อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · บาลี · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๒๐๑

๓. อุโภอัตถสูตร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๐๑พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 2 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


๓ วุตฺตํ เหตํ ภควตา วุตฺตมรหตาติ เม สุตํ เอกธมฺโม ภิกฺขเว ภาวิโต พหุลีกโต อุโภ อตฺเถ สมธิคฺคยฺห ติฏฺฐติ ทิฏฺฐธมฺมิกญฺเจว อตฺถํ สมฺปรายิกญฺจ กตโม เอกธมฺโม อปฺปมาโท กุสเลสุ ธมฺเมสุ ฯ อยํ โข ภิกฺขเว เอกธมฺโม ภาวิโต พหุลีกโต อุโภ อตฺเถ สมธิคฺคยฺห ติฏฺฐติ ทิฏฺฐธมฺมิกญฺเจว อตฺถํ สมฺปรายิกญฺจาติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ อิติ วุจฺจติ อปฺปมาทํ ปสํสนฺติ ปุญฺญกิริยาสุ ปณฺฑิตา อปฺปมตฺโต อุโภ อตฺเถ อธิคฺคณฺหาติ ปณฺฑิโต ทิฏฺเฐ ธมฺเม จ โย อตฺโถ โย จตฺโถ สมฺปรายิโก อตฺถาภิสมยา ธีโร ปณฺฑิโตติ ปวุจฺจตีติ ฯ อยมฺปิ อตฺโถ วุตฺโต ภควตา อิติ เม สุตฺตนฺติ ฯ ตติยํ ฯ

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๓. อุภยัตถสูตร ว่าด้วยประโยชน์ทั้งสอง

ข้อ ๒๓

แท้จริง พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้ว พระสูตรนี้ พระอรหันต์ กล่าวไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ “ภิกษุทั้งหลาย ธรรมอย่างหนึ่งที่บุคคลอบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมถือเอา ประโยชน์ทั้งสองได้ คือ ประโยชน์ในโลกนี้และประโยชน์ในโลกหน้า @เชิงอรรถ : @ การให้ ในที่นี้หมายถึงการบริจาคไทยธรรมมีข้าวเป็นต้น (ขุ.อิติ.อ. ๒๒/๘๙)@ การฝึกตน ในที่นี้หมายถึงการสำรวมอินทรีย์มีตาเป็นต้น และการข่มกิเลสมีราคะเป็นต้น (ขุ.อิติ.อ. ๒๒/๘๙)@ การสำรวม หมายถึงการสำรวมกาย วาจา (ขุ.อิติ.อ. ๒๒/๘๙)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๓๖๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๑. เอกกนิบาต] ๓. ตติยวรรค ๔. อัฏฐิปุญชสูตร ธรรมอย่างหนึ่ง คืออะไร คือ ความไม่ประมาทในกุศลธรรมทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลาย ธรรมอย่างหนึ่งนี้แล ที่บุคคลอบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อม ถือเอาประโยชน์ทั้งสองได้ คือ ประโยชน์ในโลกนี้และประโยชน์ในโลกหน้า” พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความดังกล่าวมานี้แล้ว ในพระสูตรนั้น จึงตรัส คาถาประพันธ์ดังนี้ว่า บัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญความไม่ประมาท ในการทำบุญทั้งหลาย บัณฑิตผู้ไม่ประมาทย่อมบรรลุประโยชน์ทั้งสอง ธีรชน เราเรียกว่า บัณฑิต เพราะยึดประโยชน์ทั้งสองไว้ได้ คือ ประโยชน์ในปัจจุบัน และประโยชน์ในภายหน้า แม้เนื้อความนี้ พระผู้มีพระภาคก็ตรัสไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้แล อุภยัตถสูตรที่ ๓ จบ ๔. อัฏฐิปุญชสูตร ว่าด้วยร่างกระดูก

ข้อ ๒๔

แท้จริง พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้ว พระสูตรนี้ พระอรหันต์ กล่าวไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ “ภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลคนหนึ่งพึงแล่นไป ท่องเที่ยวไปตลอดกัป โครงกระดูกร่างกระดูก กองกระดูก ถ้ามีคนรวบรวมเก็บไว้ และไม่สูญหายไป ก็จะเป็นกองกระดูกใหญ่โตเท่าภูเขาเวปุลละนี้แน่นอน” @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ สํ.ส. (แปล) ๑๕/๑๒๘/๑๕๒

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๓๖๘}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาอุโภอัตถสูตร

ในอุโภอัตถสูตร ที่ ๓ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

บทว่า ภาวิโต ได้แก่ ทำให้เกิดขึ้น และให้เจริญขึ้น.

