๔. นิพพานสูตร ที่ ๔
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ๔. นิพพานสูตรที่ ๔
๑๖๑ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงชี้ให้ภิกษุทั้งหลายเห็นแจ้ง ... เงี่ยโสตลงฟังธรรม ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระ-*ภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า ความหวั่นไหวย่อมมีแก่บุคคลผู้อันตัณหาและทิฐิอาศัย ย่อมไม่มีแก่ผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยเมื่อความหวั่นไหวไม่มี ก็ย่อมมีปัสสัทธิ เมื่อมีปัสสัทธิ ก็ย่อมไม่มีความยินดีเมื่อไม่มีความยินดี ก็ย่อมไม่มีการมาการไป เมื่อไม่มีการมาการไป ก็ไม่มีการจุติและอุปบัติ เมื่อไม่มีการจุติและอุปบัติ โลกนี้โลกหน้าก็ไม่มี ระหว่างโลกทั้งสองก็ไม่มี นี้แลเป็นที่สุดแห่งทุกข์ ฯ จบสูตรที่ ๔
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน [๘. ปาฏลิคามิยวรรค] ๔. จตุตถนิพพานปฏิสังยุตตสูตร ๔. จตุตถนิพพานปฏิสังยุตตสูตร ว่าด้วยธรรมที่เกี่ยวกับนิพพาน สูตรที่ ๔
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ- บิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงให้ภิกษุทั้งหลายเห็นชัด ชวนใจให้อยากรับเอาไปปฏิบัติ เร้าใจให้อาจหาญแกล้วกล้า ปลอบชโลมใจให้สดชื่นร่าเริงด้วยธรรมีกถาว่าด้วยเรื่องนิพพาน ฝ่ายภิกษุเหล่านั้นก็ทำให้มั่น มนสิการแล้วน้อมนึกธรรมีกถาทั้งปวงด้วยจิต เงี่ยโสตลงฟังธรรม ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า พุทธอุทาน ความหวั่นไหวย่อมมีแก่บุคคลผู้ถูกตัณหาและทิฏฐิอาศัย ความหวั่นไหวย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้ไม่ถูกตัณหาและทิฏฐิอาศัย เมื่อความหวั่นไหว(จิต)ไม่มี ก็ย่อมมีปัสสัทธิ เมื่อมีปัสสัทธิ ก็ย่อมไม่มีตัณหา เมื่อไม่มีตัณหา ก็ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิด เมื่อไม่มีการเวียนว่ายตายเกิด ก็ไม่มีการจุติและการอุบัติ เมื่อไม่มีการจุติและการอุบัติ ก็ไม่มีโลกนี้ โลกอื่น และระหว่างโลกทั้งสอง นี้คือที่สุดแห่งทุกข์ จตุตถนิพพานปฏิสังยุตตสูตรที่ ๔ จบ @เชิงอรรถ : @ ปัสสัทธิ หมายถึงความเข้าไปสงบกายและจิต (ขุ.อุ.อ. ๗๔/๔๒๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๓๒๔}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาจตุตถนิพพานสูตร
จตุตถนิพพานสูตรที่ ๔ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อถ โข ภควา เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ความว่า
ได้ยินว่า ในกาลนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงพระธรรมเทศนาอันเกี่ยวด้วยพระนิพพาน โดยแสดงการเทียบเคียงเป็นต้น โดยอเนกปริยายแล้ว
ภิกษุเหล่านั้นได้มีความคิดอย่างนี้ว่า อันดับแรก พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงอานิสงส์ ซึ่งมีขันธ์มีอาการเป็นอเนกแห่งอมตมหานิพพานธาตุจึงทรงประกาศอานุภาพนี้อันไม่ทั่วไปแก่ผู้อื่น. แต่ไม่ตรัสอุบายเครื่องบรรลุอมตมหานิพพานธาตุนั้นพวกเรา เมื่อปฏิบัติอยู่ จะพึงบรรลุอมตมหานิพพานนี้อย่างไรหนอ.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบโดยอาการทั้งปวงซึ่งอรรถ กล่าวคือภาวะที่ภิกษุเหล่านั้นมีความปริวิตก ตามที่กล่าวแล้วนี้.
บทว่า อิมํ อุทานํ ความว่า พระองค์ทรงเปล่งอุทานนี้อันประกาศถึงการบรรลุพระนิพพาน ด้วยการละตัณหาได้เด็ดขาดด้วยอริยมรรค ของบุคคลผู้เจริญวิปัสสนาอันดำเนินไปตามวิถีจิต ผู้มีกายและจิตสงบระงับ ผู้ไม่อิงอาศัยในอารมณ์ไหนๆ ด้วยอำนาจตัณหา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิสฺสิตสฺส จลิตํ ความว่า บุคคลผู้ถูกตัณหา และทิฏฐิเข้าอาศัยในสังขารมีรูปเป็นต้น ย่อมหวั่นไหว คือย่อมดิ้นรนเพราะตัณหาและทิฏฐิว่า นั่นเป็นของเรา นั่นเป็นอัตตาของเรา.
