๓. ทุฏฐัฏฐกสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓. ทุฏฐัฏฐกสูตร ว่าด้วยเรื่องเดียรถีย์กับมุนี (พระผู้มีพระภาคตรัสแก่พระอานนท์ดังนี้)
เดียรถีย์บางพวกมีใจชั่วกล่าวร้าย บุคคลเหล่าอื่นเข้าใจว่าจริงก็กล่าวร้ายด้วย แต่มุนีย่อมไม่ใส่ใจคำกล่าวร้ายที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น มุนีจึงไม่มีกิเลสเครื่องตรึงจิตในที่ไหนๆ
ผู้ไปตามความพอใจ ตั้งอยู่ในความชอบใจ พึงก้าวล่วงทิฏฐิของตนได้อย่างไรเล่า แต่เมื่อทำตนให้เพียบพร้อม รู้อย่างไรก็พึงพูดอย่างนั้น
สัตว์เกิดใดไม่มีใครถาม ก็บอกศีลและวัตรของตนแก่บุคคลเหล่าอื่น สัตว์เกิดใดกล่าวถึงตัวเองเท่านั้น ผู้ฉลาดทั้งหลายเรียกสัตว์เกิดนั้นว่า ผู้ไม่มีอริยธรรม
ส่วนภิกษุผู้สงบ ดับกิเลสแล้ว ไม่โอ้อวดในศีลทั้งหลายว่า เราเป็นดังนี้ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบคำแปลพร้อมทั้งอธิบายใน ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๑๕-๒๒/๗๔-๑๐๐
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๙๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๔. อัฏฐกวรรค] ๓. ทุฏฐัฏฐกสูตร อนึ่ง ภิกษุใดไม่มีกิเลสเครื่องฟูในที่ไหนๆ ในโลก ผู้ฉลาดทั้งหลายเรียกภิกษุนั้นว่า ผู้มีอริยธรรม
เจ้าลัทธิใด มีธรรมที่กำหนดไว้ อันปัจจัยปรุงแต่งเชิดชูไว้ (แต่)ไม่ขาวสะอาด เจ้าลัทธินั้นเห็นอานิสงส์ใดในตน อาศัยอานิสงส์นั้น และสันติ ที่กำเริบซึ่งอาศัยกันเกิดขึ้น
ความถือมั่นด้วยอำนาจทิฏฐิ มิใช่ก้าวล่วงได้ง่ายๆ การปลงใจในธรรมทั้งหลายแล้วถือมั่น ก็มิใช่ก้าวล่วงได้ง่าย เพราะฉะนั้น ในความถือมั่นเหล่านั้น นรชนย่อมสลัดทิ้งธรรมบ้าง ยึดถือธรรมไว้บ้าง
ทิฏฐิที่กำหนด(เพื่อเกิด)ในภพน้อยภพใหญ่ ของผู้มีปัญญาเครื่องกำจัดไม่มีในที่ไหนๆ ในโลก เพราะผู้มีปัญญาเครื่องกำจัดนั้น ละความหลอกลวงและความถือตัวได้แล้ว ไม่มีความถือมั่น จะพึงไปด้วยเหตุอะไรเล่า
