อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๒๖๑

๔. จวมานสูตร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๖๑–๒๖๒พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 2 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 2 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 1 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ๔. จวมานสูตร

ข้อ ๒๖๑

๔ ยทา ภิกฺขเว เทโว เทวกายา จวนธมฺโม โหติ ปญฺจสฺส ปุพฺพนิมิตฺตานิ ปาตุภวนฺติ มาลา มิลายนฺติ วตฺถานิ กิลิสฺสนฺติ กจฺเฉหิ เสทา มุจฺจนฺติ กาเย ทุพฺพณฺณิยํ โอกฺกมติ สเก เทโว เทวาสเน นาภิรมตีติ ฯ ตเมนํ ภิกฺขเว เทวา จวนธมฺโม อยํ เทวปุตฺโตติ อิติ วิทิตฺวา ตีหิ วาจาหิ อนุโมทนฺติ อิโต โภ สุคตึ คจฺฉ สุคตึ คนฺตฺวา สุลทฺธลาภํ ลภ สุลทฺธลาภํ ลภิตฺวา สุปติฏฺฐิโต ภวาหีติ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อใด เทวดาเป็นผู้จะต้องจุติจากเทพนิกายเมื่อนั้น นิมิต ๕ ประการ ย่อมปรากฏแก่เทวดานั้น คือ ดอกไม้ย่อมเหี่ยวแห้ง ๑ผ้าย่อมเศร้าหมอง ๑ เหงื่อย่อมไหลออกจากรักแร้ ๑ ผิวพรรณเศร้าหมองย่อมปรากฏที่กาย ๑ เทวดาย่อมไม่ยินดีในทิพอาสน์ของตน ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลายเทวดาทั้งหลายทราบว่า เทพบุตรนี้จะต้องเคลื่อนจากเทพนิกาย ย่อมพลอยยินดีกะเทพบุตรนั้นด้วยถ้อยคำ ๓ อย่างว่า แน่ะท่านผู้เจริญ ขอท่านจากเทวโลกนี้ไปสู่สุคติ ๑ ครั้นไปสู่สุคติแล้ว ขอจงได้ลาภที่ท่านได้ดีแล้ว ๑ ครั้นได้ลาภที่ท่านได้ดีแล้ว ขอจงเป็นผู้ตั้งอยู่ด้วยดี ๑ ฯ

ข้อ ๒๖๒

เอวํ วุตฺเต อญฺญตโร ภิกฺขุ ภควนฺตํ เอตทโวจ กินฺนุ โข ภนฺเต เทวานํ สุคติคมนสงฺขาตํ กิญฺจิ ภนฺเต เทวานํ สุลทฺธลาภสงฺขาตํ กึ ปน ภนฺเต เทวานํ สุปติฏฺฐิตสงฺขาตนฺติ ฯ มนุสฺสตฺตํ โข ภิกฺขเว เทวานํ สุคติคมนสงฺขาตํ ยํ มนุสฺสภูโต สมาโน ตถาคตปฺปเวทิเต ธมฺมวินเย สทฺธํ ปฏิลภติ อิทํ โข ภิกฺขเว เทวานํ สุลทฺธลาภสงฺขาตํ สา โข ปนสฺส สทฺธา นิวิฏฺฐา โหติ มูลชาตา ปติฏฺฐิตา ทฬฺหา อสํหาริยา สมเณน วา พฺราหฺมเณน วา เทเวน วา มาเรน วา พฺรหฺมุนา วา เกนจิ วา โลกสฺมึ อิทํ โข ภิกฺขเว เทวานํ สุปติฏฺฐิตสงฺขาตนฺติ ฯ ยทา เทโว เทวกายา จวติ อายุสงฺขยา ตโย สทฺทา นิจฺฉรนฺติ เทวานํ อนุโมทตํ อิโต โภ สุคตึ คจฺฉ มนุสฺสานํ สหพฺยตํ มนุสฺสภูโต สทฺธมฺเม ลภ สทฺธํ อนุตฺตรํ สา เต สทฺธา นิวิฏฺฐสฺส มูลชาตา ปติฏฺฐิตา ยาวชีวํ อสํหิรา สทฺธมฺเม สุปเวทิเต ฯ กายทุจฺจริตํ หิตฺวา วจีทุจฺจริตานิ จ มโนทุจฺจริตํ หิตฺวา ยญฺจญฺญํ โทสสญฺญิตํ กาเยน กุสลํ กตฺวา วาจาย กุสลํ พหุํ มนสา กุสลํ กตฺวา อปฺปมาณํ นิรูปธึ ฯ ตโต โอปธิกํ ปุญฺญํ กตฺวา ทาเนน ตํ พหุํ อญฺเญปิ มจฺเจ สทฺธมฺเม พฺรหฺมจริเย นิเวสย อิมาย อนุกมฺปาย เทวา เทวํ ยทา วิทู จวนฺตํ อนุโมทนฺติ เอหิ เทว ปุนปฺปุนนฺติ ฯ จตุตฺถํ ฯ

