๔. เวทนาสูตร ที่ ๒
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ๔. เวทนาสูตรที่ ๒
๒๓๑จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว พระสูตรนี้พระผู้มี พระภาคผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย เวทนา ๓ ประการนี้ ๓ ประการเป็นไฉน คือ สุขเวทนา ๑ทุกขเวทนา ๑ อทุกขมสุขเวทนา ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย พึงเห็นสุขเวทนาโดยความเป็นทุกข์ พึงเห็นทุกขเวทนาโดยความเป็นลูกศร พึงเห็นอทุกขมสุขเวทนาโดยความเป็นของไม่เที่ยง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใดแล ภิกษุเห็นสุขเวทนาโดยความเป็นทุกข์ เห็นทุกขเวทนาโดยความเป็นลูกศร เห็นอทุกขมสุขเวทนาโดยความเป็นของไม่เที่ยง เมื่อนั้น ภิกษุนี้เรากล่าวว่า เป็นพระอริยะผู้เห็นโดยชอบ ตัดตัณหาขาดแล้ว ล่วงสังโยชน์แล้ว ได้กระทำแล้วซึ่งที่สุดแห่งทุกข์เพราะการละมานะโดยชอบ ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า ภิกษุใดได้เห็นสุขโดยความเป็นทุกข์ ได้เห็นทุกข์โดยความ เป็นลูกศร ได้เห็นอทุกขมสุขอันละเอียดโดยความเป็นของ ไม่เที่ยง ภิกษุนั้นแลเป็นผู้เห็นโดยชอบ ย่อมหลุดพ้นใน เวทนานั้น ภิกษุนั้นแลอยู่จบอภิญญา ระงับแล้ว ก้าวล่วง โยคะได้แล้ว ชื่อว่าเป็นมุนี ฯ เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วฉะนี้แล ฯ จบสูตรที่ ๔
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๓. ติกนิบาต] ๑. ปฐมวรรค ๔. ทุติยเวทนาสูตร ๔. ทุติยเวทนาสูตร ว่าด้วยเวทนา สูตรที่ ๒
แท้จริง พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้ว พระสูตรนี้ พระอรหันต์ กล่าวไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ “ภิกษุทั้งหลาย เวทนา ๓ ประการนี้ เวทนา ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. สุขเวทนา ๒. ทุกขเวทนา ๓. อทุกขมสุขเวทนา ภิกษุพึงเห็นสุขเวทนาโดยความเป็นทุกข์ พึงเห็นทุกขเวทนาโดยความเป็นดุจลูกศรพึงเห็นอทุกขมสุขเวทนาโดยความไม่เที่ยง ภิกษุทั้งหลาย เพราะภิกษุเห็นสุขเวทนาโดยความเป็นทุกข์ เห็นทุกขเวทนาโดยความเป็นดุจลูกศร เห็นอทุกขมสุขเวทนาโดยความไม่เที่ยงได้ ภิกษุนี้เราเรียกว่า‘เป็นอริยะ มีความเห็นชอบ ตัดตัณหาได้ เพิกถอนสังโยชน์ได้แล้ว ได้ทำที่สุดแห่งทุกข์ เพราะรู้แจ้งมานะได้โดยชอบ” พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความดังกล่าวมานี้แล้ว ในพระสูตรนั้น จึงตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า ภิกษุใดเห็นสุขเวทนาโดยความเป็นทุกข์ เห็นทุกขเวทนาโดยความเป็นดุจลูกศร เห็นอทุกขมสุขเวทนาที่มีอยู่โดยความไม่เที่ยง @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ สํ.สฬา. (แปล) ๑๘/๒๕๓/๒๗๓ @ ทุกข์ หมายถึงวิปริณามทุกข์ (ทุกข์คือ ความผันแปรเปลี่ยนแปลงเรื่อยไป) (ขุ.อิติ.อ. ๕๓/๒๒๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๔๐๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๓. ติกนิบาต] ๑. ปฐมวรรค ๕. ปฐมเอสนาสูตร ภิกษุนั้นแล เป็นผู้มีความเห็นชอบ เพราะเหตุที่หลุดพ้นได้เด็ดขาดในเวทนานั้น จึงชื่อว่าสำเร็จอภิญญา ๖ ประการ เป็นผู้สงบ ล่วงพ้นโยคะได้แล้ว เป็นมุนีแท้จริง แม้เนื้อความนี้ พระผู้มีพระภาคก็ตรัสไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้แลทุติยเวทนาสูตรที่ ๔ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาทุติยเวทนาสูตร
ในทุติยเวทนาสูตรที่ ๔ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ทุกฺขโต ทฏฺฐพฺพา ความว่า สุขเวทนาพึงเห็นด้วยญาณจักษุว่าเป็นทุกข์ ด้วยอำนาจแห่งวิปริฌามทุกข์.
บทว่า สลฺลโต ทฏฺฐพฺพา ความว่า ทุกขเวทนาพึงเห็นว่าเป็นเหมือนลูกศร เพราะความเป็นทุกขทุกข์ (เป็นทุกข์เพราะทนอยู่ไม่ได้) โดยหมายความว่า นำออกไปได้ยาก คือโดยความหมายว่ารบกวน ได้แก่มีความหมายว่า บีบคั้นในภายใน.
บทว่า อนิจฺจโต ความว่า อทุกขมสุขเวทนา พึงเห็นว่าไม่เที่ยง เพราะมีแล้วกลับไม่มี เพราะมีการเกิดขึ้นแล้วเสื่อมไปในที่สุด เพราะเป็นของชั่วคราว และเพราะเป็นของขัดแย้งกับความเที่ยง.
ก็ในเรื่องเวทนานี้ ถึงเวทนาทั้งหมดต้องเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยงก็จริง แต่เพราะพระศาสดาเมื่อจะทรงแสดงเนื้อความนี้ว่า การเห็นทุกข์เป็นเครื่องหมายแห่งวิราคะ เป็นความยินดียิ่งกว่าการเห็นความไม่เที่ยง จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สุขเวทนาพึงเห็นโดยความเป็นทุกข์ ทุกขเวทนาพึงเห็นโดยความเป็นเหมือนลูกศร.
อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคำนี้ไว้อย่างนั้นเพื่อจะให้เกิดความเบื่อหน่ายในสังขารทั้งหลายที่ปุถุชนยึดมั่นว่าเป็นสุขด้วยคำว่า ทุกขฺโต นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงถึงความที่สุขเวทนานั้นว่าเป็นทุกข์ เพราะเป็นทุกข์ประจำสังขาร. เพราะเหตุที่ความสุขเป็นวิปริณามทุกข์ โดยพระบาลีว่า สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ ดังนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สุขเวทนาต้องเห็นโดยความเป็นทุกข์ ดังนี้แล้ว เพราะเหตุที่ทุกขเวทนาเป็นทุกขทุกขะ (ทุกข์เพราะทนอยู่ไม่ได้)สำหรับชนทั้งหลายผู้คิดอยู่ว่า แม้ความสุขยังเป็นถึงเช่นนี้ ความทุกข์จะถึงขนาดไหนเล่า? ดังนี้แล้ว จึงตรัสว่า ทุกขเวทนาต้องเห็นโดยเป็นเหมือนลูกศร. แต่เมื่อจะทรงแสดงว่า เวทนานอกนี้เป็นทุกข์ เพราะเป็นสังขารทุกข์นั่นเอง จึงได้ตรัสว่า อทุกขมสุขเวทนาต้องเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง ดังนี้.
อนึ่ง บรรดาคำเหล่านั้น ด้วยคำนี้ว่า สุขเวทนาต้องเห็นโดยความเป็นทุกข์. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงถึงอุบาย สำหรับถอนราคะ เพราะว่าราคานุสัยนอนเนื่องอยู่ (ในสันดาน) เพราะสุขเวทนา.
ด้วยคำนี้ว่า ทุกขเวทนาต้องเห็นโดยเป็นเหมือนลูกศร. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอุบายสำหรับถอนโทสะ เพราะปฏิฆานุสัยนอนเนื่องอยู่ (ในสันดาน) เพราะทุกขเวทนา.
ด้วยคำนี้ว่า อทุกขมสุขเวทนาต้องเห็นโดยความไม่เที่ยง. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอุบายสำหรับถอนราคะ โทสะ โมหะ เพราะอวิชชานุสัยนอนเนื่องอยู่ (ในสันดาน) เพราะอทุกขมสุขเวทนา.
ทำนองเดียวกันนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงการละสังกิเลสคือตัณหา ด้วยพุทธพจน์ข้อแรก เพราะสังกิเลสคือตัณหานั้น เป็นเหตุให้พอใจในสุข. ทรงแสดงการละสังกิเลสคือทุจริต ด้วยพระพุทธพจน์ข้อที่ ๒ เพราะว่าสัตว์ทั้งหลายไม่รู้จักทุกข์ตามความเป็นจริง จึงประพฤติทุจริต เพื่อแก้ทุกข์นั้น. ทรงแสดงการละสังกิเลสคือทิฏฐิ ด้วยพระพุทธพจน์ข้อที่ ๓ เพราะผู้ที่เห็นอทุกขมสุขโดยความไม่เที่ยงอยู่ จะไม่มีสังกิเลสคือทิฏฐิ.
อนึ่ง ทรงแสดงอทุกขมสุขเวทนาว่าเป็นเครื่องหมายแห่งอวิชชา เพราะความที่สังกิเลสคือทิฏฐิ เป็นเครื่องหมายแห่งอวิชชา.
อีกอย่างหนึ่ง ด้วยพระพุทธพจน์ข้อแรก ทรงแสดงถึงการกำหนดรู้วิปริณามทุกข์. ด้วยข้อที่ ๒ ทรงแสดงถึงการกำหนดรู้ด้วยทุกขทุกขะ. ด้วยข้อที่ ๓ ทรงแสดงถึงการกำหนดรู้สังขารทุกข์.
อีกอย่างหนึ่ง ด้วยพุทธพจน์ข้อแรก ทรงแสดงถึงการกำหนดรู้อิฏฐารมณ์. ด้วยพระพุทธพจน์ข้อที่ ๒ ทรงแสดงถึงการกำหนดรู้อนิฏฐารมณ์. ด้วยพระพุทธพจน์ข้อที่ ๓ ทรงแสดงถึงการกำหนดรู้ด้วยมัชฌัตตารมณ์ เพราะเมื่อคลายกำหนัดธรรมารมณ์เหล่านั้นแล้ว แม้อารมณ์ทั้งหลาย ก็เป็นอันคลายกำหนัดไปด้วย พึงทราบดังพรรณนามานี้.
อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบว่า การหลุดพ้นโดยไม่มีที่ตั้งด้วยทุกขานุปัสสนา เป็นอันทรงแสดงแล้วด้วยการกำหนดการละราคะ เป็นข้อแรก. การหลุดพ้นโดยไม่มีนิมิตด้วยอนิจจานุปัสสนา เป็นอันทรงแสดงแล้วด้วยการกำหนดการละโทสะ เป็นข้อที่ ๒. การหลุดพ้นโดยเป็นของว่างเปล่าด้วยอนัตตานุปัสสนา เป็นอันทรงแสดงแล้วด้วยการกำหนดการละโมหะ เป็นข้อที่ ๓.
บทว่า ยโต เท่ากับ ยทา หรือ ยสฺมา (แปลว่า เมื่อใดหรือเพราะเหตุใด).
บทว่า อริโย ความว่า เป็นผู้อยู่ไกลจากกิเลสทั้งหลาย คือเป็นผู้บริสุทธิ์.
บทว่า สมฺมทฺทโส ความว่า มีปกติเห็นเวทนาทั้งหมด หรือสัจจะทั้ง ๔ ไม่ผิดพลาดไป.
บทว่า อจฺเฉจฺฉิ ตณฺหํ ความว่า ตัดตัณหาอันมีเวทนาเป็นราก ด้วยมรรคเบื้องปลาย ได้แก่ตัดขาดโดยไม่เหลือ.
บทว่า วิวตฺตยิ สํโยชนํ ความว่า หมุนสังโยชน์ ๑๐ อย่างไปได้โดยรอบ คือทำให้ไม่มีราคะ.
บทว่า สมฺมา ได้แก่ โดยเหตุ คือโดยการณ์.
บทว่า มานาภิสมยา ความว่า เพราะตรัสรู้ด้วยการเห็น หรือเพราะตรัสรู้ด้วยการละซึ่งมานะ. อธิบายว่า อรหัตมรรคเห็นมานะ ด้วยอำนาจแห่งกิจ นี้เป็นการบรรลุด้วยการเห็นซึ่งมานะนั้น. ก็มานะที่อริยมรรคเห็นแล้วนั้น อันอริยมรรคนั้นย่อมละได้ในทันใดนั้นเอง เหมือนชีวิตของสัตว์ที่ถูกกัดแล้ว ย่อมละได้ด้วยพิษที่กัดแล้ว นี้เป็นการบรรลุด้วยการละซึ่งมานะนั้น.
บทว่า อนฺตมกาสิ ทุกฺขสฺส ความว่า พระอริยสาวกได้ทำที่สุดกล่าวคือเงื่อน ได้แก่สุดสายปลายทางแห่งวัฏฏทุกข์ทั้งหมด. มีอธิบายว่า ได้กระทำทุกข์ให้เหลือไว้เพียงร่างกายในชาติสุดท้าย.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาทั้งหลายดังต่อไปนี้
บทว่า โย ได้แก่ พระอริยสาวกใด.
บทว่า อทฺทา แปลว่า ได้เห็นแล้ว. อธิบายว่า เห็นสุขเวทนาโดยเป็นทุกข์. แท้จริง สุขเวทนาเป็นเสมือนโภชนะที่เจือด้วยยาพิษ ในเวลาบริโภคจะให้ความอร่อย ในเวลาเปลี่ยนแปลงไป ย่อมเป็นทุกข์อย่างเดียว.
บทว่า ทุกฺขมทกฺขิ สลฺลโต ความว่า ทุกขเวทนาเมื่อเกิดขึ้นก็ดี ถึงฐิติขณะ (ดำรงอยู่) ก็ดี แตกดับไปก็ดี ย่อมเบียดเบียนทั้งนั้น เหมือนลูกศรกำลังเสียบเข้าสรีระก็ดี หยุดอยู่ก็ดี กำลังถอนออกก็ดี ย่อมให้เกิดความเจ็บปวดทั้งนั้น เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เห็นทุกข์นั้นโดยเป็นลูกศร.
บทว่า อทกฺขิ นํ อนิจฺจโต ความว่า เห็นอทุกขมสุขเวทนานั้น แม้ที่เกิดขึ้นละเอียดกว่า เพราะเป็นภาวะที่ละเอียดกว่าสุขและทุกข์โดยความไม่เที่ยง เพราะมีความไม่เที่ยงเป็นที่สุด.
บทว่า สเว สมฺมทฺทโส ความว่า พระอริยสาวกนั้นเอง มีปกติเห็นเวทนาทั้ง ๓ โดยเป็นทุกข์เป็นต้นโดยถูกต้องถ่องแท้.
บทว่า ยโต ก็เท่ากับ ยสมา (แปลว่า เพราะเหตุใด).
บทว่า ตตฺถ แปลว่า ในเวทนา.
บทว่า วิมุจฺจติ ความว่า ย่อมพ้นด้วยสามารถแห่งสมุจเฉทวิมุตติ.
มีคำอธิบายดังนี้ เพราะเหตุที่ท่านเห็นสุขเป็นต้น โดยความเป็นทุกข์เป็นต้น ฉะนั้น ท่านจึงหลุดพ้นในเวทนานั้น ด้วยสามารถแห่งการตัดขาด เพราะละฉันทราคะที่เนื่องด้วยเวทนานั้น. ด้วยว่าเมื่อกล่าวถึง ยํ ศัพท์ ก็ควรนำเอา ตํ ศัพท์มากล่าวไว้ด้วย.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ยโต ความว่า สำรวมแล้ว คือมีตนอันระวังแล้วด้วยกาย วาจาและใจ.
อีกอย่างหนึ่ง พระอริยสาวกชื่อว่า ยโต เพราะพยายาม คือเริ่มตั้งความเพียร. อธิบายว่า สืบต่อกันไป.
บทว่า อภิญฺญาโวสิโต ความว่า เสร็จสิ้นแล้ว คือทำกิจเสร็จแล้ว ด้วยอภิญญา ๖ เพราะเจริญกรรมฐานมีสัจจะ ๔ เป็นอารมณ์โดยมีเวทนาเป็นหลัก.
บทว่า สนฺโต ได้แก่ ผู้สงบแล้วด้วยการสงบกิเลสมีราคะเป็นต้น.
บทว่า โยคาติโค ความว่า พระโยคาวจรผู้ก้าวล่วงโยคะทั้ง ๔ อย่างมีกามโยคะเป็นต้น ชื่อว่ามุนี เพราะรู้ประโยชน์เกื้อกูลทั้งสองอย่าง
จบอรรถกถาทุติยเวทนาสูตรที่ ๔ -----------------------------------------------------