๗. กามสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ๗. กามสูตร
๗ กามโยคยุตฺโต ภิกฺขเว ภวโยคยุตฺโต อาคามี โหติ อาคนฺตฺวา อิตฺถตฺตํ ฯ กามโยควิสํยุตฺโต ภิกฺขเว ภวโยคยุตฺโต อนาคามี โหติ อนาคนฺตฺวา อิตฺถตฺตํ ฯ กามโยควิสํยุตฺโต ภิกฺขเว ภวโยควิสํยุตฺโต อรหํ โหติ ขีณาสโวติ ฯ กามโยเคน สํยุตฺตา ภวโยเคน จูภยํ สตฺตา คจฺฉนฺติ สํสารํ ชาติมรณคามินนฺติ ฯ เย จ กาเม ปหนฺตฺวาน อปฺปตฺตา อาสวกฺขยํ ภวโยเคน สํยุตฺตา อนาคามีติ วุจฺจเร ฯ เย จ โข ฉินฺนสํสยา ขีณมานปุนพฺภวา เต เว ปารคตา โลเก เย ปตฺตา อาสวกฺขยนฺติ ฯ สตฺตมํ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบแล้วด้วยกามโยคะ ผู้- *ประกอบแล้วด้วยภวโยคะ เป็นอาคามี ยังต้องมาสู่ความเป็นอย่างนี้ (คืออัตภาพแห่งมนุษย์) ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระอริยบุคคลผู้พรากแล้วจากกามโยคะ (แต่)ยังประกอบด้วยภวโยคะ เป็นอนาคามี ไม่มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระอริยบุคคลผู้พรากแล้วจากกามโยคะ พรากแล้วจากภวโยคะ เป็นพระอรหันตขีณาสพ ฯ สัตว์ทั้งหลายผู้ประกอบแล้วด้วยกามโยคะและภวโยคะ ย่อม ไปสู่สงสารซึ่งมีปรกติถึงความเกิดและความตาย ส่วนสัตว์ เหล่าใดละกามทั้งหลายได้เด็ดขาด แต่ยังไม่ถึงความสิ้นไป แห่งอาสวะ ยังประกอบด้วยภวโยคะ สัตว์เหล่านั้นบัณฑิต กล่าวว่า เป็นพระอนาคามี ส่วนสัตว์เหล่าใด ตัดความสงสัย ได้แล้ว มีมานะและมีภพใหม่สิ้นแล้ว ถึงความสิ้นไปแห่ง อาสวะทั้งหลายแล้ว สัตว์เหล่านั้นแลถึงฝั่งแล้วในโลก ฯ จบสูตรที่ ๗
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๗. กามโยคสูตร ว่าด้วยผู้ประกอบด้วยกามไปสู่วัฏฏสงสาร
แท้จริง พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้ว พระสูตรนี้ พระอรหันต์ กล่าวไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ “ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบตนด้วยกามโยคะ ประกอบตนด้วยภวโยคะชื่อว่าเป็นอาคามี คือยังต้องกลับมาเกิดในกามภูมิอีก บุคคลผู้พรากตนออกจากกามโยคะ แต่ยังประกอบตนด้วยภวโยคะ ชื่อว่าเป็นอนาคามี คือเป็นผู้ไม่ต้องกลับมาเกิดในกามภูมิอีก @เชิงอรรถ : @ ปิยรูปสาตรูป หมายถึงรูปเป็นต้นที่น่ารักและน่าพอใจด้วยอำนาจสุขเวทนา (ขุ.อิติ.อ. ๙๕/๓๔๑)@ กามโยคะ หมายถึงราคะที่ประกอบด้วยกามคุณ ๕ (กามราคะ) (ขุ.อิติ.อ. ๙๖/๓๔๒)@ ภวโยคะ หมายถึงความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจในรูปภพและอรูปภพ อีกอย่างหนึ่ง หมายถึงราคะ@ที่ประกอบด้วยสัสสตทิฏฐิ (ขุ.อิติ.