๑. อุรคสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๑. อุรควรรค] ๑. อุรคสูตร พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต _____________ ขอนอบน้อมพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ๑. อุรควรรค หมวดว่าด้วยการกำจัดกิเลสดุจงูลอกคราบ ๑. อุรคสูตร ว่าด้วยการกำจัดกิเลสดุจงูลอกคราบ
ภิกษุผู้กำจัดความโกรธที่เกิดขึ้นได้ เหมือนหมองูกำจัดพิษงูที่แผ่ซ่านไปด้วยยากำจัดพิษ ชื่อว่าละฝั่งในได้ ดุจงูลอกคราบทิ้งไป ฉะนั้น
ภิกษุผู้ตัดราคะ พร้อมทั้งอนุสัยกิเลสได้ทั้งหมด เหมือนคนลงไปตัดดอกปทุมที่งอกขึ้นในสระจนหมดสิ้น ชื่อว่าละฝั่งในได้ ดุจงูลอกคราบทิ้งไป ฉะนั้น @เชิงอรรถ : @ ฝั่งใน หมายถึงสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ ประการ คือ (๑) สักกายทิฏฐิ (ความเห็นว่าเป็นอัตตาของตน)@(๒) วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย) (๓) สีลัพพตปรามาส (ความถือมั่นศีลและวัตร)@(๔) กามราคะ (ความกำหนัดในกาม) (๕) ปฏิฆะ (ความกระทบกระทั่งในใจ) (ขุ.สุ.อ. ๑/๑/๑๒)@ ราคะ ในที่นี้หมายถึงกามคุณ ๕ (ขุ.สุ.อ. ๑/๑/๑๖)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๔๙๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๑. อุรควรรค] ๑. อุรคสูตร
ภิกษุตัดตัณหาที่ท่วมทับสัตว์โลก เป็นไปรวดเร็ว ให้เหือดแห้งไปทีละน้อยๆ จนหมดสิ้น ชื่อว่าละฝั่งในได้ ดุจงูลอกคราบทิ้งไป ฉะนั้น
ภิกษุผู้กำจัดมานะได้หมดสิ้น เหมือนห้วงน้ำใหญ่พัดสะพานไม้อ้อที่อ่อนกำลังให้ทะลายไปหมดสิ้น ชื่อว่าละฝั่งในได้ ดุจงูลอกคราบทิ้งไป ฉะนั้น
ภิกษุผู้ใช้ปัญญาค้นคว้าอยู่ ไม่พบแก่นสารในภพทั้งหลาย เหมือนพราหมณ์ค้นหาดอกมะเดื่อบนต้นไม่พบ ฉะนั้น ชื่อว่าละฝั่งในได้ ดุจงูลอกคราบทิ้งไป ฉะนั้น
ภิกษุผู้ไม่มีกิเลสกำเริบภายในจิต และล่วงพ้นความเจริญและความเสื่อมมีประการต่างๆ ได้ ชื่อว่าละฝั่งในได้ ดุจงูลอกคราบทิ้งไป ฉะนั้น
ภิกษุผู้ระงับวิตกทั้งหลายได้ กำหนดวิตกทุกอย่างที่เกิดขึ้นภายในตนได้ด้วยดี ชื่อว่าละฝั่งในได้ ดุจงูลอกคราบทิ้งไป ฉะนั้น
ภิกษุผู้ไม่ทำความเพียรตึงเกินไป ไม่หย่อนเกินไป ล่วงพ้นปปัญจธรรม ได้ทั้งหมด ชื่อว่าละฝั่งในได้ ดุจงูลอกคราบทิ้งไป ฉะนั้น @เชิงอรรถ : @ ไม่พบแก่นสารในภพทั้งหลาย หมายถึงไม่พบนิจจภาวะ(ภาวะเที่ยง) หรืออัตตภาวะ(ภาวะที่เป็นอัตตา)@ในกามภพ รูปภพ อรูปภพ สัญญีภพ อสัญญีภพ เนวสัญญีนาสัญญีภพ เอกโวการภพ จตุโวการภพ และ@ปัญจโวการภพ (ขุ.สุ.อ. ๑/๕/๑๘) @ ปปัญจธรรม หมายถึงกิเลสเครื่องเนิ่นช้า มี ๓ อย่าง คือ ตัณหา มานะ และทิฏฐิ (ขุ.สุ.อ. ๑/๘/๒๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๐๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๑. อุรควรรค] ๑. อุรคสูตร
