๒. อามคันธสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๒. อามคันธสูตร ว่าด้วยสิ่งที่มีกลิ่นดิบ
(ติสสดาบสทูลถามพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าดังนี้) สัตบุรุษทั้งหลายบริโภคข้าวฟ่าง ลูกเดือย ถั่วเขียว ใบไม้ เผือกมัน และผลไม้ที่ได้มาโดยชอบธรรม ถึงใคร่ในกาม ก็ไม่กล่าวคำเหลาะแหละ
ข้าแต่พระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์เมื่อเสวยเนื้อชนิดใด ที่ผู้อื่นปรุงเป็นพิเศษเสร็จเรียบร้อยแล้ว ตบแต่งอย่างประณีตถวาย เมื่อเสวยข้าวสาลีที่เขาหุงสุกแล้วก็ชื่อว่า เสวยกลิ่นดิบ
ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระพรหม พระองค์ตรัสอย่างนี้ว่า ‘กลิ่นดิบไม่สมควรแก่เรา’ แต่ยังเสวยข้าวสาลีที่เขาหุงสุกแล้วกับเนื้อนกที่เขาปรุงเป็นพิเศษ @เชิงอรรถ : @ กลิ่นดิบ ในที่นี้หมายถึงอาหารจำพวกปลาและเนื้อสัตว์ (ขุ.สุ.อ. ๒/๒๔๓/๕๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๕๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๒. จูฬวรรค] ๒. อามคันธสูตร ข้าแต่พระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ข้าพระองค์ขอทูลถามความข้อนี้กับพระองค์ กลิ่นดิบของพระองค์ มีความหมายอย่างไร
(พระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสตอบดังนี้) การฆ่าสัตว์ การทุบตี การตัด การจองจำ การลักขโมย การพูดเท็จ การเห็นแก่ได้ การหลอกลวง การศึกษาตำราที่ไร้ประโยชน์ และการเป็นชู้กับภรรยาผู้อื่น นี้ต่างหาก ชื่อว่า กลิ่นดิบ หาใช่อาหารที่ปรุงด้วยเนื้อไม่
ในโลกนี้ คนผู้ไม่ควบคุมตนในกามทั้งหลาย ติดอยู่ในรสต่างๆ เจือปนด้วยของไม่สะอาด มีความเห็นว่า ทานที่ให้แล้วไม่มีผล มีการงานไม่เสมอ ว่ายากสอนยาก นี้ต่างหาก ชื่อว่า กลิ่นดิบ หาใช่อาหารที่ปรุงด้วยเนื้อไม่
พวกคนผู้เศร้าหมอง มีใจหยาบช้า หน้าไหว้หลังหลอก ประทุษร้ายมิตร ไร้ความกรุณาผู้อื่น ถือตัวจัด ไม่ชอบให้ทาน และไม่เคยให้อะไรแก่ใครๆ นี้ต่างหาก ชื่อว่า กลิ่นดิบ หาใช่อาหารที่ปรุงด้วยเนื้อไม่
ความโกรธ ความมัวเมา ความดื้อรั้น การตั้งตนไว้ผิด ความมีมายา ความริษยา การยกตนข่มผู้อื่น การถือตัวเหยียดหยามผู้อื่น และการสมาคมกับอสัตบุรุษ นี้ต่างหาก ชื่อว่า กลิ่นดิบ หาใช่อาหารที่ปรุงด้วยเนื้อไม่
ในโลกนี้ คนผู้ประพฤติชั่วเป็นปกติ กู้หนี้แล้วไม่ชดใช้ ชอบพูดเสียดสี เป็นพยานให้การเท็จ ปลอมเป็นนักบวชในศาสนานี้ เป็นคนต่ำทราม ทำความชั่วร้ายแรงไว้ นี้ต่างหาก ชื่อว่า กลิ่นดิบ หาใช่อาหารที่ปรุงด้วยเนื้อไม่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๕๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๒. จูฬวรรค] ๒. อามคันธสูตร