อ. ๙๖/๓๔๒) @ อาคามี หมายถึงผู้อยู่ในพรหมโลก สามารถมาเกิดยังมนุษยโลกได้ (ขุ.อิติ.อ. ๙๖/๓๔๒)@ อนาคามี หมายถึงผู้ไม่กลับมาเกิดในกามโลกอีก (ขุ.อิติ.อ. ๙๖/๓๔๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๔๗๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๓. ติกนิบาต] ๕. ปัญจมวรรค ๘. กัลยาณสีลสูตร บุคคลผู้พรากตนออกจากกามโยคะและภวโยคะได้ขาดแล้ว ชื่อว่าเป็นอรหันต์คือเป็นผู้สิ้นอาสวกิเลสแล้ว” พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความดังกล่าวมานี้แล้ว ในพระสูตรนั้น จึงตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า สัตว์ทั้งหลายผู้ประกอบตน ด้วยกามโยคะและภวโยคะทั้งสอง ชื่อว่ายังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏ ส่วนผู้ที่ละกามทั้งหลายได้เด็ดขาด แต่ยังไม่ถึงความสิ้นอาสวะ ยังประกอบตนด้วยภวโยคะ บัณฑิตทั้งหลาย เรียกว่า เป็นอนาคามี แต่ผู้ที่ตัดความสงสัยได้ สิ้นทั้งมานะและภพที่จะเกิดใหม่ ถึงความสิ้นอาสวะแล้ว เป็นผู้ชื่อว่า ถึงฝั่งแล้วในโลก แม้เนื้อความนี้ พระผู้มีพระภาคก็ตรัสไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้แลกามโยคสูตรที่ ๗ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถากามสูตร
ในกามสูตรที่ ๗ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า กามโยคยุตฺโต ความว่า ราคะที่ประกอบด้วยเบญจกามคุณ ชื่อว่ากามโยคะ. บุคคลผู้ประกอบด้วยกามโยคะนั้น ชื่อว่า กามโยคยุตฺโต.
บทว่า กามโยคยุตฺโต นี้ เป็นชื่อของกามราคะที่ยังตัดไม่ขาดแล้ว. ความกำหนัดด้วยอำนาจแห่งความพอใจในรูปภพและอรูปภพทั้งหลาย ชื่อว่าภวโยคะ. ความใคร่ในฌานและราคะอันประกอบด้วยสัสสตทิฏฐิก็อย่างนั้น คือชื่อว่าภวโยคะ (เหมือนกัน). บุคคลผู้ประกอบด้วยภวโยคะนั้น ชื่อว่า ภวโยคยุตฺโต.
อธิบายว่า ยังละภวราคะไม่ได้.
บทว่า อาคามี ความว่า บุคคลแม้จะดำรงอยู่ในพรหมโลก ก็ยังมาสู่มนุษยโลกนี้เป็นปกติด้วยสามารถแห่งการถือปฏิสนธิ ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่ามาสู่ความเป็นอย่างนี้ ดังนี้.
อธิบายว่า มีอันต้องมาสู่ความเป็นอย่างนี้ กล่าวคืออัตภาพแห่งมนุษย์เป็นธรรมดา ได้แก่มีการบังเกิดในมนุษย์ทั้งหลายเป็นปกติ เพื่อจะทรงแสดงว่า ก็กามโยคะเป็นเหตุแห่งการมาสู่ความเป็นอย่างนี้ในมนุษยโลกนี้โดยแท้ ถึงกระนั้นผู้ใดประกอบกามโยคะ ผู้นั้นย่อมชื่อว่าเป็นผู้ประกอบแม้ภวโยคะโดยส่วนเดียวดังนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำทั้งสองไว้รวมกันว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบแล้วด้วยกามโยคะและประกอบแล้วด้วยภวโยคะ ดังนี้.
