๘. วิสาขาสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๘. วิสาขาสูตร ว่าด้วยนางวิสาขา
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ปราสาทในบุพพารามของนางวิสาขามิคารมาตา เขตกรุงสาวัตถี สมัยนั้น หลานสาวผู้เป็นที่รัก ที่ชอบใจ ของนางวิสาขามิคารมาตาเสียชีวิตลง ครั้งนั้น นางวิสาขามิคารมาตามีผ้าเปียก ผมเปียก เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคแต่เที่ยงวัน ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามนางวิสาขามิคารมาตาดังนี้ว่า “วิสาขา เธอมาจากไหน จึงมีผ้าเปียก ผมเปียกเข้ามาที่นี่แต่เที่ยงวัน” @เชิงอรรถ : @ ผู้จบเวท หมายถึงผู้บรรลุสัจจะ ๔ ด้วยอริยมรรค (ขุ.อุ.อ. ๗๗/๔๕๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๓๓๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน [๘. ปาฏลิคามิยวรรค] ๘. วิสาขาสูตร นางวิสาขาทูลตอบว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หลานสาวผู้เป็นที่รัก ที่ชอบใจของหม่อมฉันเสียชีวิตแล้ว จึงทำให้หม่อมฉันมีผ้าเปียก ผมเปียกเข้ามาที่นี่แต่เที่ยงวันพระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า “วิสาขา เธอต้องการมีบุตรและหลานจำนวนเท่ากับชาวกรุงสาวัตถีหรือ” นางวิสาขาทูลตอบว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันต้องการมีบุตรและหลานจำนวนเท่ากับชาวกรุงสาวัตถี พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า “วิสาขา ชาวกรุงสาวัตถีเสียชีวิตลง แต่ละวันมากเท่าไร” นางวิสาขาทูลตอบว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ชาวกรุงสาวัตถีเสียชีวิตลงแต่ละวัน ๑๐ คนบ้าง ๙ คนบ้าง ๘ คนบ้าง ๗ คนบ้าง ๖ คนบ้าง ๕ คนบ้าง๔ คนบ้าง ๓ คนบ้าง ๒ คนบ้าง ๑ คนบ้าง กรุงสาวัตถีจะไม่ว่างเว้นจากคนที่เสียชีวิตเลย พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า “วิสาขา เธอเข้าใจเรื่องนั้นว่าอย่างไร เธอมิต้องมีผ้าเปียก ผมเปียก ทุกครั้งทุกคราวหรือ” นางวิสาขาทูลตอบว่า “ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก พระพุทธเจ้าข้า มีลูกและ หลานมากขนาดนั้น หม่อมฉันก็พอใจแล้ว พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “วิสาขา ผู้มีสิ่งเป็นที่รัก ๑๐๐ ก็มีทุกข์ ๑๐๐ ผู้มีสิ่งเป็นที่รัก ๙๐ ก็มีทุกข์ ๙๐ ผู้มีสิ่งเป็นที่รัก ๘๐ ก็มีทุกข์ ๘๐ ผู้มีสิ่งเป็นที่รัก ๗๐ก็มีทุกข์ ๗๐ ผู้มีสิ่งเป็นที่รัก ๖๐ ก็มีทุกข์ ๖๐ ผู้มีสิ่งเป็นที่รัก ๕๐ ก็มีทุกข์ ๕๐ผู้มีสิ่งเป็นที่รัก ๔๐ ก็มีทุกข์ ๔๐ ผู้มีสิ่งเป็นที่รัก ๓๐ ก็มีทุกข์ ๓๐ ผู้มีสิ่งเป็นที่รัก ๒๐ ก็มีทุกข์ ๒๐ ผู้มีสิ่งเป็นที่รัก ๑๐ ก็มีทุกข์ ๑๐ ผู้มีสิ่งเป็นที่รัก ๙ ก็มี
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๓๔๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน [๘. ปาฏลิคามิยวรรค] ๙. ปฐมทัพพสูตร ทุกข์ ๙ ผู้มีสิ่งเป็นที่รัก ๘ ก็มีทุกข์ ๘ ผู้มีสิ่งเป็นที่รัก ๗ ก็มีทุกข์ ๗ ผู้มีสิ่งเป็นที่รัก ๖ ก็มีทุกข์ ๖ ผู้มีสิ่งเป็นที่รัก ๕ ก็มีทุกข์ ๕ ผู้มีสิ่งเป็นที่รัก ๔ ก็มีทุกข์ ๔ผู้มีสิ่งเป็นที่รัก ๓ ก็มีทุกข์ ๓ ผู้มีสิ่งเป็นที่รัก ๒ ก็มีทุกข์ ๒ ผู้มีสิ่งเป็นที่รักเพียง ๑ก็มีทุกข์เพียง ๑ ผู้ไม่มีสิ่งเป็นที่รัก ก็ไม่มีทุกข์ ซึ่งเราเรียกว่า ผู้หมดความโศกปราศจากกิเลสดุจธุลี ไม่มีความคับแค้นใจ” ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า พุทธอุทาน ความโศก ความคร่ำครวญ และความทุกข์หลากหลายมีในโลกนี้ ย่อมเกิดมีได้เพราะอาศัยสิ่งเป็นที่รัก เมื่อไม่มีสิ่งเป็นที่รัก ความเศร้าโศกเป็นต้นเหล่านี้ก็ไม่มี เพราะฉะนั้น คนที่ไม่มีสิ่งเป็นที่รักในโลกไหนๆ จึงชื่อว่ามีความสุข ปราศจากความเศร้าโศก ดังนั้น ผู้ปรารถนาความไม่เศร้าโศก ปราศจากกิเลสดุจธุลี จึงไม่ควรยึดสิ่งเป็นที่รักในโลกไหนๆ วิสาขาสูตรที่ ๘ จบ
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ๘. วิสาขาสูตร
๘ เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ ปุพฺพาราเม มิคารมาตุ ปาสาเท ฯ เตน โข ปน สมเยน วิสาขาย มิคารมาตุยา นตฺตา กาลกตา โหติ ปิยา มนาปา ฯ อถ โข วิสาขา มิคารมาตา อลฺลวตฺถา อลฺลเกสา ทิวาทิวสฺส เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺนํ โข วิสาขํ มิคารมาตรํ ภควา เอตทโวจ หนฺท กุโต นุ ตฺวํ วิสาเข อาคจฺฉสิ อลฺลวตฺถา อลฺลเกสา อิธุปสงฺกนฺตา ทิวาทิวสฺสาติ ฯ นตฺตา เม ภนฺเต ปิยา มนาปา กาลกตา เตนาหํ อลฺลวตฺถา อลฺลเกสา อิธุปสงฺกนฺตา ทิวาทิวสฺสาติ ฯ อิจฺเฉยฺยาสิ ตฺวํ วิสาเข ยาวติกา สาวตฺถิยา มนุสฺสา ตาวติเก ปุตฺเต จ นตฺตาโร จาติ ฯ อิจฺเฉยฺยาหํ ภนฺเต ภควา ยาวติกา สาวตฺถิยา มนุสฺสา ตาวติเก ปุตฺเต จ นตฺตาโร จาติ ฯ {๑๗๖.๑} กีว พหุกา ปน วิสาเข สาวตฺถิยา มนุสฺสา เทวสิกํ กาลํ กโรนฺตีติ ฯ ทสปิ ภนฺเต สาวตฺถิยา มนุสฺสา เทวสิกํ กาลํ กโรนฺติ นวปิ ภนฺเต สาวตฺถิยา มนุสฺสา เทวสิกํ กาลํ กโรนฺติ อฏฺฐปิ ภนฺเต สาวตฺถิยา มนุสฺสา เทวสิกํ กาลํ กโรนฺติ สตฺตปิ ภนฺเต สาวตฺถิยา มนุสฺสา เทวสิกํ กาลํ กโรนฺติ ฉปิ ภนฺเต สาวตฺถิยา มนุสฺสา เทวสิกํ กาลํ กโรนฺติ ปญฺจปิ ภนฺเต สาวตฺถิยา มนุสฺสา เทวสิกํ กาลํ กโรนฺติ จตฺตาโรปิ ภนฺเต สาวตฺถิยา มนุสฺสา เทวสิกํ กาลํ กโรนฺติ ตโยปิ ภนฺเต สาวตฺถิยา มนุสฺสา เทวสิกํ กาลํ กโรนฺติ เทฺวปิ ภนฺเต สาวตฺถิยา มนุสฺสา เทวสิกํ กาลํ กโรนฺติ เอโกปิ ภนฺเต สาวตฺถิยา มนุสฺโส เทวสิกํ กาลํ กโรติ อวิวิตฺตา ภนฺเต สาวตฺถิยา มนุสฺเสหิ กาลํ กโรนฺเตหีติ ฯ {๑๗๖.๒} ตํ กึ มญฺญสิ วิสาเข อปิ นุ ตฺวํ กทาจิ กรหจิ อลฺลวตฺถา วา ภเวยฺยาสิ อลฺลเกสา วาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต อลํ เม ภนฺเต ตาว พหุเกหิ ปุตฺเตหิ จ นตฺตาเรหิ จาติ ฯ {๑๗๖.