๙. ราคสูตร ที่ ๑
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ๙. ราคสูตรที่ ๑
๙ วุตฺตํ เหตํ ภควตา วุตฺตมรหตาติ เม สุตํ ยสฺส กสฺสจิ ภิกฺขเว ราโค อปฺปหีโน โทโส อปฺปหีโน โมโห อปฺปหีโน อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว พนฺโธ มารสฺส ปฏิมุกฺกสฺส มารปาโส ยถากามกรณีโย จ ปาปิมโต ฯ ยสฺส กสฺสจิ ภิกฺขเว ราโค ปหีโน โทโส ปหีโน โมโห ปหีโน อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อพนฺโธ มารสฺส โอมุกฺกสฺส มารปาโส น ยถากามกรณีโย จ ปาปิมโตติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ อิติ วุจฺจติ ยสฺส ราโค จ โทโส จ อวิชฺชา จ วิราชิตา ตํ ภาวิตตฺตญฺญตรํ พฺรหฺมภูตํ ตถาคตํ พุทฺธํ เวรภยาตีตํ อาหุ สพฺพปหายินนฺติ ฯ อยมฺปิ อตฺโถ วุตฺโต ภควตา อิติ เม สุตนฺติ ฯ นวมํ ฯ
จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว พระสูตรนี้พระผู้มี พระภาคผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย ราคะ โทสะ โมหะ บุคคลผู้ใดผู้หนึ่งยังไม่ละได้แล้วบุคคลผู้นี้เรากล่าวว่า เป็นผู้อันมารผูกไว้แล้ว สวมบ่วงแล้ว และถูกมารผู้มีบาปพึงกระทำได้ตามความพอใจ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ราคะ โทสะ โมหะบุคคลผู้ใดผู้หนึ่งละได้แล้ว บุคคลผู้นี้เรากล่าวว่า มารผูกไม่ได้ สวมบ่วงไม่ได้และมารผู้มีบาปกระทำตามความพอใจไม่ได้ ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า พระอริยเจ้าทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ได้กล่าวบุคคล ผู้สำรอกราคะ โทสะ และอวิชชาได้แล้ว ผู้มีตน อันอบรมแล้ว ผู้ใดผู้หนึ่ง ว่าเป็นผู้ประเสริฐ ผู้ไป แล้วอย่างนั้น ผู้ตรัสรู้แล้ว ผู้ล่วงเวรและภัย ผู้ละกิเลส ทั้งปวงเสียได้ ฯ เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วฉะนี้แล ฯ จบสูตรที่ ๙
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๓. ติกนิบาต] ๒. ทุติยวรรค ๙. ปฐมราคสูตร ๙. ปฐมราคสูตร ว่าด้วยการละราคะ สูตรที่ ๑
แท้จริง พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้ว พระสูตรนี้ พระอรหันต์ กล่าวไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ “ภิกษุทั้งหลาย บุคคลใดยังละราคะ โทสะ โมหะไม่ได้ บุคคลนี้เราเรียกว่าถูกมาร ผูกไว้ สวมบ่วงมารไว้ และถูกมารผู้มีบาปทำได้ตามความปรารถนา ภิกษุทั้งหลาย บุคคลใดละราคะ โทสะ โมหะได้แล้ว บุคคลนี้เราเรียกว่าไม่ถูกมารผูกไว้ ไม่สวมบ่วงมารไว้ และไม่ถูกมารผู้มีบาปทำได้ตามความปรารถนา” พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความดังกล่าวมานี้แล้ว ในพระสูตรนั้น จึงตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า พระอริยะทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น เรียกบุคคลผู้ละราคะ โทสะ และอวิชชาได้แล้วว่า เป็นคนหนึ่งในบรรดาท่านผู้อบรมตนแล้ว เป็นผู้ประเสริฐ เป็นผู้ไปแล้วอย่างนั้น เป็นผู้ตรัสรู้ เป็นผู้ล่วงเวรและภัย เป็นผู้ละกิเลสทั้งปวงได้ แม้เนื้อความนี้ พระผู้มีพระภาคก็ตรัสไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้แลปฐมราคสูตรที่ ๙ จบ @เชิงอรรถ : @ มารในที่นี้หมายถึงกิเลสมาร (ขุ.อิติ.อ. ๖๘/๒๔๖)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๔๒๔}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาปฐมราคสูตร
ในปฐมราคสูตรที่ ๙ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ยสฺส กสฺสจิ เป็นคำกล่าวถึงบุคคลที่ไม่ได้กำหนดแน่นอน เพราะฉะนั้น อันบุคคลผู้ใดบุคคลหนึ่งจะเป็นคฤหัสถ์ก็ตาม บรรพชิตก็ตาม.
บทว่า ราโค อปฺปหีโน ความว่า กิเลสชื่อว่าราคะ เพราะอรรถว่ากำหนัดอันผู้ใดผู้หนึ่งยังละไม่ได้แล้ว ด้วยสามารถแห่งการตัดขาด (สมุจเฉทปหาน) คือไม่ให้ถึงการไม่ให้เกิดขึ้นเป็นธรรมดาด้วยมรรค แม้ในโทสะและโมหะทั้งหลายก็มีนัยนี้เหมือนกัน
บรรดากิเลสเหล่านั้น ราคะโทสะโมหะที่จะให้ไปอบายจะละได้ด้วยปฐมมรรค. กามราคะอย่างหยาบและโทสะอย่างหยาบ จะละได้ด้วยทุติยมรรค. กามราคะและโทสะเหล่านั้นแหละจะละไม่มีเหลือเลย ได้ด้วยตติยมรรค.
ภวราคะและโมหะที่เหลือ จะละได้ด้วยมรรคที่ ๔ เมื่อละกิเลสเหล่านี้ได้อย่างนี้ กิเลสแม้ทั้งหมดก็ย่อมละได้เหมือนกัน เพราะตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับกิเลสเหล่านั้น.
ราคะเป็นต้นเหล่านี้ตามที่พรรณนามานี้ ผู้ใดผู้หนึ่งจะเป็นภิกษุก็ตาม ภิกษุณีก็ตาม อุบาสกก็ตาม อุบาสิกาก็ตาม ยังละไม่ได้แล้วด้วยมรรค.
บทว่า พนฺโธ มารสฺส ความว่า บุคคลนี้ เราตถาคตเรียกว่าถูกมารคือกิเลสผูกไว้แล้ว และเขาถูกกิเลสมารผูกไว้แล้วด้วยบ่วงอันเลิศใด ก็เป็นอันถูกแม้อภิสังขารมารเป็นต้นผูกไว้แล้ว ด้วยบ่วงอันเลิศนั้นเหมือนกัน.
บทว่า ปฏิมุกฺกสฺส มารปาโส ความว่า กิเลสกล่าวคือบ่วงแห่งมาร เป็นอันเขาคือบุคคลนี้ผู้ยังละกิเลสไม่ได้สวมไว้แล้ว เพราะยังละกิเลสไม่ได้นั้นนั่นเอง.
อธิบายว่า คล้องไว้แล้ว คือสอดเข้าไปแล้ว ในจิตสันดานของตน ได้แก่ถูกมารนั้นบังคับให้ผูกเอง. อีกอย่างหนึ่ง บ่วงมารพึงเป็นของที่เขาสวมแล้ว.
พึงทราบอธิบายในธรรมฝ่ายขาวต่อไปนี้.
บทว่า โอมุกกสฺส ความว่า บ่วงมารนั้น พึงเป็นของอันเขาเปลื้อง คือแก้แล้ว ได้แก่ตั้งอยู่ไม่ได้.
คำที่เหลือพึงทราบตามบรรยายที่ตรงข้ามจากที่กล่าวมาแล้ว.
ในพระสูตรนี้ คาถามีมาแล้วด้วยสามารถแห่งธรรมที่เป็นฝ่ายขาวเท่านั้น ในพระคาถานั้นมีความสังเขปดังต่อไปนี้.
พระอริยะทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น กล่าวถึงพระอริยบุคคลผู้สำรอกราคะ โทสะและอวิชชาออกแล้ว คือให้ดับไปแล้วด้วยมรรคอันเลิศ (อรหัตผล) ผู้มีกายอันอบรมแล้วว่าเป็นผู้ประเสริฐ คือเป็นพระพรหม หรือเป็นผู้ประเสริฐสุด คือบรรลุพระอรหัตแล้วองค์ใดองค์หนึ่ง คือองค์หนึ่งภายในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลายผู้ชื่อว่าอบรมตนแล้ว เพราะมีศีล สมาธิและปัญญาพระขีณาสพอื่นๆ เป็นผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ คือปุรพูปนิสัยมาแล้ว และท่านเหล่านั้นถึงแล้ว คือบรรลุแล้วซึ่งพระนิพพานด้วยมัชฌิมาปฏิปทาที่สงเคราะห์ด้วยศีลขันธ์ สมาธิขันธ์และปัญญาขันธ์ เว้นจากส่วนสุดทั้งสอง.
อีกอย่างหนึ่ง ท่านเหล่านั้นแทงตลอดลักษณะที่แท้จริงแห่งขันธ์เป็นต้นตามความเป็นจริง ท่านเหล่านั้นรู้ยิ่งแล้วซึ่งทุกข์เป็นต้นอันเป็นธรรมที่แท้จริงโดยไม่ผิดพลาด และท่านเหล่านั้นเห็นอารมณ์ทั้งหลายมีรูปเป็นต้นด้วยสามารถเพียงเห็นเท่านั้น.
อีกอย่างหนึ่ง พระอริยบุคคล ๘ จำพวกเหล่านี้มีวาจาเป็นไปแล้วด้วยสามารถแห่งอริยโวหารอย่างเดียว โดยเว้นโวหารที่ไม่ใช่ของพระอริยะ มีกายเป็นไปแล้วเหมาะสมแก่วาจา และมีวาจาเป็นไปแล้วเหมาะสมแก่กายฉันใด
พระอริยะทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นกล่าว คือเรียก ได้แก่สรรเสริญบุคคลนั้นผู้ไปแล้วอย่างนั้นว่า ท่านผู้นี้เป็นพระอริยบุคคล ผู้ชื่อว่ารู้แล้ว เพราะรู้อริยสัจ ๔. ผู้ก้าวล่วงบุคคลเวร (เวรเกิดจากบุคคล) กิเลสเวร (เวรเกิดจากกิเลส) และภัยมีการติเตียนตนเป็นต้น ชื่อว่าเป็นผู้ล่วงพ้นเวรภัย. ผู้ชื่อว่าละกิเลสทุกอย่างได้ เพราะละกิเลสและอภิสังขารเป็นต้นทั้งมวลได้ ฉันนั้น.
จบอรรถกถาปฐมราคสูตรที่ ๙ -----------------------------------------------------