เพราะว่า ผู้มีความถือมั่นย่อมเข้าถึงวาทะในธรรมทั้งหลาย จะพึงกล่าวคำติเตียนผู้ไม่มีความถือมั่นด้วยเหตุอะไรเล่า เพราะทิฏฐิว่ามีอัตตา ทิฏฐิว่าไม่มีอัตตา ไม่มีแก่ผู้ไม่มีความถือมั่นนั้น ผู้ไม่มีความถือมั่นนั้น สลัดแล้วซึ่งทิฏฐิทั้งปวงในอัตภาพนี้แหละ ทุฏฐัฏฐกสูตรที่ ๓ จบ @เชิงอรรถ : @ สันติ หมายถึงความสงบ มี ๓ อย่าง คือ (๑) อัจจันตสันติ (ความสงบอย่างสิ้นเชิง) หมายถึงอมตนิพพาน@(๒) ตทังคสันติ (ความสงบด้วยองค์นั้นๆ) หมายถึงผู้บรรลุรูปฌาน ๔ และอรูปฌาน ๔ (๓) สมมุติสันติ@(ความสงบโดยสมมติ) หมายถึงทิฏฐิ ๖๒ ในที่นี้หมายถึงสันติโดยสมมติ (ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๑๙/๘๘-๘๙)@ ทิฏฐิว่ามีอัตตา หมายถึงสัสสตทิฏฐิ ทิฏฐิว่าไม่มีอัตตา หมายถึงอุจเฉททิฏฐิ ดู ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๒๒/@๙๘-๑๐๐, ๙๓/๒๘๘-๒๘๙ และดู สุตตนิบาต ข้อ ๘๖๕ หน้า ๗๐๗ ในเล่มนี้ประกอบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๙๑}
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
สุตฺตนิปาเต จตุตฺถสฺส อฏฺฐกวคฺคสฺส ตติยํ ทุฏฺฐฏฺฐกสุตฺตํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ทุฏฐัฏฐกสูตรที่ ๓
|๔๑๐.๑๒๐๘| ๓ วทนฺติ เว ทุฏฺฐมนาปิ เอเก อโถปิ เว สจฺจมนา วทนฺติ วาทญฺจ ชาตํ มุนิ โน อุเปติ ตสฺมา มุนี นตฺถิ ขิโล กุหิญฺจิ ฯ |๔๑๐.๑๒๐๙| สกญฺหิ ทิฏฺฐึ กถมจฺจเยยฺย ฉนฺทานุนีโต รุจิยา นิวิฏฺโฐ สยํ สมตฺตานิ ปกุพฺพมาโน ยถา หิ ชาเนยฺย ตถา วเทยฺย ฯ |๔๑๐.๑๒๑๐| โย อตฺตโน สีลวตานิ ชนฺตุ อนานุปุฏฺโฐ จ ปเรส ปาวา อนริยธมฺมํ กุสลา ตมาหุ โย อาตุมานํ สยเมว ปาวา ฯ |๔๑๐.๑๒๑๑| สนฺโต จ ภิกฺขุ อภินิพฺพุตตฺโต อิติหนฺติ สีเลสุ อกตฺถมาโน ตมริยธมฺมํ กุสลา วทนฺติ ยสฺสุสฺสทา นตฺถิ กุหิญฺจิ โลเก ฯ |๔๑๐.๑๒๑๒| ปกปฺปิตา สงฺขตา ยสฺส ธมฺมา ปุรกฺขตา สนฺติ อวีวทาตา ยทตฺตนิ ปสฺสติ อานิสํสํ ตํ นิสฺสิโต กุปฺปปฏิจฺจ สนฺตึ ฯ |๔๑๐.๑๒๑๓| ทิฏฺฐีนิเวสา น หิ สฺวาติวตฺตา ธมฺเมสุ นิจฺเฉยฺย สมุคฺคหีตํ ตสฺมา นโร เตสุ นิเวสเนสุ นิรสฺสตี อาทิยติจฺจ ธมฺมํ ฯ |๔๑๐.๑๒๑๔| โธนสฺส หิ นตฺถิ กุหิญฺจิ โลเก ปกปฺปิตา ทิฏฺฐิ ภวาภเวสุ มายญฺจ มานญฺจ ปหาย โธโน ส เกน คจฺเฉยฺย อนูปโย โส ฯ |๔๑๐.๑๒๑๕| อุปโย หิ ธมฺเมสุ อุเปติ วาทํ อนูปยํ เกน กถํ วเทยฺย อตฺตํ นิรตฺตํ น หิ ตสฺส อตฺถิ อโธสิ โส ทิฏฺฐิมิเธว สพฺพนฺติ ฯ ทุฏฺฐฏฺฐกสุตฺตํ ตติยํ ฯ ----------