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุรูปหนึ่งได้ทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอแลเป็นส่วนแห่งการไปสู่สุคติของเทวดาทั้งหลายอะไรเป็นส่วนแห่งลาภที่เทวดาทั้งหลายได้ดีแล้ว อนึ่ง อะไรเป็นส่วนแห่งการตั้งอยู่ด้วยดีของเทวดาทั้งหลาย พระเจ้าข้า ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเป็นมนุษย์แล เป็นส่วนแห่งการไปสู่สุคติของเทวดาทั้งหลาย เทวดาเกิดเป็นมนุษย์แล้ว ย่อมได้ศรัทธาในธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศแล้ว นี้แลเป็นส่วนแห่งลาภที่เทวดาทั้งหลายได้ดีแล้ว ก็ศรัทธาของเทวดานั้นแล เป็นคุณชาติตั้งลง มีมูลเกิดแล้วประดิษฐานมั่นคง อันสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลก พึงนำไปไม่ได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้แล เป็นส่วนแห่งการตั้งอยู่ด้วยดีของเทวดาทั้งหลาย ฯ เมื่อใด เทวดาจะต้องจุติจากเทพนิกายเพราะความสิ้นอายุ เมื่อนั้น เสียง ๓ อย่างของเทวดาทั้งหลายผู้พลอยยินดี ย่อมเปล่งออกไปว่า แน่ะท่านผู้เจริญ ท่านจากเทวโลกนี้ไป แล้วจงถึงสุคติ จงถึงความเป็นสหายแห่งมนุษย์ทั้งหลายเถิด ท่านเป็นมนุษย์แล้ว จงได้ศรัทธาอย่างยิ่งในพระสัทธรรม ศรัทธาของท่านนั้นพึงเป็นคุณชาติตั้งลงมั่น มีมูลเกิดแล้ว มั่นคงในพระสัทธรรมที่พระตถาคตประกาศดีแล้ว อันใครๆ พึงนำไปมิได้ตลอดชีพ ท่านจงละกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต และอย่ากระทำอกุศลกรรมอย่างอื่นที่ประกอบ ด้วยโทษ กระทำกุศลด้วยกาย ด้วยวาจาให้มาก กระทำกุศล ด้วยใจหาประมาณมิได้ หาอุปธิมิได้ แต่นั้นท่านจงกระทำบุญ อันให้เกิดสมบัตินั้นให้มาก ด้วยทาน แล้วยังสัตว์แม้เหล่า อื่นให้ตั้งอยู่ในพระสัทธรรม ในพรหมจรรย์ เมื่อใด เทวดา พึงรู้แจ้งซึ่งเทวดาผู้จะจุติ เมื่อนั้น ย่อมพลอยยินดีด้วยความ อนุเคราะห์นี้ว่า แน่ะเทวดา ท่านจงมาบ่อยๆ ฯ จบสูตรที่ ๔

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๓. ติกนิบาต] ๔. จตุตถวรรค ๔. ปัญจปุพพนิมิตตสูตร ๔. ปัญจปุพพนิมิตตสูตร ว่าด้วยบุพพนิมิต ๕ ประการ

ข้อ ๘๓

แท้จริง พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้ว พระสูตรนี้ พระอรหันต์ กล่าวไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ “ภิกษุทั้งหลาย ในเวลาที่เทพบุตรจะจุติจากหมู่เทพ ย่อมปรากฏบุพพนิมิต๕ ประการ คือ ๑. ดอกไม้ที่ประดับเหี่ยวแห้ง ๒. พัสตราภรณ์ที่สวมใส่หมองจางลง ๓. เหงื่อไหลออกจากรักแร้ ๔. ผิวพรรณเศร้าหมองปรากฏที่กาย ๕. เทพบุตรนั้นจะหมดความยินดีในทิพยสมบัติของตน เทวดาทราบว่า เทพบุตรนี้จะจุติ ก็พลอยยินดีอวยพรให้ ๓ ประการ คือ ๑. ท่านจากเทวโลกนี้ไปแล้ว ขอให้ได้ไปเกิดในภูมิที่ดี ๒. ท่านได้ไปเกิดในภูมิที่ดีแล้ว ขอให้ได้ลาภอันดี ๓. ท่านครั้นได้ลาภอันดีแล้ว ขอให้ดำรงตนอยู่ด้วยดี เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุรูปหนึ่งได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ การไปเกิดในภูมิที่ดีของเทวดาเป็นอย่างไร การได้ลาภอันดีของเทวดาเป็นอย่างไร การดำรงตนอยู่ด้วยดีของเทวดาเป็นอย่างไร พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “ภิกษุทั้งหลาย การเกิดเป็นมนุษย์ ชื่อว่าเป็นการไปเกิดในภูมิที่ดีของเทวดา การที่เทพบุตรลงมาเกิดเป็นมนุษย์แล้วได้ความศรัทธาในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศไว้ นี้ชื่อว่าเป็นการได้ลาภอันดีของเทวดา ก็ความ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๔๔๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๓. ติกนิบาต] ๔. จตุตถวรรค ๔. ปัญจปุพพนิมิตตสูตร ศรัทธาของเทพบุตรนั้นแล ตั้งมั่น มีเหตุเกิด หยั่งลง มั่นคง อันสมณพราหมณ์เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลกไม่สามารถทำให้คลอนแคลนไปได้ นี้ชื่อว่าเป็นการดำรงตนอยู่ด้วยดีของเทวดา” พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความดังกล่าวมานี้แล้ว ในพระสูตรนั้น จึงตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ เมื่อเทพบุตรจะจุติจากเทวโลก เพราะสิ้นอายุ เทวดาผู้พลอยยินดี ย่อมเปล่งเสียงอวยพร ๓ ประการ คือ ท่านผู้เจริญ ท่านจากเทวโลกนี้ไปแล้ว ขอให้ไปเกิดในภูมิที่ดี คืออยู่ร่วมกับมนุษย์เถิด ท่านเกิดเป็นมนุษย์แล้ว ขอให้ได้มีศรัทธาอย่างสูงยิ่ง ในพระสัทธรรมเถิด ศรัทธาของท่านนั้นขอให้ตั้งมั่น มีเหตุเกิด หยั่งลง มั่นคงในสัทธรรม ที่ตถาคตประกาศไว้ดีแล้ว ใครๆ ทำให้คลอนแคลนไม่ได้ตลอดชีวิตเถิด ท่านจงละกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริตได้ทั้งหมด รวมทั้งละกรรมชั่วที่ประกอบด้วยโทษอื่นๆ จงทำความดีทางกาย วาจาให้มาก และทำความดีทางใจที่ประมาณมิได้ ปราศจากอุปธิ นอกจากนั้น ท่านจงทำบุญ ที่ให้เกิดสมบัตินั้นให้มาก ด้วยการให้ทาน ชักชวนผู้อื่นให้ดำรงอยู่ในสัทธรรม ในพุทธศาสนาเถิด

