพราะรู้กุศลธรรมเป็นต้น และขันธ์เป็นต้นที่จะต้องรู้ทุกอย่าง โดยชอบนั่นเอง.
คำที่เหลือมีนัยเหมือนที่กล่าวมาแล้ว.
จบอรรถกถาอัคคิสูตรที่ ๔ -----------------------------------------------------