ในโลกนี้ คนผู้ฆ่าสัตว์ทั้งหลาย ถือเอาทรัพย์ของผู้อื่น เบียดเบียนชีวิตผู้อื่น ประพฤติชั่ว ร้ายกาจ พูดคำหยาบ ไม่มีความเอื้อเฟื้อ นี้ต่างหาก ชื่อว่า กลิ่นดิบ หาใช่อาหารที่ปรุงด้วยเนื้อไม่
คนผู้รักใคร่ เกลียดชัง ลุ่มหลง ประกอบอกุศลกรรมอยู่เสมอ ตายแล้วต้องตกไปสู่ที่มืด หรือไม่ก็ดิ่งหัวจมลงไปสู่นรก นี้ต่างหาก ชื่อว่า กลิ่นดิบ หาใช่อาหารที่ปรุงด้วยเนื้อไม่
มิใช่การบริโภคปลาและเนื้อ มิใช่การเป็นคนเปลือย มิใช่ความเป็นคนโล้น มิใช่การเกล้าชฎา และการเป็นคนหมักหมมด้วยธุลี มิใช่การครองหนังเสือที่ยังมีเล็บ มิใช่การบำเรอไฟ หรือความเศร้าหมองในกาย ที่เป็นไปด้วยความปรารถนาความเป็นเทพ ความเป็นผู้ไม่ตาย การทำตนให้ลำบากหลากหลายวิธี เวทมนตร์ทั้งหลาย การบูชาไฟ การบูชายัญ และการทรมานตนตามฤดูกาล ที่ทำคนผู้ยังไม่ล่วงพ้นความสงสัยให้หมดจดได้
ผู้ใดคุ้มครองอินทรีย์ทั้ง ๖ นั้นได้ เข้าใจชัดอินทรีย์ ๖ อยู่เสมอ ดำรงตนอยู่ในธรรม ยินดีในความซื่อตรงและความอ่อนโยน ล่วงพ้นกิเลสเครื่องข้องได้ ละทุกข์ทั้งหมดได้เด็ดขาด ผู้นั้นชื่อว่า เป็นปราชญ์ ไม่ยึดติดในอารมณ์ที่ได้เห็น ได้ฟัง และได้รับรู้
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสบอกความที่กล่าวมานี้เนืองๆ จนติสสดาบสผู้เรียนจบมนตร์เข้าใจข้อความนั้นได้แล้ว พระผู้มีพระภาคผู้เป็นมุนี ได้ทรงประกาศด้วยพระคาถาอันไพเราะว่า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๕๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๒. จูฬวรรค] ๓. หิริสูตร บุคคลผู้ไม่มีกิเลสคือกลิ่นดิบ ไม่มีตัณหาและทิฏฐิอาศัย ใครๆ ก็แนะนำได้ยาก
ติสสดาบสฟังบทสุภาษิตว่าด้วยเรื่องสิ่งที่ไม่มีกลิ่นดิบ ที่เป็นเครื่องบรรเทาทุกข์ทั้งปวง ของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว มีใจอ่อนน้อม ถวายอภิวาทพระตถาคต และกราบทูลขอบรรพชาอุปสมบท ณ ที่นั้นนั่นเองอามคันธสูตรที่ ๒ จบ
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
สุตฺตนิปาเต ทุติยสฺส จูฬวคฺคสฺส ทุติยํ อามคนฺธสุตฺตํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต อามคันธสูตรที่ ๒ ติสสดาบสทูลถามพระผู้มีพระภาคพระนามว่ากัสสป ด้วยคาถาความว่า
|๓๑๕.๖๖๕| ๒ สามากจิงฺคุลกจีนกานิ จ ปตฺตปฺผลํ มูลปฺผลํ ควิปฺผลํ ธมฺเมน ลทฺธํ สตมสฺสมานา น กามกามา อลิกํ ภณนฺติ ฯ |๓๑๕.๖๖๖| ยทสฺสมาโน สุกตํ สุนิฏฺฐิตํ ปเรหิ ทินฺนํ ปยตํ ปณีตํ สาลีนมนฺนํ ปริภุญฺชมาโน โส ภุญฺชสี กสฺสป อามคนฺธํ ฯ |๓๑๕.๖๖๗| น อามคนฺโธ มม กปฺปตีติ อิจฺเจว ตฺวํ ภาสติ พฺรหฺมพนฺธุ สาลีนมนฺนํ ปริภุญฺชมาโน สกุนฺตมํเสหิ สุสงฺขเตหิ ฯ ปุจฺฉามิ ตํ กสฺสป เอตมตฺถํ กถํปกาโร ตว อามคนฺโธ |๓๑๕.๖๖๘| ปาณาติปาโต วธเฉทพนฺธนํ เถยฺยํ มุสาวาโท นิกตี วญฺจนานิ จ อชฺเฌนกุตฺตํ ปรทารเสวนา เอสามคนฺโธ น หิ มํสโภชนํ ฯ |๓๑๕.๖๖๙| เย อิธ กาเมสุ อสญฺญตา ชนา รเสสุ คิทฺธา อสุจีกมิสฺสตา นตฺถีกทิฏฺฐี วิสมา ทุรนฺนยา เอสามคนฺโธ น หิ มํสโภชนํ ฯ |๓๑๕.๖๗๐| เย ลูขสา ทารุณ ปิฏฺฐิมํสิกา มิตฺตทฺทุโน นิกฺกรุณาติมานิโน อทานสีลา น จ เทนฺติ กสฺสจิ เอสามคนฺโธ น หิ มํสโภชนํ ฯ |๓๑๕.๖๗๑| โกโธ มโท ถมฺโภ ปจฺจุฏฺฐาปนา จ มายา อุสฺสุยา ภสฺสสมุสฺสโย จ มานาติมาโน จ อสพฺภิ สนฺถโว เอสามคนฺโธ น หิ มํสโภชนํ ฯ |๓๑๕.๖๗๒| เย ปาปสีลา อิณฆา จ สูจกา โวหารกูฏา อิธ ปาฏิรูปิกา นราธมา เยธ กโรนฺติ กิพฺพิสํ เอสามคนฺโธ น หิ มํสโภชนํ ฯ |๓๑๕.๖๗๓| เย อิธ ปาเณสุ อสญฺญตา ชนา ปเรสมาทาย วิเหสมุยฺยุตา ทุสฺสีลลุทฺธา ผรุสา อนาทรา เอสามคนฺโธ น หิ มํสโภชนํ ฯ |๓๑๕.๖๗๔| เอเตสุ คิทฺธา วิรุทฺธาติปาติโน นิจฺจุยฺยุตา เปจฺจ ตมํ วชนฺติ เย ปตนฺติ สตฺตา นิรยํ อวํสิรา เอสามคนฺโธ น หิ มํสโภชนํ ฯ |๓๑๕.๖๗๕| น มจฺฉมํสํ นานาสกตฺตํ น นคฺคิยํ (น มุณฺฑิยํ ชฏา ชลฺลํ ขราชินานิ) นาคฺคิหุตสฺสุปเสวนา เย วาปิ โลเก อมรา พหู ตปา มนฺตาหุตี ยญฺญมุตูปเสวนา โสเธนฺติ มจฺจํ อวิติณฺณกงฺขํ ฯ |๓๑๕.๖๗๖| โย เตสุ คุตฺโต วิทิตินฺทฺริโย จเร ธมฺเม ฐิโต อชฺชวมทฺทเว รโต สงฺคาติโค สพฺพทุกฺขปฺปหีโน น ลิมฺปติ ทิฏฺฐสุเตสุ ธีโร ฯ |๓๑๕.๖๗๗| อิจฺเจตมตฺถํ ภควา ปุนปฺปุนํ อกฺขาสิ นํ เวทยิ มนฺตปารคู จิตฺราหิ คาถาหิ มุนิปฺปกาสยิ นิรามคนฺโธ อสิโต ทุรนฺนโย ฯ |๓๑๕.๖๗๘| สุตฺวาน พุทฺธสฺส สุภาสิตํ ปทํ นิรามคนฺธํ สพฺพทุกฺขปฺปนุทํ นีจมโน วนฺทิ ตถาคตสฺส ตตฺเถว ปพฺพชฺชมโรจยิตฺถาติ ฯ อามคนฺธสุตฺตํ ทุติยํ ฯ ---------
สัตบุรุษทั้งหลายบริโภคข้าวฟ่าง ลูกเดือย ถั่วเขียว ใบ ไม้ เหง้ามัน และผลไม้ที่ได้แล้วโดยธรรม หาปรารถนา กามกล่าวคำเหลาะแหละไม่ ข้าแต่พระผู้มีพระภาคพระ นามว่ากัสสป พระองค์เมื่อเสวยเนื้อชนิดใดที่ผู้อื่นทำสำเร็จ ดีแล้ว ตบแต่งไว้ถวายอย่างประณีต เมื่อเสวยข้าวสุก แห่งข้าวสาลี ก็ชื่อว่าย่อมเสวยกลิ่นดิบ ข้าแต่พระองค์ ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพรหม พระองค์ตรัสอย่างนี้ว่า กลิ่น ดิบย่อมไม่ควรแก่เรา แต่ยังเสวยข้าวสุกแห่งข้าวสาลีกับ เนื้อนกที่บุคคลปรุงดีแล้ว ข้าแต่พระผู้มีพระภาคพระนาม ว่ากัสสป ข้าพระองค์ขอทูลถามความข้อนี้กะพระองค์ว่า กลิ่นดิบของพระองค์มีประการอย่างไร ฯ พระผู้มีพระภาคพระนามว่ากัสสปตรัสตอบด้วยพระคาถาว่า การฆ่าสัตว์ การทุบตี การตัด การจองจำ การลัก การพูด- เท็จ การกระทำด้วยความหวัง การหลอกลวง การ เรียนคัมภีร์ที่ไร้ประโยชน์ และการคบหาภรรยาผู้อื่น นี้ ชื่อว่ากลิ่นดิบ เนื้อและโภชนะไม่ชื่อว่ากลิ่นดิบเลย ชน