เดียรถีย์บางพวก มีใจประทุษร้าย ย่อมติเตียนโดยแท้ แม้อนึ่ง พวกชนที่ฟังคำของเดียรถีย์เหล่านั้นแล้ว ปลงใจ เชื่อจริง ก็ติเตียน แต่มุนีย่อมไม่เข้าถึงการติเตียนที่เกิดขึ้น แล้ว เพราะเหตุนั้น มุนีย่อมไม่มีหลักตอ คือ ราคะ โทสะ และโมหะ ในโลกไหนๆ บุคคลผู้ถูกความพอใจครอบงำ แล้ว ตั้งมั่นอยู่ในความชอบใจ จะพึงล่วงทิฐิของตนได้ อย่างไรเล่า บุคคลกระทำทิฐิเหล่านั้นให้บริบูรณ์ด้วยตนเอง รู้อย่างใด ก็พึงกล่าวอย่างนั้น ผู้ใดไม่ถูกเขาถามเลย กล่าว อวดอ้างศีลและวัตรของตนแก่ผู้อื่น ผู้ฉลาดทั้งหลายกล่าว ผู้นั้นว่า ผู้ไม่มีอริยธรรม ผู้ใดกล่าวอวดตนด้วยตนเอง ผู้ฉลาดทั้งหลายกล่าวการอวดของผู้นั้นว่า ผู้นี้ไม่มีอริยธรรม ส่วนภิกษุผู้สงบ มีตนดับแล้ว ไม่กล่าวอวดในศีลทั้งหลายว่า เราเป็นผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยศีล ผู้ฉลาดทั้งหลายกล่าวภิกษุ นั้นว่า มีอริยธรรม ภิกษุใดไม่มีกิเลสเครื่องฟูขึ้นในโลก ไหนๆ ผู้ฉลาดทั้งหลายกล่าวการไม่กล่าวอวดของภิกษุ นั้นว่า ภิกษุนี้มีอริยธรรม ธรรม คือ ทิฐิอันปัจจัยกำหนด ปรุงแต่งแวดล้อม ไม่ผ่องแผ้ว ย่อมมีแก่ผู้ใด ผู้นั้นเป็น อย่างนี้ เพราะเหตุที่ผู้นั้นเห็นอานิสงส์ มีคติวิเศษเป็นต้นใน ตน ฉะนั้นจึงเป็นผู้อาศัยทิฐินั้นอันละเอียด อาศัยความกำเริบ นรชนตัดสินธรรมที่ตนยึดมั่นแล้วในธรรมทั้งหลาย ไม่พึง ล่วงการยึดมั่นด้วยทิฐิได้โดยง่ายเลย เพราะเหตุนั้น นรชน ย่อมยึดถือและถือมั่นธรรม ในเพราะความยึดมั่นด้วยทิฐิ เหล่านั้น ก็บุคคลผู้มีปัญญา ไม่มีทิฐิอันปัจจัยกำหนดแล้ว ในภพและมิใช่ภพ ในโลกไหนๆ บุคคลผู้มีปัญญานั้น ละมายาและมานะได้แล้ว จะพึงถึงการนับเข้าในคติพิเศษใน ในนรกเป็นต้น ด้วยคติพิเศษอะไร บุคคลผู้มีปัญญานั้น ไม่มีตัณหาและทิฐิ ก็บุคคลผู้มีตัณหาและทิฐิ ย่อมเข้าถึง วาทะในธรรมทั้งหลาย ผู้นั้นจะพึงกล่าวกะพระขีณาสพผู้ไม่มี ตัณหาและทิฐิว่า ผู้กำหนัดหรือว่าผู้ประทุษร้ายได้อย่างไร ด้วยความกำหนัดหรือความประทุษร้ายอะไร ความเห็นว่า เป็นตน หรือความเห็นว่าขาดสูญ ย่อมไม่มีแก่พระขีณาสพ นั้นเลย เพราะพระขีณาสพนั้น ละทิฐิได้ทั้งหมดในอัตภาพ นี้ ฉะนี้แล ฯ จบทุฏฐัฏฐกสูตรที่ ๓