แม้อสุภฌาน ก็ชื่อว่า กามโยควิสํโยโค ในบทว่า กามโยควิสํยุตฺโต นี้ อนาคามิมรรคที่พระอริยบุคคลบรรลุแล้ว โดยกระทำอสุภฌานนั้นให้เป็นบาท ชื่อว่าผู้พรากจากกามโยคะโดยส่วนเดียวเท่านั้นเพราะเหตุนั้น พระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในผลแห่งมรรคที่ ๓ ท่านจึงเรียกว่า กามโยควิสํยุตโต (พรากแล้วจากกามโยคะ) ดังนี้ก็เพราะเหตุที่ฉันทราคะในรูปภพและอรูปภพอันพระโยคาวจรยังละไม่ได้ด้วยอนาคามิมรรคฉะนั้น พระโยคาวจรนั้น ท่านจึงเรียกว่า ภวโยคยุตฺโต เพราะยังละภวโยคะไม่ได้
บทว่า อนาคามี ได้แก่ พระอริยบุคคลผู้ไม่มาสู่กามโลกด้วยสามารถแห่งการถือปฏิสนธิ. อธิบายว่า พระอนาคามีบุคคลชื่อว่าไม่ต้องมาสู่ความเป็นอย่างนี้ เพราะสำเร็จความเป็นผู้ไม่มีสังโยชน์ในภายใน ด้วยการเพิกถอนเสียได้ซึ่งโอรัมภาคิยสังโยชน์โดยไม่มีส่วนเหลือ พร้อมกับด้วยสามารถแห่งการพรากจากกามโยคะนั่นเอง เป็นผู้ปรินิพพานในชั้นนั้น มีอันไม่กลับมาเป็นธรรมดา.
ก็ภวโยคะอันพระอริยบุคคลใดละได้แล้วโดยไม่มีส่วนเหลือ แม้กิเลสที่เหลือมีอวิชชาโยคะเป็นต้น ย่อมชื่อว่าเป็นอันพระอริยบุคคลนั้นละได้แล้วทีเดียว เพราะเหตุที่กิเลสเหล่านั้น ตั้งอยู่ในที่เดียวกัน เพราะเหตุนั้น พระอริยบุคคลผู้มีสังโยชน์คือภพอันสิ้นแล้วนั้น ท่านจึงเรียกว่าพระอรหันตขีณาสพ.
ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระอริยบุลคลผู้พรากแล้วจากกามโยคะ พรากแล้วจากภวโยคะ เป็นพระอรหันตขีณาสพ ดังนี้.
ก็ในอธิการนี้ พึงเห็นว่า พระอนาคามีผู้พรากแล้วจากกามโยคะ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้เพื่อตรัสสรรเสริญตติยมรรค ดุจการละสุขทุกข์ โสมนัสโทมนัสของจตุตถฌาน (และสรรเสริญ)จตุตถมรรค ดุจความสิ้นไปแห่งสังโยชน์ คือทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลพตปรามาส ฉะนั้น ปุถุชนทั้งหมดพร้อมด้วยพระโสดาบันและพระสกทาคามี พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเอาแล้วด้วยบทแรก. พระอนาคามีทั้งหมด ทรงถือเอาแล้วด้วยบทที่สอง. ส่วนพระอรหันต์ ทรงถือเอาด้วยบทที่สาม. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงยังพระเทศนาให้จบลงด้วยยอด คือพระอรหัต.
พึงทราบวินิจฉัยในพระคาถาทั้งหลายต่อไป
บทว่า อุภยํ ความว่า โดยส่วนสอง อธิบายว่า ประกอบด้วยกามโยคะและภวโยคะทั้งสอง.
บทว่า สตฺตา คจฺฉนฺติ สํสารํ ความว่า สัตว์ ๓ ประเภทเหล่านี้ คือปุถุชน พระโสดาบัน พระสกทาคามียังต้องไปคือท่องเที่ยวไป เพราะยังละกามโยคะและภวโยคะไม่ได้ ต่อจากนั้นก็จะเป็นผู้ไปสู่ชาติและมรณะ.
