๙. เหมวตสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๑. อุรควรรค] ๙. เหมวตสูตร ๙. เหมวตสูตร ว่าด้วยเหมวตยักษ์ทูลถามปัญหา
(สาตาคิรยักษ์กล่าวดังนี้) วันนี้เป็นวันอุโบสถ ๑๕ ค่ำ ราตรีที่เป็นทิพย์ปรากฏแล้ว เราทั้งสองไปเฝ้าพระโคดมผู้เป็นศาสดา ทรงพระนามสูงส่งกันดีกว่า
(เหมวตยักษ์ถามดังนี้) พระโคดมเป็นผู้คงที่ มีพระทัยสม่ำเสมอ ในสัตว์โลกทุกจำพวกจริงหรือ ทรงทำความดำริในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ ให้อยู่ในอำนาจได้จริงหรือ
(สาตาคิรยักษ์ตอบดังนี้) พระโคดมเป็นผู้คงที่ มีพระทัยสม่ำเสมอ ในสัตว์โลกทุกจำพวกจริง และทรงทำความดำริในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ ให้อยู่ในอำนาจได้จริง
(เหมวตยักษ์ถามดังนี้) พระโคดมไม่ทรงถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้จริงหรือ ทรงสำรวมในสัตว์ทั้งหลายจริงหรือ ทรงประพฤติห่างไกลจากกามคุณจริงหรือ พระองค์ไม่ทรงละทิ้งฌานจริงหรือ @เชิงอรรถ : @ พระผู้มีพระภาคเป็นผู้มีพระทัยคงที่โดยอาการ ๕ อย่าง คือ (๑) เป็นผู้คงที่ในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์@(๒) เป็นผู้คงที่เพราะสละแล้ว (๓) เป็นผู้คงที่เพราะพ้นแล้ว (๔) เป็นผู้คงที่เพราะข้ามได้แล้ว (๕) เป็นผู้คงที่@เพราะแสดงออกซึ่งธรรมนั้นๆ ได้ (ขุ.สุ.อ. ๑/๑๕๕/๒๓๑-๒๓๒) และดู ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๓๘/๑๓๙
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๓๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๑. อุรควรรค] ๙. เหมวตสูตร
(สาตาคิรยักษ์ตอบดังนี้) พระโคดมไม่ทรงถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้จริง ทรงสำรวมในสัตว์ทั้งหลายจริง ทรงประพฤติห่างไกลจากกามคุณจริง พระองค์ตรัสรู้แล้ว ไม่ทรงละทิ้งฌานจริง
(เหมวตยักษ์ถามดังนี้) พระโคดมไม่ตรัสคำเท็จจริงหรือ มีพระวาจาไม่หยาบคายจริงหรือ ไม่ตรัสคำส่อเสียดจริงหรือ ไม่ตรัสคำเพ้อเจ้อจริงหรือ
(สาตาคิรยักษ์ตอบดังนี้) พระโคดมไม่ตรัสคำเท็จจริง มีพระวาจาไม่หยาบคายจริง ไม่ตรัสคำส่อเสียดจริง ไม่ตรัสคำเพ้อเจ้อจริง ตรัสคำที่เป็นประโยชน์อย่างเดียว เพราะทรงกำหนดด้วยพระปัญญา
(เหมวตยักษ์ถามดังนี้) พระโคดมไม่ทรงยินดีในกามทั้งหลายจริงหรือ พระทัยของพระองค์ไม่ขุ่นมัวจริงหรือ พระองค์ทรงล่วงพ้นโมหะได้จริงหรือ พระองค์ทรงมีปัญญาจักษุในธรรมทั้งหลายจริงหรือ