ภิกษุผู้ไม่ทำความเพียรตึงเกินไป ไม่หย่อนเกินไป รู้สิ่งทั้งหมด ในโลกว่า มีภาวะผันแปร ชื่อว่าละฝั่งในได้ ดุจงูลอกคราบทิ้งไป ฉะนั้น
ภิกษุผู้ไม่ทำความเพียรตึงเกินไป ไม่หย่อนเกินไป รู้สิ่งทั้งหมดในโลกว่า มีภาวะผันแปร เป็นผู้ปราศจากโลภะ ชื่อว่าละฝั่งในได้ ดุจงูลอกคราบทิ้งไป ฉะนั้น
ภิกษุผู้ไม่ทำความเพียรตึงเกินไป ไม่หย่อนเกินไป รู้สิ่งทั้งหมดในโลกว่า มีภาวะผันแปร เป็นผู้ปราศจากราคะ ชื่อว่าละฝั่งในได้ ดุจงูลอกคราบทิ้งไป ฉะนั้น
ภิกษุผู้ไม่ทำความเพียรตึงเกินไป ไม่หย่อนเกินไป รู้สิ่งทั้งหมดในโลกว่า มีภาวะผันแปร เป็นผู้ปราศจากโทสะ ชื่อว่าละฝั่งในได้ ดุจงูลอกคราบทิ้งไป ฉะนั้น
ภิกษุผู้ไม่ทำความเพียรตึงเกินไป ไม่หย่อนเกินไป รู้สิ่งทั้งหมดในโลกว่า มีภาวะผันแปร เป็นผู้ปราศจากโมหะ ชื่อว่าละฝั่งในได้ ดุจงูลอกคราบทิ้งไป ฉะนั้น
ภิกษุผู้ไม่มีอนุสัยกิเลส ใดๆ และถอนรากอกุศลธรรม ได้หมดสิ้น ชื่อว่าละฝั่งในได้ ดุจงูลอกคราบทิ้งไป ฉะนั้น @เชิงอรรถ : @ สิ่งทั้งหมด ในที่นี้หมายถึงขันธ์ ธาตุ และอายตนะ (ขุ.สุ.อ. ๑/๙/๒๐) @ อนุสัยกิเลส หมายถึงกิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในสันดาน มี ๗ ประการ คือ (๑) กามราคะ (ความกำหนัด@ในกาม) (๒) ปฏิฆะ (ความกระทบกระทั่งในใจ) (๓) ทิฏฐิ (ความเห็นผิด) (๔) วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย)@(๕) มานะ (ความถือตัว) (๖) ภวราคะ (ความกำหนัดในภพ) (๗) อวิชชา (ความไม่รู้) (ขุ.สุ.อ. ๑/๑๔/๒๑)@ รากอกุศลธรรม หมายถึงราคะ โทสะ และโมหะ (ขุ.สุ.อ. ๑/๑๔/๒๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๐๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๑. อุรควรรค] ๒. ธนิยสูตร
ภิกษุผู้ไม่มีกิเลสที่เกิดจากความกระวนกระวายใดๆ อันเป็นปัจจัยเพื่อมาสู่ฝั่งใน ชื่อว่าละฝั่งในได้ ดุจงูลอกคราบทิ้งไป ฉะนั้น
ภิกษุผู้ไม่มีกิเลสที่เกิดจากตัณหานุสัยดุจป่าใดๆ ซึ่งเป็นเหตุกำหนดความผูกพันไว้ในภพ ชื่อว่าละฝั่งในได้ ดุจงูลอกคราบทิ้งไป ฉะนั้น
ภิกษุผู้ละนิวรณ์ ๕ ได้ ข้ามพ้นความสงสัยได้แล้ว ปราศจากกิเลสเพียงดังลูกศร ชื่อว่าละฝั่งในได้ ดุจงูลอกคราบทิ้งไป ฉะนั้นอุรคสูตรที่ ๑ จบ ๒. ธนิยสูตร ว่าด้วยการโต้ตอบระหว่างนายธนิยะกับพระพุทธเจ้า
