๕. พาลวรรค
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ธมฺมปทคาถาย ปญฺจโม พาลวคฺโค
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต คาถาธรรมบท พาลวรรคที่ ๕
|๑๕.๖๐| ๕ ทีฆา ชาครโต รตฺติ ทีฆํ สนฺตสฺส โยชนํ ทีโฆ พาลาน สํสาโร สทฺธมฺมํ อวิชานตํ ฯ |๑๕.๖๑| จรญฺเจ นาธิคจฺเฉยฺย เสยฺยํ สทิสมตฺตโน เอกจริยํ ทฬฺหํ กยิรา นตฺถิ พาเล สหายตา ฯ |๑๕.๖๒| ปุตฺตา มตฺถิ ธนมตฺถิ อิติ พาโล วิหญฺญติ อตฺตา หิ อตฺตโน นตฺถิ กุโต ปุตฺตา กุโต ธนํ ฯ |๑๕.๖๓| โย พาโล มญฺญตี พาลฺยํ ปณฺฑิโต วาปิ เตน โส พาโล จ ปณฺฑิตมานี ส เว พาโลติ วุจฺจติ ฯ |๑๕.๖๔| ยาวชีวมฺปิ เจ พาโล ปณฺฑิตํ ปยิรุปาสติ น โส ธมฺมํ วิชานาติ ทพฺพี สูปรสํ ยถา ฯ |๑๕.๖๕| มุหุตฺตมปิ เจ วิญฺญู ปณฺฑิตํ ปยิรุปาสติ ขิปฺปํ ธมฺมํ วิชานาติ ชิวฺหา สูปรสํ ยถา ฯ |๑๕.๖๖| จรนฺติ พาลา ทุมฺเมธา อมิตฺเตเนว อตฺตนา กโรนฺตา ปาปกํ กมฺมํ ยํ โหติ กฏุกปฺผลํ ฯ |๑๕.๖๗| น ตํ กมฺมํ กตํ สาธุ ยํ กตฺวา อนุตปฺปติ ยสฺส อสฺสุมุโข โรทํ วิปากํ ปฏิเสวติ ฯ |๑๕.๖๘| ตญฺจ กมฺมํ กตํ สาธุ ยํ กตฺวา นานุตปฺปติ ยสฺส ปตีโต สุมโน วิปากํ ปฏิเสวติ ฯ |๑๕.๖๙| มธุวา มญฺญตี พาโล ยาว ปาปํ น ปจฺจติ ยทา จ ปจฺจติ ปาปํ อถ (พาโล) ทุกฺขํ นิคจฺฉติ ฯ |๑๕.๗๐| มาเส มาเส กุสคฺเคน พาโล ภุญฺเชถ โภชนํ น โส สงฺขาตธมฺมานํ กลํ อคฺฆติ โสฬสึ ฯ |๑๕.๗๑| น หิ ปาปํ กตํ กมฺมํ สชฺชุขีรํว มุจฺจติ ฑหนฺตํ พาลมเนฺวติ ภสฺมาจฺฉนฺโนว ปาวโก ฯ |๑๕.๗๒| ยาวเทว อนตฺถาย ญตฺตํ พาลสฺส ชายติ หนฺติ พาลสฺส สุกฺกํสํ มุทฺธํ อสฺส วิปาตยํ ฯ |๑๕.๗๓| อสนฺตํ ภาวมิจฺเฉยฺย ปุเรกฺขารญฺจ ภิกฺขุสุ อาวาเสสุ จ อิสฺสริยํ ปูชา ปรกุเลสุ จ |๑๕.๗๔| มเมว กตมญฺญนฺตุ คิหี ปพฺพชิตา อุโภ มเมว อติวสา อสฺสุ กิจฺจากิจฺเจสุ กิสฺมิจิ อิติ พาลสฺส สงฺกปฺโป อิสฺสา มาโน จ วฑฺฒติ ฯ |๑๕.๗๕| อญฺญา หิ ลาภูปนิสา อญฺญา นิพฺพานคามินี เอวเมตํ อภิญฺญาย ภิกฺขุ พุทฺธสฺส สาวโก สกฺการํ นาภินนฺเทยฺย วิเวกมนุพฺรูหเย ฯ พาลวคฺโค ปญฺจโม ฯ ---------
ราตรียาวแก่คนผู้ตื่นอยู่ โยชน์ยาวแก่คนผู้เมื่อยล้า สงสาร ยาวแก่คนพาลผู้ไม่รู้แจ้งพระสัทธรรม ถ้าว่าบุคคลเมื่อเที่ยวไป ไม่พึงประสบสหายประเสริฐกว่าตน หรือสหายผู้เช่นด้วย ตนไซร้ บุคคลนั้นพึงทำการเที่ยวไปผู้เดียวให้มั่น เพราะว่า คุณเครื่องความเป็นสหาย ย่อมไม่มีในคนพาล คนพาล ย่อมเดือดร้อนว่า บุตรของเรามีอยู่ ทรัพย์ของเรามีอยู่ ดังนี้ ตนนั่นแลย่อมไม่มีแก่ตน บุตรทั้งหลายแต่ที่ไหน ทรัพย์แต่ ที่ไหน ผู้ใดเป็นพาลย่อมสำคัญความที่ตนเป็นพาลได้ ด้วย เหตุนั้น ผู้นั้นยังเป็นบัณฑิตได้บ้าง ส่วนผู้ใดเป็นพาลมีความ สำคัญตนว่าเป็นบัณฑิต ผู้นั้นแลเรากล่าวว่าเป็นพาล ถ้าคน พาลเข้าไปนั่งใกล้บัณฑิตแม้ตลอดชีวิต เขาย่อมไม่รู้แจ้งธรรม เหมือนทัพพีไม่รู้จักรสแกง ฉะนั้น ถ้าว่าวิญญูชนเข้าไปนั่ง ใกล้บัณฑิตแม้ครู่หนึ่ง ท่านย่อมรู้ธรรมได้ฉับพลัน เหมือน ลิ้นรู้รสแกงฉะนั้น คนพาลมีปัญญาทราม มีตนเหมือนข้าศึก เที่ยวทำบาปกรรมอันมีผลเผ็ดร้อน บุคคลทำกรรมใดแล้วย่อม เดือดร้อนในภายหลัง กรรมนั้นทำแล้วไม่ดี บุคคลมีหน้า ชุ่มด้วยน้ำตา ร้องไห้อยู่ ย่อมเสพผลของกรรมใด กรรมนั้นทำแล้วไม่ดี บุคคลทำกรรมใดแล้ว ย่อมไม่เดือดร้อน ในภายหลัง กรรมนั้นแลทำแล้วเป็นดี บุคคลอันปีติโสมนัส เข้าถึงแล้ว [ด้วยกำลังแห่งปีติ] [ด้วยกำลังแห่งโสมนัส] ย่อมเสพผลแห่งกรรมใด กรรมนั้นทำแล้วเป็นดี คนพาล ย่อมสำคัญบาปประดุจน้ำหวาน ตลอดกาลที่บาปยังไม่ให้ผล แต่บาปให้ผลเมื่อใด คนพาลย่อมเข้าถึงทุกข์เมื่อนั้น คนพาล ถึงบริโภคโภชนะด้วยปลายหญ้าคาทุกเดือนๆ เขาย่อมไม่ถึง เสี้ยวที่ ๑๖ ซึ่งจำแนกออกไปแล้ว ๑๖ หน ของพระอริย บุคคลทั้งหลายผู้มีธรรมอันนับได้แล้ว ก็บาปกรรมบุคคล ทำแล้วยังไม่แปรไป เหมือนน้ำนมในวันนี้ยังไม่แปรไป ฉะนั้น บาปกรรมนั้นย่อมตามเผาคนพาล เหมือนไฟอันเถ้า ปกปิดแล้ว ฉะนั้น ความรู้นั้นย่อมเกิดแก่คนพาลเพื่อสิ่งมิใช่ ประโยชน์อย่างเดียว ความรู้ ยังปัญญาชื่อว่ามุทธาของเขา ให้ฉิบหายตกไป ย่อมฆ่าส่วนแห่งธรรมขาวของคนพาลเสีย ภิกษุผู้เป็นพาล พึงปรารถนาความสรรเสริญอันไม่มีอยู่ ความ ห้อมล้อมในภิกษุทั้งหลาย ความเป็นใหญ่ในอาวาส และ การบูชาในสกุลของชนเหล่าอื่น ความดำริย่อมบังเกิดขึ้นแก่ ภิกษุพาลว่า คฤหัสถ์และบรรพชิตทั้งสองฝ่าย จงสำคัญ กรรมที่บุคคลทำแล้วว่า เพราะอาศัยเราผู้เดียว คฤหัสถ์และ บรรพชิตเหล่านั้นจงเป็นไปในอำนาจของเราผู้เดียว ในบรรดา กิจน้อยและกิจใหญ่ทั้งหลาย กิจอะไรๆ อิจฉา [ความริษยา] มานะ [ความถือตัว] ย่อมเจริญแก่ภิกษุพาลนั้น ภิกษุ ผู้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้ารู้ยิ่งแล้ว ซึ่งปฏิปทา ๒ อย่าง นี้ว่า ปฏิปทาอันเข้าอาศัยลาภเป็นอย่างหนึ่ง ปฏิปทาเครื่อง ให้ถึงนิพพานเป็นอย่างหนึ่ง ดังนี้แล้ว ไม่พึงเพลิดเพลิน สักการะ พึงพอกพูนวิเวกเนืองๆ ฯ จบพาลวรรคที่ ๕
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๕. พาลวรรค หมวดว่าด้วยคนพาล ๑. อัญญตรปุริสวัตถุ เรื่องชายคนใดคนหนึ่ง (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่พระเจ้าปเสนทิโกศล และชายคนหนึ่ง ดังนี้)
ราตรีหนึ่ง ยาวนานสำหรับคนผู้ตื่นอยู่ ระยะทางโยชน์หนึ่ง ยาวไกลสำหรับคนผู้เมื่อยล้า สังสารวัฏ ยาวนานสำหรับคนพาลผู้ไม่รู้แจ้งสัทธรรม @เชิงอรรถ : @ คนพาล ในที่นี้หมายถึงคนโง่ ไม่มีปัญญา ไม่รู้จักประโยชน์ในโลกนี้ ประโยชน์ในโลกหน้า ไม่รู้จักพระ@สัทธรรมมีโพธิปักขิยธรรม และอริยสัจ ๔ เป็นต้น จึงต้องเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ (ขุ.ธ.อ. ๓/๑๑๐,@ขุ.ธ.ฏีกา ๘๑) @ สังสารวัฏ หมายถึงการเวียนว่ายตายเกิด (ขุ.ธ.อ. ๓/๑๑๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๔๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๕. พาลวรรค ๔. คัณฐิเภทกโจรวัตถุ๒. มหากัสสปสัทธิวิหาริกวัตถุ เรื่องสัทธิวิหาริกของพระมหากัสสปเถระ (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุผู้อยู่ในกรุงราชคฤห์ ดังนี้)
หากบุคคลเที่ยวหาคนดีกว่าตน หรือเสมอกับตนไม่ได้ ก็ควรถือการเที่ยวไปคนเดียวให้มั่นคง เพราะจะหาความเป็นเพื่อน ในคนพาลไม่ได้เลย ๓. อานันทเสฏฐิวัตถุ เรื่องอานันทเศรษฐี (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่เศรษฐีชื่อมูลสิริบุตรของอานันทเศรษฐี ดังนี้)
คนพาลย่อมเดือดร้อนว่า “เรามีบุตร เรามีทรัพย์” แท้จริง ตัวตนก็ไม่มี บุตรและทรัพย์จักมีแต่ที่ไหน ๔. คัณฐิเภทกโจรวัตถุ เรื่องโจรผู้ทำลายปม (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่โจรผู้ทำลายปมและชนทั้งหลาย ดังนี้)