(สาตาคิรยักษ์ตอบดังนี้) พระโคดมไม่ทรงยินดีในกามทั้งหลายจริง พระทัยของพระองค์ไม่ขุ่นมัวจริง
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๓๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๑. อุรควรรค] ๙. เหมวตสูตร พระองค์ทรงล่วงพ้นโมหะทั้งปวงได้จริง พระองค์ตรัสรู้แล้ว ทรงมีปัญญาจักษุในธรรมทั้งหลายจริง
(เหมวตยักษ์ถามดังนี้) พระโคดมทรงสมบูรณ์ด้วยวิชชาจริงหรือ พระองค์ทรงมีจรณะบริสุทธิ์จริงหรือ พระองค์ทรงสิ้นอาสวะทั้งหลายจริงหรือ พระองค์ไม่ทรงเกิดอีกจริงหรือ
(สาตาคิรยักษ์ตอบดังนี้) พระโคดมทรงสมบูรณ์ด้วยวิชชาจริง พระองค์ทรงมีจรณะบริสุทธิ์จริง พระองค์ทรงสิ้นอาสวะทั้งหลายจริง พระองค์ไม่ทรงเกิดอีกจริง
(เหมวตยักษ์กล่าวชื่นชมสาตาคิรยักษ์ดังนี้) ท่านได้สรรเสริญพระทัยของพระมุนีโคดม ที่ถึงพร้อมด้วยกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม และสรรเสริญพระมุนีโคดมนั้น ผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ โดยธรรม
(สาตาคิรยักษ์กล่าวชื่นชมเหมวตยักษ์ดังนี้) ท่านก็ชื่นชมพระทัยของพระมุนีโคดม ที่ถึงพร้อมด้วยกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม และชื่นชมพระมุนีโคดมนั้น ผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ โดยธรรม
พระทัยของพระมุนีโคดม ถึงพร้อมด้วยกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม เราไปเฝ้าพระโคดมผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะกันเถิด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๓๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๑. อุรควรรค] ๙. เหมวตสูตร
(เหมวตยักษ์กล่าวดังนี้) มาเถิด เราทั้งสองจะไปเฝ้าพระโคดม ผู้มีพระชงฆ์ดังปลีแข้งเนื้อทราย มีพระวรกายงามระหง มีลักษณะองอาจ เสวยพระกระยาหารแต่พอประมาณ ทรงปราศจากความติดพระทัยในรสพระกระยาหาร ทรงเป็นมุนีผู้เพ่งพินิจอยู่ในป่า
เราทั้งสองไปเฝ้าพระโคดม ผู้สง่าดุจราชสีห์ เสด็จจาริกโดดเด่นพระองค์เดียว ทรงเป็นพระนาคะ ไม่ทรงยินดีในกามทั้งหลาย จะทูลถามถึงธรรมเครื่องพ้นจากบ่วงมัจจุราช
เราทั้งสองจงทูลถามพระโคดมผู้ทรงแนะนำพร่ำสอน ทรงถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง ทรงเป็นผู้ตรัสรู้ ล่วงพ้นเวรภัยได้ทุกอย่าง @เชิงอรรถ : @ เสด็จจาริกโดดเด่นพระองค์เดียว หมายถึงไม่มีตัณหา อีกนัยหนึ่ง หมายถึงในโลกธาตุเดียวกันนี้ มีเพียง@พระพุทธเจ้าพระองค์เดียวเท่านั้น ไม่มีพระพุทธเจ้า ๒ พระองค์ (ขุ.สุ.อ. ๑/๑๖๘/๒๓๗)@ ทรงเป็นพระนาคะ หมายถึงเป็นผู้ไม่เกิดอีกบ้าง เป็นผู้ไม่ทำความชั่วบ้าง หรือหมายถึงทรงมีพลธรรม@บ้าง (ขุ.สุ.อ. ๑/๑๖๘/๒๓๗) @ ธรรมเครื่องพ้นจากบ่วงมัจจุราช ในที่นี้หมายถึงนิพพาน (ขุ.สุ.อ. ๑/๑๖๘/๒๓๘)@ ธรรมทั้งปวง ในที่นี้หมายถึงธรรมที่เป็นไปในภูมิ ๔ (ขุ.สุ.อ. ๑/๑๖๙/๒๓๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๓๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๑. อุรควรรค] ๙. เหมวตสูตร
(เหมวตยักษ์ทูลถามดังนี้) เมื่ออะไรเกิด สัตว์โลกจึงเกิด สัตว์โลกยินดีในอะไร สัตว์โลกยึดถืออะไร เพราะอะไรสัตว์โลกจึงเดือดร้อน
(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้) เมื่ออายตนะ ๖ เกิด สัตว์โลกจึงเกิด สัตว์โลกย่อมยินดีในอายตนะ ๖ สัตว์โลกยึดถืออายตนะ ๖ นั่นแล เพราะอายตนะ ๖ สัตว์โลกจึงเดือดร้อน
(เหมวตยักษ์ทูลถามดังนี้) ความยึดถือที่ทำให้สัตว์โลกเดือดร้อนนั้นคืออะไร ข้าพระองค์ทูลถามแล้ว ขอพระองค์โปรดตรัสบอกธรรมเครื่องนำออกจากโลก สัตว์โลกจะพ้นจากทุกข์ได้อย่างไร
(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้) กามคุณ ๕ อันมีใจเป็นที่ ๖ ซึ่งมีอยู่ในโลก เราประกาศไว้ชัดเจนแล้ว สัตว์โลกคลายความพอใจในกามคุณ ๕ นี้ได้ ย่อมพ้นจากทุกข์ได้ ด้วยวิธีดังกล่าวนี้ @เชิงอรรถ : @ อายตนะ ๖ หมายถึงอายตนะภายใน ๖ และอายตนะภายนอก ๖ (ขุ.สุ.อ. ๑/๑๗๑/๒๔๐)@ ดูเทียบ อภิ.ก. ๓๗/๕๑๐/๓๐๙
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๓๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๑. อุรควรรค] ๙. เหมวตสูตร
นี้คือธรรมเครื่องนำออกจากโลก เราบอกแก่พวกท่านตามความเป็นจริง เราก็บอกพวกท่านเช่นนี้แล เพราะว่าสัตว์โลกย่อมพ้นจากทุกข์ได้ก็ด้วยวิธีดังนี้
(เหมวตยักษ์ทูลถามดังนี้) ในโลกนี้ใครเล่าข้ามโอฆะ ได้ ใครเล่าข้ามห้วงมหรรณพได้ ใครเล่าไม่จมลงในห้วงมหรรณพที่ลุ่มลึก ปราศจากเกาะแก่ง และเครื่องยึดเหนี่ยว
(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้) ผู้สมบูรณ์ด้วยศีล มีปัญญา มีจิตตั้งมั่นดีแล้ว เพ่งพินิจธรรมภายใน มีสติทุกเมื่อ ย่อมข้ามพ้นโอฆะที่ข้ามได้ยาก
