๒. โพธิสูตร ที่ ๒
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ๒. โพธิสูตรที่ ๒
๒ เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา อุรุเวลายํ วิหรติ นชฺชา เนรญฺชราย ตีเร โพธิรุกฺขมูเล ปฐมาภิสมฺพุทฺโธ ฯ เตน โข ปน สมเยน ภควา สตฺตาหํ เอกปลฺลงฺเกน นิสินฺโน โหติ วิมุตฺติสุขํ ปฏิสํเวที ฯ อถ โข ภควา ตสฺส สตฺตาหสฺส อจฺจเยน ตมฺหา สมาธิมฺหา วุฏฺฐหิตฺวา รตฺติยา มชฺฌิมํ ยามํ ปฏิจฺจสมุปฺปาทํ ปฏิโลมํ สาธุกํ มนสากาสิ {๓๙.๑} อิติ อิมสฺมึ อสติ อิทํ น โหติ อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฺฌติ ยทิทํ อวิชฺชานิโรธา สงฺขารนิโรโธ สงฺขารนิโรธา วิญฺญาณนิโรโธ วิญฺญาณนิโรธา นามรูปนิโรโธ นามรูปนิโรธา สฬายตนนิโรโธ สฬายตนนิโรธา ผสฺสนิโรโธ ผสฺสนิโรธา เวทนานิโรโธ เวทนานิโรธา ตณฺหานิโรโธ ตณฺหานิโรธา อุปาทานนิโรโธ อุปาทานนิโรธา ภวนิโรโธ ภวนิโรธา ชาตินิโรโธ ชาตินิโรธา ชรามรณํ โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสา นิรุชฺฌนฺติ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส นิโรโธ โหตีติ ฯ อถ โข ภควา เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ตายํ เวลายํ อิมํ อุทานํ อุทาเนสิ ยทา หเว ปาตุภวนฺติ ธมฺมา อาตาปิโน ฌายโต พฺราหฺมณสฺส อถสฺส กงฺขา วปยนฺติ สพฺพา ยโต ขยํ ปจฺจยานํ อเวทีติ ฯ ทุติยํ ฯ
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคตรัสรู้ใหม่ๆ ประทับอยู่ที่โคนไม้โพธิ์ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ที่ตำบลอุรุเวลา ก็สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคประทับนั่งเสวยวิมุติสุขด้วยบัลลังก์อันเดียว ตลอด ๗ วัน พอล่วงสัปดาห์นั้นไป พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากสมาธินั้นแล้ว ทรงมนสิการปฏิจจสมุปบาทอันเป็นปฏิโลมด้วยดี ตลอดมัชฌิมยามแห่งราตรีดังนี้ว่า เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ก็ไม่มี เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้ก็ดับ คือ พระอวิชชาดับสังขารจึงดับ เพราะสังขารดับวิญญาณจึงดับ เพราะวิญญาณดับนามรูปจึงดับ เพราะนามรูปดับสฬายตนะจึงดับ เพราะสฬายตนะดับผัสสะจึงดับ เพราะผัสสะดับเวทนาจึงดับ เพราะเวทนาดับตัณหาจึงดับ เพราะตัณหาดับอุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับภพจึงดับ เพราะภพดับชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสจึงดับ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว จึงทรงเปล่งอุทานในเวลานั้นว่า ในกาลใดแลธรรมทั้งหลายมาปรากฏแก่พราหมณ์ผู้มีเพียรเพ่ง อยู่ ในกาลนั้น ความสงสัยทั้งปวงของพราหมณ์นั้น ย่อม สิ้นไปเพราะได้รู้แจ้งความสิ้นไปแห่งปัจจัยทั้งหลาย ฯ จบสูตรที่ ๒
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน [๑. โพธิวรรค] ๒. ทุติยโพธิสูตร ๒. ทุติยโพธิสูตร ว่าด้วยเหตุการณ์แรกตรัสรู้ สูตรที่ ๒
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาค เมื่อแรกตรัสรู้ ประทับอยู่ ณ ควงต้นโพธิพฤกษ์ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา เขตตำบลอุรุเวลา สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคได้ประทับนั่งโดยบัลลังก์เดียว เสวยวิมุตติสุขอยู่เป็นเวลา ๗ วัน ครั้นล่วงไป ๗ วัน พระผู้มีพระภาคทรงออกจากสมาธินั้นแล้ว ทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาท โดยปฏิโลมอย่างละเอียด ตลอดมัชฌิมยามแห่งราตรีว่า ปฏิจจสมุปบาทโดยปฏิโลม เพราะเมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ คือ เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส จึงดับ กองทุกข์ทั้งมวลนี้ มีการดับด้วยอาการอย่างนี้ ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๗๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน [๑. โพธิวรรค] ๓. ตติยโพธิสูตร พุทธอุทาน เมื่อใดแล ธรรมทั้งหลายปรากฏแก่พราหมณ์ ผู้มีความเพียร เพ่งอยู่ เมื่อนั้น ความสงสัยทั้งปวงของพราหมณ์นั้นย่อมสิ้นไป เพราะได้รู้ความสิ้นไปแห่งปัจจัยทั้งหลาย ทุติยโพธิสูตรที่ ๒ จบ ๓. ตติยโพธิสูตร ว่าด้วยเหตุการณ์แรกตรัสรู้ สูตรที่ ๓
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาค เมื่อแรกตรัสรู้ ประทับอยู่ ณ ควงต้นโพธิพฤกษ์ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา เขตตำบลอุรุเวลา สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคประทับนั่งโดยบัลลังก์เดียว เสวยวิมุตติสุขอยู่เป็นเวลา ๗ วัน ครั้นล่วงไป ๗ วัน พระผู้มีพระภาคทรงออกจากสมาธินั้นแล้ว ทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาทโดยอนุโลมและปฏิโลมอย่างละเอียด ตลอดปัจฉิมยามแห่งราตรีว่า ปฏิจจสมุปบาทโดยอนุโลม เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เพราะเมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ คือ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี @เชิงอรรถ : @ พุทธอุทานนี้ ทรงเปล่งด้วยอำนาจพิจารณาพระนิพพาน (ขุ.อุ.อ. ๑/๕๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๗๔}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาทุติยโพธิสูตร
ทุติยโพธิสูตรที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ปฏิโลมํ ความว่า ปัจจยาการมีอวิชชาเป็นต้นที่กล่าวไว้โดยนัยมีอาทิว่า เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ ดังนี้ เมื่อดับด้วยการดับโดยไม่เกิดขึ้น ท่านเรียกว่า ปฏิโลม เพราะไม่ทำกิจที่ตนควรกระทำ.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ปฏิโลม เพราะย้อนความเป็นไป ก็เพราะไม่ได้กล่าวถึงตั้งแต่ที่สุดหรือท่ามกลางจนถึงเบื้องต้น ในที่นี้ ความที่ปัจจยาการเป็นปฏิโลม โดยความอื่นจากนี้จึงไม่ถูก.
อนึ่ง บทว่า ปฏิโลม เป็นการแสดงภาวนปุงสกลิงค์ เหมือนในประโยคว่า วิสมํ จนฺทิมสุริยา ปริวตฺตนฺติ พระจันทร์และพระอาทิตย์เวียนไปไม่สม่ำเสมอ.
บทว่า อิมสฺมึ อสติ อิทํ น โหติ ความว่า เมื่อปัจจัยมีอวิชชาเป็นต้นนี้ไม่มี คือถูกมรรคละเสียแล้ว ผลมีสังขารเป็นต้นนี้ก็ไม่มี คือเป็นไปไม่ได้.
บทว่า อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฺเฌติ ความว่า เพราะปัจจัยมีอวิชชาเป็นต้นนี้ดับ คือเพราะมรรคให้ถึงความเป็นธรรมชาติไม่เกิดขึ้นเป็นธรรม ผลมีสังขารเป็นต้นนี้ จึงดับ คือไม่เป็นไป. แม้ในข้อนี้พึงทราบว่า ท่านแสดงลักษณะที่กำหนดลงในภายในมีอาทิว่า เมื่อปัจจัยมีอวิชชาเป็นต้นนี้ไม่มี คือมีไม่ได้เพราะปัจจัยมีอวิชชาเป็นต้นนี้ ดับ คือไม่เกิด เหมือนอย่างที่ท่านแสดงลักษณะที่กำหนดลงในภายในมีอาทิว่าเมื่อปัจจัยมีอวิชชาเป็นต้นนี้มี คือไม่มีก็หามิได้ เพราะปัจจัยมีอวิชชาเป็นต้นนี้ ยังเกิดขึ้น คือยังไม่ดับเช่นในคำนี้ว่า เมื่อปัจจัยมีอวิชชาเป็นต้นนี้มี ผลมีสังขารเป็นต้นนี้ก็มี เพราะปัจจัยมีอวิชชาเป็นต้นนี้เกิด ผลมีสังขารเป็นต้นนี้ก็เกิด.
