๕. สีลสูตร ที่ ๑
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๒๑๐๕ วุตฺตํ เหตํ ภควตา วุตฺตมรหตาติ เม สุตํ ทฺวีหิ ภิกฺขเว ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ปุคฺคโล ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ นิรเย กตเมหิ ทฺวีหิ ปาปเกน จ สีเลน ปาปิกาย จ ทิฏฺฐิยา อิเมหิ โข ภิกฺขเว ทฺวีหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ปุคฺคโล ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ นิรเยติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ อิติ วุจฺจติ ปาปเกน จ สีเลน ปาปิกาย จ ทิฏฺฐิยา เอเตหิ ทฺวีหิ ธมฺเมหิ โย สมนฺนาคโต นโร กายสฺส เภทา ทุปฺปญฺโญ นิรยํ โส อุปปชฺชตีติ ฯ อยมฺปิ อตฺโถ วุตฺโต ภควตา อิติ เม สุตนฺติ ฯ ปญฺจมํ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๒. ทุกนิบาต] ๑. ปฐมวรรค ๕. ปฐมสีลสูตร ๕. ปฐมสีลสูตร ว่าด้วยศีลและทิฏฐิ สูตรที่ ๑
แท้จริง พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้ว พระสูตรนี้ พระอรหันต์ กล่าวไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ “ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๒ ประการ ย่อมดำรงอยู่ในนรกเหมือนถูกนำไปฝังไว้ ธรรม ๒ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ศีลวิบัติ (ความวิบัติแห่งศีล) ๒. มิจฉาทิฏฐิ (ความเห็นผิด) ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๒ ประการนี้แล ย่อมดำรงอยู่ในนรกเหมือนถูกนำไปฝังไว้” พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความดังกล่าวมานี้แล้ว ในพระสูตรนั้น จึงตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า นรชนผู้มีปัญญาทราม ประกอบด้วยธรรม ๒ ประการนี้ คือ ศีลวิบัติ และมิจฉาทิฏฐิ หลังจากตายแล้ว จะไปเกิดในนรก แม้เนื้อความนี้ พระผู้มีพระภาคก็ตรัสไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้แลปฐมสีลสูตรที่ ๕ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๓๗๙}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาปฐมสีลสูตร
ในปฐมสีลสูตรที่ ๕ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ปาปเกน สีเลน ความว่า อาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า ความไม่สำรวมอันทำให้ศีลขาด ชื่อว่าศีลลามก. ในบทนั้น ผิว่า ความไม่สำรวมเป็นศีลเหมือนกันไซร้ เพราะความเป็นผู้ทุศีล ศีลนั้น จะเรียกว่า ศีลอย่างไรในบทนั้นมีอธิบายดังต่อไปนี้.
ท่านกล่าวสิ่งที่ไม่เห็นในโลกว่าเห็น หรือผู้ไม่มีศีลว่า เป็นผู้มีศีลดังนี้ฉันใด แม้ในข้อนี้ ท่านก็เรียกไม่มีศีลก็ดี ไม่สำรวมก็ดีว่า ศีลฉันนั้น.
อีกอย่างหนึ่ง เรียกชื่อว่าศีลมีอยู่แม้ในอกุศลธรรมทั้งหลาย เพราะบาลีว่า ดูก่อนคฤหบดี ก็ศีลเป็นอกุศล กายกรรมเป็นอกุศล วจีกรรมเป็นอกุศล อาชีวะเป็นอกุศล เป็นไฉนดังนี้เพราะฉะนั้น ความประพฤติชอบทั้งหมดเป็นปกติ เหมือนสำเร็จตามสภาพด้วยความคุ้นเคย ท่านก็เรียกว่าศีล.
____________________________
ม. ม. เล่ม ๑๓/ข้อ ๓๖๒
บทว่า ปาปเกน สีเลน พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายถึงอกุศลอันลามก เพราะอรรถว่าไม่เป็นความฉลาดเลย.
บทว่า ปาปิกาย ทิฏฺฐิยา ได้แก่ มิจฉาทิฏฐิทั้งหมดอันลามก แต่โดยความพิเศษทิฏฐิ ๓ อย่างเหล่านี้ คือ อเหตุกทิฏฐิ (ความเห็นว่าหาเหตุมิได้) ๑อกิริยทิฏฐิ (ความเห็นว่าไม่เป็นอันทำ) ๑ นัตถิกทิฏฐิ (ความเห็นว่าไม่มี) ๑ ลามกกว่า.
ในบทนั้น บุคคลผู้ประกอบด้วยศีลอันลามกเป็นผู้วิบัติด้วยปโยคะ (ความขวนขวายชอบ)บุคคลผู้ประกอบทิฏฐิอันลามก เป็นผู้วิบัติด้วยอาสยะ (อัธยาศัย). บุคคลผู้วิบัติด้วยปโยคะและอาสยะเป็นผู้ตกนรกโดยแท้.
สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๒ ประการนี้แลอันกรรมของตนซัดไปในนรกเหมือนถูกนำมาทิ้งลงฉะนั้น.
ในบทว่า ทฺวีหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต นี้พึงเห็นเป็นคำแสดงถึงลักษณะมิใช่แสดงถึงแบบแผน เหมือนอย่างว่า ผิว่าในโลก ความเจ็บป่วยทั้งหลายจะพึงมีแก่เราไซร้ควรให้ยาชนิดนี้ แก่ผู้เจ็บป่วยเหล่านี้ ดังนี้. ในฐานะเช่นนี้ แม้เหล่าอื่นก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า ทุปฺปญฺโญ คือ ไม่มีปัญญา.
จบอรรถกถาปฐมสีลสูตรที่ ๕ ---------------------------------