(นายธนิยะเจ้าของโคกล่าวดังนี้) ข้าพเจ้าปรุงอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว รีดน้ำนมโคไว้แล้ว อยู่ร่วมกับบริวารช่วยเหลือกัน ใกล้ฝั่งแม่น้ำมหี มุงหลังคากั้นฝาเรือน นำไฟมาติดไว้เรียบร้อย ฝนเอ๋ย หากท่านอยากตกก็เชิญตกลงมาเถิด
(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้) เราเป็นผู้ไม่โกรธ ปราศจากกิเลสดุจตะปูตรึงใจ พักแรม ๑ ราตรี ใกล้ฝั่งแม่น้ำมหี เพิงที่พักคืออัตภาพ ก็ปราศจากหลังคาเครื่องมุงบัง กองไฟคือราคะเป็นต้นก็ดับหมดแล้ว ฝนเอ๋ย หากท่านอยากตกก็เชิญตกลงมาเถิด @เชิงอรรถ : @ นิวรณ์ หมายถึงธรรมเป็นเครื่องกั้นความดี มี ๕ ประการ คือ (๑) กามฉันทะ (ความพอใจในกาม)@(๒) พยาบาท (ความคิดร้าย) (๓) ถีนมิทธะ (ความหดหู่และเซื่องซึม) @(๔) อุทธัจจกุกกุจจะ (ความฟุ้งซ่านและร้อนใจ) (๕) วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย) (ขุ.สุ.อ. ๑/๑๗/๒๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๐๒}
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
สุตฺตนฺตปิฏเก ขุทฺทกนิกายสฺส สุตฺตนิปาโต -------- นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ ปฐโม อุรควคฺโค ปฐมํ อุรคสุตฺตํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต อุรควรรคที่ ๑ อุรคสูตรที่ ๑
/ขุ.สุ./ |๒๙๔.๔๒๔| ๑ โย เว อุปฺปติตํ วิเนติ โกธํ วิสฏํ สปฺปวิสํว โอสเถหิ โส ภิกฺขุ ชหาติ โอรปารํ อุรโค ชิณฺณมิว ตจํ ปุราณํ ฯ |๒๙๔.๔๒๕| โย ราคมุทจฺฉิทา อเสสํ ภึสปุปฺผํว สโรรุหํ วิคยฺห โส ภิกฺขุ ชหาติ โอรปารํ อุรโค ชิณฺณมิว ตจํ ปุราณํ ฯ |๒๙๔.๔๒๖| โย ตณฺหมุทจฺฉิทา อเสสํ สริตํ สีฆสรํ วิโสสยิตฺวา โส ภิกฺขุ ชหาติ โอรปารํ อุรโค ชิณฺณมิว ตจํ ปุราณํ ฯ |๒๙๔.๔๒๗| โย มานมุทพฺพธี อเสสํ นฬเสตุํว สุทุพฺพลํ มโหโฆ โส ภิกฺขุ ชหาติ โอรปารํ อุรโค ชิณฺณมิว ตจํ ปุราณํ ฯ |๒๙๔.๔๒๘| โย นาชฺฌคมา ภเวสุ สารํ วิจินํ ปุปฺผมิว อุทุมฺพเรสุ โส ภิกฺขุ ชหาติ โอรปารํ อุรโค ชิณฺณมิว ตจํ ปุราณํ ฯ |๒๙๔.๔๒๙| ยสฺสนฺตรโต น สนฺติ โกปา อิติ ภวาภวตญฺจ วีติวตฺโต โส ภิกฺขุ ชหาติ โอรปารํ อุรโค ชิณฺณมิว ตจํ ปุราณํ ฯ |๒๙๔.๔๓๐| ยสฺส วิตกฺกา วิธูปิตา อชฺฌตฺตํ สุวิกปฺปิตา อเสสา โส ภิกฺขุ ชหาติ โอรปารํ อุรโค ชิณฺณมิว ตจํ ปุราณํ ฯ |๒๙๔.๔๓๑| โย นาจฺจสารี น ปจฺจสารี สพฺพํ อจฺจุคมา อิมํ ปปญฺจํ โส ภิกฺขุ ชหาติ โอรปารํ อุรโค ชิณฺณมิว ตจํ ปุราณํ ฯ |๒๙๔.