ผู้นั้นเว้นขาดจากกามสัญญา ได้แล้ว เป็นผู้ละสังโยชน์ได้ทุกอย่าง หมดสิ้นความเพลิดเพลินและภพแล้ว ย่อมไม่จมลงในห้วงมหรรณพที่ลุ่มลึก @เชิงอรรถ : @ โอฆะ หมายถึงกิเลส ๔ ประการ คือ กาม ภพ ทิฏฐิ และอวิชชา (ขุ.สุ.อ. ๑/๑๗๕/๒๔๓)@ ห้วงมหรรณพ ในที่นี้หมายถึงสังสารวัฏ คือการเวียนว่ายตายเกิด (ขุ.สุ.อ. ๑/๑๗๕/๒๔๓)@ กามสัญญา หมายถึงสัญญาที่เกิดขึ้นปรารภกาม หรือสัญญาที่สหรคตด้วยโลภจิต ๘ ดวง@(องฺ.ติก.อ. ๒/๓๓/๑๑๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๔๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๑. อุรควรรค] ๙. เหมวตสูตร
(เหมวตยักษ์กล่าวดังนี้) ท่านทั้งหลายโปรดมาดูพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น มีพระปัญญาลึกซึ้ง ทรงแสดงเนื้อความอย่างละเอียด ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล ไม่ทรงข้องในกามภพ ทรงหลุดพ้นได้เด็ดขาดในอารมณ์ทั้งปวง แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ เสด็จดำเนินอยู่ในปฏิปทาอันเป็นทิพย์
ท่านทั้งหลายโปรดมาดูพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น มีพระนามเลื่องลือไกล ทรงแสดงเนื้อความอย่างละเอียด ทรงประทานแสงสว่างคือปัญญา ไม่ทรงติดข้องอาลัย ในกาม ทรงเป็นพระสัพพัญญูรู้ธรรมทั้งปวง มีพระปัญญาบารมี แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ เสด็จดำเนินอยู่ในปฏิปทาของพระอริยะ
วันนี้เราทั้งหลายเห็นดีแล้ว สว่างไสวแล้ว ตั้งมั่นดีแล้ว เพราะเราทั้งหลายได้เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ข้ามพ้นโอฆะ ผู้ปราศจากอาสวะ
ยักษ์ ๑,๐๐๐ ตนที่อยู่ ณ ที่นั้นทั้งหมด มีฤทธิ์ มียศ ย่อมถึงพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นเป็นสรณะ โดยเปล่งวาจาว่าพระองค์ทรงเป็นพระศาสดาผู้ยอดเยี่ยม ไม่มีใครยิ่งกว่าของข้าพระองค์ทั้งหลาย @เชิงอรรถ : @ อาลัย หมายถึงตัณหา และทิฏฐิ (ขุ.สุ.อ. ๑/๑๗๙/๒๔๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๔๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๑. อุรควรรค] ๑๐. อาฬวกสูตร
ข้าพระองค์ทั้งหลาย จะขอนอบน้อมพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรมที่พระองค์ตรัสไว้ดีแล้ว และพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีแล้ว เที่ยวประกาศธรรมไปทุกหนทุกแห่ง ตามหมู่บ้านหรือตามขุนเขาลำเนาไพร เหมวตสูตรที่ ๙ จบ
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
สุตฺตนิปาเต อุรควคฺคสฺส นวมํ เหมวตสุตฺตํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต เหมวตสูตรที่ ๙ สาตาคิรยักษ์กล่าวว่า
|๓๐๙.๕๗๖| ๙ อชฺช ปณฺณรโส อุโปสโถ (อิติ สาตาคิโร ยกฺโข) ทิพฺยา รตฺติ อุปฏฺฐิตา อโนมนามํ สตฺถารํ หนฺท ปสฺสาม โคตมํ ฯ |๓๐๙.๕๗๗| กจฺจิ มโน สุปณิหิโต (อิติ เหมวโต ยกฺโข) สพฺพภูเตสุ ตาทิโน กจฺจิ อิฏฺเฐ อนิฏฺเฐ จ สงฺกปฺปสฺส วสีกตา ฯ |๓๐๙.๕๗๘| มโน จสฺส สุปณิหิโต (อิติ สาตาคิโร ยกฺโข) สพฺพภูเตสุ ตาทิโน อโถ อิฏฺเฐ อนิฏฺเฐ จ สงฺกปฺปสฺส วสีกตา ฯ |๓๐๙.๕๗๙| กจฺจิ อทินฺนํ นาทิยติ (อิติ เหมวโต ยกฺโข) กจฺจิ ปาเณสุ สญฺญโต กจฺจิ อารา ปมาทมฺหา กจฺจิ ฌานํ น ริญฺจติ ฯ |๓๐๙.๕๘๐| น โส อทินฺนํ อาทิยติ (อิติ สาตาคิโร ยกฺโข) อโถ ปาเณสุ สญฺญโต อโถ อารา ปมาทมฺหา พุทฺโธ ฌานํ น ริญฺจติ ฯ |๓๐๙.๕๘๑| กจฺจิ มุสา น ภณติ (อิติ เหมวโต ยกฺโข) กจฺจิ น ขีณพฺยปฺปโถ กจฺจิ เวภูติยํ นาห กจฺจิ สมฺผํ น ภาสติ |๓๐๙.๕๘๒| มุสา จ โส น ภณติ (อิติ สาตาคิโร ยกฺโข) อโถ น ขีณพฺยปฺปโถ อโถ เวภูติยํ นาห มนฺตา อตฺถํ จ ภาสติ ฯ |๓๐๙.๕๘๓| กจฺจิ น รชฺชติ กาเมสุ (อิติ เหมวโต ยกฺโข) กจฺจิ จิตฺตํ อนาวิลํ กจฺจิ โมหํ อติกฺกนฺโต กจฺจิ ธมฺเมสุ จกฺขุมา ฯ |๓๐๙.๕๘๔| น โส รชฺชติ กาเมสุ (อิติ สาตาคิโร ยกฺโข) อโถ จิตฺตํ อนาวิลํ สพฺพโมหํ อติกฺกนฺโต พุทฺโธ ธมฺเมสุ จกฺขุมา ฯ |๓๐๙.๕๘๕| กจฺจิ วิชฺชาย สมฺปนฺโน (อิติ เหมวโต ยกฺโข) กจฺจิ สํสุทฺธจารโณ กจฺจิสฺส อาสวา ขีณา กจฺจิ นตฺถิ ปุนพฺภโว ฯ |๓๐๙.๕๘๖| วิชฺชาย เจว สมฺปนฺโน (อิติ สาตาคิโร ยกฺโข) อโถ สํสุทฺธจารโณ สพฺพสฺส อาสวา ขีณา นตฺถิ ตสฺส ปุนพฺภโว ฯ |๓๐๙.๕๘๗| สมฺปนฺนํ มุนิโน จิตฺตํ กมฺมุนา พฺยปฺปเถน จ วิชฺชาจรณสมฺปนฺนํ ธมฺมโต นํ ปสํสสิ |๓๐๙.๕๘๘| สมฺปนฺนํ มุนิโน จิตฺตํ กมฺมุนา พฺยปฺปเถน จ วิชฺชาจรณสมฺปนฺนํ ธมฺมโต อนุโมทสิ |๓๐๙.๕๘๙| สมฺปนฺนํ มุนิโน จิตฺตํ กมฺมุนา พฺยปฺปเถน จ วิชฺชาจรณสมฺปนฺนํ หนฺท ปสฺสาม โคตมํ ฯ |๓๐๙.๕๙๐| เอณิชงฺฆํ กีสํ ธีรํ อปฺปาหารํ อโลลุปํ มุนึ วนสฺมึ ฌายนฺตํ เอหิ ปสฺสาม โคตมํ ฯ |๓๐๙.๕๙๑| สีหํ เอกจรํ นาคํ กาเมสุ อนเปกฺขินํ อุปสงฺกมฺม ปุจฺฉาม มจฺจุปาสปโมจนํ ฯ |๓๐๙.