๑. วิตักกสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อิติวุตฺตเก ติกนิปาตสฺส จตุตฺถวคฺโค
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต อิติวุตตกะ ติกนิบาต วรรคที่ ๔ ๑. วิตักกสูตร
๑ วุตฺตํ เหตํ ภควตา วุตฺตมรหตาติ เม สุตํ ตโยเม ภิกฺขเว อกุสลา วิตกฺกา กตเม ตโย อนวญฺญตฺติปฏิสํยุตฺโต วิตกฺโก ลาภสกฺการสิโลกปฏิสํยุตฺโต วิตกฺโก ปรานุทฺทยตา- ปฏิสํยุตฺโต วิตกฺโก อิเม โข ภิกฺขเว ตโย อกุสลา วิตกฺกาติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ อิติ วุจฺจติ อนวญฺญตฺติสญฺญุตฺโต ลาภสกฺการคารโว สหนนฺทิ อมจฺเจหิ อารา สํโยชนกฺขยา โยธ ปุตฺเต ปสุํ หิตฺวา วิวาโส สงฺคหานิ จ ภพฺโพ โส ตาทิโส ภิกฺขุ ผุฏฺฐุํ สมฺโพธิมุตฺตมนฺติ ฯ ปฐมํ ฯ
จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย อกุศลวิตก ๓ ประการ ๓ ประการเป็นไฉน คือ วิตกประกอบด้วยการไม่ให้ผู้อื่นดูหมิ่นตน ๑ วิตกประกอบด้วยลาภ สักการะและความสรรเสริญ ๑ วิตกประกอบด้วยความเอ็นดูในผู้อื่น ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลายอกุศลวิตก ๓ ประการนี้แล ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า บุคคลผู้ประกอบแล้วด้วยการไม่ให้ผู้อื่นดูหมิ่นตน ผู้หนักใน ลาภและสักการะ มีปรกติยินดีกับด้วยอำมาตย์ทั้งหลาย เป็น ผู้ห่างไกลจากความสิ้นไปแห่งสังโยชน์ ภิกษุใดในธรรม วินัยนี้ ละบุตร ปศุสัตว์ การให้กระทำวิวาหะ และการ หวงแหนเสียได้ ภิกษุผู้เช่นนั้นๆ เป็นผู้ควรเพื่อจะบรรลุ สัมโพธิญาณอันสูงสุด ฯ จบสูตรที่ ๑
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๓. ติกนิบาต] ๔. จตุตถวรรค ๑. วิตักกสูตร ๔. จตุตถวรรค หมวดที่ ๔ ๑. วิตักกสูตร ว่าด้วยอกุศลวิตก
แท้จริง พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้ว พระสูตรนี้ พระอรหันต์ กล่าวไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ “ภิกษุทั้งหลาย อกุศลวิตก ๓ ประการนี้ อกุศลวิตก ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. วิตกที่เกี่ยวกับความไม่ต้องการให้ผู้อื่นดูหมิ่นตน ๒. วิตกที่เกี่ยวกับลาภสักการะและการสรรเสริญ ๓. วิตกที่เกี่ยวกับความเอ็นดูในคนอื่น ภิกษุทั้งหลาย อกุศลวิตก ๓ ประการนี้แล” พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความดังกล่าวมานี้แล้ว ในพระสูตรนั้น จึงตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า บุคคลผู้ประกอบด้วยวิตกที่ไม่ต้องการให้ผู้อื่นดูหมิ่นตน เป็นผู้หนักในลาภสักการะและการสรรเสริญ มีปกติยินดีกับพวกอำมาตย์ ย่อมอยู่ห่างไกลจากธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งสังโยชน์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ละทิ้งบุตร สัตว์เลี้ยง การแต่งงาน และความห่วงใยได้ เช่นนี้ จึงควรเพื่อจะบรรลุอรหัตตผลอันยอดเยี่ยมได้ แม้เนื้อความนี้ พระผู้มีพระภาคก็ตรัสไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้แลวิตักกสูตรที่ ๑ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๔๔๓}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ติกนิบาตวรรณนา วรรควรรณนาที่ ๔ อรรถกถาวิตักกสูตร
ในวิตักกสูตรที่ ๑ แห่งวรรคที่ ๔ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อกุสลา วิตกฺกา ความว่า วิตกทั้งหลายอันเกิดจากความเป็นผู้ไม่ฉลาด. อธิบายว่า ได้แก่ มิจฉาวิตก.
บทว่า อนวญฺญตฺติ ในบทว่า อนวญฺญตฺติปฏิสํยุตฺโต นี้ ได้แก่ การไม่ถูกดูหมิ่นเพราะความที่ตนไม่ถูกผู้อื่นดูหมิ่น คือไม่ถูกดูแคลน คืออิจฉาจารที่เป็นไปแล้วอย่างนี้ว่า ไฉนหนอ คนเหล่าอื่นไม่พึงดูหมิ่นเรา ดังนี้ คือการเกี่ยวข้องอันประกอบด้วยการไม่ถูกดูหมิ่นนั้น หรือวิตกอันปฏิสังยุตด้วยการไม่ดูหมิ่น ซึ่งปรารภการคลุกคลีนั้นเป็นไปแล้วเพราะฉะนั้น คำว่า อนวญฺญตฺติ นี้ เป็นชื่อของวิตกที่ผู้ดำรงอยู่ในอิจฉาจารให้เป็นไปแล้ว เพราะต้องการความยกย่องว่า กระไรหนอ คนเหล่าอื่นทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต จะไม่พึงเหยียดหยามเราให้ต่ำต้อย.
บทว่า ลาภสกฺการสิโลกปฏิสํยุตฺโต ความว่า วิตกที่ประกอบด้วยลาภมีจีวรเป็นต้น สักการะและกิตติศัพท์ โดยทำให้เป็นอารมณ์.
บทว่า ปรานุทฺทยตาปฏิสํยุตฺโต ความว่า ประกอบด้วยความรักที่เป็นเจ้าเรือน อันเป็นความเอ็นดูเทียมในผู้อื่น ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายเอาว่า ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้คลุกคลี เพลิดเพลิน โศกเศร้า อยู่กับพระราชา ราชมหาอมาตย์ พราหมณ์ คฤหบดี เดียรถีย์และสาวกแห่งเดียรถีย์ทั้งหลาย. เมื่อเขาสุขก็สุขด้วย เมื่อเขาทุกข์ก็ทุกข์ด้วย ย่อมถึงการประกอบตนในกิจการอันบังเกิดขึ้นแล้วของเขา ดังนี้.
____________________________
สํ. สฬา. เล่ม ๑๘/ข้อ ๓๒๓ อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๙๐๕
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาทั้งหลายดังต่อไปนี้.
บุคคลผู้ประกอบด้วยการไม่ดูหมิ่น ชื่อว่า อนวญฺญตฺติสํยุตฺโต บุคคลชื่อว่า ลาภสกฺการคารโว เพราะมีความตระหนักในลาภสักการะ ไม่ใช่ในธรรม. บุคคลชื่อว่าอมัจจะ เพราะเป็นผู้ใกล้ชิด คือร่วมสุข ร่วมทุกข์กัน ได้แก่ ผู้อุปถัมภ์คล้ายกับสหาย บุคคลผู้มีปกติยินดีกับด้วยอำมาตย์เหล่านั้น ด้วยอำนาจความรักที่เป็นเจ้าเรือน ชื่อว่าเป็นผู้ยินดีกับด้วยอมาตย์ทั้งหลาย. ด้วยบทว่า สหนนฺที อมจฺเจหิ นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงถึงวิตกที่ประกอบด้วยความเอ็นดูผู้อื่น.
บทว่า อารา สํโยชนกฺขยา ความว่า บุคคลถูกวิตกทั้ง ๓ เหล่านี้ครอบงำ ย่อมเป็นผู้ห่างไกลจากความสิ้นไปแห่งสังโยชน์ คือพระอรหันต์. พระอรหันต์นั้นเป็นของหาได้ยาก สำหรับเขา.
บทว่า ปุตฺตปสุํ ได้แก่ ทั้งบุตรทั้งสัตว์เลี้ยงและด้วยปุตฺตศัพท์ ในคำว่า ปุตฺตปสุํ นี้ ทรงสงเคราะห์เอาภรรยาเป็นต้นไว้ด้วย. ด้วยปสุศัพท์ ทรงสงเคราะห์เอาม้า กระบือ นาและสวนเป็นต้นเข้าไว้ด้วย.
บทว่า วิวาเห ความว่า ในการให้วิวาทมงคล.
ด้วยบทว่า อาวาโห นี้ ทรงสงเคราะห์เอาอาวาหมงคลเข้าไว้ด้วย.
บทว่า สงฺคหานิ ได้แก่ การหวงแหน. อธิบายว่า ควรแก่การระมัดระวัง. แต่อาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า ได้แก่การสนิทสนม. อธิบายว่า สนิทสนมกันฉันมิตร. เชื่อมความว่าละทิ้งทั้งหมด.
บทว่า ภพฺโพ โส ตาทิโส ภิกฺขุ ความว่า เธอสละสิ่งที่ทำให้เนิ่นช้าทุกอย่าง.
ชื่อว่าเป็นภิกษุ เพราะเห็นภัยในสงสารด้วยสัมมาปฏิบัติที่พระศาสดาตรัสไว้แล้วโดยประการใด ชื่อว่าเป็นผู้เช่นนั้น เพราะพึงเห็นโดยประการนั้น ย่อมควรเพื่อบรรลุการตรัสรู้อันยอดเยี่ยม คือพระอรหัต.
จบอรรถกถาวิตักกสูตรที่ ๑ -----------------------------------------------------