๔๓๒| โย นาจฺจสารี น ปจฺจสารี สพฺพํ วิตถมิทนฺติ ญตฺวา โลเก โส ภิกฺขุ ชหาติ โอรปารํ อุรโค ชิณฺณมิว ตจํ ปุราณํ ฯ |๒๙๔.๔๓๓| โย นาจฺจสารี น ปจฺจสารี สพฺพํ วิตถมิทนฺติ วีตโลโภ โส ภิกฺขุ ชหาติ โอรปารํ อุรโค ชิณฺณมิว ตจํ ปุราณํ ฯ |๒๙๔.๔๓๔| โย นาจฺจสารี น ปจฺจสารี สพฺพํ วิตถมิทนฺติ วีตราโค โส ภิกฺขุ ชหาติ โอรปารํ อุรโค ชิณฺณมิว ตจํ ปุราณํ ฯ |๒๙๔.๔๓๕| โย นาจฺจสารี น ปจฺจสารี สพฺพํ วิตถมิทนฺติ วีตโทโส โส ภิกฺขุ ชหาติ โอรปารํ อุรโค ชิณฺณมิว ตจํ ปุราณํ ฯ |๒๙๔.๔๓๖| โย นาจฺจสารี น ปจฺจสารี สพฺพํ วิตถมิทนฺติ วีตโมโห โส ภิกฺขุ ชหาติ โอรปารํ อุรโค ชิณฺณมิว ตจํ ปุราณํ ฯ |๒๙๔.๔๓๗| ยสฺสานุสยา น สนฺติ เกจิ มูลา อกุสลา สมูหตาเส โส ภิกฺขุ ชหาติ โอรปารํ อุรโค ชิณฺณมิว ตจํ ปุราณํ ฯ |๒๙๔.๔๓๘| ยสฺส ทรถชา น สนฺติ เกจิ โอรํ อาคมนาย ปจฺจยาเส โส ภิกฺขุ ชหาติ โอรปารํ อุรโค ชิณฺณมิว ตจํ ปุราณํ ฯ |๒๙๔.๔๓๙| ยสฺส วนถชา น สนฺติ เกจิ วินิพนฺธาย ภวาย เหตุกปฺปา โส ภิกฺขุ ชหาติ โอรปารํ อุรโค ชิณฺณมิว ตจํ ปุราณํ ฯ |๒๙๔.๔๔๐| โย นีวรเณ ปหาย ปญฺจ อนีโฆ ติณฺณกถงฺกโถ วิสลฺโล โส ภิกฺขุ ชหาติ โอรปารํ อุรโค ชิณฺณมิว ตจํ ปุราณนฺติ ฯ อุรคสุตฺตํ ปฐมํ ฯ -----------
ภิกษุใดแล ย่อมกำจัดความโกรธที่เกิดขึ้นแล้ว เหมือน หมอกำจัดพิษงูที่ซ่านไปแล้วด้วยโอสถ ฉะนั้น ภิกษุนั้นชื่อ ว่าย่อมละซึ่งฝั่งในและฝั่งนอกเสียได้ เหมือนงูละคราบเก่า ที่คร่ำคร่าแล้วฉะนั้น ภิกษุใดตัดราคะได้ขาด พร้อมทั้ง อนุสัยไม่มีส่วนเหลือ เหมือนบุคคลลงไปตัดดอกปทุมซึ่ง งอกขึ้นในสระฉะนั้น ภิกษุนั้นชื่อว่าย่อมละฝั่งในและ ฝั่งนอกเสียได้ เหมือนงูละคราบเก่าที่คร่ำคร่าแล้วฉะนั้น ภิกษุใดยังตัณหาให้เหือดแห้งไปทีละน้อยๆ แล้วตัดเสีย ให้ขาดโดยไม่เหลือ ภิกษุนั้นชื่อว่าย่อมละซึ่งฝั่งในและ ฝั่งนอกเสียได้ เหมือนงูละคราบเก่าที่คร่ำคร่าแล้วฉะนั้น ภิกษุใดถอนมานะพร้อมทั้งอนุสัยไม่มีส่วนเหลือ เหมือนห้วง น้ำใหญ่ถอนสะพานไม้อ้อที่ทุรพลฉะนั้น ภิกษุนั้นชื่อว่า ย่อมละฝั่งในและฝั่งนอกเสียได้ เหมือนงูละคราบเก่าที่ คร่ำคร่าแล้วฉะนั้น ภิกษุใดค้นคว้าอยู่ (ด้วยปัญญา) ไม่ ประสบอัตภาพอันเป็นสาระในภพทั้งหลาย เหมือนพราหมณ์ ค้นคว้าอยู่ ไม่ประสบดอกที่ต้นมะเดื่อฉะนั้น ภิกษุนั้น ชื่อว่าย่อมละซึ่งฝั่งในและฝั่งนอกเสียได้ เหมือนงูละ คราบเก่าที่คร่ำคร่าแล้วฉะนั้น กิเลสเป็นเครื่องให้กำเริบ ย่อมไม่มีภายในจิตของภิกษุใด และภิกษุใดล่วงเสียได้แล้ว