๓} เยสํ โข วิสาเข สตํ ปิยานิ สตํ เตสํ ทุกฺขานิ เยสํ นวุติ ปิยานิ นวุติ เตสํ ทุกฺขานิ เยสํ อสีติ ปิยานิ อสีติ เตสํ ทุกฺขานิ เยสํ สตฺตติ ปิยานิ สตฺตติ เตสํ ทุกฺขานิ เยสํ สฏฺฐี ปิยานิ สฏฺฐี เตสํ ทุกฺขานิ เยสํ ปญฺญาสํ ปิยานิ ปญฺญาสํ เตสํ ทุกฺขานิ เยสํ จตฺตาฬีสํ ปิยานิ จตฺตาฬีสํ เตสํ ทุกฺขานิ เยสํ ตึสํ ปิยานิ ตึสํ เตสํ ทุกฺขานิ เยสํ วีสํ ปิยานิ วีสํ เตสํ ทุกฺขานิ เยสํ ทส ปิยานิ ทส เตสํ ทุกฺขานิ เยสํ นว ปิยานิ นว เตสํ ทุกฺขานิ เยสํ อฏฺฐ ปิยานิ อฏฺฐ เตสํ ทุกฺขานิ เยสํ สตฺต ปิยานิ สตฺต เตสํ ทุกฺขานิ เยสํ ฉ ปิยานิ ฉ เตสํ ทุกฺขานิ เยสํ ปญฺจ ปิยานิ ปญฺจ เตสํ ทุกฺขานิ เยสํ จตฺตาริ ปิยานิ จตฺตาริ เตสํ ทุกฺขานิ เยสํ ตีณิ ปิยานิ ตีณิ เตสํ ทุกฺขานิ เยสํ เทฺว ปิยานิ เทฺว เตสํ ทุกฺขานิ เยสํ เอกํ ปิยํ เอกํ เตสํ ทุกฺขํ เยสํ นตฺถิ ปิยํ นตฺถิ เตสํ ทุกฺขํ อโสกา เต วิรชา อนุปายาสาติ วทามีติ ฯ {๑๗๖.๔} อถ โข ภควา เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ตายํ เวลายํ อิมํ อุทานํ อุทาเนสิ เยเกจิ โสกา ปริเทวิตา วา ทุกฺขา จ โลกสฺมึ อเนกรูปา ปิยํ ปฏิจฺจ ภวนฺติ เอเต ปิเย อสนฺเต น ภวนฺติ เอเต ตสฺมา หิ เต สุขิโน วีตโสกา เยสํ ปิยํ นตฺถิ กุหิญฺจิ โลเก ตสฺมา อโสกํ วิรชํ ปตฺถยาโน ปิยํ น กยิราถ กุหิญฺจิ โลเกติ ฯ อฏฺฐมํ ฯ
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ บุพพารามปราสาทของนางวิสาขามิคารมารดา ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล หลานของนางวิสาขามิคารมารดาเป็นที่รักที่พอใจ ทำกาละลง ครั้งนั้น นางวิสาขามิคารมารดามีผ้าเปียก ผมเปียกเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับในเวลาเที่ยง ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะนางวิสาขามิคารมารดาว่า เชิญเถิดนาง-*วิสาขา ท่านมาแต่ไหนหนอ มีผ้าเปียก มีผมเปียก เข้ามา ณ ที่นี้ในเวลาเที่ยงนางวิสาขากราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หลานของหม่อมฉัน เป็นที่รักที่พอใจ ทำกาละเสียแล้ว เพราะฉะนั้น หม่อมฉันจึงมีผ้าเปียกมีผมเปียก เข้ามา ณที่นี้ในเวลาเที่ยง เจ้าค่ะ ฯ พ. ดูกรนางวิสาขา ท่านพึงปรารถนาบุตรและหลานเท่ามนุษย์ในพระนครสาวัตถีหรือ ฯ วิ. ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้เจริญ หม่อมฉันพึงปรารถนาบุตรและหลานเท่ามนุษย์ในพระนครสาวัตถี เจ้าค่ะ ฯ พ. ดูกรนางวิสาขา มนุษย์ในพระนครสาวัตถีมากเพียงไร ทำกาละอยู่ทุกวันๆ ฯ วิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มนุษย์ในพระนครสาวัตถี ๑๐ คนบ้าง ๙ คนบ้าง ๘ คนบ้าง ๗ คนบ้าง ๖ คนบ้าง ๕ คนบ้าง ๔ คนบ้าง ๓ คนบ้าง ๒ คนบ้าง๑ คนบ้าง ทำกาละอยู่ทุกวันๆ ฯ พ. ดูกรนางวิสาขา ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ท่านพึงเป็นผู้มีผ้าเปียกหรือมีผมเปียกเป็นบางครั้งบางคราวหรือหนอ ฯ วิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ไม่ใช่อย่างนั้น เจ้าค่ะ พอเพียงแล้วด้วยบุตรและหลานมากเพียงนั้นแก่หม่อมฉัน ฯ พ. ดูกรนางวิสาขา ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๑๐๐ ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๑๐๐ ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๙๐ ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๙๐ ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๘๐ ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๘๐ ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๗๐ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๗๐ ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๖๐ ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๖๐ ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๕๐ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๕๐ ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๔๐ ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๔๐ ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๓๐ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๓๐ ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๒๐ ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๒๐ ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๑๐ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๑๐ ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๙ ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๙ ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๘ ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๘ ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๗ ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๗ ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๖ ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๖ ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๕ ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๕ ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๔ ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๔ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๓ ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๓ ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๒ ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๒ ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๑ ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๑ ผู้ใดไม่มีสิ่งที่รัก ผู้นั้นก็ไม่มีทุกข์ เรากล่าวว่า ผู้นั้นไม่มีความโศก ปราศจากกิเลสดุจธุลี ไม่มีอุปายาส ฯ ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ได้ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า ความโศกก็ดี ความร่ำไรก็ดี ความทุกข์ก็ดี มากมายหลาย อย่างนี้มีอยู่ในโลก เพราะอาศัยสัตว์หรือสังขารอันเป็นที่รัก เมื่อไม่มีสัตว์หรือสังขารอันเป็นที่รัก ความโศก ความร่ำไร และความทุกข์เหล่านี้ย่อมไม่มี เพราะเหตุนั้นแล ผู้ใดไม่มี สัตว์หรือสังขารอันเป็นที่รักในโลกไหนๆ ผู้นั้นเป็นผู้มีความ สุข ปราศจากความโศก เพราะเหตุนั้น ผู้ปรารถนาความไม่ โศก อันปราศจากกิเลสดุจธุลี ไม่พึงทำสัตว์หรือสังขาร ให้เป็นที่รัก ในโลกไหนๆ ฯ จบสูตรที่ ๘