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๔๔๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๓. ติกนิบาต] ๔. จตุตถวรรค ๕. พหุชนหิตสูตร เมื่อเทวดารู้แน่ว่า เทพบุตรกำลังจะจุติ ย่อมพลอยยินดีด้วยการอนุเคราะห์กล่าวชวนดังนี้ว่า ท่านเทพบุตร ท่านจงหวนกลับมาเกิด ในเทวโลกนี้บ่อยๆ เถิด แม้เนื้อความนี้ พระผู้มีพระภาคก็ตรัสไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้แลปัญจปุพพนิมิตตสูตรที่ ๔ จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาจวมานสูตร

ในจวมานสูตรที่ ๔ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

บทว่า ยทา แปลว่าในกาลใด บทว่า เทโว ได้แก่เทวดาเหล่าอุปบัติเทพ.

ก็เทวดามี ๓ จำพวก คือ สมมติเทพ ๑ อุปบัติเทพ ๑ วิสุทธิเทพ ๑.

ในเทวดา ๓ จำพวกเหล่านั้น กษัตริย์ผู้เป็นพระราชาทั้งหลายชื่อว่าสมมติเทพ. เทวดาผู้สูงกว่านั้นขึ้นไปเริ่มแต่เทวดาชั้นจาตุมมหาราชิกาเป็นต้น ชื่อว่าอุปบัติเทพ. พระขีณาสพ ชื่อว่าวิสุทธิเทพ.

แต่ในพระสูตรทรงประสงค์เอาเทพชั้นกามาวจร ด้วยเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า บทว่า เทโว ได้แก่ อุปบัติเทพ.

บทว่า เทวกายา ความว่า จากชุมนุมแห่งเทพ หรือจากตำแหน่งแห่งเทพ. อธิบายว่า จากเทวโลก เพราะว่ากายศัพท์นี้ บ่งถึงการอยู่กันเป็นหมู่.

บทว่า จวนธมฺโม ความว่า มีความตายเป็นธรรมดา. อธิบายว่า มีมรณะปรากฏแล้ว เพราะสิ้นอายุหรือเพราะสิ้นบุญ.

บทว่า ปญฺจสฺส ปุพฺพนิมิตฺตานิ ปาตุภวนฺติ ความว่า บุพนิมิตแห่งความตาย ๕ ประการย่อมเกิดขึ้น หรือปรากฏแก่เทพนั้นผู้มีมรณะปรากฏแล้ว.

บทว่า มาลา มิลายนฺติ ความว่า ดอกไม้ที่เทพบุตรนั้นประดับนั้นจะเหี่ยวคือหมดความงดงาม เหมือนโยนไปที่แดดในเวลาเที่ยง.

บทว่า วตฺถานิ กิลิสฺสนฺติ ความว่า (อาภรณ์คือ) ผ้าที่เทพบุตรนั้นนุ่งห่มแล้วมีสีเหมือนพระอาทิตย์อ่อนๆ ที่ทอแสงอยู่ในอากาศที่ปราศจากเมฆหมอกในสรทสมัย มีสีต่างๆ จางลง ไม่แวววาว เศร้าหมอง เหมือนถูกโยนลงไปในโคลนแล้วขยำในขณะนั้นทีเดียว.