เหล่าใดในโลกนี้ ไม่สำรวมในกามทั้งหลาย ยินดีใน รสทั้งหลาย เจือปนไปด้วยของไม่สะอาด มีความเห็น ว่าทานที่บุคคลให้แล้วไม่มีผล มีการงานไม่เสมอ บุคคล พึงแนะนำได้โดยยากนี้ ชื่อว่ากลิ่นดิบของชนเหล่านั้น เนื้อ และโภชนะไม่ชื่อว่าเป็นกลิ่นดิบเลย ชนเหล่าใดผู้เศร้า- หมอง หยาบช้า หน้าไหว้หลังหลอก ประทุษร้ายมิตร ไม่มีความกรุณา มีมานะจัด มีปกติไม่ให้ และไม่ให้อะไรๆ แก่ใครๆ นี้ชื่อว่ากลิ่นดิบของชนเหล่านั้น เนื้อและโภชนะ ไม่ชื่อว่ากลิ่นดิบเลย ความโกรธ ความมัวเมา ความ เป็นคนหัวดื้อ ความตั้งอยู่ผิด มายา ฤษยา ความยกตน ความถือตัว ความดูหมิ่น และความสนิทสนมด้วยอสัต- บุรุษทั้งหลาย นี้ชื่อว่ากลิ่นดิบ เนื้อและโภชนะไม่ชื่อ ว่ากลิ่นดิบเลย ชนเหล่าใดในโลกนี้ มีปรกติประพฤติ ลามก กู้หนี้มาแล้วไม่ใช้ พูดเสียดสี พูดโกง เป็นคน เทียม เป็นคนต่ำทราม กระทำกรรมหยาบช้า นี้ชื่อว่า กลิ่นดิบของชนเหล่านั้น เนื้อและโภชนะไม่ชื่อว่ากลิ่นดิบ เลย ชนเหล่าใดในโลกนี้ ไม่สำรวมในสัตว์ทั้งหลาย ชักชวน ผู้อื่นประกอบการเบียดเบียน ทุศีล ร้ายกาจ หยาบคาย ไม่เอื้อเฟื้อ นี้ชื่อว่ากลิ่นดิบของชนเหล่านั้น เนื้อและ โภชนะไม่ชื่อว่ากลิ่นดิบเลย สัตว์เหล่าใดกำหนัดแล้วใน สัตว์เหล่านี้ โกรธเคือง ฆ่าสัตว์ ขวนขวายในอกุศลเป็น นิตย์ ตายไปแล้วย่อมถึงที่มืด มีหัวลงตกไปสู่นรก นี้ ชื่อว่ากลิ่นดิบของชนเหล่านั้น เนื้อและโภชนะไม่ชื่อว่า กลิ่นดิบเลย การไม่กินปลาและเนื้อ ความเป็นคน ประพฤติเปลือย ความเป็นคนโล้น การเกล้าชฎา ความ เป็นผู้หมักหมมด้วยธุลี การครองหนังเสือพร้อมทั้งเล็บ การบำเรอไฟ หรือแม้ว่าความเศร้าหมองในกายที่เป็นไป ด้วยความปรารถนา ความเป็นเทวดา การย่างกิเลสเป็นอัน มากในโลก มนต์และการเซ่นสรวง ยัญและการซ่อง- เสพฤดู ย่อมไม่ยังสัตว์ผู้ไม่ข้ามพ้นความสงสัยให้หมดจด ได้ ผู้ใด คุ้มครองแล้วในอินทรีย์ทั้งหกเหล่านั้น รู้แจ้งอินทรีย์ แล้ว ตั้งอยู่ในธรรม ยินดีในความเป็นคนตรงและอ่อน โยน ล่วงธรรมเป็นเครื่องข้องเสียได้ ละทุกข์ได้ทั้งหมด ผู้นั้นเป็นนักปราชญ์ ไม่ติดอยู่ในธรรมที่เห็นแล้ว และ ฟังแล้ว ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสบอกความข้อนี้บ่อยๆ ด้วยประการ- ฉะนี้ ติสสดาบสผู้ถึงฝั่งแห่งมนต์ได้ทราบความข้อนั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคผู้เป็นมุนี ทรงประกาศด้วยพระคาถาทั้ง หลาย อันวิจิตรว่า บุคคลผู้ที่ไม่มีกลิ่นดิบ ผู้อันตัณหา และทิฐิไม่อาศัยแล้ว ตามรู้ได้ยาก ติสสดาบสฟังบท สุภาษิตซึ่งไม่มีกลิ่นดิบ อันเป็นเครื่องบรรเทาเสียซึ่งทุกข์ ทั้งปวง ของพระพุทธเจ้าแล้ว เป็นผู้มีใจนอบน้อม ถวายบังคมพระบาทของตถาคต ได้ทูลขอบรรพชาที่อาสนะ นั่นแล ฯ จบอามคันธสูตรที่ ๒