ในบรรดาพระโสดาบันบุคคล ๓ จำพวก คือ เอกพีพี โกลังโกละ สัตตักขัตตุปรมะเหล่านี้ พระโสดาบันผู้มีอินทรีย์อ่อนกว่าเขาทั้งหมด ชื่อว่าสัตตักขัตตุปรมะ ท่านย่อมไม่เกิดในภพที่ ๘ แต่ยังต้องท่องที่ยวไปด้วยสามารถแห่งการเกิดของตนที่ธรรมดากำหนดไว้ พระโสดาบันแม้นอกนี้ก็เหมือนกัน.
แม้บรรดาพระสกทาคามีทั้งหลาย พระสกทาคามีใดบรรลุสกทาคามิมรรคในโลกนี้แล้วบังเกิดในเทวโลก มาบังเกิดในโลกนี้อีกพระสกทาคามีนั้นชื่อว่าท่องเที่ยวด้วยสามารถแห่งชาติที่ตนกำหนดแล้ว แต่พระสกทาคามีบุคคลเหล่าใด ย่อมบังเกิดในเทวโลกนั้นๆ แหละ หรือในมนุษยโลกนั่นเองโดยเว้นโวมิสสกนัย พระสกทาคามีเหล่านั้นยังต้องท่องเที่ยวไปอยู่นั่นเอง เพราะยังต้องไปบังเกิดบ่อยๆ จนกว่าอินทรีย์จะแก่กล้า โดยได้บรรลุมรรคชั้นสูงๆ ขึ้นไป.
แต่ในปุถุชนเรื่องที่จะต้องกล่าวถึงไม่มีเลย เพราะสังโยชน์ในภพทั้งปวงยังไม่หมดสิ้น ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
สัตว์ทั้งหลายผู้ประกอบแล้วด้วยกามโยคะ
และภวโยคะ ทั้งสองย่อมไปสู่สงสาร ซึ่งมีปกติถึง
ความเกิดและความตาย ดังนี้.
บทว่า กาเม ปหนฺตฺวาน ความว่า ละกิเลสกามทั้งหลายกล่าวคือกามราคะ ด้วยพระอนาคามิมรรค.
บทว่า ฉินฺนสํสยา ความว่า มีความสงสัยอันตัดขาดแล้วด้วยดี ก็แลการตัดความสงสัยนั่นแล จะมีได้ก็ด้วยพระโสดาปัตติมรรคเท่านั้น ก็เพื่อจะทรงสรรเสริญมรรคที่ ๔ จึงตรัสไว้อย่างนี้
อธิบายว่า พระอรหันต์ทั้งหลายทรงประสงค์เอาว่า ผู้ตัดความสงสัยได้แล้วในพระคาถานี้ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ขีณมานปุนพฺภวา มีมานะและภพใหม่สิ้นแล้วดังนี้พระอริยบุคคลชื่อว่ามีมานะและภพใหม่สิ้นแล้ว เพราะท่านมีนานะทั้ง ๙ และภพใหม่ต่อไปสิ้นแล้วโดยประการทั้งปวง.
ก็ในบทว่า ขีณมานปุนพฺภวา นี้ กิเลสอันมรรคที่ ๔ พึงฆ่าทั้งหมด พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเอาแล้วด้วยมานศัพท์ หรือด้วยสามารถแห่งลักษณะ เพราะกิเลสมีอรรถอย่างเดียวกับมานะนั้น.
ก็สอุปาทิเสสนิพพานธาตุเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วโดยที่พระขีณาสพมีอาสวะสิ้นแล้ว อนุปาทิเสสนิพพานธาตุเป็นอันพระองค์ตรัสแล้วโดยที่พระขีณาสพมีภพใหม่สิ้นแล้ว.
คำที่เหลือรู้ได้ง่ายทั้งนั้น.
จบอรรถกถากามสูตรที่ ๗ -----------------------------------------------------