จริงอยู่ เมื่อบุคคลผู้ยังละตัณหาและทิฏฐิไม่ได้ เมื่อสุขเวทนาเป็นต้นเกิดขึ้น ไม่อาจจะครอบงำเวทนามีสุขเวทนาเป็นต้นเหล่านั้นอยู่มีจิตสันดานดิ้นรนกวัดแกว่ง ดิ้นรนหวั่นไหว อันนำออกแล้ว เพราะให้กุศลเกิดขึ้นด้วยอำนาจการยึดถือตัณหาและทิฏฐิโดยนัยมีอาทิว่า เวทนาของเรา เราเสวย.
บทว่า อนิสฺสิตสฺส จลิตํ นตฺถิ ความว่า ก็บุคคลใดดำเนินไปตามวิสุทธิปฏิปทาย่อมข่มตัณหาและทิฏฐิได้ด้วยสมถะและวิปัสสนา ย่อมพิจารณาเห็นสังขารด้วยลักษณะมีอนิจจลักษณะเป็นต้นอยู่ บุคคลนั้น คือผู้ไม่ถูกตัณหาและทิฏฐิอาศัย ย่อมไม่มีจิตหวั่นไหวฟุ้งซ่าน ดิ้นรน ตามที่กล่าวแล้วนั้น เพราะข่มเหตุไว้ได้ด้วยดีแล้ว.
บทว่า จลิเต อสติ ความว่า เมื่อจิตไม่มีความหวั่นไหวตามที่กล่าวแล้วเขาก็ทำจิตนั้นให้เกิดความขวนขวายในวิปัสสนา อันดำเนินไปตามวิถีจิตโดยที่การยึดถือตัณหาและทิฏฐิเกิดขึ้นไม่ได้.
บทว่า ปสฺสทฺธิ ความว่า ปัสสัทธิทั้ง ๒ อย่าง อันเข้าไปสงบกิเลส ซึ่งกระทำความกระวนกระวายกายและจิต ที่เกิดร่วมกับวิปัสสนาจิต.
บทว่า ปสฺสทฺธิยา สติ นติ น โหติ ความว่า เมื่อปัสสัทธิ อันควรแก่คุณวิเศษ ก่อนและหลัง มีอยู่ เธอเจริญสมาธิ อันมีความสุขหาโทษมิได้ เป็นที่ตั้งแล้วจึงประกอบสมถะและวิปัสสนาให้เนื่องกันเป็นคู่ โดยทำสมาธินั้นให้รวมกับวิปัสสนาแล้ว ทำกิเลสให้สิ้นไปโดยสืบๆ แห่งมรรค ตัณหาอันได้นามว่า นติ เพราะน้อมไปในกามภพเป็นต้น ไม่มีในขณะแห่งอริยมรรคโดยเด็ดขาดอธิบายว่า ไม่เกิดขึ้น เพราะให้ถึงความไม่เกิดขึ้นเป็นธรรมดา.
บทว่า นติยา อสติ ความว่า เมื่อไม่มีปริยุฏฐานกิเลส คือความอาลัยและความติด เพื่อต้องการภพเป็นต้น เพราะละตัณหาได้เด็ดขาด ด้วยอริยมรรค.
บทว่า อาคติคติ น โหติ ความว่า การมา คือความมาในโลกนี้ด้วยอำนาจปฏิสนธิ การไป คือการไปจากโลกนี้สู่ปรโลก ได้แก่ความละไปด้วยอำนาจจุติ ย่อมไม่มี ได้แก่ ย่อมไม่เกิด.
บทว่า อาคติคติยา อสติ ความว่า เมื่อไม่มีการมาและการไป โดยนัยดังกล่าวแล้ว.
บทว่า จุตูปปาโต น โหติ ความว่า การจุติและอุปบัติไปๆ มาๆ ย่อมไม่มี คือย่อมไม่เกิด.
จริงอยู่ เมื่อไม่มีกิเลสวัฏ กัมมวัฏก็เป็นอันขาดไปทีเดียว และเมื่อกัมมวัฏนั้นขาดไป วิปากวัฏจักมีแต่ที่ไหนด้วยเหตุนั้นนั่นแล ท่านจึงกล่าวว่า เมื่อไม่มีจุติและอุปบัติ โลกนี้และโลกหน้าก็ไม่มี ดังนี้เป็นต้น. คำที่ควรกล่าวในข้อนั้น ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วโดยพิสดารในพาหิยสูตรในหนหลังนั่นแล. เพราะฉะนั้น พึงทราบความโดยนัยดังกล่าวแล้วในพาหิยสูตรนั่นแล.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศอานุภาพแห่งอมตมหานิพพานอันเป็นเหตุสงบทุกข์ในวัฏฏะได้โดยเด็ดขาด ด้วยสัมมาปฏิบัติแก่ภิกษุเหล่านั้น ในพระศาสนาแม้นี้ ด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถาจตุตถนิพพานสูตรที่ ๔ -----------------------------------------