ซึ่งความเจริญและความเสื่อมอย่างนี้ ภิกษุนั้นชื่อว่าย่อมละ ซึ่งฝั่งในและฝั่งนอกเสียได้ เหมือนงูละคราบเก่าที่คร่ำคร่า แล้วฉะนั้น ภิกษุใดกำจัดวิตกได้แล้ว ปราบปรามดีแล้ว ในภายใน ไม่มีส่วนเหลือ ภิกษุนั้นชื่อว่าย่อมละฝั่งในและ ฝั่งนอกเสียได้ เหมือนงูละคราบเก่าที่คร่ำคร่าแล้ว ฉะนั้น ภิกษุใดไม่แล่นเลยไป ไม่ล้าอยู่ ล่วงกิเลสเป็นเครื่อง ให้เนิ่นช้านี้ได้หมดแล้ว ภิกษุนั้นชื่อว่าย่อมละฝั่งในและ ฝั่งนอกเสียได้ เหมือนงูละคราบเก่าที่คร่ำคร่าแล้ว ฉะนั้น ภิกษุใดรู้ว่าธรรมชาติมีขันธ์เป็นต้น ทั้งหมดนี้เป็นของแปรผัน ไม่แล่นเลยไป ไม่ล้าอยู่ในโลก ภิกษุนั้นชื่อว่า ย่อมละ ซึ่งฝั่งในและฝั่งนอกเสียได้ เหมือนงูละคราบเก่าที่คร่ำคร่า แล้ว ฉะนั้น ภิกษุใดรู้ว่า ธรรมชาติมีขันธ์เป็นต้นทั้งหมด นี้เป็นของแปรผัน ปราศจากความโลภ ไม่แล่นเลยไป ไม่ล้าอยู่ในโลก ภิกษุนั้นชื่อว่าย่อมละซึ่งฝั่งในและฝั่งนอก เสียได้ เหมือนงูละคราบเก่าที่คร่ำคร่าแล้ว ฉะนั้น ภิกษุ ใดรู้ว่า ธรรมชาติมีขันธ์เป็นต้นทั้งหมดนี้เป็นของแปรผัน ปราศจากราคะ ไม่แล่นเลยไป ไม่ล้าอยู่ในโลก ภิกษุ นั้นชื่อว่าย่อมละซึ่งฝั่งในและฝั่งนอกเสียได้ เหมือนงูละ คราบเก่าที่คร่ำคร่าแล้ว ฉะนั้น ภิกษุใดรู้ว่า ธรรมชาติ มีขันธ์เป็นต้นทั้งหมดนี้เป็นของแปรผัน ปราศจากโทสะ ไม่แล่นเลยไป ไม่ล้าอยู่ในโลก ภิกษุนั้นชื่อว่าย่อมละ ซึ่งฝั่งในและฝั่งนอกเสียได้ เหมือนงูละคราบเก่าที่คร่ำคร่า แล้ว ฉะนั้น ภิกษุใดรู้ว่า ธรรมชาติมีขันธ์เป็นต้นทั้งหมดนี้ เป็นของแปรผัน ปราศจากโมหะ ไม่แล่นเลยไป ไม่ล้า อยู่ในโลก ภิกษุนั้นชื่อว่าย่อมละซึ่งฝั่งในและฝั่งนอก เสียได้ เหมือนงูละคราบเก่าที่คร่ำคร่าแล้วฉะนั้น ภิกษุใด ไม่มีอนุสัยอะไรๆ ถอนอกุศลมูลได้แล้ว ภิกษุนั้นชื่อว่า ย่อมละฝั่งในและฝั่งนอกเสียได้ เหมือนงูละคราบเก่าที่ คร่ำคร่าแล้ว ฉะนั้น ภิกษุใดไม่มีกิเลสอันเกิดแต่ความ กระวนกระวายอะไรๆ อันเป็นปัจจัยเพื่อมาสู่ฝั่งใน ภิกษุนั้น ชื่อว่าย่อมละฝั่งในและฝั่งนอกเสียได้ เหมือนงูละคราบเก่า ที่คร่ำคร่าแล้ว ฉะนั้น ภิกษุใดไม่มีกิเลสอันเกิดแต่ตัณหา ดุจป่าอะไรๆ อันเป็นเหตุเพื่อความผูกพัน เพื่อความเกิด ภิกษุนั้นชื่อว่าย่อมละฝั่งในและฝั่งนอกเสียได้ เหมือนงูละ คราบเก่าที่คร่ำคร่าแล้ว ฉะนั้น ภิกษุใดละนิวรณ์ ๕ ได้แล้ว ไม่มีทุกข์ ข้ามความสงสัยได้แล้ว มีลูกศรปราศไปแล้ว ภิกษุ นั้นชื่อว่าย่อมละฝั่งในและฝั่งนอกเสียได้ เหมือนงูละคราบเก่า ที่คร่ำคร่าแล้ว ฉะนั้น ฯ จบอุรคสูตรที่ ๑