บทว่า พหุลีกโต ได้แก่ ทำบ่อยๆ.

บทว่า อตฺโถ ได้แก่ ประโยชน์เกื้อกูล.

จริงอยู่ ประโยชน์เกื้อกูลนั้น ท่านกล่าว อตฺโถ เพราะความไม่มีข้าศึก เพราะควรเข้าไปถึง.

บทว่า สมธิคฺคยฺห ติฏฺฐติ ได้แก่ ยึดไว้โดยชอบ คือไม่ละยังเป็นไปอยู่.

บทว่า ทิฏฺฐมฺมิกํ ได้แก่ อัตภาพที่เห็นประจักษ์ ท่านเรียกว่า ทิฏฐธรรม ความเจริญในทิฏฐธรรม ชื่อว่า ทิฏฐธรรมิกะ. อธิบายว่า ความเจริญอันเนื่องอยู่ในโลกนี้.

บทว่า สมฺปรายิกํ ได้แก่ โลกอื่น ชื่อสัมปรายะ เพราะควรไปในเบื้องหน้าด้วยอำนาจธรรม ความเจริญในเบื้องหน้า ชื่อว่าสัมปรายิกะ. ท่านอธิบายว่า ความเจริญอันเนื่องในโลกหน้า.

ถามว่า ประโยชน์ปัจจุบันนั่นคืออะไร หรือประโยชน์ภพหน้าคืออะไร.

ตอบว่า กล่าวเพียงโดยย่อ อันใดเป็นความสุขในโลกนี้ และอันใดนำความสุขมาให้ในโลกนี้ เดี๋ยวนี้ นี้แหละคือประโยชน์ปัจจุบัน เช่น

สุขของคฤหัสถ์ก่อน มีอาทิอย่างนี้ คือของใช้ที่ดี การงานไม่วุ่นวายสับสน รู้วิธีรักษาสุขภาพ ทำของใช้สะอาด จัดการงานดี ช่างฝีมือและแสวงหาความรู้ สงเคราะห์บริวาร.

ส่วนความสุขของบรรพชิต มีอาทิอย่างนี้ คือเครื่องใช้ประจำตัว เครื่องใช้ได้แก่จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานเภสัชเหล่าใด การได้เครื่องใช้เหล่านั้นโดยไม่ยาก.

อนึ่ง การเสพด้วยการพิจารณา การเว้นด้วยการพิจารณาในของใช้เหล่านั้น การทำวัตถุให้สะอาด ความมักน้อย ความสันโดษ ความสงัด ความไม่คลุกคลี.

พึงทราบว่า การอยู่ในประเทศอันสมควร การคบสัตบุรุษ การฟังพระสัทธรรม การทำไว้ในใจโดยแยบคายเป็นต้น เป็นธรรมทั่วไปแก่คฤหัสถ์และบรรพชิตทั้งสอง และเป็นความสมควรทั้งสองฝ่าย.

ความไม่ประมาทในบทว่า อปฺปมาโท นี้ พึงทราบโดยตรงกันข้ามกับความประมาท.

ถามว่า ก็ชื่อว่าความประมาทนี้ คืออะไร.

ตอบว่า คืออาการเลินเล่อ.

สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

ในความประมาทและความไม่ประมาทนั้น ความประมาทเป็นไฉน.

การปล่อยจิตไปในกามคุณ ๕ ด้วยกายทุจริตก็ดี วจีทุจริตก็ดี มโนทุจริตก็ดี การเพิ่มพูนจิตให้เพลินไปในอารมณ์ การไม่ทำความเคารพในการบำเพ็ญกุศลธรรม การทำความเพียรไม่ติดต่อ การทำอันไม่ยั่งยืน ความประพฤติย่อหย่อน การหมดฉันทะ การทอดธุระ การไม่คบหา การไม่อบรม การไม่ทำให้มาก ความประมาท ความเลินเล่อ ความเผอเรอเห็นปานนี้ ท่านเรียกว่า ปมาโท (ความประมาท).

____________________________

อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๘๖๓

เพราะฉะนั้น พึงทราบความไม่ประมาท โดยตรงกันข้ามกับความประมาทดังที่กล่าวแล้ว แท้จริง ความไม่ประมาทนั้นโดยอรรถ ได้แก่การไม่อยู่ปราศจากสติ. คำว่าไม่ประมาทนี้เป็นชื่อของสติ ที่เข้าไปตั้งไว้เป็นนิจนั่นเอง แต่อาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า ขันธ์ไม่มีรูป ๔ ที่เป็นไปโดยประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ ชื่อว่าความไม่ประมาท.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ภาวิโต พหุลีกโต อันภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ดังนี้.

ถามว่า ความไม่ประมาทนี้พึงให้เจริญอย่างไร

ตอบว่า การเจริญอย่างเดียวกัน แต่แยกกัน หาชื่อว่าเจริญความไม่ประมาทไม่. การทำบุญ ทำกุศลทั้งหมดอย่างใดอย่างหนึ่ง พึงทราบว่าเป็นการเจริญความไม่ประมาททั้งนั้น. แต่โดยต่างกันอันได้แก่การเจริญศีล สมาธิ ปัญญา ทั้งหมดหมายถึงอุปนิสัยแห่งวิวัฏฏะ (นิพพาน) การถึงสรณะ และการสำรวมทางกายและทางใจ เพราะเหตุนั้น การเจริญกุศล การเจริญธรรมอันไม่มีโทษพึงทราบว่าเป็นการเจริญความไม่ประมาท.

จริงอยู่ บทว่า อปฺปมาโท นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงถึงประโยชน์ใหญ่ คือทรงยึดถือประโยชน์มากดำรงอยู่ ไม่ควรกล่าวว่า พระธรรมกถึกนำเอาพุทธพจน์ คือพระไตรปิฏกแม้ทั้งสิ้น มากล่าวทำอรรถแห่งบท คืออัปปมาท ออกนอกทางไป

ถามว่า เพราะเหตุไร

ตอบว่า เพราะความไม่ประมาทเป็นธรรมข้อใหญ่.

เป็นความจริงดังนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อใกล้จะปรินิพพานทรงบรรทม ณ ระหว่างต้นสาละทั้งคู่ ใกล้เมืองกุสินารา ทรงรวบรวมธรรมที่พระองค์ทรงแสดงมาในเวลา ๔๕ พรรษา ตั้งแต่การตรัสรู้ลงด้วยบทเดียว จึงได้ประทานพระโอวาทแก่ภิกษุทั้งหลายว่าอปฺปมาเทน สมฺปาเทถ เธอทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด

และทรงกล่าวขยายความต่อไปว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รอยเท้าของสัตว์ทั้งหลายบนแผ่นดินเหล่าใดเหล่าหนึ่ง รอยเท้าเหล่านั้นทั้งหมด ย่อมรวมลงในรอยเท้าช้าง รอยเท้าช้างท่านกล่าวว่า เลิศกว่ารอยเท้าสัตว์ทั้งหมด เพราะเป็นรอยเท้าใหญ่ฉันใด

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมเป็นกุศลเหล่าใดเหล่าหนึ่งทั้งหมดนั้นมีความไม่ประมาทเป็นมูล รวมลงในความไม่ประมาท ความไม่ประมาท เรากล่าวว่าเลิศกว่ากุศลธรรมเหล่านั้น ฉันนั้น ด้วยประการฉะนี้.

____________________________

สํ. มหา. เล่ม ๑๙/ข้อ ๒๕๓

อธิบายความในคาถาทั้งหลายต่อไปนี้.

บทว่า อปฺปมาทํ ปสํสนฺติ ความว่า บัณฑิตทั้งหลายผู้มีปัญญา มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ย่อมสรรเสริญ คือย่อมพรรณนา ย่อมยกย่องความไม่ประมาทในการทำบุญมีทานเป็นต้น

ถามว่า เพราะเหตุไร.

ตอบว่า เพราะบัณฑิตผู้ไม่ประมาทแล้ว ย่อมถือประโยชน์ทั้งสองไว้ได้.

ถามว่า ก็ประโยชน์ทั้งสองเหล่านั้น คืออะไร

ตอบว่า คือประโยชน์ในปัจจุบัน ๑ ประโยชน์ในอนาคต ๑

พึงทราบการแก้บทในคาถานี้อย่างนี้

ในบทว่า ทิฏฺเฐ ธมฺเม จ โย อตฺโถ ประโยชน์ในปัจจุบัน ได้แก่ประโยชน์ของคฤหัสถ์ก่อน คือกรรมอันไม่มีโทษ ประโยชน์ที่คฤหัสถ์ควรจะได้มีวิธีประกอบกสิกรรม และโครักขกรรมเป็นต้น ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้ว โดยนัยมีอาทิว่า อนากุลา จ กมฺมนฺตา การงานไม่อากูล ดังนี้.

ส่วนของบรรพชิต พึงทราบว่าได้แก่ประโยชน์ มีความไม่เดือดร้อนเป็นต้น.

ส่วนบทว่า โย จตฺโถ สมฺปรายิโก ประโยชน์ในสัมปรายภพ. พึงทราบว่า ท่านกล่าวถึงการประพฤติธรรมของทั้งสองฝ่าย คือทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต.

บทว่า อตฺถาภิสมยา ได้แก่ เพราะได้ประโยชน์ คือประโยชน์เกื้อกูลแม้ทั้งสอง การได้ชื่อว่าสมยะ เพราะร่วมกัน เกี่ยวข้องกัน ประชุมกัน ด้วยสิ่งที่ควรได้ สมยะนั่นแล คืออภิสมยะ หรือสมยะชื่อว่า อภิสมยะ เพราะความมีหน้าเข้าหากัน

พึงทราบอรรถแห่งบทในที่นี้ ดังนี้

ชื่อว่าธีโร เพราะเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา. อนึ่ง ในที่นี้พึงทราบการสงเคราะห์แม้พระนิพพานอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ด้วยอัตถศัพท์. บทที่เหลือชัดดีแล้วทั้งนั้น.

ในสูตรนี้ ท่านกล่าวถึงวัฏสมบัติอย่างเดียวด้วยประการฉะนี้ ส่วนในคาถาพึงเห็นการสงเคราะห์ซึ่งวิวัฏด้วย.

จริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

อปฺปมาโท อมตํปทํ ปมาโท มจฺจุโน ปทํ อปฺปมตฺตา น มียนฺติ เย ปมตฺตา ยถา มตา เอตํ วิเสสโต ฐตฺวา อปฺปมาทมฺหิ ปณฺฑิตา อปฺปมาเท ปโมทนฺติ อริยานํ โคจเร รตา ความไม่ประมาทเป็นทางแห่งความไม่ตาย ความประมาทเป็นทางแห่งความตาย ผู้ไม่ประมาท ย่อมไม่ตาย คนประมาทเหมือนคนตายแล้ว. บัณฑิตทั้งหลายรู้ความต่างกันในความไม่ ประมาทนี้แล้ว ยินดีในธรรมเป็นโคจรของพระอริยะ ทั้งหลาย ย่อมบันเทิงในความไม่ประมาท. เต ฌายิโน สาตติกา นิจฺจํ ทฬฺหปรกฺกมา ผุสนฺติ ธีรา นิพฺพานํ โยคกฺเขมํ อนุตฺตรํ นักปราชญ์ทั้งหลายเหล่านั้น ผู้มีความเพ่ง มีความพยายามติดต่อ มีความเพียรมั่นเป็นนิจ ย่อม ถูกต้องพระนิพพานอันเกษมจากโยคะ ไม่มีอะไรอื่น ยิ่งไปกว่า ดังนี้. เพราะฉะนั้น ในบทว่า อตฺถาภิสมยา นี้ พึงทราบความแม้ด้วยประโยชน์อันเป็นโลกุตระ.

จบอรรถกถาอุโภอัตถสูตรที่ ๓ -----------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา