๓. หิริสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓. หิริสูตร ว่าด้วยความละอาย
(พระผู้มีพระภาคทรงตอบปัญหาของดาบสดังนี้) คนผู้ไม่มีหิริ รังเกียจคนมีหิริ ชอบพูดว่า ‘เราเป็นเพื่อนท่าน’ แต่ไม่เคยช่วยเหลือการงานของเพื่อนเลย พึงรู้เถิดว่า ‘คนนั้นไม่ใช่เพื่อนเรา’
คนพูดวาจาไพเราะอ่อนหวาน แต่ไม่ทำประโยชน์แก่มิตร บัณฑิตเรียกว่า ผู้ดีแต่พูด
มิตรใดไม่พลั้งเผลอ มุ่งหวังความแตกแยกกัน คอยหาแต่ความผิดเท่านั้นทุกเวลา มิตรนั้นไม่ควรคบ ส่วนมิตรที่วางใจได้ เหมือนบุตรในไส้ ถึงผู้อื่นกล่าวเหตุตั้งร้อยอย่างพันอย่าง ก็ไม่แตกแยกจากกัน มิตรเช่นนั้นควรคบอย่างยิ่ง
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๖๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๒. จูฬวรรค] ๔. มงคลสูตร
ความเพียรที่เป็นเหตุให้เกิดปราโมทย์ ย่อมนำทั้งความสรรเสริญและความสุขมาให้ ผู้หวังผล นำธุระอันสมควรแก่บุรุษ ย่อมทำความเพียรนั้นให้เจริญได้
บุคคลดื่มปวิเวกรส ลิ้มรสแห่งความสงบ และได้ลิ้มรสแห่งปีติในธรรมแล้ว เป็นผู้ไม่มีความกระวนกระวาย ไม่มีบาป หิริสูตรที่ ๓ จบ ๔. มงคลสูตร ว่าด้วยมงคล ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ-บิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น เมื่อราตรีผ่านไป เทวดาองค์หนึ่งมีวรรณะงดงามยิ่งนัก เปล่งรัศมีให้สว่างไปทั่วพระเชตวัน เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควร ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า
เทวดาและมนุษย์จำนวนมาก ต่างมุ่งหวังความสวัสดี ร่วมกันคิดถึงเรื่องมงคล ขอพระองค์ตรัสบอกมงคลอันสูงสุดด้วยเถิด @เชิงอรรถ : @ ดูธรรมบทข้อ ๒๐๕ หน้า ๙๖ ในเล่มนี้ @ ดูขุททกปาฐะ (มงคลสูตร ข้อ ๑-๑๓ หน้า ๖-๘ ในเล่มนี้) @ ดูเชิงอรรถที่ ๔ หน้า ๖ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๖๑}
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
สุตฺตนิปาเต ทุติยสฺส จูฬวคฺคสฺส ตติยํ หิริสุตฺตํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต หิริสูตรที่ ๓
|๓๑๖.๖๗๙| ๓ หิรินฺตรนฺตํ วิชิคุจฺฉมานํ สขาหมสฺมิ อิติ ภาสมานํ สยฺหานิ กมฺมานิ อนาทิยนฺตํ เนโส มมนฺติ อิติ นํ วิชญฺญา ฯ |๓๑๖.๖๘๐| อนนฺวยํ ปิยํ วาจํ โย มิตฺเตสุ ปกุพฺพติ อกโรนฺตํ ภาสมานํ ปริชานนฺติ ปณฺฑิตา ฯ |๓๑๖.๖๘๑| น โส มิตฺโต โย สทา อปฺปมตฺโต เภทาสงฺกี รนฺธเมวานุปสฺสี ยสฺมึ จ เสติ อุรสีว ปุตฺโต ส เว มิตฺโต โย ปเรหิ อเภชฺโช ฯ |๓๑๖.๖๘๒| ปามุชฺชกรณํ ฐานํ ปสํสาวหนํ สุขํ ผลานิสํโส ภาเวติ วหนฺโต โปริสํ ธุรํ ฯ |๓๑๖.๖๘๓| ปวิเวกรสํ ปิตฺวา รสํ อุปสมสฺส จ นิทฺทโร โหติ นิปฺปาโป ธมฺมปีติรสํ ปิวนฺติ ฯ หิริสุตฺตํ ตติยํ ฯ ----------
บุคคลผู้ไม่มีหิริ เกลียดหิริ กล่าวอยู่ว่าเราเป็นเพื่อน ของท่าน ไม่เอื้อเฟื้อการงานแห่งมิตรของตน พึงรู้ว่า นั่น ไม่ใช่มิตรของเรา มิตรใดพูดวาจาน่ารัก แต่ไม่ประกอบ ด้วยประโยชน์ในมิตรทั้งหลาย บัณฑิตย่อมกำหนดรู้ผู้นั้น ว่าไม่ทำตามคำพูด มิตรใดหวังความแตกกัน ไม่ประมาท คอยหาความผิดเท่านั้น มิตรนั้นไม่ควรเสพ ส่วนมิตรที่ วางใจได้ เหมือนบุตรที่เกิดแต่อก ซึ่งผู้อื่นกล่าวเหตุตั้ง ร้อยอย่างพันอย่างก็ให้แตกกันไม่ได้ มิตรนั้นแลควรเสพ ความเพียร อันเป็นเหตุกระทำความปราโมทย์ นำความ สรรเสริญมาให้ นำสุขมาให้ ผลานิสงส์อันนำธุระสมควร แก่บุรุษไปอยู่ ย่อมเจริญ บุคคลดื่มรสแห่งความอิ่ม เอิบในธรรม ดื่มรสอันเกิดแต่ความสงัดกิเลสและรสแห่ง ความสงบแล้ว ย่อมเป็นผู้ไม่มีความกระวนกระวายไม่มีบาป ฯ จบหิริสูตรที่ ๓