คนพาลที่รู้ตัวว่าเป็นคนพาล ยังเป็นบัณฑิตได้บ้าง แต่คนพาลที่สำคัญตนว่าเป็นบัณฑิต นั่นแหละ เรียกว่า คนพาลแท้ @เชิงอรรถ : @ ความเป็นเพื่อน ในที่นี้หมายถึงคุณธรรมที่ได้จากความเป็นเพื่อนคือจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล กถาวัตถุ ๑๐@ธุดงคคุณ ๑๓ วิปัสสนา มรรค ๔ ผล ๔ วิชชา ๓ อภิญญา ๖ (ขุ.ธ.อ. ๓/๑๑๙-๑๒๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๔๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๕. พาลวรรค ๗. สุปปพุทธกุฏฐิวัตถุ๕. อุทายิเถรวัตถุ เรื่องพระอุทายีเถระ (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)
คนพาล แม้จะอยู่ใกล้บัณฑิตชั่วชีวิต ก็ไม่รู้แจ้งธรรม เหมือนทัพพีไม่รู้รสแกง ฉะนั้น๖. ปาเฐยยกภิกขุวัตถุ เรื่องภิกษุชาวเมืองปาฐา (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)
วิญญูชน แม้จะอยู่ใกล้บัณฑิตเพียงชั่วครู่ ก็รู้แจ้งธรรมได้ฉับพลัน เหมือนลิ้นรู้รสแกง ฉะนั้น๗. สุปปพุทธกุฏฐิวัตถุ เรื่องนายสุปปพุทธะผู้เป็นโรคเรื้อน (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)
คนพาลผู้มีปัญญาทราม ทำตนให้เป็นดุจข้าศึก เที่ยวทำบาปกรรมที่ให้ผลเผ็ดร้อน
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๔๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๕. พาลวรรค ๑๐. อุปปลวัณณาเถรีวัตถุ๘. กัสสกวัตถุ เรื่องชาวนา (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ชาวนาคนหนึ่ง ดังนี้)
บุคคลทำกรรมใดแล้ว ย่อมเดือดร้อนใจในภายหลัง ร้องไห้น้ำตานองหน้า เสวยผลกรรมอยู่ กรรมนั้นชื่อว่า เป็นกรรมไม่ดี ๙. สุมนมาลาการวัตถุ เรื่องช่างดอกไม้ชื่อสุมนะ (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)
บุคคลทำกรรมใดแล้ว ย่อมไม่เดือดร้อนใจในภายหลัง อิ่มเอิบ ดีใจ เสวยผลกรรมอยู่ กรรมนั้นชื่อว่า เป็นกรรมดี ๑๐. อุปปลวัณณาเถรีวัตถุ เรื่องพระอุบลวัณณาเถรี (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)
ตลอดเวลาที่บาปยังไม่ให้ผล คนพาลย่อมสำคัญบาปดุจน้ำผึ้ง แต่เมื่อใดบาปให้ผล เมื่อนั้นคนพาลย่อมประสบทุกข์ @เชิงอรรถ : @ สำคัญบาปดุจน้ำผึ้ง หมายถึงสำคัญว่าบาปอกุศลที่ตนทำอยู่ ปรากฏน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจ@เหมือนน้ำผึ้ง (ขุ.ธ.อ. ๓/๑๔๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๔๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๕. พาลวรรค ๑๓. สัฏฐิกูฏเปตวัตถุ๑๑. ชัมพุกาชีวกวัตถุ เรื่องอาชีวกชื่อชัมพุกะ (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่มหาชนชาวแคว้นอังคะและมคธ ดังนี้)
คนพาลถึงใช้ปลายหญ้าคาจิ้มอาหารกินทุกๆ เดือน เขาก็ไม่ได้รับผลแห่งการปฏิบัติเช่นนั้น เท่าเสี้ยวที่ ๑๖ ของผู้มีธรรมอันนับได้แล้ว๑๒. อหิเปตวัตถุ เรื่องเปรตผู้มีรูปร่างเหมือนงู (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)
บาปกรรมที่บุคคลทำแล้วยังไม่ให้ผลทันที เหมือนน้ำนมที่รีดในวันนี้ บาปกรรมนั้นจะค่อยๆ เผาผลาญคนพาล เหมือนไฟที่ถูกเถ้ากลบไว้ ฉะนั้น ๑๓. สัฏฐิกูฏเปตวัตถุ เรื่องเปรตถูกค้อนต่อยศีรษะ (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)
ความรู้ เกิดแก่คนพาลเพียงเพื่อทำลายถ่ายเดียว ความรู้ของคนพาลนั้น กำจัดคุณงามความดี ทำปัญญาของเขาให้ตกต่ำ @เชิงอรรถ : @ ผู้มีธรรมอันนับได้แล้ว หมายถึงผู้มีธรรมอันรู้แล้ว ผู้มีธรรมอันชั่งได้แล้ว ในที่นี้หมายถึง พระโสดาบัน@จนถึงพระอรหันต์ (ขุ.ธ.อ. ๓/๑๕๓) @ ความรู้ ในที่นี้หมายรวมถึงศิลปะ ยศ ชื่อเสียง (ขุ.ธ.อ. ๓/๑๖๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๔๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๕. พาลวรรค ๑๔. สุธัมมเถรวัตถุ๑๔. สุธัมมเถรวัตถุ เรื่องพระสุธัมมเถระ (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่พระสุธัมมเถระ ดังนี้)
ภิกษุพาลปรารถนาการยกย่องที่ตนไม่มี ปรารถนาให้ภิกษุทั้งหลายตามแวดล้อมตน ปรารถนาความเป็นใหญ่ในอาวาส และปรารถนาเครื่องบูชาจากชาวบ้านทั้งหลาย
ภิกษุพาลเกิดความดำริว่า “ขอให้คฤหัสถ์และบรรพชิตทั้ง ๒ ฝ่าย จงเข้าใจว่า เราผู้เดียวทำกิจนี้ เราผู้เดียวพึงมีอำนาจในการงาน ไม่ว่ากิจการใหญ่หรือเล็ก” ความริษยา และความถือตัว จึงเกิดพอกพูนขึ้น @เชิงอรรถ : @ ปรารถนาการยกย่องที่ตนไม่มี หมายถึงไม่มีศรัทธา ต้องการให้คนชมว่ามีศรัทธา ทุศีลต้องการให้คนชม@ว่ามีศีล เป็นต้น (ขุ.ธ.อ. ๓/๑๖๖) @ ความริษยา ในที่นี้หมายถึงตัณหาที่เกิดในทวาร ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ (ขุ.ธ.อ. ๓/๑๖๗)@ ความถือตัว ในที่นี้หมายถึงมานะ ๙ อย่าง (๑) เป็นผู้เลิศกว่าเขา ถือตัวว่าเลิศกว่าเขา (๒) เป็นผู้เลิศกว่าเขา@ถือตัวว่าเสมอเขา (๓) เป็นผู้เลิศกว่าเขา ถือตัวว่าด้อยกว่าเขา (๔) เป็นผู้เสมอเขา ถือตัวว่าเลิศกว่าเขา@(๕) เป็นผู้เสมอเขา ถือตัวว่าเสมอเขา (๖) เป็นผู้เสมอเขา ถือตัวว่าด้อยกว่าเขา (๗) เป็นผู้ด้อยกว่าเขา@ถือตัวว่าเลิศกว่าเขา (๘) เป็นผู้ด้อยกว่าเขา ถือตัวว่าเสมอเขา (๙) เป็นผู้ด้อยกว่าเขา ถือตัวว่าด้อยกว่าเขา@(ขุ.ธ.อ. ๓/๑๖๗) และดู ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๒๑/๙๖-๙๗
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๖. ปัณฑิตวรรค ๑. ราธเถรวัตถุ ๑๕ วนวาสีติสสเถรวัตถุ เรื่องพระวนวาสีติสสเถระ (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)
ข้อปฏิบัติที่เป็นเหตุให้ได้ลาภเป็นอย่างหนึ่ง ข้อปฏิบัติที่ให้ถึงนิพพานเป็นอีกอย่างหนึ่ง ภิกษุผู้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า รู้ชัดข้อปฏิบัติทั้งสองนี้แล้ว ไม่พึงยินดีสักการะ แต่พึงเพิ่มพูนวิเวก (ให้ต่อเนื่อง) พาลวรรคที่ ๕ จบ ๖. ปัณฑิตวรรค หมวดว่าด้วยบัณฑิต ๑. ราธเถรวัตถุ เรื่องพระราธเถระ (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)
บุคคลพึงเห็นผู้มีปัญญามักชี้โทษ มักพูดปรามไว้ เหมือนผู้ชี้บอกขุมทรัพย์ (และ) พึงคบผู้ที่เป็นบัณฑิตเช่นนั้น เพราะเมื่อคบคนเช่นนั้น ย่อมมีแต่ความเจริญ ไม่มีความเสื่อมเลย @เชิงอรรถ : @ สักการะ ในที่นี้หมายถึงปัจจัย ๔ (จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร) (ขุ.ธ.อ. ๓/๑๘๙)@ วิเวก หมายถึงความสงัด มี ๓ คือ (๑) กายวิเวก ความสงัดกาย (๒) จิตตวิเวก ความสงัดใจ (๓) อุปธิวิเวก@ความสงัดอุปธิ (ขุ.ธ.อ. ๓/๑๘๙-๑๙๐) @ ขุ.เถร. (แปล) ๒๖/๙๙๓/๕๐๒, ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๒๐๘/๖๑๐
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๑}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๕. พาลวรรควรรณนา ๑. เรื่องบุรุษคนใดคนหนึ่ง [๔๕] ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระเจ้าปเสนทิโกศลและบุรุษคนใดคนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "ทีฆาชาครโต รตฺติ" เป็นต้น.