บทว่า กจฺเฉหิ เสทา มุจฺจนฺติ ความว่า ในขณะนั้น หยาดเหงื่อหลั่งไหลออกจากรักแร้ทั้งสองของเทพบุตรผู้มีร่างปราศจากคราบเหงื่อไคลมาก่อน เหมือนแก้วมณีโดยกำเนิดที่บริสุทธิ์ดี และเหมือนรูปหล่อทองคำที่ศิลปินผู้เชี่ยวชาญตกแต่งแล้วก็ไม่ใช่ไหลออกจากรักแร้อย่างเดียวเท่านั้น แม้แต่เหงื่อกาฬก็จะไหลออกจากร่างกายทั้งสิ้นของเทพบุตรนั้นโดยที่กายของเทพบุตรเป็นเสมือนหนักอึ้งด้วยข่ายที่ประดับประดาล้วนไปด้วยข่ายแห่งมุกดาที่ตนประดับแล้ว.

บทว่า กาเย ทุพฺพณฺณิยํ โอกฺกมติ ความว่า ในชั้นต้นเริ่มแต่ปฏิสนธิ ร่างกายจะแผ่รัศมีพวยพุ่งไปตลอดสถานที่โยชน์ ๑ บ้าง ๒ โยชน์บ้าง จนถึงที่ประมาณ ๑๒ โยชน์บ้าง ตามอานุภาพ (ของตน) จะปราศจากชราภาพ มีฟันหักและหนังย่นเป็นต้นความหนาว ความร้อน จะไม่เข้าไปกระทบกระทั่ง จะเป็นเหมือนเทพธิดารุ่นสาวอายุราว ๑๖ ปี จะเป็นเหมือนเทพบุตรรุ่นหนุ่มอายุราว ๒๐ ปี (แต่) ในขณะนั้นเอง ความผิดรูปผิดร่าง (ขี้เหร่) จะเข้ามาแทนที่ คือสถิตอยู่ในกายที่สิ้นรัศมี หมดเดช.

บทว่า สเก เทโว เทวาสเน นาภิรมติ ความว่า จะไม่ยินดี คือไม่ได้ความชื่นใจในทิพอาสน์สำหรับเล่นและบำเรอกับด้วยหมู่สาวสวรรค์ของตน.

ได้ยินว่า ความตายจักมีแก่เทพบุตรนั้นโดย ๗ วันด้วยการนับวันในมนุษย์ เพราะฉะนั้น บุพนิมิตเหล่านี้จึงปรากฏด้วยการเกิดขึ้นแห่งบุพนิมิตนั้น เทพบุตรนั้นย่อมถูกความโศกมีกำลังครอบงำด้วยคิดว่า เราต้องพลัดพรากจากสมบัติเห็นปานนี้ ด้วยเหตุนี้ ความกระวนกระวายอย่างใหญ่หลวงย่อมเกิดขึ้นในกายของเทพบุตรนั้น ด้วยเหตุนั้น เหงื่อจึงไหลออกจากลำตัวโดยประการทั้งปวงเทพบุตรบางองค์ที่มีทุกข์หาประมาณมิได้ตลอดกาลเนิ่นนานมา เมื่อไม่สามารถจะยับยั้งทุกข์นั้นไว้ได้ คร่ำครวญปริเทวนาการอยู่ว่า เราร้อน เรากลุ้ม ไม่ได้ความแช่มชื่นในที่ไรๆพรำเพ้อ ละเมอ เที่ยวไปในที่นั้นๆ บางองค์ตั้งสติได้ แม้ไม่ได้แสดงความผิดปกติทางกายและวาจา เมื่ออดกลั้นทุกข์ คือความพลัดพรากจากของรักไม่ได้ จะเดือดร้อนเที่ยวไป.

ก็บุพนิมิตเหล่านี้ย่อมปรากฏเฉพาะเทวดาผู้มเหศักดิ์ทั้งหลายเท่านั้น เหมือนนิมิตทั้งหลายมีอุกกบาต แผ่นดินไหวและจันทรคราสเป็นต้น จะปรากฏแก่ผู้มีบุญใหญ่ในโลก เช่นพระราชาและราชมหาอมาตย์เป็นต้น หาปรากฏแก่คนทั่วไปไม่.

ก็เทวดาบางเหล่ารู้นิมิตเหล่านั้นที่เกิดแล้วว่า นิมิตเหล่านี้ชื่อว่าเป็นบุพนิมิตแห่งมรณะ ไม่ใช่รู้หมดทุกองค์.

ในเทพบุตรเหล่านั้น เทพบุตรที่เกิดด้วยกุศลธรรมอย่างอ่อน ก็จะกลัวไปว่า บัดนี้ใครเล่าจะรู้ว่า เราจักเกิดในที่ไหน?

ส่วนพวกที่มีบุญมากจะไม่กลัว ไม่หวาดหวั่น ด้วยคิดว่าเราได้ให้ทานได้รักษาศีล ได้สั่งสมบุญไว้มากแล้ว เราจุติจากโลกนี้แล้ว เป็นอันหวังได้สุคติทีเดียว. ก็เทวดาทั้งหลาย ครั้นถือเอาบุพนิมิตที่ปรากฏขึ้นอย่างนี้นั้นแล้ว ย่อมเข้าไปสู่สวนนันทนวัน สวนนันทนวันมีประจำอยู่ในเทวโลกทุกชั้นทีเดียว.

