๑๔. โปสาลปัญหา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
สุตฺตนิปาเต ปญฺจมสฺส ปารายนวคฺคสฺส จุทฺทสมา โปสาลปญฺหา
๔๓๘|๔๓๘.๑๕๔๐| ๑๔ โย อตีตํ อาทิสติ (อิจฺจายสฺมา โปสาโล) อเนโช ฉินฺนสํสโย ปารคู สพฺพธมฺมานํ อตฺถี ปเญฺหน อาคมํ |๔๓๘.๑๕๔๑| วิภูตรูปสญฺญิสฺส สพฺพกายปฺปหายิโน อชฺฌตฺตญฺจ พหิทฺธา จ นตฺถิ กิญฺจีติ ปสฺสโต ญาณํ สกฺกานุปุจฺฉามิ กถํ เนยฺโย ตถาวิโธ ฯ |๔๓๘.๑๕๔๒| วิญฺญาณฏฺฐิติโย สพฺพา (โปสาลาติ ภควา) อภิชานํ ตถาคโต ติฏฺฐนฺตเมนํ ชานาติ วิมุตฺตํ ตปฺปรายนํ |๔๓๘.๑๕๔๓| อากิญฺจญฺญาสมฺภวํ นนฺทิสญฺโญชนํ อิติ เอวเมวํ อภิญฺญาย ตโต ตตฺถ วิปสฺสติ เอวํ ญาณํ กถํ ตสฺส พฺราหฺมณสฺส วุสีมโตติ ฯ โปสาลมาณวกปญฺหา จุทฺทสมา ฯ -------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๔.โปสาลมาณวกปัญหา ว่าด้วยปัญหาของโปสาลมาณพ
(โปสาลมาณพทูลถามดังนี้) พระผู้มีพระภาคพระองค์ใด ไม่มีตัณหาเหตุให้หวั่นไหว ตัดความสงสัยได้แล้ว ทรงแสดงอดีตธรรม ข้าพระองค์มีปัญหาที่จะทูลถาม จึงมาเฝ้าพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้ทรงถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง @เชิงอรรถ : @ วิญญาณ หมายถึงอภิสังขารวิญญาณ (วิญญาณที่เกิดพร้อมกับอภิสังขาร) (ขุ.สุ.อ. ๒/๑๑๑๘/๔๕๐)@ ดู ขุ.จู. (แปล) ๓๐/๑๓๗-๑๔๐/๓๒-๓๓
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๗๗๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๕. ปารายนวรรค] ๑๔. โปสาลมาณวกปัญหา
ข้าแต่พระองค์ผู้สักกะ ข้าพระองค์ขอทูลถามถึงญาณ ของบุคคลผู้ไม่มีรูปสัญญา ผู้ละรูปกายได้ทั้งหมด ผู้พิจารณาทั้งภายในและภายนอกเห็นว่าไม่มีอะไร บุคคลผู้เป็นเช่นนั้น ควรแนะนำอย่างไร
(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า โปสาละ) ตถาคตรู้ยิ่งซึ่งวิญญาณัฏฐิติ ทั้งหมด รู้จักบุคคลนั้นผู้ดำรงอยู่ ผู้น้อมไปแล้ว ผู้มีอากิญจัญญายตนสมาบัตินั้นเป็นที่มุ่งหมาย
บุคคลนั้นรู้กัมมาภิสังขาร ว่า เป็นเหตุเกิด แห่งอากิญจัญญายตนสมาบัติ รู้อรูปราคะว่า มีความเพลิดเพลินเป็นเครื่องผูกไว้ ครั้นรู้กรรมอย่างนี้แล้ว ออกจากสมาบัตินั้น เห็นแจ้งธรรมที่เกิดในสมาบัตินั้น ญาณนี้ของพราหมณ์ผู้อยู่จบพรหมจรรย์ เป็นญาณอันแท้จริง โปสาลมาณวกปัญหาที่ ๑๔ จบ @เชิงอรรถ : @ ผู้ไม่มีรูปสัญญา หมายถึงผู้ได้อรูปสมาบัติ ๔ (ขุ.จู. (แปล) ๓๐/๘๒/๒๘๗)@ วิญญาณัฏฐิติ คือ ภูมิอันเป็นที่ตั้งแห่งวิญญาณ ในที่นี้หมายถึงวิญญาณัฏฐิติ ๔ และวิญญาณัฏฐิติ ๗@(ขุ.จู. (แปล) ๓๐/๘๓/๒๘๙-๒๙๐) @ กัมมาภิสังขาร ในที่นี้หมายถึงอาเนญชาภิสังขาร สภาพที่ปรุงแต่งภพอันมั่นคง ไม่หวั่นไหว ได้แก่@กุศลเจตนาที่เป็นอรูปาวจร ๔ หมายถึง ภาวะจิตที่มั่นคงแน่วแน่ (ขุ.จู.อ. ๘๔/๖๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๗๗๑}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาโปสาลสูตร ที่ ๑๔
____________________________
บาลีเป็น โปสาลปัญหา.
โปสาลสูตร มีคำเริ่มต้นว่า โย อตีตํ เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า โย อตีตํ อาทิสติ พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงแสดงอ้างสิ่งที่ล่วงไปแล้ว คือพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใดทรงแสดงอ้างถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้วมีชาติเป็นต้นแม้ชาติหนึ่งของพระองค์และของสัตว์พวกอื่น.
บทว่า วิภูตรูปสญฺญิสฺส คือ บุคคลผู้มีความสำคัญในรูปก้าวล่วงแล้ว.
บทว่า สพฺพกายปฺปหายิโน คือ ละรูปกายได้ทั้งหมดด้วยการละชั่วคราวและละด้วยการข่มไว้. อธิบายว่า ละปฏิสนธิในรูปภพได้แล้ว.
บทว่า นตฺถิ กิญฺจีติ ปสฺสโต เห็นอยู่ว่าไม่มีอะไร คือเห็นอยู่ว่าไม่มีอะไรเพราะเห็นแจ้งว่าวิญญาณไม่มี. ท่านอธิบายว่า ได้อากิญจัญญายตนสมาบัติ.
บทว่า ญาณํ สกฺกานุปุจฺฉามิ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นศากยะ ข้าพระองค์ทูลถามถึงญาณ โปสาลมาณพเรียกพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า สักกะ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นศากยะ ข้าพระองค์ทูลถามถึงญาณของบุคคลนั้นว่าควรปรารถนาเช่นไร.
บทว่า กถํ เนยฺโย คือ บุคคลนั้นควรแนะนำอย่างไร ควรให้ญาณเกิดแก่เขายิ่งขึ้นได้อย่างไร.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงประกาศญาณของพระองค์ที่อันใครๆ กำจัดไม่ได้ในบุคคลเช่นนั้น เพื่อทรงพยากรณ์ญาณนั้นแก่โปสาลมาณพ จึงตรัสคาถาสองคาถาต่อไป.
บทว่า วิญฺญาณฏฺฐิติโย สพฺพา อภิชานํ ตถาคโต พระตถาคตทรงรู้ยิ่งซึ่งภูมิเป็นที่ตั้งแห่งวิญญาณทั้งปวง คือทรงรู้ยิ่งวิญญาณฐิติทั้งปวงอย่างนี้ว่า สัตว์ทั้งหลายย่อมมีได้ ด้วยอภิสังขาร ด้วยปฏิสนธิ ๔.
บทว่า ติฏฺฐนฺตเมนํ ชานาติ ทรงทราบบุคคลนั้นผู้ดำรงอยู่ คือทรงทราบบุคคลนั้นผู้ดำรงอยู่ได้ด้วยกรรมคืออภิสังขารว่า ต่อไปสัตว์นี้จักมีคติเป็นอย่างนี้.
บทว่า วิมุตฺตํ คือ น้อมไปแล้วในอากิญจัญญายตนสมาบัติเป็นต้น.
บทว่า ตปฺปรายนํ ผู้มีอากิญจัญญายตนสมาบัตินั้นเป็นที่ไปในเบื้องหน้า คือสำเร็จด้วยอากิญจัญญายตนสมบัตินั้น.
บทว่า อากิญฺจญฺญาสมฺภวํ ญตฺวา ทรงทราบผู้ที่เกิดในอากิญจัญญายตนภพคือทรงทราบกรรมคืออภิสังขารที่ให้เกิดในอากิญจัญญายตนภพ. เป็นอย่างไร นี้เป็นเครื่องห่วงใย.
บทว่า นนฺทิสํโยชนํ อิติ ว่ามีความเพลิดเพลินเป็นเครื่องประกอบ คือรู้ความเพลิดเพลินที่นับว่าอรูปราคะในภพนั้นว่าเป็นเครื่องประกอบ.
บทว่า ตโต ตตฺถ วิปสฺสติ แต่นั้นย่อมเห็นแจ้งในอากิญจัญญายตนสมาบัตินั้น คือ แต่นั้นออกจากอากิญจัญญายตนสมาบัติแล้ว เห็นแจ้งสมาบัตินั้นโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น.
บทว่า เอวํ ญาณํ ตถํ ตสฺส ญาณของบุคคลนั้นเป็นญาณถ่องแท้อย่างนี้ คืออรหัตญาณเกิดขึ้นแก่บุคคลนั้นผู้เห็นแจ้งอย่างนี้ตามลำดับไม่วิปริต.
บทว่า วุสีมโต คือ อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว.
บทที่เหลือในบททั้งปวงชัดเจนดีแล้ว.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระสูตรแม้นี้ด้วยธรรมเป็นยอดคือพระอรหัตนั่นแล.
เมื่อจบเทศนา ได้มีผู้บรรลุธรรมเช่นกับครั้งก่อนนั่นแล.
จบอรรถกถาโปสาลสูตรที่ ๑๔ แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย ชื่อปรมัตถโชติกา --------------------