๕๙๒| อกฺขาตารํ ปวตฺตารํ สพฺพธมฺมานปารคุํ พุทฺธํ เวรภยาตีตํ มยํ ปุจฺฉาม โคตมํ ฯ |๓๐๙.๕๙๓| กิสฺมึ โลโก สมุปฺปนฺโน (อิติ เหมวโต ยกฺโข) กิสฺมึ กุพฺพติ สนฺถวํ กิสฺส โลโก อุปาทาย กิสฺมึ โลโก วิหญฺญติ ฯ |๓๐๙.๕๙๔| ฉสุ โลโก สมุปฺปนฺโน (เหมวตาติ ภควา) ฉสุ กุพฺพติ สนฺถวํ ฉนฺนเมว อุปาทาย ฉสุ โลโก วิหญฺญติ ฯ |๓๐๙.๕๙๕| กตมนฺตํ อุปาทานํ ยตฺถ โลโก วิหญฺญติ นิยฺยานํ ปุจฺฉิโต พฺรูหิ กถํ ทุกฺขา ปมุญฺจติ ฯ |๓๐๙.๕๙๖| ปญฺจ กามคุณา โลเก มโนฉฏฺฐา ปเวทิตา เอตฺถ ฉนฺทํ วิราเชตฺวา เอวํ ทุกฺขา ปมุญฺจติ ฯ |๓๐๙.๕๙๗| เอตํ โลกสฺส นิยฺยานํ อกฺขาตํ โว ยถาตถํ เอตํ โว อหมกฺขามิ เอวํ ทุกฺขา ปมุญฺจติ ฯ |๓๐๙.๕๙๘| โกสูธ ตรติ โอฆํ โกธ ตรติ อณฺณวํ อปฺปติฏฺเฐ อนาลมฺเพ โก คมฺภีเร น สีทติ ฯ |๓๐๙.๕๙๙| สพฺพทา สีลสมฺปนฺโน ปญฺญวา สุสมาหิโต อชฺฌตฺตสญฺญี สติมา โอฆํ ตรติ ทุตฺตรํ ฯ |๓๐๙.๖๐๐| วิรโต กามสญฺญาย สพฺพสํโยชนาติโค นนฺทิภวปริกฺขีโณ โส คมฺภีเร น สีทติ ฯ |๓๐๙.๖๐๑| คมฺภีรปญฺญํ นิปุณตฺถทสฺสึ อกิญฺจนํ กามภเว อสตฺตํ ตํ ปสฺสถ สพฺพธิ วิปฺปมุตฺตํ ทิเพฺย ปเถ กมฺมานํ มเหสึ |๓๐๙.๖๐๒| อโนมนามํ นิปุณตฺถทสฺสึ ปญฺญาททํ กามาลเย อสตฺตํ ตํ ปสฺสถ สพฺพวิทุํ สุเมธํ อริเย ปเถ กมฺมานํ มเหสึ ฯ |๓๐๙.๖๐๓| สุทิฏฺฐํ วต โน อชฺช สุปฺปภาตํ สุหุฏฺฐิตํ ยํ อทฺทสาม สมฺพุทฺธํ โอฆติณฺณมนาสวํ ฯ |๓๐๙.๖๐๔| อิเม ทสสตยกฺขา อิทฺธิมนฺโต ยสสฺสิโน สพฺเพ ตํ สรณํ ยนฺติ ตฺวํ โน สตฺถา อนุตฺตโร ฯ |๓๐๙.๖๐๕| เต มยํ วิจริสฺสาม คามา คามํ นคา นคํ นมสฺสมานา สมฺพุทฺธํ ธมฺมสฺส จ สุธมฺมตนฺติ ฯ เหมวตสุตฺตํ นวมํ ฯ ------------
นี้วันเป็นอุโบสถที่ ๑๕ ราตรีอันเป็นทิพย์ปรากฏแล้ว มาเรา ทั้งสองจงไปเฝ้าพระโคดมผู้เป็นพระศาสดามีพระนามอันไม่ ทรามเถิด ฯ เหมวตยักษ์ถามว่า พระโคดมผู้คงที่ทรงตั้งพระทัยไว้ดีแล้ว ในสัตว์ทั้งปวงแลหรือ พระโคดมทรงกระทำความดำริในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ ให้อยู่ในอำนาจแลหรือ ฯ สาตาคิรยักษ์ตอบว่า ก็พระองค์เป็นผู้คงที่ ทรงตั้งพระทัยไว้ดีแล้วในสัตว์ทั้งปวง อนึ่ง พระองค์ทรงกระทำความดำริในอิฏฐารมณ์และ อนิฏฐารมณ์ ให้อยู่ในอำนาจแล้ว ฯ เหมวตยักษ์ถามว่า พระโคดมไม่ทรงถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้แลหรือ ทรงสำรวมแล้วในสัตว์ทั้งหลายแลหรือ ทรงห่างไกลจาก ความประมาทแลหรือ ย่อมไม่ทรงละทิ้งฌานแลหรือ ฯ สาตาคิรยักษ์ตอบว่า พระองค์ไม่ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้ ทรงสำรวม แล้วในสัตว์ทั้งหลาย และทรงห่างไกลจากความประมาท พระองค์เป็นผู้ตรัสรู้แล้ว ย่อมไม่ทรงละทิ้งฌาน ฯ เหมวตยักษ์ถามว่า พระโคดมไม่ตรัสคำเท็จแลหรือ มีพระวาจาไม่หยาบคาย แลหรือ ไม่ตรัสคำส่อเสียดแลหรือ ไม่ตรัสคำเพ้อเจ้อ แลหรือ ฯ สาตาคิรยักษ์ตอบว่า พระองค์ไม่ตรัสคำเท็จ มีพระวาจาไม่หยาบคาย และไม่ตรัส คำส่อเสียด ตรัสคำที่เป็นประโยชน์อย่างเดียว เพราะทรง กำหนดด้วยพระปัญญา ฯ เหมวตยักษ์ถามว่า พระโคดมไม่ทรงยินดีในกามทั้งหลายแลหรือ พระหฤทัย ของพระโคดมไม่ขุ่นมัวแลหรือ พระโคดมทรงล่วงโมหะ ได้แล้วหรือ พระโคดมทรงมีพระจักษุในธรรมทั้งหลาย แลหรือ ฯ สาตาคิรยักษ์ตอบว่า พระองค์ไม่ทรงยินดีในกามทั้งหลาย และพระหฤทัยของ พระองค์ไม่ขุ่นมัว พระองค์ทรงล่วงโมหะได้ทั้งหมด พระองค์ ตรัสรู้แล้ว ทรงมีพระจักษุในธรรมทั้งหลาย ฯ เหมวตยักษ์ถามว่า พระโคดมทรงถึงพร้อมแล้ว ด้วยวิชชาแลหรือ ทรงมี จรณะบริสุทธิ์แลหรือ อาสวะทั้งหลายของพระองค์นั้นสิ้น ไปแล้วแลหรือ ภพใหม่ไม่มีแลหรือ ฯ สาตาคิรยักษ์ตอบว่า พระองค์ทรงถึงพร้อมแล้วด้วยวิชชา และทรงมีจรณะบริสุทธิ์ อาสวะทั้งหลายของพระองค์สิ้นไปหมดแล้ว ภพใหม่ของ พระองค์ไม่มี ฯ เหมวตยักษ์กล่าวว่า พระหฤทัยของพระโคดมผู้เป็นมุนี ถึงพร้อมแล้ว กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม มาเราทั้งสองจงไปเฝ้าพระโคดม ผู้ทรงถึงพร้อมแล้วด้วยวิชชาและจรณะกันเถิด ฯ เหมวตยักษ์ชมเชยพระผู้มีพระภาคว่า มาเถิดเราจงไปเฝ้าพระโคดมผู้มีพระชงฆ์เพียงปลีแข้งเนื้อทราย ผู้ซูบผอม เป็นนักปราชญ์ มีพระกระยาหารน้อย ไม่โลภ เป็นมุนี ทรงฌานอยู่ในป่า เราเข้าไปเฝ้าพระโคดม ผู้ดุจ ราชสีห์ เสด็จเที่ยวไปพระองค์เดียว ไม่เสด็จมาสู่ภพใหม่ ไม่มีความห่วงใย ในกามทั้งหลาย แล้วจงทูลถามถึงธรรม เป็นเครื่องพ้นจากบ่วงมาร เราจงทูลถามพระโคดมผู้ตรัสบอก ผู้ทรงแสดง ผู้ทรงถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง ผู้ตรัสรู้แล้ว ผู้ทรงล่วงเวรภัยได้แล้ว ฯ เหมวตยักษ์ทูลถามว่า เมื่ออะไรเกิดขึ้น โลกจึงเกิดขึ้น โลกย่อมกระทำความ เชยชิดในอะไร โลกยึดถืออะไร เมื่ออะไรมี โลก จึงเดือดร้อน ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรเหมวตะ เมื่ออายตนะภายในและภายนอก ๖ เกิดขึ้น โลกจึงเกิด ขึ้น โลกย่อมกระทำความเชยชิดในอายตนะภายในและภาย นอก ๖ โลกยึดถืออายตนะภายในและภายนอก ๖ นั่น แหละ เมื่ออายตนะภายในและภายนอก ๖ มี โลกจึง เดือดร้อน ฯ อุปาทานที่เป็นเหตุให้โลกต้องเดือดร้อนเป็นไฉน ข้าพระองค์ ทูลถามแล้ว ขอพระองค์ตรัสบอก ซึ่งธรรมชาติเป็นเครื่อง ออกจากโลก บุคคลจะพ้นจากทุกข์ได้อย่างไร ฯ กามคุณ ๕ ในโลกมีใจเป็นที่ ๖ เราประกาศแล้ว บุคคล คลายความพอใจในกามคุณ ๕ นี้ได้แล้วย่อมพ้นจากทุกข์ได้ ด้วยอาการอย่างนี้ เราบอกซึ่งธรรมชาติเป็นเครื่องออกจาก โลกนี้ ตามความเป็นจริง แก่ท่านทั้งหลายแล้ว ถ้าแม้ท่าน ทั้งหลายพึงถามเราพันครั้ง เราก็จะบอกข้อนี้แก่ท่านทั้งหลาย เพราะบุคคลย่อมพ้นจากทุกข์ได้ด้วยอาการอย่างนี้ ฯ ในโลกนี้ใครเล่าข้ามโอฆะได้ ในโลกนี้ใครเล่าข้ามอรรณพ ได้ ใครย่อมไม่จมลงในอรรณพที่ลึกซึ้ง ไม่มีที่พึ่ง ไม่มี ที่ยึดเหนี่ยว ฯ ผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยศีล มีปัญญา มีใจตั้งมั่นดีแล้ว มีความ หมายรู้ ณ ภายใน มีสติทุกเมื่อ ย่อมข้ามพ้นโอฆะที่ข้ามได้ แสนยาก ผู้นั้นเว้นจากกามสัญญา ล่วงสังโยชน์ทั้งปวงเสีย ได้ มีความเพลิดเพลินและภพหมดสิ้นแล้ว ย่อมไม่จมลงใน อรรณพ คือ สงสารอันลึก ฯ เชิญท่านทั้งหลาย ดูพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้มีพระปัญญา ลึกซึ้ง ผู้ทรงแสดงเนื้อความละเอียด ไม่มีความกังวล ไม่ข้องแล้วในกามภพ พ้นวิเศษแล้วในอารมณ์ทั้งปวง ทรง ดำเนินไปในทางอันเป็นทิพย์ ทรงแสวงหาคุณอันใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายดูพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นผู้มีพระนามไม่- ทราม ผู้ทรงแสดงเนื้อความละเอียด ผู้ทรงให้ปัญญา ไม่ข้องแล้วในอาลัยในกาม ทรงรู้ธรรมทั้งปวง มีพระปัญญาดี ทรงดำเนินไปในทางอันเป็นอริยะ ทรงแสวงหาคุณอันใหญ่ ฯ วันนี้เราทั้งหลายเห็นดีแล้วหนอ สว่างไสวแล้ว ตั้งขึ้นดีแล้ว เพราะเราทั้งหลายได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าผู้ทรงข้ามโอฆะได้ แล้ว หาอาสวะมิได้ ฯ ยักษ์หนึ่งพันทั้งหมดเหล่านี้ มีฤทธิ์ มียศ ย่อมถึงพระผู้มี- พระภาคพระองค์นั้น เป็นสรณะด้วยคำว่า พระองค์เป็น พระศาสดาผู้ยอดเยี่ยมของข้าพระองค์ทั้งหลาย ข้าพระองค์ ทั้งหลาย จักขอนอบน้อมซึ่งพระสัมพุทธเจ้าและความที่พระ ธรรมเป็นธรรมดี เที่ยวไปจากบ้านสู่บ้าน จากภูเขาสู่ภูเขา ฯ จบเหมวตสูตรที่ ๙