บทว่า ตีหิ วาจาหิ อนุโมทนฺติ ความว่า เทวดาทั้งหลายย่อมอนุโมทนาด้วยคำทั้ง ๓ ที่ข้าพเจ้าจะกล่าวในบัดนี้ คือย่อมยังความรื่นเริงบันเทิงใจให้เกิดขึ้น ย่อมให้สบายใจ หรือกระทำความบันเทิงอันสมควรแก่สภาพการณ์ในขณะนั้น ด้วยสามารถแห่งความสบายใจนั้น. ส่วนอาจารย์บางพวกกล่าวความของบทว่า อนุโมทนฺติ เป็นโอวทนฺติ.

บทว่า อิโต ความว่า จากเทวโลก.

บทว่า โภ เป็นอาลปนะ (คำร้องเรียก).

บทว่า สุคตึ ได้แก่ คติที่ดี อาจารย์ทั้งหลายกล่าวหมายถึงมนุษยโลก.

บทว่า คจฺฉ ความว่า เข้าถึงด้วยสามารถแห่งการถือปฏิสนธิ.

บทว่า เอว วุตฺเต ความว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงถ้อยคำที่เทวดาเหล่านั้นจะพึงกล่าวแก่เทพบุตรนั้น โดยนัยมีอาทิว่า ท่านจากเทวโลกนี้แล้วจงไปสู่สุคติเถิด ในครั้งนั้นอย่างนี้ ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง คือรูปหนึ่งผู้ไม่ปรากฏโดยนามและโคตร นั่งอยู่ในบริษัทนั้น เป็นผู้ฉลาดในอนุสนธิได้กราบทูลคำนี้อาทิว่า กึ นุ โข ภนฺเต อะไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า นี้ด้วยประสงค์ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสุคติเหล่านี้ไว้โดยไม่แปลกกัน ไม่แจ่มแจ้งเลย อย่ากระนั้นเลยเราจักให้พระองค์ตรัสสุคติเป็นต้นเหล่านั้นให้ชัดเจน (กว่านี้อีก) ความเป็นมนุษย์อันเทวดาทั้งหลายประสงค์ยิ่งนัก โดยเป็นเหตุแห่งการได้เฉพาะซึ่งคุณพิเศษมีศรัทธาเป็นต้น และโดยเป็นเหตุแห่งการเข้าถึงความเป็นเทวดาเพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ความเป็นมนุษย์แล เป็นส่วนแห่งการไปสู่สุคติของเทวดาทั้งหลายดังนี้

บทว่า สุคติคมนสงฺขาตํ ความว่า อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้วโดยชอบว่า ไปสู่สุคติ. อธิบายว่า ทรงสรรเสริญ คือทรงชมแล้ว.

บทว่า ยํ ในคำว่า ยํ มนุสฺสภูโต นี้เป็นกิริยาปรามาส ด้วยบทว่า ยํ นั้น ท่านเท้าความถึงกิริยาคือการได้เฉพาะ ในบทว่า ปฏิลภติ นี้. อธิบายว่า ได้เฉพาะซึ่งศรัทธา.

บทว่า มนุสฺสภูโต ความว่า เกิดแล้วในมนุษย์ทั้งหลาย.

อีกอย่างหนึ่ง ได้แก่ถึงความเป็นมนุษย์ เพราะเหตุที่ผู้ที่เกิดในเทวโลกโดยมากยากที่จะได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระตถาคตเจ้า ไม่เหมือนมนุษย์ทั้งหลาย เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า มนุสฺสภูโต ดังนี้.

บทว่า ตถาคตปฺปเวทิเต ธมฺมวินเย ความว่า ในคำสอนที่สงเคราะห์ด้วยสิกขา ๓ ที่พระตถาคต คือพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้ว.

เพราะว่า คำสอนนั้น ท่านเรียกว่าธรรมวินัย เพราะชื่อว่าธรรม เหตุที่ไม่ปราศไปจากธรรม และชื่อว่าวินัย เพราะฝึกเวไนยสัตว์ตามสมควรแก่กิเลส.

อีกอย่างหนึ่ง ท่านเรียกว่าธรรมวินัย เพราะแนะนำผู้มีกำเนิดแห่งบุคคลผู้มีนัยน์ตามีธุลีน้อย. ที่ชื่อว่าเป็นธรรม เพราะไม่ปราศไปจากธรรม เหตุที่สมบูรณ์ไปด้วยอุปนิสัย.

อีกอย่างหนึ่ง ท่านเรียกว่าธรรมวินัย เพราะฝึกด้วยธรรมอย่างเดียว ไม่ใช่ฝึกด้วยท่อนไม้และศาสตรา.

อีกอย่างหนึ่ง ท่านเรียกว่าธรรมวินัย เพราะการฝึกนั้นประกอบด้วยธรรม.