ในที่นี้ คำที่เหลือที่จะพึงกล่าว พึงทราบตามนัยที่กล่าวในอรรถกถาปฐมโพธิสูตร.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงประการที่พระองค์ทรงกระทำปฏิจจสมุปบาทโดยปฏิโลม ไว้ในพระทัยดังพรรณนามาฉะนี้ โดยสังเขปแล้ว บัดนี้ เพื่อจะแสดงโดยพิสดาร จึงตรัสคำมีอาทิว่า อวิชฺชานิโรธา สงฺขารนิโรโธ เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อวิชฺชานิโรธา ความว่า เพราะอวิชชาดับเด็ดขาดโดยอริยมรรค. อธิบายว่า เพราะอวิชชาถูกอรหัตมรรคถอนขึ้นได้เด็ดขาด ด้วยการประหารอนุสัย. แม้ถ้าอวิชชาเมื่อถูกมรรคเบื้องต่ำละได้ ย่อมละได้เฉพาะด้วยอำนาจถอนขึ้นได้โดยส่วนเดียว ก็จริง ถึงกระนั้น ก็ละไม่ได้อย่างสิ้นเชิง. ก็อวิชชาที่นำสัตว์ไปสู่อบายถูกปฐมมรรคละได้
อนึ่ง อวิชชาอันเป็นปัจจัยให้เกิดในโลกนี้และในภูมิอันมิใช่ของพระอริยะทั้งหมด อันมรรคที่ ๒ และมรรคที่ ๓ ย่อมละได้ตามลำดับ ไม่ใช่ละกิเลสนอกนี้ได้. จริงอยู่ อวิชชานั้น อรหัตมรรคเท่านั้นละได้เด็ดขาดแล.
บทว่า สงฺขารนิโรโธ ความว่า ย่อมดับโดยสังขารไม่เกิดขึ้น. เพื่อแสดงว่า ก็เพราะสังขารดับไปอย่างนี้วิญญาณจึงดับ และเพราะวิญญาณเป็นต้นดับ นามรูปเป็นต้นก็ดับเหมือนกัน ท่านจึงกล่าวคำมีอาทิว่า เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ แล้วกล่าวว่า กองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมดับไปด้วยประการฉะนี้. ในคำเหล่านั้น คำที่ควรกล่าวมีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแหละ.
อีกอย่างหนึ่ง ในที่นี้ เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ เพราะฉะนั้น จึงเป็นอันกล่าวกองทุกข์ทั้งมวลดับไปโดยสิ้นเชิงแม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ แม้ก็จริง ถึงกระนั้น เพื่อแสดงเนื้อความนี้ในอนุโลมว่าปัจจยุปปันนธรรมใดๆ ยังไม่ดับไป คือยังเป็นไปอยู่ เพราะปัจจัยธรรมใดๆ มี ท่านจึงกล่าวว่า อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา ฯเปฯ สมุทโย โหติ ดังนี้ ฉันใดเพื่อแสดงว่า ปัจจยุปปันนธรรมนั้นๆ ย่อมดับ คือไม่เป็นไป เพราะปัจจัยธรรมนั้นๆ ไม่มี โดยเป็นปฏิปักษ์ต่อปัจจยุปปันนธรรมนั้นท่านจึงกล่าวไว้ในที่นี้ว่า อวิชฺชานิโรธา สงฺขารนิโรโธ สงฺขารนิโรธา วิญฺญาณนิโรโธ วิญฺญาณนิโรธา นามรูปนิโรโธ ฯเปฯ ทุกฺขกฺขนฺธสฺส นิโรโธ โหติ ดังนี้ ฉันนั้น.
แต่ไม่ได้กล่าวเพื่อแสดงความดับกองทุกข์นับเนื่องในกาล ๓ เหมือนในอนุโลม. พึงทราบความแปลกกันแม้นี้ว่า จริงอยู่ เมื่อไม่มีอริยมรรคภาวนาแห่งกองทุกข์ที่เป็นอนาคต ท่านประสงค์เอาความดับกองทุกข์ที่ควรจะเกิดด้วยอริยมรรคภาวนา.
บทว่า เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ความว่า รู้อรรถนี้ที่ท่านกล่าวว่า กองทุกข์มีสังขารเป็นต้น ย่อมดับด้วยอำนาจอวิชชาดับเป็นต้น โดยอาการทั้งปวง.
บทว่า อิมํ อุทานํ อุทาเนสิ ความว่า ทรงเปล่งอุทานนี้อันแสดงอานุภาพแห่งการหยั่งรู้การสิ้นปัจจัยมีอวิชชาเป็นต้น ที่ประกาศไว้อย่างนี้ว่า เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ ในเมื่อรู้แจ้งอรรถนั้น.
ในข้อนั้น มีความสังเขปดังต่อไปนี้ เพราะเหตุที่พระองค์ทรงรู้ รู้ทั่วถึง แทงตลอดความสิ้นไป กล่าวคือความดับไม่เกิดขึ้นแห่งปัจจัยธรรมมีอวิชชาเป็นต้น ฉะนั้นโพธิปักขิยธรรมหรือจตุสัจธรรมมีประการดังกล่าวแล้ว ปรากฏเกิดขึ้น หรือแจ่มชัดแก่พราหมณ์นั้นผู้มีเพียรเพ่งอยู่โดยนัยดังกล่าวแล้วทีนั้น ความสงสัยมีประเภทดังกล่าวแล้วในกาลก่อนพึงเกิดขึ้น เพราะไม่รู้แจ้งความดับปัจจัยโดยชอบ ทั้งหมดนั้น ย่อมหายไป คือดับไปแล.
คำที่เหลือ มีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแหละ.
จบอรรถกถาทุติยโพธิสูตรที่ ๒ -----------------------------------------------------