พระราชาประทักษิณพระนคร
ได้ยินว่า ในวันมหรสพวันหนึ่ง พระราชาพระนามว่า ปเสนทิโกศล ทรงช้างเผือกล้วนเชือกหนึ่ง ชื่อปุณฑรีกะ ซึ่งประดับประดาแล้วทรงทำประทักษิณพระนคร ด้วยอานุภาพแห่งพระราชาอันใหญ่. เมื่ออาญาเป็นเหตุให้บุคคลลุกไป เป็นไปอยู่, มหาชนถูกราชบุรุษโบยด้วยวัตถุมีก้อนดินและท่อนไม้เป็นต้น หนีไป ก็ยังเอี้ยวคอกลับแลดูอยู่นั่นแล. ได้ยินว่า ข้อนี้ เป็นผลแห่งทานที่พระราชาทั้งหลายทรงถวายดีแล้ว.
____________________________
หมายความว่า ตำรวจกำลังทำการขับไล่ไม่ให้ยืนเกะกะทางเสด็จ.
อำนาจความรัก
ภรรยาของทุคคตบุรุษแม้คนใดคนหนึ่ง ยืนอยู่ที่พื้นชั้นบนแห่งปราสาท ๗ ชั้น เปิดบานหน้าต่างบานหนึ่ง พอแลดูพระราชาแล้วก็หลบไป. การหลบไปของหญิงนั้น ปรากฏแก่พระราชา ราวกับว่า พระจันทร์เพ็ญเข้าไปสู่กลีบเมฆ. ท้าวเธอทรงมีพระหฤทัยปฏิพัทธ์ในหญิงนั้น เป็นประหนึ่งว่า ถึงอาการพลัดตกจากคอช้างทรงรีบกระทำประทักษิณพระนครแล้ว เสด็จเข้าสู่ภายในพระราชวัง ตรัสกะอำมาตย์คนสนิทนายหนึ่งว่า "ปราสาทที่เราแลดูในที่โน้น เธอเห็นไหม?"
อำมาตย์. เห็น พระเจ้าข้า.
พระราชา. เธอได้เห็นหญิงคนหนึ่งในปราสาทนั้นไหม?
อำมาตย์. ได้เห็น พระเจ้าข้า.
พระราชา. เธอจงไป, จงรู้ความที่หญิงนั้น มีสามีหรือไม่มีสามี.
อำมาตย์นั้นไปแล้ว ทราบความที่หญิงนั้นมีสามี จึงมากราบทูลแก่พระราชาว่า "หญิงนั้นมีสามี." ทีนั้น เมื่อพระราชาตรัสว่า "ถ้ากระนั้น เธอจงเรียกสามีของหญิงนั้นมา", อำมาตย์นั้นไปพูดว่า "มานี่แน่ะ นาย, พระราชารับสั่งหาท่าน", บุรุษนั้นคิดว่า "อันภัยพึงบังเกิดขึ้นแก่เรา เพราะอาศัยภรรยา" เมื่อไม่อาจจะขัดขืนพระราชอาญา จึงได้ไปถวายบังคมพระราชา ยืนอยู่แล้ว. ขณะนั้น พระราชาตรัสกะบุรุษนั้นว่า "เธอจงบำรุงเรา."
บุรุษ. ข้าแต่สมมติเทพ อย่าเลย, ข้าพระองค์ทำการงานของตน ถวายส่วยแด่พระองค์อยู่, การเลี้ยงชีพนั้นแล จงมีแก่ข้าพระองค์เถิด.
พระราชาตรัสว่า "เราไม่มีความต้องการด้วยส่วยของเธอ, จำเดิมแต่วันนี้ไป เธอจงบำรุงเรา" แล้วให้พระราชทานโล่และอาวุธแก่บุรุษนั้น.
ได้ยินว่า พระราชาได้ทรงดำริอย่างนี้ว่า "เราจักยกโทษบางอย่างของเขาขึ้นแล้วฆ่าเสีย ริบเอาภรรยา." ทีนั้น เขากลัวแต่มรณภัย เป็นผู้ไม่ประมาท บำรุงพระราชานั้นแล้ว. พระราชาไม่ทรงเห็นช่อง (โทษ) แห่งบุรุษนั้น เมื่อความเร่าร้อนเพราะกามเจริญอยู่. ทรงดำริว่า "เราจะยกโทษของบุรุษนั้นขึ้นสักอย่างหนึ่ง แล้วลงราชอาญา" จึงรับสั่งให้เรียกบุรุษนั้นมาแล้ว ตรัสอย่างนี้ว่า "ผู้เจริญ เธอจงไปจากที่นี้ที่ชื่อโน้นแห่งแม่น้ำในที่สุดประมาณ ๕ โยชน์ นำเอาดอกโกมุท ดอกอุบลและดินสีอรุณมา (ให้ทัน) ในเวลาเราอาบน้ำในเวลาเย็น, ถ้าเธอไม่พึงมาในขณะนั้น, เราจักลงอาญาแก่เธอ."
ความลำบากในราชสำนัก
ได้ยินว่า เสวก (ผู้เข้าเฝ้า) ลำบากกว่าทาสแม้ทั้งสี่. จริงอยู่ ทาสทั้งหลายมีทาสที่เขาไถ่มาด้วยทรัพย์เป็นต้น ยังได้เพื่อจะพูดว่า "ผมปวดศีรษะ, ผมปวดหลัง" แล้วพักผ่อน.
คำที่ทาสทั้งหลายกล่าวแล้วได้พักผ่อนนั่น ย่อมไม่มีแก่เสวก, เสวกควรทำการงานตามรับสั่งเท่านั้น เพราะเหตุนั้น บุรุษนั้นคิดอยู่ว่า "เราต้องไปเป็นแน่แท้ ชื่อว่าดินสีอรุณกับดอกโกมุทและดอกอุบล ย่อมเกิดในภพแห่งนาค, เราจักได้ที่ไหน?" กลัวแต่มรณภัย ไปเรือนแล้วกล่าวว่า "หล่อน ภัตสำหรับฉันสำเร็จแล้วหรือ?"ภรรยากล่าวว่า "ยังตั้งอยู่บนเตา นาย." เขาไม่อาจจะรออยู่ จนกว่าภรรยาจะปลงภัตลงได้ จึงให้ภรรยาเอากระบวยตักน้ำข้าวเท (ปนกับ) ข้าวที่แฉะนั้นเอง ลงในกระเช้าพร้อมด้วยกับตามแต่จะได้ ถือเอาแล้ว เดินดุ่มไปแล้วสิ้นทางโยชน์หนึ่ง.