อีกอย่างหนึ่ง ท่านเรียกว่าธรรมวินัย เพราะนำเข้าไปหาธรรมเพื่อมรรคผลและนิพพานตามลำดับ.

อีกอย่างหนึ่ง ท่านเรียกว่าธรรมวินัย เพราะเป็นเครื่องแนะนำที่เป็นไปแล้วโดยธรรมมีมหากรุณาและพระสัพพัญุตญาณเป็นต้น.

อีกอย่างหนึ่ง ท่านเรียกว่าธรรมวินัย เพราะพระธรรมเป็นเครื่องนำเข้าไปหาธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นองค์ธรรม เป็นธรรมกาย เป็นธรรมสวามี ไม่ใช่นำเข้าไปหาธรรมของนักตรรกวิทยาทั้งหลาย.

อีกอย่างหนึ่ง ท่านเรียกว่าธรรมวินัย เพราะเป็นเครื่องแนะนำที่เป็นไปแล้วในธรรม คือมรรคผลหรือในธรรมอันเป็นวิสัยที่จะพึงให้สำเร็จในพระธรรมวินัยนั้น.

บทว่า สทฺธํ ปฏิลภติ ความว่า ยังศรัทธาให้เกิดขึ้นโดยนัยมีอาทิว่า สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม (ธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว).

อธิบายว่า ผู้มีศรัทธา เมื่อปฏิบัติในธรรมวินัยนี้ตามที่ทรงสอนไว้ ย่อมยังใจให้ยินดีในทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ สัมปรายิกัตถประโยชน์ และปรมัตถประโยชน์.

ในบทว่า สุลทฺธลาภสงฺขาตํ นี้ มีอธิบายว่า

การใช้เงิน ทอง นาและสวนเป็นต้น ย่อมนำความสุขในการใช้สอยมาให้สรรพสัตว์ ห้ามทุกข์มีความหิวและความระหายเป็นต้น บรรเทาความยากจนเงินทองเสียได้ เป็นเหตุให้ได้รับรัตนะมีมุกดาเป็นต้น และนำมาซึ่งสันตติในโลกมาให้ฉันใด

แม้ศรัทธาที่เป็นโลกิยะและโลกุตระก็ฉันนั้น จะนำวิบากสุขที่เป็นโลกิยะและโลกุตระมาให้ตามที่เกิดขึ้น จะหักห้ามทุกข์มีชาติชราเป็นต้นเสียได้ จะระงับความยากจนคุณธรรมเสียได้ จะเป็นเหตุให้ได้รับรัตนะมีสติสัมโพชฌงค์เป็นต้น และจะนำมาซึ่งสันตติในโลกแก่เหล่าชนผู้ปฏิบัติด้วยสัทธาธุระ.

สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

ผู้มีศรัทธา สมบูรณ์ด้วยศีล เอิบอิ่มด้วยยศและโภคะ

จะอยู่ประเทศใดๆ ก็เป็นผู้ที่เขาบูชาแล้วในประเทศนั้นๆ

ทีเดียว ดังนี้.

____________________________

ขุ. ธ. ๒๕/๓๑

พึงทราบความได้เฉพาะซึ่งศรัทธา เป็นลาภอันบุคคลได้ดีแล้วดังพรรณนามานี้.

ก็เพราะเหตุที่การได้เฉพาะซึ่งศรัทธานี้ เป็นลาภที่ติดตามตนไปได้ ไม่ทั่วไปแก่คนอื่น เป็นเหตุให้ได้สมบัติทุกอย่าง และเป็นเหตุแห่งการได้โลกิยทรัพย์ มีเงินทองเป็นต้น.

อธิบายว่า ผู้มีศรัทธาเท่านั้นจะทำบุญมีทานเป็นต้นได้ แล้วจะประสบทรัพย์ที่เป็นอุปกรณ์เครื่องปลื้มใจอันมโหฬาร และจะยังประโยชน์ตนประโยชน์ผู้อื่นนั่นแหละให้ถึงพร้อมด้วยบุญนั้น แต่บุญเหล่านั้นจะไม่อำนวยประโยชน์ทั้งในโลกนี้และโลกหน้าแก่ผู้ไม่มีศรัทธาเลย.

พึงทราบว่า ศรัทธาเป็นลาภที่ได้ด้วยดี ด้วยประการดังพรรณนามานี้.

จริงอย่างนั้น ท่านพรรณนาศรัทธาไว้ด้วยเหตุมิใช่น้อยในฐานะต่างๆ กันว่า ศรัทธารวบรวมเสบียงไว้บ้าง ศรัทธาเป็นเพื่อนที่สองของบุรุษบ้างศรัทธาเป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจของบุรุษในโลกนี้บ้าง ช้างตัวประเสริฐมีศรัทธาเป็นงวงบ้าง ศรัทธาเป็นพืช เป็นตบะ เป็นฝนบ้าง. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกดำรงอยู่ในศรัทธาบ้าง ย่อมข้ามโอฆะได้ด้วยศรัทธาบ้าง ดังนี้.

