๖. อุปปัตติสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๒๗๕๖ ติสฺโส อิมา ภิกฺขเว กามูปปตฺติโย กตมา ติสฺโส ปจฺจุปฏฺฐิตกามา นิมฺมานรติโน ปรนิมฺมิตวสวตฺติโน ฯ อิมา โข ภิกฺขเว ติสฺโส กามูปปตฺติโยติ ฯ ปจฺจุปฏฺฐิตกามา จ เย เทวา วสวตฺติโน นิมฺมานรติโน เทวา เย จญฺเญ กามโภคิโน อิตฺถภาวญฺญถาภาวํ กามโภเคสุ ปณฺฑิตา สพฺเพ ปริจฺจเช กาเม เย ทิพฺพา เย จ มานุสา ปิยรูปสาตคธิตํ เฉตฺวา โสตํ ทุรจฺจยํ อเสสํ ปรินิพฺพนฺติ อเสสํ ทุกฺขมชฺฌคุํ อริยทฺทสา เวทคุโน สมฺมทญฺญาย ปณฺฑิตา ชาติกฺขยมภิญฺญาย นาคจฺฉนฺติ ปุนพฺภวนฺติ ฯ ฉฏฺฐํ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๓. ติกนิบาต] ๕. ปัญจมวรรค ๖. กามูปปัตติสูตร ๖. กามูปปัตติสูตร ว่าด้วยผู้ยังเสพกามไม่สามารถล่วงสังสารทุกข์ได้
แท้จริง พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้ว พระสูตรนี้ พระอรหันต์ กล่าวไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ “ภิกษุทั้งหลาย การเสพกาม ๓ ประการนี้ การเสพกาม ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. การเสพกามของสัตว์ผู้มีความใคร่ปรากฏอยู่เป็นนิตย์ ๒. การเสพกามของเทวดาผู้ยินดีในกามสมบัติที่ตนเนรมิต ๓. การเสพกามของเทวดาผู้ยินดีในกามสมบัติที่เทวดาอื่นเนรมิตให้ ภิกษุทั้งหลาย การเสพกาม ๓ ประการนี้แล” พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความดังกล่าวมานี้แล้ว ในพระสูตรนั้น จึงตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า สัตว์ผู้มีความใคร่ปรากฏอยู่เป็นนิตย์ เทวดาผู้ยินดีในกามสมบัติที่ตนเนรมิต เทวดาผู้ยินดีในกามสมบัติที่เทวดาอื่นเนรมิตให้ และสัตว์เหล่าอื่นที่เสพกามอยู่เป็นนิตย์ ย่อมไม่ล่วงพ้นสังสารวัฏที่มีสภาวะอย่างนี้และสภาวะอย่างอื่น บัณฑิตรู้โทษในการเสพกามทั้งหลายนี้แล้ว ควรละเว้นกามทั้งที่เป็นของทิพย์และของมนุษย์ทั้งหมด @เชิงอรรถ : @ หมายถึงมนุษย์ และเทวดาตั้งแต่ชั้นจาตุมหาราชิกา จนถึงชั้นดุสิต (ขุ.อิติ.อ. ๙๕/๓๔๐)@ หมายถึงเทวดาชั้นนิมมานรดี (ขุ.อิติ.อ. ๙๕/๓๔๐) @ หมายถึงเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดี (ขุ.อิติ.อ. ๙๕/๓๔๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๔๖๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๓. ติกนิบาต] ๕. ปัญจมวรรค ๗. กามโยคสูตร บัณฑิตทั้งหลาย ตัดกระแสตัณหาที่กำหนัดยินดี ในปิยรูปสาตรูป ที่คนทั่วไปล่วงพ้นได้ยากขาดสิ้นแล้ว ชื่อว่าดับกิเลสได้สิ้นเชิง ล่วงพ้นทุกข์ได้ทั้งสิ้น บัณฑิตทั้งหลายผู้เห็นแจ้งอริยสัจ จบเวท รู้สิ่งทั้งปวงโดยชอบ ย่อมไม่กลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก เพราะรู้ยิ่งถึงภาวะสิ้นสุดการเกิด แม้เนื้อความนี้ พระผู้มีพระภาคก็ตรัสไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้แลกามูปปัตติสูตรที่ ๖ จบ ๗. กามโยคสูตร ว่าด้วยผู้ประกอบด้วยกามไปสู่วัฏฏสงสาร
แท้จริง พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้ว พระสูตรนี้ พระอรหันต์ กล่าวไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ “ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบตนด้วยกามโยคะ ประกอบตนด้วยภวโยคะชื่อว่าเป็นอาคามี คือยังต้องกลับมาเกิดในกามภูมิอีก บุคคลผู้พรากตนออกจากกามโยคะ แต่ยังประกอบตนด้วยภวโยคะ ชื่อว่าเป็นอนาคามี คือเป็นผู้ไม่ต้องกลับมาเกิดในกามภูมิอีก @เชิงอรรถ : @ ปิยรูปสาตรูป หมายถึงรูปเป็นต้นที่น่ารักและน่าพอใจด้วยอำนาจสุขเวทนา (ขุ.อิติ.อ. ๙๕/๓๔๑)@ กามโยคะ หมายถึงราคะที่ประกอบด้วยกามคุณ ๕ (กามราคะ) (ขุ.อิติ.อ. ๙๖/๓๔๒)@ ภวโยคะ หมายถึงความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจในรูปภพและอรูปภพ อีกอย่างหนึ่ง หมายถึงราคะ@ที่ประกอบด้วยสัสสตทิฏฐิ (ขุ.อิติ.อ. ๙๖/๓๔๒) @ อาคามี หมายถึงผู้อยู่ในพรหมโลก สามารถมาเกิดยังมนุษยโลกได้ (ขุ.อิติ.อ. ๙๖/๓๔๒)@ อนาคามี หมายถึงผู้ไม่กลับมาเกิดในกามโลกอีก (ขุ.อิติ.อ. ๙๖/๓๔๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๔๗๐}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาอุปปัตติสูตร
ในอุปปัตติสูตรที่ ๖ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า กามูปปตฺติโย ได้แก่ การได้กาม หรือการซ่องเสพกาม.
บทว่า ปจฺจปฏฺตกามา ได้แก่ เป็นผู้ใคร่อยู่เป็นนิตย์ คือมีอารมณ์เป็นนิตย์ เช่นมนุษย์ทั้งหลาย.
อธิบายว่า มนุษย์ทั้งหลายตกอยู่ในอำนาจวัตถุเป็นนิตย์ที่จิตปฏิพัทธ์อยู่ ถึงจะนำเอามาตุคามนั้นแหละมาให้ตั้งร้อยตั้งพันก็ยังรับอยู่ได้เป็นประจำ และเทวดาบางพวก (ก็เหมือนกัน).
อธิบายว่า เทวดาผู้อยู่ในเทวโลก ๔ ชั้นนับแต่เทวดาชั้นจาตุมหาราชิกาไป ก็ตกอยู่ในอำนาจวัตถุเป็นนิตย์เหมือนกันก็ในข้อนี้ มีเรื่องของปัญจสิขเทพบุตร เป็นตัวอย่าง ถึงสัตว์ที่เกิดในอบายที่เหลือบางเหล่า เว้นสัตว์นรกที่เกิดในอบายก็เหมือนกัน คือตกอยู่ในอำนาจวัตถุเนืองนิตย์ทั้งนั้น เพราะว่า ปลาก็ตกอยู่ในอำนาจของปลาตัวเมียของตนเต่าก็ตกอยู่ในอำนาจของเต่าตัวเมียของตนเป็นอันว่า สัตว์เดียรัจฉานแม้ทั้งหมด และเปรตจำพวกวินิปาติกะย่อมตกอยู่ในอำนาจวัตถุเนืองนิตย์ดังพรรณนามานี้ เพราะฉะนั้น สัตว์เหล่านี้ตั้งแต่สัตว์ที่เกิดในอบายที่เหลือ จนถึงเทวดาเหล่าชั้นดุสิต เว้นสัตว์นรก ชื่อว่ามีกามปรากฏแล้ว.
บทว่า นิมฺมานรติโน ความว่า เทวดาทั้งหลายชื่อว่านิมมานรดี เพราะมีความยินดีในสมบัติเนรมิตที่เนรมิตขึ้นเอง. อธิบายว่า เทวดาเหล่านั้นย่อมปรารถนารูปชนิดใดด้วยสามารถแห่งรูปสีเขียว รูปสีเหลืองเป็นต้น ก็เนรมิตรูปชนิดนั้นแล้วยินดีอยู่ เหมือนเทวดาเหล่ามนาปกายิกา ผู้อยู่เฉพาะหน้าท่านพระอนุรุทธเถระฉะนั้น.
บทว่า ปรนิมฺมิตวสวตฺติโน ความว่า เทวดาชื่อว่าปรนิมมิตวสวัตดี เพราะตกอยู่ในอำนาจกามที่เทพเหล่าอื่นเนรมิตไว้. อธิบายว่า เทวดาเหล่าอื่นรู้ใจของเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดี แล้วเนรมิตกามโภคะให้ตามใจชอบ เทวดาเหล่านั้นจึงตกอยู่ในอำนาจกามโภคะนั้น
ถามว่า เทวดาเหล่านั้นรู้ใจของผู้อื่นได้อย่างไร?
แก้ว่า รู้ได้ด้วยสามารถแห่งการคบหากันมาเป็นประจำ.
อธิบายว่า เหมือนเจ้าพนักงานห้องเครื่อง ผู้ฉลาดรู้พระกระยาหารที่พระราชาผู้เสวย ชอบเสวยฉันใด เทวดาเหล่าอื่นก็รู้อารมณ์ที่เทวดาชั้นปรนิมมิตวัตดี ชอบใจ โดยปกติย่อมเนรมิตอารมณ์เช่นนั้นแหละฉันนั้น เทวดาเหล่านั้นตกอยู่ใต้อำนาจอารมณ์นั้น ย่อมบริโภคกามทั้งหลาย ด้วยสามารถแห่งการเสพเมถุนเป็นต้น
แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า กามกิจของเทวดาเหล่านั้น ย่อมสำเร็จด้วยเหตุเพียงยิ้มแย้ม ด้วยเหตุเพียงการมองดู ด้วยเหตุเพียงสวมกอด และด้วยเหตุเพียงจับมือ ดังนี้ ในอรรถกถา ท่านค้านคำนั้นไว้ว่า ก็เหตุเพียงการยิ้มแย้มเป็นต้นนั้น ไม่มี.
อธิบายว่า ผู้ที่ไม่ถูกต้องกันด้วยกาย กามกิจคือโผฏฐัพพะ ย่อมไม่สำเร็จได้เลย. สำหรับเทวดาชั้นกามาวจรทั้ง ๖ มีกามเป็นปกติเหมือนกัน.
สมดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
พวกเทวดากามาวจรสวรรค์ ๖ ชั้นเหล่านี้
เพียบพร้อมไปด้วยกามคุณทั้งปวง อายุของพวก
เทวดากามาวจรสวรรค์ ๖ ชั้น นับรวมกันทั้งหมด
เป็นเท่าไร?
____________________________
อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๑๑๐๖
พึงทราบวินิจฉัยในพระคาถาทั้งหลายต่อไป.
บทว่า เย จญฺเญ ได้แก่ เทวดาเหล่าอื่นจากเทวดาที่กล่าวมาแล้ว และมนุษย์ผู้บริโภคกามทั้งสัตว์ผู้เข้าถึงอบายบางเหล่า ทั้งหมด
บทว่า อิตฺถภาวญฺญถาภาวํ ความว่า เทวดาและมนุษย์เหล่านั้น ย่อมไม่เป็นไปล่วง ถึงไม่ก้าวล่วงสงสารสองประเภท คือ อัตภาพตามที่ได้มานี้ ๑ ความเป็นอย่างอื่นจากนี้ กล่าวคืออุปบัติภพอื่น ๑.
บทว่า สพฺเพ ปริจฺจเช กาเม ความว่า มนุษย์และเทวดาทั้งหมดนั้น ถึงสละกามทั้งหมด แยกประภทเป็นกามทิพย์เป็นต้น ทั้งที่เป็นวัตถุกาม และกิเลสกาม. อธิบายว่า เมื่อละกิเลสกรรมด้วยอนาคามิมรรคนั่นแหละ ชื่อว่าสละวัตถุกาม.
บทว่า ปิยรูปสาตรูปคธิตํ ความว่า กำหนัดแล้วยินดีแล้ว ในปิยรูปทั้งหลายด้วยความพอใจสุขเวทนาในรูปเป็นต้น
บทว่า เฉตฺวา โสตํ ทุรจฺจยํ ความว่า ตัดขาดกระแสตัณหาที่ผู้อื่นก้าวล่วงได้โดยยาก คือข้ามได้ยาก.
คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังทั้งนั้น ฉะนี้แล.
จบอรรถกถาอุปปัตติสูตรที่ ๖ -----------------------------------------------------