เมื่อเขากำลังเดินไปนั่นแหละ ภัตได้สุกแล้ว. เขาแบ่งภัตไว้หน่อยหนึ่ง กระทำไม่ให้เป็นเดนบริโภคอยู่ พบคนเดินทางคนหนึ่ง จึงกล่าวว่า "ภัตหน่อยหนึ่งเท่านั้น ฉันแบ่งออกกระทำไม่ให้เป็นเดนมีอยู่,เธอจงรับไปบริโภคเถิด นาย." เขารับไปบริโภคแล้ว. แม้บุรุษนอกนี้ ก็โปรยภัตลงในน้ำกำมือหนึ่ง บ้วนปากแล้ว ประกาศขึ้น ๓ ครั้งด้วยเสียงอันดังว่า"ขอพวกนาค ครุฑ และเทวดาผู้สิงอยู่ในประเทศแห่งแม่น้ำนี้ จงฟังคำของข้าพเจ้า; พระราชาทรงปรารถนาจะลงอาญาแก่ข้าพเจ้า ทรงบังคับข้าพเจ้าว่า "เธอจงนำเอาดินสีอรุณกับดอกโกมุทและดอกอุบลมา",ก็ภัตที่ข้าพเจ้าให้แก่มนุษย์เดินทางแล้ว, ทานที่ข้าพเจ้าให้แล้วนั้น มีอานิสงส์ตั้งพัน, ภัตที่ข้าพเจ้าให้แก่ปลาทั้งหลายในน้ำ, ทานที่ข้าพเจ้าให้นั้นมีอานิสงส์ตั้งร้อย,ข้าพเจ้าให้ผลบุญประมาณเท่านี้ ให้เป็นส่วนบุญแก่ท่านทั้งหลาย; ท่านทั้งหลายจงนำดินสีอรุณกับดอกโกมุทและดอกอุบลมาให้แก่ข้าพเจ้าเถิด."
พระยานาคผู้อาศัยอยู่ในประเทศนั้น ได้ยินเสียงนั้น จึงไปสู่สำนักบุรุษนั้นด้วยเพศแห่งคนแก่ กล่าวว่า "ท่านพูดอะไร?" บุรุษนั้นจึงกล่าวซ้ำอย่างนั้นนั่นแหละ,เมื่อพระยานาคกล่าวว่า "ท่านจงให้ส่วนบุญนั้นแก่เรา", จึงกล่าวว่า "เราให้ นาย" เมื่อพระยานาคกล่าวแม้อีกว่า "ท่านจงให้" ก็กล่าว (ยืนคำ) ว่า "เราให้ นาย",พระยานาคนั้นให้นำส่วนบุญมาอย่างนั้นสิ้น ๒-๓ คราวแล้ว จึงได้ให้ดินสีอรุณกับดอกโกมุทและดอกอุบล (แก่บุรุษนั้น).
ฝ่ายพระราชาทรงดำริว่า "ธรรมดามนุษย์ทั้งหลาย มีมนต์มาก, ถ้าบุรุษนั้นพึงได้ (ของนั้น) ด้วยอุบายบางอย่างไซร้, กิจของเราก็ไม่พึงสำเร็จ", ท้าวเธอรับสั่งให้ปิดประตู (เมือง) เสียแต่วันทีเดียว แล้วให้นำลูกดาลไปยังสำนักของพระองค์.
บุรุษแม้นอกนี้ มาทันในเวลาพระราชาทรงสรงสนานเหมือนกัน เมื่อไม่ได้ประตู จึงเรียกคนยามประตู กล่าวว่า "ท่านจงเปิดประตู." คนยามประตูกล่าวว่า "เราไม่อาจจะเปิดได้, พระราชารับสั่งให้นำลูกดาลไปสู่พระราชมนเทียรแต่กาลยังวันทีเดียว." บุรุษนั้น แม้บอกว่า "เราเป็นราชทูต, ท่านจงเปิดประตู"
เมื่อไม่ได้ประตู จึงคิดว่า "บัดนี้ เราจะไม่มีชีวิต, เราจักทำอย่างไรหนอแล?" แล้วโยนก้อนดินไปที่ธรณีประตูข้างบน แขวนดอกไม้ไว้บนธรณีประตูนั้น ตะโกนร้องขึ้น ๓ ครั้งว่า"ชาวพระนครผู้เจริญทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลายจงรู้ความที่กิจอันข้าพเจ้ากระทำตามรับสั่งของพระราชาแล้วเถิด; พระราชาทรงใคร่จะยังเราให้พินาศ ด้วยเหตุไม่สมควร" แล้วคิดอยู่ว่า "เราจักไปที่ไหนหนอแล?"ได้ทำความตกลงใจว่า "ธรรมดาภิกษุทั้งหลายมีใจอ่อนโยน, เราจักไปสู่วิหารแล้วนอน." ธรรมดาสัตว์เหล่านี้ ในเวลาได้รับสุข ไม่ทราบแม้ความที่ภิกษุทั้งหลายมีอยู่พอถูกทุกข์ครอบงำ จึงปรารถนาจะไปวิหาร; เพราะเหตุนั้น แม้บุรุษนั้นก็คิดว่า "ที่พึ่งอย่างอื่นของเราไม่มี" จึงไปยังวิหาร นอนอยู่ในที่สำราญแห่งหนึ่ง
แม้เมื่อพระราชาไม่ได้การหลับอยู่ตลอดราตรี ทรงรำพึงถึงหญิงอยู่, ความรุ่มร้อนเพราะกามเกิดขึ้นแล้ว. ท้าวเธอทรงคิดว่า "ในขณะที่ราตรีสว่างแล้วนั่นแหละ เราจักให้ฆ่าบุรุษนั้นเสีย แล้วให้นำเอาหญิงนั้นมา."
เรื่องของเปรตผู้กล่าวอักษร ทุ. สะ. นะ. โส.
ในขณะนั้นนั่นแล บุรุษ ๔ คนที่เกิดในนรกชื่อโลหกุมภี ซึ่งลึกได้ ๖๐ โยชน์ ถูกไฟนรกไหม้กลิ้งไปมาอยู่ ดุจข้าวสารในหม้อที่กำลังเดือดพล่าน (จมลงไป) ถึงพื้นภายใต้ ๓ หมื่นปีแล้ว (ลอยขึ้นมา) ถึงที่ขอบปากโดย ๓ หมื่นปีอีก. สัตว์นรกเหล่านั้นยกศีรษะขึ้นแลดูกันและกันแล้ว ปรารถนาเพื่อจะกล่าวคาถาตนละคาถา (แต่) ไม่อาจจะกล่าวได้ จึงกล่าวอักษรตนละอักษร แล้วหมุนกลับไปสู่โลหกุมภีอย่างเดิม.
พระราชา เมื่อไม่ทรงได้การหลับ ได้ยินเสียงนั้นในระหว่างแห่งมัชฌิมยาม ทรงหวาดหวั่น มีพระทัยสะดุ้ง ทรงดำริว่า "อันตรายแห่งชีวิตจักมีแก่เราหรือหนอ? หรือจักมีแก่พระอัครมเหสี หรือราชสมบัติของเราจักพินาศ?" ไม่อาจหลับพระเนตรทั้งสองได้ตลอดคืนยังรุ่ง.
พอเวลาอรุณขึ้น ท้าวเธอรับสั่งให้หาปุโรหิตมาแล้ว ตรัสว่า "อาจารย์ เสียงที่น่ากลัวอย่างใหญ่ เราได้ยินในระหว่างแห่งมัชฌิมยาม. เราไม่ทราบว่า ‘อันตรายจักมีแก่ราชสมบัติ หรือแก่พระมเหสี แก่เรา หรือแก่ใคร?’ เพราะเหตุนั้น เราจึงให้เชิญท่านมา."
พราหมณ์โง่ให้พระราชาบูชายัญ
ปุโรหิต. ข้าแต่มหาราช เสียงที่พระองค์ทรงสดับอย่างไร?
ราชา. อาจารย์ เราได้ยินเสียงเหล่านี้ว่า ‘ทุ. สะ. นะ. โส.’ ท่านจงใคร่ครวญผลสำเร็จแห่งเสียงเหล่านี้ดู.
เหตุอะไรๆ ย่อมไม่ปรากฏแก่พราหมณ์ ราวกะเข้าไปสู่ที่มืดใหญ่. ปุโรหิตนั้นกลัวว่า "ก็เมื่อเราทูลว่า ‘ข้าพระองค์ไม่ทราบ’ ดังนี้ ลาภสักการะของเราจักเสื่อม" จึงทูลว่า "ข้าแต่มหาราช เหตุนี้หนัก."
ราชา. เหตุอะไร? อาจารย์.
ปุโรหิต. อันตรายแห่งชีวิต จะปรากฏแก่พระองค์.
พระราชาทรงหวาดหวั่นตั้ง ๒ เท่า ตรัสว่า "อาจารย์ เหตุเครื่องบำบัดอะไรๆ มีอยู่หรือ?"
ปุโรหิต. มีอยู่มหาราช พระองค์อย่าทรงหวาดหวั่นเลย ข้าพระองค์รู้พระเวท ๓.
ราชา. เราได้อะไรเล่า? จึงจะควร.
ปุโรหิต. ขอเดชะ พระองค์ทรงบูชายัญ มีสัตว์อย่างละ ๑๐๐ ทุกอย่างแล้ว จักได้ชีวิต.
ราชา. ได้อะไร? จึงควร
ปุโรหิตนั้น เมื่อจะให้จับปาณชาติชนิดหนึ่งๆ ให้ได้ชนิดละ ๑๐๐ อย่างนี้ คือ ช้าง ๑๐๐ ม้า ๑๐๐ โคอุสภะ ๑๐๐ แม่โคนม ๑๐๐ แพะ ๑๐๐ แกะ ๑๐๐ ไก่ ๑๐๐ สุกร ๑๐๐ เด็กชาย ๑๐๐ เด็กหญิง ๑๐๐, จึงคิดว่า "ถ้าเราจักให้จับเอาแต่จำพวกเนื้อเท่านั้น, ชนทั้งหลายก็จะพูดว่า ‘ปุโรหิต ให้จับเอาแต่สัตว์ที่เป็นของกินได้สำหรับตนเท่านั้น", เพราะเหตุนั้น จึงให้จับทั้งจำพวกช้าง ม้า และมนุษย์ (ด้วย).
พระราชาทรงดำริว่า "ความเป็นอยู่ของเรานั่นแหละเป็นลาภของเรา" จึงตรัสว่า "ท่านจงจับสัตว์ทุกชนิดเร็ว."
พวกมนุษย์ผู้ได้รับสั่ง ก็จับเอามากเกินประมาณ.
____________________________
เวท ๓ คือ
อิรุพเพท เป็นคัมภีร์มีคาถากล่าวถึงชื่อเทวดาและอ้อนวอนขอให้ช่วยกำจัดภัยต่างๆ ๑
ยชุพเพท เป็นคัมภีร์กล่าวถึงพิธีการบูชายัญ เช่น เซ่นสรวงต่างๆ ๑
สามเพท เป็นคัมภีร์กล่าวถึงอุบายชนะศึก ๑.
บาลีโกสลสังยุต
จริงอยู่ พระธรรมสังคาหกาจารย์ กล่าวแม้คำนี้ไว้ในโกสลสังยุต
"ก็โดยสมัยนั้นแล ยัญใหญ่เป็นอาการปรากฏเฉพาะแก่พระเจ้าปเสนทิโกศลแล้ว โคอุสภะ ๕๐๐ ลูกโคผู้ ๕๐๐ ลูกโคตัวเมีย ๕๐๐ แพะ ๕๐๐ แกะ ๕๐๐ ถูกนำเข้าไปหาหลักแล้ว เพื่อประโยชน์แก่ยัญ, สัตว์เหล่านั้นแม้ใด คือทาสก็ดี, ทาสีก็ดี, คนใช้ก็ดี, กรรมกรก็ดี, ย่อมมีเพื่อยัญนั้น สัตว์แม้เหล่านั้นถูกเขาคุกคามด้วยอาญา ถูกภัยคุกคามแล้ว มีหน้าชุ่มด้วยน้ำตา ร้องไห้ กระทำบริกรรม (คร่ำครวญ) อยู่."
____________________________
สํ. ส. เล่ม ๑๕/ข้อ ๓๔๙.
พระนางมัลลิกาทรงเปลื้องทุกข์ของสัตว์
มหาชนคร่ำครวญอยู่เพื่อประโยชน์แก่หมู่ญาติของตนๆ ได้ร้องเสียงดังแล้ว; เสียงนั้นได้เป็นราวกะว่าเสียงถล่มแห่งมหาปฐพี. ครั้งนั้น พระนางมัลลิกาเทวีทรงสดับเสียงนั้นแล้ว เสด็จไปสู่ราชสำนักทูลถามว่า "ข้าแต่มหาราช เพราะเหตุไรหนอแล? พระอินทรีย์ของพระองค์ไม่เป็นปกติ, พระองค์ย่อมทรงปรากฏดุจมีพระรูปอิดโรย."
ราชา. ประโยชน์อะไรของเธอเล่า? มัลลิกา, เธอไม่รู้อสรพิษเลื้อยอยู่ในที่ใกล้หูของเราหรือ?
มัลลิกา. นั่นเหตุอะไร? พระเจ้าข้า.
ราชา. ในส่วนราตรี เราได้ยินเสียงชื่อเห็นปานนี้ เราจึงถามปุโรหิต ได้สดับว่า ‘อันตรายแห่งชีวิตย่อมปรากฏแก่พระองค์, พระองค์ทรงบูชายัญ มีสัตว์ชนิดละ ๑๐๐ ทุกชนิดแล้ว จักได้ชีวิต’ เราจึงคิดว่า ‘ความเป็นอยู่ของเรานั่นแหละ เป็นลาภของเรา’ จึงสั่งให้จับสัตว์เหล่านี้ไว้แล้ว.
พระนางมัลลิกาเทวีทูลว่า "ข้าแต่มหาราช พระองค์เป็นคนอันธพาล; ทรงมีภักษามาก พระองค์ย่อมเสวยโภชนะอันหุงด้วยข้าวตั้งทะนาน มีสูปะและพยัญชนะหลากๆ หลายอย่าง พระองค์ทรงราชย์ในแคว้นทั้งสอง ก็จริง แต่พระปัญญาของพระองค์ยังเขลา."
ราชา. เพราะเหตุไร? เธอจึงพูดอย่างนั้น.
มัลลิกา. การได้ชีวิตของคนอื่น เพราะการตายของคนอื่น พระองค์เคยเห็น ณ ที่ไหน? เพราะเหตุไร พระองค์จึงทรงเชื่อถ้อยคำของพราหมณ์ผู้อันธพาลแล้ว โยนทุกข์ไปในเบื้องบนของมหาชนเล่า? พระศาสดาผู้เป็นอัครบุคคลของโลกทั้งเทวโลก มีพระญาณไม่ขัดข้องในกาลทั้งหลายมีอดีตกาลเป็นต้น ประทับอยู่ในวิหารใกล้เคียง, พระองค์ทูลถามพระศาสดานั้นแล้ว จงทรงกระทำตามพระโอวาทของพระองค์เถิด.
ครั้งนั้นแล พระราชาเสด็จไปวิหารกับพระนางมัลลิกา ด้วยยานเบา ถูกมรณภัยคุกคามแล้ว ไม่อาจทูลอะไรๆ ได้ ถวายบังคมพระศาสดาแล้ว ประทับนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง.
ลำดับนั้น พระศาสดาทรงทักทายพระราชานั้นก่อนว่า "เชิญเถิด มหาบพิตร พระองค์เสด็จมาจากไหนแต่ยังวันนักเล่า?" พระราชาแม้นั้น ก็ทรงนั่งนิ่งเงียบเสีย.
ลำดับนั้น พระนางมัลลิกากราบทูลแด่พระผู้มีพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ได้ทราบว่า พระราชาทรงสดับเสียง (ประหลาด) ในระหว่างแห่งมัชฌิมยาม,เมื่อเช่นนั้น ท้าวเธอจึงทรงบอกเหตุนั้นแก่ปุโรหิต, ปุโรหิตกราบทูลว่า ‘อันตรายแห่งชีวิตจักมีแก่พระองค์, เมื่อพระองค์จับสัตว์อย่างละ ๑๐๐ ทุกชนิดบูชายัญด้วยโลหิตในคอของสัตว์เหล่านั้น เพื่อประโยชน์แก่อันขจัดอันตรายนั้น, พระองค์จักได้ชีวิต’, พระราชาให้จับสัตว์ไว้เป็นอันมาก เพราะเหตุนั้น หม่อมฉันจึงนำพระราชามา ณ ที่นี้."
พระศาสดา. ได้ยินว่าอย่างนั้นหรือ? มหาบพิตร.
ราชา. อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. เสียง พระองค์ทรงสดับแล้วอย่างไร?
พระราชานั้นทูลโดยทำนองที่พระองค์สดับแล้ว. แสงสว่างเป็นอันเดียวได้ปรากฏแด่พระตถาคต เพราะทรงสดับเนื้อความนั้น.
ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะพระราชานั้นว่า "พระองค์อย่าทรงหวาดหวั่นเลย มหาบพิตร, อันตรายไม่มีแก่พระองค์, สัตว์ทั้งหลายผู้มีกรรมลามก เมื่อกระทำทุกข์ของตนๆ ให้แจ้ง จึงกล่าวอย่างนี้."
พระราชาทูลว่า "ก็กรรมอะไร? อันสัตว์เหล่านั้นกระทำไว้ พระเจ้าข้า."
พระศาสดาทรงแสดงโทษปรทาริกกรรม
พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงกรรมของสัตว์นรกเหล่านั้น จึงตรัสว่า "ถ้ากระนั้น พระองค์จงทรงสดับ มหาบพิตร" แล้วทรงนำอดีตนิทานมา (ตรัส) ว่า :-
ในอดีตกาล เมื่อมนุษย์มีอายุ ๒ หมื่นปี พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า กัสสป อุบัติขึ้นในโลก เสด็จเที่ยวจาริกไปกับด้วยพระขีณาสพ ๒ หมื่น ได้เสด็จถึงกรุงพาราณสี. ชาวกรุงพาราณสี ๒ คนบ้าง ๓ คนบ้าง มากกว่าบ้าง รวมเป็นพวกเดียวกัน ยังอาคันตุกทานให้เป็นไปแล้ว.
ในกาลนั้น ในกรุงพาราณสีได้มีเศรษฐีบุตร ๔ คน มีสมบัติ ๔๐ โกฏิ เป็นสหายกัน เศรษฐีบุตรเหล่านั้นปรึกษากันว่า "ในเรือนของพวกเรามีทรัพย์มาก พวกเราจะกระทำอะไรด้วยทรัพย์นั้น."
เมื่อพระพุทธเจ้าเห็นปานนั้น เสด็จเที่ยวจาริกไปอยู่ บรรดาเศรษฐีบุตรเหล่านั้นมิได้กล่าวว่า พวกเราจักถวายทาน จักกระทำบูชา จักรักษาศีล คนหนึ่งกล่าวอย่างนี้ก่อนว่า "พวกเราดื่มสุราที่เข้ม เคี้ยวกินเนื้อมีที่รสอร่อย จักเที่ยวไป ชีวิตนี้ของพวกเราจักมีผล."
อีกคนหนึ่งกล่าวอย่างนี้ว่า "พวกเราจักบริโภคภัตแห่งข้าวสารแห่งข้าวสาลีมีกลิ่นหอมที่เก็บค้างไว้ ๓ ปี ด้วยรสเลิศต่างๆ เที่ยวไป."
อีกคนหนึ่งกล่าวอย่างนี้ว่า "พวกเราจักให้เขาทอดของควรเคี้ยวแปลกๆ มีประการต่างๆ เคี้ยวกินเที่ยวไป."
อีกคนหนึ่งกล่าวอย่างนี้ว่า "แน่ะเพื่อน พวกเราจักไม่กระทำกิจอะไรๆ แม้อย่างอื่น. หญิงทั้งหลาย เมื่อเรากล่าวว่า ‘จักให้ทรัพย์’ ชื่อว่าไม่ปรารถนา ย่อมไม่มี; เพราะเหตุนั้น พวกเรารวบรวมทรัพย์ไว้แล้ว จักประเล้าประโลม (หญิง) ทำปรทาริกกรรม (การประพฤติผิดในภรรยาของชายอื่น)."
เศรษฐีบุตรทั้งหมด รับคำว่า "ดีละๆ" ได้ตั้งอยู่ในถ้อยคำของคนที่ ๔ นั้น. จำเดิมแต่นั้นมา เศรษฐีบุตรเหล่านั้นส่งทรัพย์ไปเพื่อ (บำเรอ) หญิงที่มีรูปงาม กระทำปรทาริกกรรมตลอด ๒ หมื่นปี กระทำกาละแล้ว บังเกิดในอเวจีมหานรก.
เศรษฐีบุตรเหล่านั้นไหม้แล้วในนรกสิ้นพุทธันดรหนึ่ง กระทำกาละในนรกนั้น ด้วยเศษผลกรรม ก็เกิดในโลหกุมภีนรก (อันลึก) ๖๐ โยชน์ (จมลง) ถึงพื้นภายใต้ ๓ หมื่นปี (ลอยขึ้นมา) ถึงปากหม้อโดย ๓ หมื่นปีอีก เป็นผู้ใคร่จะกล่าวคาถาตนละคาถา (แต่) ไม่อาจจะกล่าวได้ กล่าวตนละอักษรแล้ว ก็หมุนกลับลงไปสู่ก้นหม้ออย่างเดิมอีก,
พระองค์จงบอก มหาบพิตร, พระองค์ได้สดับเสียงชื่ออะไร? ทีแรก."
พระราชา. เสียงว่า ทุ. พระเจ้าข้า.
พระศาสดา เมื่อจะทรงแสดงคาถาที่สัตว์นรกนั้น กล่าวไม่เต็ม ทำให้เต็ม
จึงตรัสอย่างนี้ว่า :-
ทุชฺชีวิตมชีวิมฺหา เยสนฺโน น ททามฺห เส วิชฺชมาเนสุ โภเคสุ ทีปํ นากมฺห อตฺตโนติ ฯ เราทั้งหลายเหล่าใด เมื่อโภคะทั้งหลายมีอยู่ ไม่ได้ถวายทาน, ไม่ได้ทำที่พึ่งแก่ตน, พวกเราเหล่านั้น จัดว่ามีชีวิตอยู่ชั่วช้าแล้ว. ____________________________
ปาฐะว่า เยสนฺโนฯ เยสํโน เป็น ฉฏฺฐีปจฺจตฺตตฺถฯ บางปาฐะว่า เย สนฺเต ก็มีฯ
ลำดับนั้น พระศาสดา ครั้นทรงประกาศเนื้อความแห่งคาถานี้แก่พระราชาแล้ว จึงตรัสถามว่า "มหาบพิตร เสียงที่ ๒, เสียงที่ ๓, เสียงที่ ๔ พระองค์ได้สดับอย่างไร?"
เมื่อพระราชาทูลว่า "ชื่ออย่างนี้ พระเจ้าข้า"
เมื่อจะทรงยังอรรถที่เหลือให้บริบูรณ์ จึงตรัส (คาถา) ว่า :-
สฏฺฐี วสฺสสหสฺสานิ ปริปุณฺณานิ สพฺพโส นิรเย ปจฺจมานานํ กทา อนฺโต ภวิสฺสติ นตฺถิ อนฺโต กุโต อนฺโต น อนฺโต ปฏิทิสฺสติ ตทา หิ ปกตํ ปาปํ มม ตุยฺหญฺจ มาริสา ฯ โสหํ นูน อิโต คนฺตฺวา โยนึ ลทฺธาน มานุสึ วทญฺญู สีลสมฺปนฺโน กาหามิ กุสลํ พหุนฺติ ฯ
เมื่อเราทั้งหลาย ถูกไฟไหม้อยู่ในนรกครบ ๖ หมื่นปี
โดยประการทั้งปวง, เมื่อไร ที่สุดจักปรากฏ?
ผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย ที่สุดย่อมไม่มี, ที่สุดจักมีแต่ที่ไหน?
ที่สุดจะไม่ปรากฏ. เพราะว่ากรรมชั่ว อันเราและท่าน
ได้กระทำไว้แล้วในกาลนั้น.
เรานั้นไปจากที่นี่แล้ว ได้กำเนิดเป็นมนุษย์ จักเป็นผู้รู้
ถ้อยคำที่ยาจกกล่าว ถึงพร้อมด้วยศีล ทำกุศลให้มากแน่.
____________________________
ขุ. เปต. เล่ม ๒๖/ข้อ ๑๓๕.
พระศาสดา ครั้นตรัสคาถาเหล่านี้โดยลำดับ ประกาศเนื้อความแล้ว
จึงตรัสว่า "มหาบพิตร ชนทั้ง ๔ นั้น ปรารถนาจะกล่าวคาถาตนละคาถา เมื่อไม่อาจจะกล่าวได้ กล่าวตนละอักษรเท่านั้น และลงไปสู่โลหกุมภีนั้นนั่นแลอีก ด้วยประการฉะนี้แล."
ได้ยินว่า จำเดิมแต่กาลแห่งเสียงนั้น อันพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงสดับแล้ว ชนเหล่านั้นพลัดลงไป ณ ภายใต้อย่างเดิม แม้จนวันนี้ก็ยังไม่ล่วงหนึ่งพันปี. ความสังเวชใหญ่ได้เกิดขึ้นแก่พระราชา เพราะทรงสดับเทศนานั้น.
ท้าวเธอทรงดำริว่า "ชื่อว่าปรทาริกกรรมนี้หนักหนอ, ได้ยินว่า ชนทั้ง ๔ ไหม้แล้วในอเวจีนรกตลอดพุทธันดรหนึ่ง จุติจากอเวจีนรกนั้นแล้ว เกิดในโลหกุมภี อันลึก ๖๐ โยชน์ ไหม้แล้วในโลหกุมภีนั้น ถึง ๖ หมื่นปี, แม้อย่างนี้ กาลเป็นที่พ้นจากทุกข์ของชนเหล่านั้น ยังไม่ปรากฏ, แม้เราทำความเยื่อใยในภรรยาของชายอื่น ไม่ได้หลับตลอดคืนยังรุ่ง, บัดนี้ จำเดิมแต่นี้ไป เราจักไม่ผูกความพอใจในภรรยาของชายอื่นละ"
จึงกราบทูลพระตถาคตว่า
"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ทราบความที่แห่งราตรีนานในวันนี้."
____________________________
คำว่า อฏฺฐ...สี. ม. ยุ. เป็น ตตฺถ...
ฝ่ายบุรุษนั้นนั่งอยู่ในที่นั้นนั่นแล ฟังถ้อยคำนั้นแล้ว คิดว่า "ปัจจัยมีกำลัง เราได้แล้ว" จึงกราบทูลพระศาสดาว่า
"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระราชาทรงทราบความที่แห่งราตรีนาน ในวันนี้ก่อน, ส่วนข้าพระองค์เองได้ทราบความที่แห่งโยชน์ไกล ในวันวาน."
พระศาสดาทรงเทียบเคียงถ้อยคำของคนแม้ทั้งสองแล้ว ตรัสว่า
ราตรีของคนบางคนย่อมเป็นเวลานาน,
โยชน์ของคนบางคนเป็นของไกล,
ส่วนสงสารของคนพาลย่อมเป็นสภาพยาว.
เมื่อจะทรงแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๑. ทีฆา ชาครโต รตฺติ ทีฆํ สนฺตสฺส โยชนํ ทีโฆ พาลาน สํสาโร สทฺธมฺมํ อวิชานตํ ฯ ราตรีของคนผู้ตื่นอยู่ นาน, โยชน์ของคนล้าแล้ว ไกล, สงสารของคนพาลทั้งหลายผู้ไม่รู้อยู่ซึ่งสัทธรรม ย่อมยาว.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทีฆา เป็นต้น ความว่า ชื่อว่าราตรีนี้มีเพียง ๓ ยามเท่านั้น, แต่สำหรับผู้ตื่นอยู่ อยู่ข้างนาน คือว่า ย่อมปรากฏเป็นราวกะว่า ๒ เท่า ๓ เท่า;
บุคคลผู้เกียจคร้านมาก ทำตนให้เป็นเหยื่อของหมู่เรือด นอนกลิ้งเกลือกอยู่ตลอดจนพระอาทิตย์ขึ้นก็ดี ผู้เสพกาม บริโภคโภชนะที่ดีแล้ว นอนอยู่บนที่นอนอันเป็นสิริก็ดี ย่อมไม่รู้ความที่ราตรีนั้นนาน,
ส่วนพระโยคาวจรผู้เริ่มตั้งความเพียรตลอดคืนยังรุ่งก็ดี พระธรรมกถึกแสดงพระธรรมกถาตลอดคืนยังรุ่งก็ดี บุคคลผู้นั่งฟังธรรมอยู่ในที่ใกล้อาสนะตลอดคืนยังรุ่งก็ดี ผู้ที่ถูกโรคทั้งหลายมีโรคในศีรษะเป็นต้นถูกต้องแล้ว หรือผู้ถึงทุกข์ มีการตัดมือและเท้าเป็นต้น ถูกเวทนาครอบงำก็ดี คนเดินทางไกล เดินทางตลอดคืนก็ดี ย่อมรู้ความที่ราตรีนั้นนาน.
บทว่า โยชน์ เป็นต้น ความว่า แม้โยชน์ก็มีเพียง ๔ คาวุตเท่านั้น, แต่สำหรับผู้ล้าแล้ว คือผู้บอบช้ำแล้ว อยู่ข้างไกล คือว่าย่อมปรากฏเป็นราวกะว่า ๒ เท่า ๓ เท่า.
จริงอยู่ คนเดินทางตลอดทั้งวันล้าแล้ว พบคนเดินสวนทางมา ถามว่า "บ้านข้างหน้าไกลเท่าไร?" เมื่อเขาบอกว่า "โยชน์หนึ่ง" ไปได้หน่อยหนึ่ง ก็ถามคนแม้อื่นอีก, แม้เมื่อคนอื่นนั้นบอกว่า "โยชน์หนึ่ง" ไปได้หน่อยหนึ่งอีก ก็ถามแม้คนอื่นอีก, แม้เขาก็กล่าวว่า "โยชน์หนึ่ง" คนเหล่านั้นถูกคนผู้เดินทางนั้นถามแล้วๆ ก็บอกว่า "โยชน์หนึ่ง"
เขาคิดว่า "โยชน์นี้ ไกลจริงหนอ" ย่อมสำคัญโยชน์หนึ่งเป็นราวกับว่า ๒-๓ โยชน์.
บทว่า พาลานํ เป็นต้น ความว่า ส่วนสงสารของชนพาลทั้งหลาย ผู้ไม่รู้ประโยชน์ในโลกนี้และประโยชน์ในโลกหน้า คือผู้ไม่อาจเพื่อกระทำที่สุดแห่งสังสารวัฏ ผู้ไม่รู้แจ้งสัทธรรม อันต่างด้วยธรรม มีโพธิปักขิยธรรม ๓๗ เป็นต้น ที่พระอริยเจ้าทั้งหลายรู้แล้วกระทำที่สุดแห่งสงสารได้ ย่อมชื่อว่ายาว.
แท้จริง สงสารนั้น ชื่อว่ายาว ตามธรรมดาของตนเอง.
สมจริงดังพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
"ภิกษุทั้งหลาย สงสารนี้มีที่สุดอันใครๆ ไปตามไม่รู้แล้ว เบื้องต้น เบื้องปลาย (แห่งสงสารนั้น) ย่อมไม่ปรากฏ."
____________________________
สํ. นิทาน. เล่ม ๑๖/ข้อ ๔๒๑.
แต่สำหรับชนพาลทั้งหลาย ผู้ไม่สามารถจะทำที่สุดได้ ย่อมยาวแท้ทีเดียว.
ในกาลจบเทศนา บุรุษนั้นบรรลุโสดาปัตติผลแล้ว ชนแม้เหล่าอื่นเป็นอันมากก็บรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผลเป็นต้น
เทศนามีประโยชน์แก่มหาชนแล้ว ดังนี้แล.
พระราชาถวายบังคมพระศาสดาแล้ว กำลังเสด็จไป รับสั่งให้ปล่อยสัตว์เหล่านั้นจากเครื่องจองจำแล้ว. บรรดามนุษย์และสัตว์เหล่านั้น หญิงและชายทั้งหลายพ้นจากเครื่องผูก สนานศีรษะแล้วไปสู่เรือนของตนๆ กล่าวสรรเสริญพระคุณแห่งพระนางมัลลิกาว่า"เราทั้งหลายได้ชีวิตเพราะอาศัยพระเทวีองค์ใด ขอพระนางมัลลิกาพระเทวีองค์นั้นผู้เป็นพระแม่เจ้าของเราทั้งหลาย จงทรงพระชนม์อยู่ตลอดกาลนานเทอญ."
ในเวลาเย็น ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมว่า "น่าสรรเสริญ! พระนางมัลลิกานี้ฉลาดหนอ ทรงอาศัยพระปัญญาของพระองค์ ได้ให้ชีวิตทานแก่ชนมีประมาณเท่านี้แล้ว."
พระนางมัลลิกาเคยช่วยทุกข์คนในชาติก่อน
พระศาสดาเสด็จมาแล้ว ตรัสถามว่า "ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เธอทั้งหลายนั่งประชุมกันด้วยถ้อยคำอะไรหนอ?" เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า "ด้วยถ้อยคำชื่อนี้"
ตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย พระนางมัลลิกาทรงอาศัยพระปัญญาของตน ให้ชีวิตทานแก่มหาชนในบัดนี้เท่านั้นหามิได้ ถึงในกาลก่อน พระนางก็ได้ให้แล้วเหมือนกัน"
เมื่อจะทรงประกาศความนั้น จึงทรงนำอดีตนิทานมา (ตรัส) ว่า :-
"ในอดีตกาล โอรสของพระเจ้าพาราณสีเข้าไปสู่ต้นไทรต้นหนึ่งแล้ว ทรงอ้อนวอนเทวดาผู้เกิด ณ ต้นไทรนั้นว่า "ข้าแต่เทวราชผู้เป็นเจ้า ในชมพูทวีปนี้ มีพระราชา ๑๐๑ พระอัครมเหสี ๑๐๑, ถ้าข้าพเจ้าจักได้ราชสมบัติโดยกาลล่วงไปแห่งบิดาไซร้, ข้าพเจ้าจักทำพลีด้วยเลือดในลำคอของพระราชาและพระอัครมเหสีเหล่านั้น."
พระกุมารนั้น เมื่อพระบิดาสวรรคตแล้ว ได้รับราชสมบัติ (สมพระประสงค์) ทรงคิดว่า "เราได้รับราชสมบัติด้วยอานุภาพของเทวดา เราจักทำพลีแก่เทวดานั้น"จึงเสด็จออกไปด้วยเสนาหมู่ใหญ่ ยังพระราชาพระองค์หนึ่งให้เป็นไปในอำนาจของตนแล้ว ทำพระราชาพระองค์อื่นและอื่นอีก กับด้วยพระราชาพระองค์นั้นให้อยู่ในอำนาจของตนทำพระราชาทั้งหมดให้อยู่ในอำนาจของตน ด้วยประการฉะนี้แล้ว ทรงพาไปพร้อมกับพระอัครมเหสีทั้งหลาย, ทรงละพระเทวีพระนามว่าธัมมทินนา ผู้ทรงพระครรภ์แก่ซึ่งเป็นพระอัครมเหสีของพระราชาพระนามว่าอุคคเสน ซึ่งเป็นพระราชาองค์เล็กกว่าพระราชาทั้งปวงไว้ เสด็จไป ทรงดำริว่า "เราจักให้ชนเหล่านี้ดื่มน้ำเจือยาพิษให้ตาย" จึงให้ชนทั้งหลายชำระโคนไม้ให้สะอาดแล้ว.
เทวดาคิดว่า "พระราชาองค์นี้ เมื่อจับพระราชาประมาณเท่านี้ ทรงอาศัยเราจึงจับ, ท้าวเธอทรงใคร่จะทำพลีกรรมแก่เราด้วยโลหิตในลำพระศอของพระราชาเหล่านั้น, ก็ถ้าพระราชานี้จักทรงสำเร็จโทษพระราชาเหล่านั้นไซร้. พระราชวงศ์ในชมพูทวีปจักขาดสูญ, แม้โคนไม้ของเรา ก็จักไม่สะอาด, เราจักอาจห้ามพระราชานั้นได้ไหมหนอแล?"
เทวดานั้นใคร่ครวญอยู่ก็รู้ว่า "เราจักไม่อาจ" จึงเข้าไปหาเทวดาองค์อื่น บอกเนื้อความนั้นแล้ว กล่าวว่า "ท่านจักอาจหรือ?" เทวดานั้น แม้อันเทวดา (ที่ถูกถาม) นั้นห้ามแล้ว, จึงเข้าไปหาเทวดาในจักรวาลทั้งสิ้น อย่างนี้คือ ‘เข้าไปหาเทวดาองค์อื่นและองค์อื่น’ แม้ถูกเทวดาเหล่านั้นห้ามแล้วจึงไปสำนักของท้าวมหาราชทั้งสี่ ในเวลาที่แม้ท้าวมหาราชทั้งสี่นั้น ห้ามแล้วด้วยคำว่า "พวกเราไม่อาจ, แต่ว่าพระราชาของเราทั้งหลาย เป็นผู้วิเศษกว่าพวกเราด้วยบุญและปัญญา,ท่านจงทูลถามพระราชานั้นเถิด" ดังนี้แล้ว จึงเข้าไปเฝ้าท้าวสักกะ กราบทูลเนื้อความนั้นแล้ว ทูลว่า "ขอเดชะ เมื่อพระองค์ถึงความเป็นผู้ขวนขวายน้อยเสียแล้ว ขัตติยวงศ์จักขาดสูญ, ขอพระองค์จงทรงเป็นที่พำนักแห่งขัตติยวงศ์นั้นเถิด."
ท้าวสักกะตรัสว่า "แม้เราก็ไม่อาจเพื่อจะห้ามพระราชานั้น, แต่จักบอกอุบายแก่ท่าน" แล้วทรงบอกอุบายว่า
"ไปเถิดท่าน, เมื่อพระราชาทรงเห็นอยู่นั้นแหละ. ท่านจงนุ่งผ้าแดง แสดงอาการดุจออกไปจากต้นไม้ของตน, เมื่อเช่นนั้น พระราชาทรงดำริว่า "เทวดาของเราไปอยู่ เราจักให้เทวดานั้นกลับมา" แล้วจักอ้อนวอนท่านด้วยประการต่างๆ,
เมื่อเช่นนั้น ท่านพึงกล่าวกะพระราชานั้นว่า ‘ท่านบนต่อเราไว้ว่า จักนำพระราชา ๑๐๑ กับพระอัครมเหสีทั้งหลายมาทำพลีด้วยโลหิตในลำพระศอของพระราชาเหล่านั้น’(แต่) ทรงทิ้งพระเทวีของพระอุคคเสนไว้แล้วเสด็จมา, เราจักไม่รับพลีของคนผู้มักพูดเท็จ เช่นกับพระองค์; นัยว่า เมื่อท่านกล่าวอย่างนี้ พระราชาจักให้นำพระเทวีนั้นมา, พระเทวีนั้นจักแสดงธรรมแก่พระราชา ให้ชีวิตทานแก่ชนมีประมาณเท่านี้."
ท้าวสักกะตรัสบอกอุบายนี้แก่เทวดาด้วยเหตุนี้, เทวดาได้กระทำตามนั้นแล้ว แม้พระราชาก็รับสั่งให้นำพระเทวีนั้นมาแล้ว.
เทวดาบูชาพระนางมัลลิกา
พระเทวีนั้นมาถวายบังคมพระราชา (ผู้สวามี) ของตนเท่านั้น แม้ประทับนั่ง ณ ที่สุดแห่งพระราชาเหล่านั้น, พระราชากริ้วต่อพระเทวีนั้นว่า "เมื่อเราดำรงอยู่ในตำแหน่งผู้ใหญ่กว่าพระราชาทั้งปวง นางยังไหว้สามีของตน ซึ่งเป็นผู้น้อยกว่าพระราชาทั้งปวงได้."
ลำดับนั้น พระเทวีทูลพระราชานั้นว่า "เรื่องอะไรของหม่อมฉันต้องเกี่ยวข้องในพระองค์เล่า? ก็พระราชาพระองค์นี้ เป็นสามีผู้ให้ความเป็นใหญ่แก่หม่อมฉัน, หม่อมฉันไม่ไหว้พระราชาพระองค์นี้แล้ว จักไหว้พระองค์ เพราะเหตุไร?"
เมื่อชนนั้นเห็นอยู่นั้นเทียว รุกขเทวดากล่าวว่า "อย่างนั้น พระเทวีผู้เจริญ, อย่างนั้น พระเทวีผู้เจริญ" แล้วบูชาพระเทวีนั้น ด้วยดอกไม้กำมือหนึ่ง.
พระราชาตรัสอีกว่า "ถ้าเธอไม่ไหว้เราไซร้, เพราะเหตุไร จึงไม่ไหว้เทวดาของเราผู้มีอานุภาพมากอย่างนี้ ผู้ให้สิริแห่งความเป็นพระราชาเล่า?"
พระเทวีทูลว่า "ข้าแต่มหาราช พระราชาทั้งหลาย อันพระองค์ทรงตั้งอยู่ในบุญของพระองค์ จึงจับได้, ไม่ใช่เทวดาจับถวาย."
เทวดากล่าวกะพระเทวีอีกว่า "อย่างนั้น พระเทวีผู้เจริญ, อย่างนั้น พระเทวีผู้เจริญ" แล้วบูชาเหมือนอย่างนั้น.
พระเทวีนั้นทูลพระราชาอีกว่า "พระองค์ตรัสว่า 'พระราชาทั้งหลายมีประมาณเท่านี้ เทวดาจับให้แก่เรา.' บัดนี้ ต้นไม้ถูกไฟไหม้ ณ ข้างซ้ายในเบื้องบนแห่งเทวดาของพระองค์, เพราะเหตุไร เทวดานั้นจึงไม่อาจเพื่อจะยังไฟนั้นให้ดับได้? ถ้าเทวดามีอานุภาพมากอย่างนั้น."
เทวดากล่าวกะพระเทวีแม้อีกว่า "อย่างนั้น พระเทวีผู้เจริญ, อย่างนั้น พระเทวีผู้เจริญ" แล้วบูชาเหมือนอย่างนั้น.
พระเทวียืนตรัสอยู่ ทั้งทรงพระกันแสง ทั้งทรงพระสรวล. ลำดับนั้น พระราชาตรัสกะพระเทวีนั้นว่า "เธอเป็นบ้าหรือ?"
พระเทวี. ขอเดชะ เพราะเหตุไร? พระองค์จึงตรัสอย่างนั้น, หญิงทั้งหลายผู้เช่นกับหม่อมฉัน ไม่ใช่เป็นบ้า.
พระราชา. เมื่อเช่นนั้น เพราะเหตุไร เธอจึงร้องไห้และหัวเราะ?
พระเทวีทูลว่า "ขอพระองค์จงสดับเถิด มหาราช, ก็ในอดีตกาล หม่อมฉันเป็นกุลธิดา เมื่ออยู่ในตระกูลสามี เห็นแขกผู้เป็นสหายของสามีมาแล้ว ใคร่เพื่อหุงข้าวเพื่อแขกนั้น จึงให้กหาปณะแก่นางทาสี ด้วยสั่งว่า ‘เจ้าจงซื้อเนื้อมา’เมื่อนางทาสีนั้นไม่ได้เนื้อมาแล้ว กล่าวว่า ‘เนื้อไม่มี’ จึงตัดศีรษะแม่แพะที่นอนอยู่เบื้องหลังเรือน จัดแจงภัตเสร็จ, หม่อมฉันนั้นตัดศีรษะแม่แพะตัวเดียว ไหม้ในนรก ด้วยเศษผลแห่งกรรม จึงได้ถูกตัดศีรษะด้วยการนับขนแม่แพะนั้น;พระองค์สำเร็จโทษชนมีประมาณเท่านี้ เมื่อไรจักพ้นจากทุกข์, หม่อมฉันระลึกถึงทุกข์อันใหญ่ของพระองค์ดังนี้ อย่างนี้จึงร้องไห้"
ดังนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-
หม่อมฉันตัดคอแม่แพะตัวเดียว ไหม้อยู่แล้ว (ในนรก)
ด้วยการนับขน (แพะ), ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นกษัตริย์ พระองค์
ตัดคอของมนุษย์เป็นอันมาก จักกระทำอย่างไร?
พระราชา. เมื่อเช่นนั้น เธอหัวเราะ เพราะเหตุไร?
พระเทวี. ข้าแต่มหาราช หม่อมฉันยินดีว่า ‘เราพ้นจากทุกข์นั้นแล้ว’ จึงหัวเราะ.
เทวดากล่าวกะพระเทวีนั้นอีกว่า "อย่างนั้น พระเทวีผู้เจริญ, อย่างนั้น พระเทวีผู้เจริญ" แล้วบูชาด้วยดอกไม้กำมือหนึ่ง.
พระราชาทรงดำริว่า "น่าสลด! กรรมของเราหนัก ได้ยินว่า พระเทวีนี้ฆ่าแม่แพะตัวเดียว ไหม้ในนรกแล้ว ด้วยเศษแห่งผลกรรม ถูกตัดศีรษะด้วยการนับขนแห่งแม่แพะนั้น, เราฆ่าชนมีประมาณเท่านี้ จักถึงความสวัสดีเมื่อไร?" ดังนี้แล้ว จึงทรงปล่อยพระราชาทั้งหมดถวายบังคมพระราชาผู้แก่กว่าตน ทรงประคองอัญชลีแก่พระราชาที่หนุ่มกว่า ยังพระราชาทั้งหมดให้ทรงอดโทษแล้ว ทรงส่งไปสู่ที่ของตนๆ อย่างเดิม.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสว่า "อย่างนั้น ภิกษุทั้งหลาย พระนางมัลลิกาอาศัยปัญญาของตน ประทานชีวิตทานแก่มหาชนในบัดนี้เท่านั้นหามิได้ ถึงในกาลก่อน พระนางก็ได้ประทานแล้วเหมือนกัน"
แล้วทรงประชุมเรื่องอดีตว่า
พระเจ้าพาราณสี ในกาลนั้น ได้เป็นพระเจ้าปเสนทิโกศล,
พระนางธัมมทินนาเทวี เป็นพระนางมัลลิกา,
รุกขเทวดา คือเราเอง.
ครั้นทรงประชุมเรื่องอดีตอย่างนั้นแล้ว เมื่อจะทรงแสดงธรรมอีก จึงตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่าปาณาติบาตเป็นโทษ ไม่สมควรที่บุคคลจะพึงกระทำ, เพราะว่า บุคคลผู้ฆ่าสัตว์เป็นปกติ ย่อมเศร้าโศกสิ้นกาลนาน"
จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-
"ถ้าสัตว์ทั้งหลายพึงรู้อย่างนี้ว่า ‘ชาติสมภพ
นี้เป็นทุกข์, สัตว์ไม่พึงฆ่าสัตว์ เพราะว่า ผู้ฆ่าสัตว์
เป็นปกติ ย่อมเศร้าโศก."
เรื่องบุรุษคนใดคนหนึ่ง จบ. -----------------------------------------------------