____________________________

สํ. ส. เล่ม ๑๕/ข้อ ๒๑๖ สํ. ส. เล่ม ๑๕/ข้อ ๑๑๓

สํ. ส. เล่ม ๑๕/ข้อ ๒๐๓ ขุ. ธ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๓๑๑

องฺ. ฉกฺก. เล่ม ๒๒/ข้อ ๓๑๔ ขุ. เถร. เล่ม ๒๖/ข้อ ๓๘๔

สํ. ส. เล่ม ๑๕/ข้อ ๖๗๔ ขุ. สุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๒๙๘

องฺ. สตฺตก. เล่ม ๒๓/ข้อ ๖๔

สํ. ส. เล่ม ๑๕/ข้อ ๘๔๓

บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคำมีอาทิว่า สา โข ปนสฺส ดังนี้ เพื่อจะทรงแสดงถึงศรัทธาชนิดที่หยั่งลงลึก อันเป็นเหตุให้ชื่อว่าเป็นผู้ดำรงมั่นในกุศลธรรมในพระศาสนา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสฺส นี้มีความหมายเท่ากับ ภเวยฺย แปลว่า พึงเป็น.

บทว่า นิวิฏฺฐา ความว่า ตั้งมั่น คือแซกซึมเข้าไปสู่จิตสันดาน.

บทว่า มูลชาตา ได้แก่ มีรากเกิดแล้ว.

ถามว่า ก็อะไรเล่า ชื่อว่าเป็นรากของศรัทธา?

ตอบว่า การทำไว้ในใจโดยอุบาย อันเป็นเหตุแห่งความเชื่อในวัตถุที่ควรเชื่อ เป็นรากของศรัทธา.

อีกประการหนึ่ง พึงทราบองค์แห่งโสดาปัตติมรรค ๔ อย่างคือ

การคบหาสัตบุรุษ ๑

การฟังธรรม (ของสัตบุรุษ) ๑

การทำไว้ในใจโดยแยบคาย ๑

การปฏิบัติธรรมโดยสมควรแก่ธรรม ๑

ว่าเป็นรากแห่งศรัทธา.

บทว่า ปติฏฺฐิตา ได้แก่หยั่งลงแล้ว โดยเป็นภาวะที่ใครๆ ให้หวั่นไหวไม่ได้ เพราะบรรลุอริยมรรค.

ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ทฬฺหา อสํหาริยา ดังนี้.

บทว่า ทฬฺหา แปลว่า มั่นคง.

บทว่า อสํหาริยา ความว่า เป็นสิ่งที่อันใครๆ ไม่สามารถเพื่อจะนำไปได้ หรือให้หายไป หรือนำออกไปได้.

เทวดาเหล่านั้นหวังจะให้เทพบุตรนั้นได้บรรลุโสดาปัตติผล จึงกล่าวอย่างนี้ด้วยประการฉะนี้ เพราะว่า เทวดาเหล่านั้นปรารถนาพระอริยบุคคลผู้สมควรแก่การเข้าไปเสวยกามสุขในเทวโลกของตนเท่านั้น. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ดูก่อนเทพ ท่านจงมาบ่อยๆ.

พึงทราบวินิจฉัยในคาถาทั้งหลายดังต่อไปนี้.

แม้การตายเพราะหมดบุญ ย่อมมีได้ด้วยการเข้าไปตัดขาดแห่งชีวิตินทรีย์ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ย่อมจุติเพราะสิ้นอายุ.

บทว่า อนุโมทตํ ความว่า ผู้อนุโมทนาอยู่.

บทว่า มนุสฺสานํ สหพฺยตํ ได้แก่ ถึงความเป็นผู้อยู่ร่วมกันด้วยมนุษย์ทั้งหลาย

ชื่อว่าสหัพยะ เพราะอรรถว่าอยู่ร่วม ได้แก่เป็นไปด้วยกัน. ภาวะแห่งสหัพยะนั้น ชื่อว่าสหัพยตา.

บทว่า นิวิฏฺฐสฺส ความว่า พึงเป็นคุณชาติตั้งมั่นลง.

บทว่า ยาวชีวํ ความว่า เพียงไรแต่การดำเนินไปแห่งชีวิต. อธิบายว่า จนกว่าจะถึงปรินิพพาน.

บทว่า อปฺปมาณํ ความว่า เว้นจากประมาณด้วยสามารถแห่งการกระทำให้มาก ให้โอฬารและทำให้มากครั้งด้วยความเคารพ.

บทว่า นิรูปธึ ความว่า เว้นจากอุปธิ คือสังกิเลส. อธิบายว่า บริสุทธิ์อย่างยิ่ง คือปราศจากมลทินโทษ.

ก็เพราะเหตุที่เทวดาเหล่านั้นไม่ปรารถนามหัคคตกุศล เพราะยังไม่อยากพ้นไปจากกามโลก ย่อมปรารถนาเฉพาะบุญที่เป็นกามาวจรอย่างเดียว.

ฉะนั้น ในพระสูตรนี้ พึงทราบความอย่างนี้ว่า ท่านจุติจากเทวโลกนี้แล้วเกิดในหมู่มนุษย์ รู้เดียงสาแล้ว ละทุจริตทุกอย่างมีกายทุจริตเป็นต้น สั่งสมสุจริตทั้งมวลมีกายสุจริตเป็นต้นให้โอฬาร ให้ไพบูลย์ แล้วจงเป็นผู้มีศรัทธาที่มาแล้วด้วยอริยมรรคก็เพราะเหตุที่เทวดาเหล่านั้นยังปรารถนาปฐมมรรคบ้าง ทุติยมรรคบ้าง ในโลกุตรธรรมทั้งหลาย เพราะเหตุที่ตนยังล่วงการเกิดในเทวโลกไปไม่ได้.

ฉะนั้น พึงทราบความแห่งบททั้งหลายว่า อปฺปมาณํ นิรูปธึ ด้วยสามารถแม้แห่งกุศลเหล่านั้นว่า กุศลชื่อว่าหาประมาณมิได้ เพราะเข้าไปตัดกิเลสทั้งหลายมีกามราคะอย่างหยาบที่ตั้งอยู่ในที่เดียวกัน ในฐานะเป็นศัตรูเป็นต้น อันกระทำซึ่งประมาณ.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าหาอุปธิมิได้ เพราะละขันธูปธิที่ควรแก่การเกิดขึ้นจากภพที่ ๗ และอภิสังขารูปธิที่เกิดแต่ขันธูปธินั้น ทั้งกิเลสูปธิอันมรรคนั้นๆ พึงฆ่า และเพราะอาศัยพระนิพพาน กล่าวคือธรรมชาติที่ไม่มีอุปธิ เหตุที่อุปธิเหล่านั้นเกิดขึ้นไม่ได้.

พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงกรรมที่ปิดประตูอบายไว้โดยส่วนเดียวอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดงกรรมที่จะให้เกิดสวรรคสมบัติ จึงตรัสคำมีอาทิว่า ตโต โอปธิกํ ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอปธิกํ ได้แก่ ให้เผล็ดผลเป็นอุปธิ.

อธิบายว่า ให้เกิดสมบัติคืออัตภาพและโภคสมบัติ.

ก็อัตภาพ ท่านเรียกว่าอุปธิ ดังที่ตรัสไว้ว่า มีอยู่กรรมสมาทานที่เป็นบาปบางอย่าง ที่ขัดขวางอุปธิสมบัติยังไม่ให้ผล ดังนี้. แม้กามคุณก็ตรัสเรียกว่าอุปธิ ดังที่ตรัสไว้ว่า ความเศร้าโศกของนรชนมีเพราะอุปธิ.

____________________________

อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๘๔๐

สํ. ส. เล่ม ๑๕/ข้อ ๒๗

ในคำว่า อุปธีหิ นรสฺส โสจนํ นี้ มีอรรถพจน์ดังต่อไปนี้

อัตภาพและกามคุณ ชื่อว่าอุปธิ เพราะเป็นที่อันสัตว์ทรงไว้ซึ่งสุขและทุกข์ บุคคลชื่อว่าโอปธิกะ เพราะมีอุปธิเป็นเหตุ เป็นปกติ หรือควรซึ่งอุปธิ กระทำบุญนั้นให้มาก คือให้โอฬาร.

ถามว่า ทำอย่างไร.

ตอบว่า ทำด้วยทาน เพราะว่า ทานคนนอกนี้ทำได้ง่าย เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวอย่างนี้.

อีกอย่างหนึ่ง ด้วยบทว่า ทาเนน พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส หมายเอาอภัยทานด้วย ไม่ใช่ตรัสอามิสทานเท่านั้น เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า ทรงสงเคราะห์เอาศีลเข้าไว้ด้วย.

ก็เพราะเหตุที่เทวดาเหล่านั้น ปรารถนาความเสื่อมแห่งกายอสูร และความบริบูรณ์ของกายเทพ โดยส่วนเดียวเท่านั้นเพราะฉะนั้น เมื่อจะทรงแสดงอุบายแก่เทพบุตรนั้น จึงประกอบเทพบุตรไว้ในธรรมทาน ด้วยบาทแห่งคาถาว่าอญฺเญปิ มจฺเจ สทฺธมฺเม พฺรหฺมจริเย นิเวสย (ยังสัตว์แม้เหล่าอื่นให้ตั้งอยู่ในพระสัทธรรม ที่เป็นพรหมจรรย์) ดังนี้.

บทว่า ยทา วิทู ความว่า เวลาใด เทวดาทั้งหลายพึงรู้ คือพึงทราบเทวดาผู้จะจุติ เวลานั้น เทวดาทั้งหลายจะอนุโมทนาด้วยความอนุเคราะห์ คือด้วยความเป็นผู้ใคร่ เพื่อบำบัดทุกข์ตามที่กล่าวแล้วนี้ว่า ดูก่อนเทพ ท่านจงมา คือจงกลับมาสู่เทวกายนี้บ่อยๆ ดังนี้.

จบอรรถกถาจวมานสูตรที่ ๔ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา