อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๔๒

๕. เถรสูตร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๒พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 2 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ๕. เถรสูตร

ข้อ ๔๒

๕ เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา จ สารีปุตฺโต อายสฺมา จ มหาโมคฺคลฺลาโน อายสฺมา จ มหากสฺสโป อายสฺมา จ มหากจฺจาโน อายสฺมา จ มหาโกฏฺฐิโต อายสฺมา จ มหากปฺปิโน อายสฺมา จ มหาจุนฺโท อายสฺมา จ อนุรุทฺโธ อายสฺมา จ เรวโต อายสฺมา จ นนฺโท เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ ฯ {๔๒.๑} อทฺทสา โข ภควา อายสฺมนฺเต ทูรโต ว อาคจฺฉนฺเต ทิสฺวาน ภิกฺขู อามนฺเตสิ เอเต ภิกฺขเว พฺราหฺมณา อาคจฺฉนฺติ เอเต ภิกฺขเว พฺราหฺมณา อาคจฺฉนฺตีติ ฯ เอวํ วุตฺเต อญฺญตโร พฺราหฺมณชาติโก ภิกฺขุ ภควนฺตํ เอตทโวจ กิตฺตาวตา นุโข ภนฺเต พฺราหฺมโณ โหติ กตเม จ ปน พฺราหฺมณกรณา ธมฺมาติ ฯ อถ โข ภควา เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ตายํ เวลายํ อิมํ อุทานํ อุทาเนสิ พาหิตฺวา ปาปเก ธมฺเม เย จรนฺติ สทา สตา ขีณสญฺโญชนา พุทฺธา เต เว โลกสฺมิ พฺราหฺมณาติ ฯ ปญฺจมํ ฯ

ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล ท่านพระสารีบุตรท่านพระมหาโมคคัลลานะ ท่านพระมหากัสสปะ ท่านพระมหากัจจานะ ท่านพระมหาโกฏฐิตะ ท่านพระมหากัปปินะ ท่านพระมหาจุนทะ ท่านพระอนุรุทธะท่านพระเรวัตตะและท่านพระนันทะ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับพระผู้มีพระภาคได้ทอดพระเนตรเห็นท่านเหล่านั้นกำลังมาแต่ไกล ครั้นแล้วตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พราหมณ์เหล่านั้นมาอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย พราหมณ์เหล่านั้นมาอยู่ เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุผู้มีชาติเป็นพราหมณ์รูปหนึ่ง ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญบุคคลชื่อว่าเป็นพราหมณ์เพราะเหตุเพียงเท่าไรหนอแล และธรรมที่ทำบุคคลให้เป็นพราหมณ์เป็นไฉน ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ได้ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า ชนเหล่าใดลอยบาปทั้งหลายได้แล้ว มีสติอยู่ทุกเมื่อ มี สังโยชน์สิ้นแล้ว ตรัสรู้แล้ว ชนเหล่านั้นแลชื่อว่าเป็น- พราหมณ์ในโลก ฯ จบสูตรที่ ๕

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๕. พราหมณสูตร ว่าด้วยความเป็นพราหมณ์

ข้อ

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ- บิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี สมัยนั้น ท่านพระสารีบุตร ท่านพระมหาโมคคัลานะท่านพระมหากัสสปะ ท่านพระมหากัจจานะ ท่านพระมหาโกฏฐิตะ ท่านพระมหากัปปินะ ท่านพระมหาจุนทะ ท่านพระอนุรุทธะ ท่านพระเรวตะ และท่านพระนันทะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ พระผู้มีพระภาคได้ทอดพระเนตรเห็นท่านเหล่านั้นกำลังเดินมาแต่ไกล ครั้นทอดพระเนตรเห็นแล้วจึงรับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลายพราหมณ์เหล่านั้นกำลังมา ภิกษุทั้งหลาย พราหมณ์เหล่านั้นกำลังมา” เมื่อพระ@เชิงอรรถ : @ เรียนจบเวท หมายถึงบรรลุนิพพานด้วยเวทกล่าวคือมัคคญาณทั้ง ๔ (โสดาปัตติมัคคญาณ@สกทาคามิมัคคญาณ อนาคามิมัคคญาณ อรหัตตมัคคญาณ) (ขุ.อุ.อ. ๔/๕๗)@ กิเลสเครื่องฟูขึ้น หมายถึงราคะ โทสะ โมหะ มานะ และทิฏฐิ (ขุ.อุ.อ. ๔/๕๗)@ พรหมวาทะ ในที่นี้หมายถึงวาทะว่า “เราเป็นพราหมณ์” (ขุ.อุ.อ. ๔/๕๗)@ ดูเทียบ วิ.ม. (แปล) ๔/๔/๗

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๗๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน [๑. โพธิวรรค] ๖. มหากัสสปสูตร ผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้ ภิกษุเป็นพราหมณ์โดยกำเนิดรูปหนึ่งได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุคคลชื่อว่าเป็นพราหมณ์ ด้วยเหตุเพียงไรหนอ และธรรมเหล่าไหนที่ทำบุคคลให้เป็นพราหมณ์ พระพุทธเจ้าข้า” ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า พุทธอุทาน บุคคลเหล่าใดลอยบาปธรรมได้แล้ว เป็นผู้มีสติอยู่ทุกเมื่อ มีสังโยชน์สิ้นแล้ว เป็นผู้ตรัสรู้ บุคคลเหล่านั้นแล ชื่อว่า ‘พราหมณ์’ ในโลก พราหมณสูตรที่ ๕ จบ ๖. มหากัสสปสูตร ว่าด้วยพระมหากัสสปะ

ข้อ

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน กลันทกนิวาปสถาน เขตกรุงราชคฤห์ สมัยนั้น ท่านพระมหากัสสปะอยู่ที่ถ้ำปิปผลิคูหา อาพาธ ได้รับทุกข์เป็นไข้หนัก ครั้งนั้น ท่านพระมหากัสสปะหายจากอาพาธนั้นแล้วมีความคิดดังนี้ว่า“เอาละ เราควรเข้าไปบิณฑบาตยังกรุงราชคฤห์” สมัยนั้นแล เทวดาประมาณ ๕๐๐ องค์ ถึงความขวนขวายเพื่อให้ท่านพระมหากัสสปะได้บิณฑบาต ท่านพระมหากัสสปะห้ามเทวดาประมาณ ๕๐๐ องค์นั้นแล้วในเวลาเช้าครองอันตรวาสก ถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังกรุงราชคฤห์ ตามทางที่อยู่ของคนจน ที่อยู่ของคนกำพร้า และที่อยู่ของช่างหูก @เชิงอรรถ : @ พุทธอุทานนี้ ทรงเปล่งมุ่งประกาศความเป็นพราหมณ์โดยปรมัตถ์ (ขุ.อุ.อ. ๕/๖๐)@ หมายถึงสถานที่สำหรับพระราชทานเหยื่อแก่กระแต (ม.มู.อ. ๒/๒๕๒/๔๑-๔๒, ขุ.อุ.อ. ๕/๖๒)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๗๘}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาเถรสูตร

เถรสูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

บทว่า สาวตฺถิยํ คือใกล้นครชื่ออย่างนี้. จริงอยู่ นครนั้น ท่านเรียกว่าสาวัตถี เพราะสร้างในที่อยู่อาศัยของฤาษีชื่อสวัตถะ เหมือนเมืองกากนฺทิ เรียกว่า มากนฺที นักคิดอักษรรู้อย่างนี้เป็นอันดับแรก.

ส่วนพระอรรถกถาทั้งหลายกล่าวว่า ชื่อว่าสาวัตถี เพราะเป็นที่มีเครื่องอุปโภคและบริโภคทุกชนิดสำหรับมนุษย์ เมื่อถูกถามว่า ในที่นี้มีสิ่งอะไรในการประกอบเป็นพวก จึงเรียกว่าสาวัตถี. ตอบว่า เพราะอาศัยคำว่า สพฺพมตฺถิ สิ่งทั้งหมดมีอยู่ดังนี้.

เครื่องอุปกรณ์ทั้งหมดมีพร้อมมูล โดยประการทั้งปวง

ในเมืองสาวัตถี เพราะอาศัยความพร้อมมูลทั้งปวง จึงเรียกว่า

สาวัตถี ดังนี้.

ใกล้เมืองสาวัตถีนั้น. ก็บทว่า สาวตฺถิยํ นี้ เป็นสัตตมีวิภัตติ ใช้ในอรรถว่าใกล้.

บทว่า เชตวเน ความว่า ชื่อว่าเชต เพราะชนะข้าศึกของตน. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าเชต เพราะประสูติในเมื่อพระราชาชนะเหล่าชนผู้เป็นข้าศึก. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าเชต เพราะตั้งชื่อท่านอย่างนั้น เพราะต้องการให้เป็นมงคล.

ชื่อว่าวนะ เพราะคบหา อธิบายว่า ทำความภักดีในตนให้เกิดแก่สัตว์ทั้งหลาย ด้วยคุณสมบัติของตน. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าวนะ เพราะร้องขอ อธิบายว่า เหมือนร้องขอเหล่าสัตว์ว่า พวกท่านจงใช้สอยเรา ด้วยการขานเสียงร้องของวิหคมีดุเหว่าเป็นต้นด้วยความเมาในความเพลิดเพลินด้วยดอกไม้และของหอมนานาชนิด และด้วยมือคือใบอ่อนของกิ่งไม้ที่ถูกลมอ่อนพัดโชย. สวนของเจ้าเชต ชื่อว่าเชตวัน.

จริงอยู่ สวนนั้น พระราชกุมารพระนามว่าเชต ทรงปลูกสร้างให้เจริญและรักษาไว้ เจ้าเชตนั่นแหละเป็นเจ้าของสวนนั้น เพราะฉะนั้น สวนนั้นจึงเรียกว่าเชตวัน. ในสวนชื่อว่าเชตวันนั้น.

บทว่า อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ความว่า มหาเศรษฐีนั้นนามว่าสุทัตตะ โดยที่บิดามารดาตั้งชื่อให้ก็ท่านเศรษฐีนั้นให้ก้อนข้าวแก่คนอนาถาเป็นนิตยกาล เพราะมีความสำเร็จในสิ่งที่ประสงค์ทุกประการเพราะปราศจากมลทินคือความตระหนี่ และเพราะพรั่งพร้อมด้วยคุณมีกรุณาเป็นต้น เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า อนาถปิณฑิกะ.

ชื่อว่าอาราม เพราะเป็นที่ยินดีของสัตว์ คือนักบวชโดยพิเศษ

อธิบายว่า ผู้มาจากที่นั้นๆ ย่อมยินดี เพลิดเพลิน ไม่เบื่อหน่ายอยู่ ด้วยความงามของดอกไม้และผลไม้เป็นต้น และด้วยความสมบูรณ์แห่งองค์ของเสนาสนะ ๕ ประการ มีไม่ไกลนัก ไม่ใกล้นักเป็นต้น.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าอาราม เพราะนำคนแม้ไปในที่นั้นๆ มายินดีเฉพาะในภายในตน ด้วยสมบัติมีประการดังกล่าวแล้ว.

จริงอยู่ อารามนั้นท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีใช้เงิน ๑๘ โกฏิซื้อจากพระหัตถ์ของราชกุมารพระนามว่าเชต โดยการเอาเงินโกฏิปูลาด ใช้เงิน ๑๘ โกฏิ สร้างเสนาสนะ ใช้เงิน ๑๘ โกฏิ ฉลองวิหารให้สำเร็จ แล้วมอบถวายสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข โดยบริจาคเงิน ๕๔ โกฏิ ด้วยประการอย่างนี้เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า อารามของท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดี. ในอารามของท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีนั้น.

ก็ในบรรดาคำเหล่านั้น คำว่า เชตวเน เป็นคำระบุถึงเจ้าของเดิม. คำว่า อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม เป็นคำระบุถึงเจ้าของคนหลัง. แม้คำทั้งสองก็มีความมุ่งหมายให้ถือเป็นเยี่ยงอย่างต่อไป ของผู้ต้องการบุญ โดยการแสดงการบริจาคเป็นพิเศษของท่านทั้งสอง.

เมื่อว่าโดยการสร้างซุ้มประตูและปราสาทที่พระเชตวันนั้น เจ้าเชตทรงบริจาคเงิน ๑๘ โกฏิ ซึ่งได้จากการขายที่ และต้นไม้มีค่าหลายโกฏิ และท่านอนาถปิณฑิกคฤหบดีบริจาค ๕๔ โกฏิ. ดังนั้น พระอานนท์ผู้เป็นธรรมภัณฑาคาริก เมื่อจะแสดงว่า ผู้ต้องการบุญย่อมทำบุญอย่างนี้ ด้วยการระบุถึงการบริจาคของท่านทั้งสองนั้น จึงชักชวนผู้ต้องการบุญแม้เหล่าอื่น ด้วยการดำเนินตามเยี่ยงอย่างของท่านทั้งสองนั้นแล.

ในข้อนั้น พึงมีคำถามสอดเข้ามาว่า ก่อนอื่น ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในเมืองสาวัตถี ไม่ควรกล่าวว่า ในพระเชตวัน ถ้าประทับอยู่ในพระเชตวัน ก็ไม่ควรกล่าวว่า ในเมืองสาวัตถี เพราะใครๆ ไม่สามารถจะอยู่ในที่ ๒ แห่ง เวลาเดียวกัน?

ตอบว่า ก็ข้อนั้นไม่ควรเห็นอย่างนั้น เราได้กล่าวไว้แล้วมิใช่หรือว่า บทว่า สาวตฺถิยํ นี้ เป็นสัตตมีวิภัตติใช้ในอรรถว่าใกล้. เพราะฉะนั้น เมื่อพระองค์ประทับอยู่ในพระเชตวันใกล้เมืองสาวัตถี ท่านจึงกล่าวว่า สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน ประทับอยู่ในพระเชตวันใกล้กรุงสาวัตถี. จริงอยู่ คำว่า สาวัตถี มีอันแสดงโคจรคามของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นเป็นอรรถ.

คำที่เหลือมีอันแสดงสถานที่อยู่อันเหมาะสมแก่บรรพชิตเป็นอรรถแล.

คำว่า อายสฺมา ในคำมีอาทิว่า อายสฺมา จ สาริปุตฺโต เป็นคำแสดงถึงความรัก. จ ศัพท์ เป็นสมุจจยัตถะ. ชื่อว่าสารีบุตร เพราะเป็นบุตรของพราหมณี ชื่อรูปสารี. คำว่า มหาโมคฺคลฺลาโน เป็นคำแสดงถึงการบูชา. ความจริง ชื่อมหาโมคคัลลานะ เพราะพระโมคคัลลานะเป็นผู้ใหญ่โดยคุณวิเศษ.

บทว่า เรวโต ได้แก่ ท่านพระขทิรเรวตะ ไม่ใช่พระกังขาเรวตะ.

จริงอยู่ วันหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าแวดล้อมด้วยภิกษุหมู่ใหญ่ เหมือนพระจันทร์ลอยเด่นท่ามกลางท้องฟ้า ประทับนั่งแสดงธรรม คือหมวดสัจจะ ๔ ท่ามกลางบริษัท ๔ เหมือนปราสาททองที่แวดวงด้วยม่านแดง เหมือนภูเขาทองแวดล้อมด้วยชลธารน้ำเงิน เหมือนพระยาหงส์ธตรฐแวดล้อมด้วยหงส์เก้าหมื่น เหมือนพระเจ้าจักรพรรดิแวดล้อมด้วยจตุรงคินีเสนาอันรุ่งโรจน์ด้วยรัตนะ ๗.

สมัยนั้น พระอัครสาวกและพระมหาสาวกเหล่านี้ได้เข้าไปเฝ้า เพื่อถวายบังคมพระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า.

บทว่า ภิกฺขู อามนฺเตสิ ความว่า ทรงแสดงพระสาวกเหล่านั้นผู้กำลังมา ตรัสกะภิกษุผู้นั่งแวดล้อมพระองค์.

จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นท่านเหล่านั้นผู้สมบูรณ์ด้วยคุณมีศีล สมาธิและปัญญาเป็นต้น ผู้ประกอบด้วยความสงบอย่างยิ่ง ประกอบด้วยสมบัติ คือมารยาทอย่างยิ่ง กำลังเข้ามาเฝ้า ทรงมีพระทัยเลื่อมใส เพื่อจะระบุคุณวิเศษของพระสาวกเหล่านั้น

จึงตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า

ภิกษุทั้งหลาย พราหมณ์เหล่านั้นกำลังมา

ภิกษุทั้งหลาย พราหมณ์เหล่านั้นกำลังมา.

คำนั้น พระองค์ตรัสด้วยความเลื่อมใส จะตรัสว่าด้วยความสรรเสริญ ดังนี้ก็ถูก.

บทว่า เอวํ วุตฺเต ความว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า พราหมณ์ หมายเอาท่านเหล่านั้น ด้วยประการฉะนี้.

บทว่า อญฺญตโร ได้แก่ ภิกษุรูปหนึ่งผู้ไม่ปรากฏโดยชื่อและโคตร นั่งอยู่ในบริษัทนั้น.

บทว่า พฺราหฺมณชาติโก แปลว่า ผู้เกิดในตระกูลพราหมณ์.

จริงอยู่ ภิกษุนั้นบวชจากตระกูลพราหมณ์มหาศาลผู้มีโภคะมาก.

ได้ยินว่า ภิกษุนั้นได้มีความคิดอย่างนี้ว่า ชาวโลกเหล่านี้กล่าวกันว่า บุคคลเป็นพราหมณ์โดยอุภโตสุชาติ และสำเร็จการศึกษามาจากลัทธิพราหมณ์ ไม่ใช่เป็นพราหมณ์โดยประการอื่น แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกท่านเหล่านั้นว่าพราหมณ์ เอาเถอะ เราจะทูลถามถึงลักษณะความเป็นพราหมณ์กะพระผู้มีพระภาคเจ้า.

จริงอยู่ ในคราวนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสถึงพระเถระเหล่านั้นว่าพราหมณ์ หมายเอาความนั้นแหละ. จริงอยู่ รูปวิเคราะห์แห่งชาติพราหมณ์ว่า ชื่อว่าพราหมณ์ เพราะสาธยายมนต์. ส่วนพระอริยะชื่อว่าพราหมณ์ เพราะเป็นผู้ลอยบาป. สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า เรียกว่าพราหมณ์ เพราะเป็นผู้ลอยบาป เรียกว่าสมณะ เพราะเป็นผู้ประพฤติสงบ แต่ท่านจะกล่าวว่าลอยปาปธรรม.

บทว่า เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ได้แก่ ทราบเนื้อความแห่งพราหมณศัพท์นี้ อันถึงความเป็นยอดโดยปรมัตถ์.

บทว่า อิมํ อุทานํ ความว่า ทรงเปล่งอุทานนี้อันแสดงความเป็นพราหมณ์โดยปรมัตถ์.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พาหิตฺวา ได้แก่ ทำไว้ภายนอก คือนำออกจากสันดานของตน. อธิบายว่า ละด้วยสมุจเฉทปหาน.

บทว่า ปาปเก ธมฺเม แปลว่า ธรรมอันลามก.

อธิบายว่า

ว่าโดยทุจริต ได้แก่ ทุจริต ๓.

ว่าโดยจิตตุปบาท ได้แก่ อกุศลจิตตุปบาท ๑๒.

ว่าโดยกรรมบถ ได้แก่ อกุศลกรรมบถ ๑๐.

ว่าโดยประเภทแห่งประวัติ ได้แก่ อกุศลธรรมทั้งหมดแยกเป็นหลายประเภท.

บทว่า เย จรนฺติ สทา สตา ความว่า ชนเหล่าใด มีสติ คือเป็นผู้มีสติ ด้วยธรรมเครื่องอยู่คือสติ ๖ ในอารมณ์ ๖ มีรูปเป็นต้นตลอดกาลทั้งปวง เพราะเป็นผู้ถึงความไพบูลย์ด้วยสติ ย่อมเที่ยวไปด้วยอิริยาบถทั้ง ๔. ก็ในที่นี้ แม้สัมปชัญญะพึงทราบว่า ท่านก็ถือเอาด้วยสติศัพท์นั่นแหละ.

บทว่า ขีณสํโยชนา ได้แก่ ชื่อว่าสิ้นสังโยชน์ทั้งปวง เพราะตัดสังโยชน์ ๑๐ ได้เด็ดขาด ด้วยมรรคทั้ง ๔.

บทว่า พุทฺธา คือ ชื่อว่าพุทธะ เพราะตรัสรู้สัจจะ ๔. ก็แหละพุทธะเหล่านั้นมี ๓ ประเภท คือ สาวกพุทธะ ปัจเจกพุทธะ และสัมมาสัมพุทธะ. ก็บรรดาพุทธะ ๓ นั้น ในที่นี้ประสงค์เอาสาวกพุทธะ.

บทว่า เต เว โลกสฺมึ พฺราหฺมณา ความว่า พุทธะเหล่านั้นเกิดโดยอริยชาติในธรรม กล่าวคือพราหมณ์ เพราะอรรถว่าเป็นผู้ประเสริฐ หรือเป็นบุตรคือโอรสของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นพราหมณ์ เพราะฉะนั้น เมื่อว่าโดยปรมัตถ์ ก็ชื่อว่าพราหมณ์ในสัตว์โลกนี้.

อธิบายว่า ไม่ใช่เป็นพราหมณ์โดยเหตุเพียงชาติและโคตร หรือไม่ใช่เป็นพราหมณ์ด้วยเหตุเพียงทรงชฎาเป็นต้น.

ในสูตรทั้งสองนี้ ธรรมอันทำความเป็นพราหมณ์ พระองค์ตรัสให้ถึงพระอรหัต ด้วยประการฉะนี้ แต่พึงทราบความต่างกันแห่งเทศนา โดยการตรัสต่างๆ กันด้วยเทศนาวิลาส เพราะเหล่าสัตว์มีอัธยาศัยต่างกัน.

จบอรรถกถาเถรสูตรที่ ๕ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา