๔. เมตตคูมาณวกปัญหา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๕. ปารายนวรรค] ๔. เมตตคูมาณวกปัญหา ๔. เมตตคูมาณวกปัญหา ว่าด้วยปัญหาของเมตตคูมาณพ
(เมตตคูมาณพทูลถามดังนี้) ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหา ขอพระองค์โปรดตรัสตอบปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด ข้าพระองค์ย่อมสำคัญพระองค์ว่า ทรงเป็นผู้จบเวท ทรงอบรมพระองค์แล้ว ทุกข์หลายรูปแบบอะไรก็ตามในโลก ทุกข์เหล่านี้เกิดมาจากที่ไหนหนอ
(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า เมตตคู) เธอได้ถามถึงแดนเกิดแห่งทุกข์กับเราแล้ว เราจะบอกแดนเกิดแห่งทุกข์นั้นแก่เธอตามที่รู้ ทุกข์หลายรูปแบบอะไรก็ตามในโลกนี้ ล้วนเกิดมาแต่อุปธิ เป็นต้นเหตุ
ผู้ใดแลไม่มีปัญญา ก่ออุปธิ ผู้นั้นจัดว่า เป็นคนเขลา ย่อมเข้าถึงทุกข์บ่อยๆ เพราะฉะนั้น บุคคลรู้ชัดอยู่ เป็นผู้มีปกติพิจารณาเห็นทุกข์ว่า มีชาติเป็นแดนเกิด ไม่ควรก่ออุปธิ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ขุ.จู. (แปล) ๓๐/๗๔-๘๕/๑๕-๑๘ @ เวท ในที่นี้หมายถึงญาณ ปัญญา ปัญญินทรีย์ ฯลฯ วิปัสสนา สัมมาทิฏฐิในมรรคทั้ง ๔@(ขุ.จู. (แปล) ๓๐/๑๘/๑๑๔) @ อุปธิ มี ๑๐ อย่าง (๑) อุปธิคือตัณหา (๒) อุปธิคือทิฏฐิ (๓) อุปธิคือกิเลส (๔) อุปธิคือกรรม (๕) อุปธิคือ@ทุจริต (๖) อุปธิคืออาหาร (๗) อุปธิคือปฏิฆะ (๘) อุปธิคืออุปาทินนธาตุ ๔ (๙) อุปธิคืออายตนะภายใน ๖@(๙) อุปธิคืออายตนะภายนอก ๖ (๑๐) อุปธิคือหมวดวิญญาณ ๖ (ขุ.จู. (แปล) ๓๐/๑๙/๑๒๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๗๕๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๕. ปารายนวรรค] ๔. เมตตคูมาณวกปัญหา
(เมตตคูมาณพทูลถามดังนี้) พวกข้าพระองค์ได้ทูลถามปัญหาใดกับพระองค์ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสตอบปัญหานั้นแก่พวกข้าพระองค์แล้ว ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหาอื่นต่อไป ขอพระองค์โปรดตรัสตอบปัญหานั้นด้วยเถิด นักปราชญ์ทั้งหลายจะข้ามโอฆะ ชาติ ชรา โสกะ และปริเทวะได้อย่างไรหนอ พระองค์ผู้เป็นพระมุนี ขอโปรดตรัสตอบปัญหานั้น แก่ข้าพระองค์ให้แจ่มแจ้งด้วยเถิด เพราะธรรมนั้น พระองค์ทรงทราบชัดแล้ว
(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เมตตคู) บุคคลรู้ชัดธรรม ใดแล้ว มีสติ เที่ยวไปอยู่ พึงข้ามตัณหาที่ชื่อว่า วิสัตติกา ในโลกได้ เราจักกล่าวธรรมที่ประจักษ์ด้วยตนเอง ในธรรมที่เราเห็นแล้วแก่เธอ
(เมตตคูมาณพกราบทูลดังนี้) ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ข้าพระองค์ชอบใจธรรมอันสูงสุดนั้นที่บุคคลรู้ชัดแล้ว มีสติ เที่ยวไปอยู่ พึงข้ามตัณหาที่ชื่อว่า วิสัตติกา ในโลกได้
(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เมตตคู) เธอรู้ชัดธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นธรรมชั้นสูง ชั้นต่ำ และชั้นกลาง เธอจงบรรเทาความเพลิดเพลิน ความถือมั่น @เชิงอรรถ : @ ธรรม ในที่นี้หมายถึงนิพพาน (ขุ.สุ.อ. ๒/๑๐๖๐/๔๓๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๗๕๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๕. ปารายนวรรค] ๔. เมตตคูมาณวกปัญหา และวิญญาณในธรรมเหล่านั้นเสีย ไม่พึงตั้งอยู่ในภพ
ภิกษุผู้มีปกติอยู่อย่างนี้ มีสติ ไม่ประมาท รู้แจ้ง ละความยึดถือว่าเป็นของเราแล้วเที่ยวไปอยู่ พึงละชาติ ชรา โสกะ และปริเทวะ อันเป็นทุกข์ในอัตภาพนี้ได้แน่นอน
(เมตตคูมาณพกราบทูลดังนี้) ข้าพระองค์ชอบใจพระวาจานี้ของพระองค์ ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ข้าแต่พระโคดม ธรรมที่ปราศจากอุปธิ พระองค์ตรัสไว้ดีแล้ว พระผู้มีพระภาคทรงละทุกข์ได้แล้วเป็นแน่ เพราะธรรมนี้ พระองค์ทรงรู้ชัดแล้ว
พระองค์ผู้เป็นพระมุนีตรัสสอนชนเหล่าใดไม่หยุดหย่อน แม้ชนเหล่านั้นก็พึงละทุกข์ได้เป็นแน่ เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์มาพบพระผู้มีพระภาคผู้นาคะ ขอนมัสการพระองค์ (โดยหวังว่า) พระผู้มีพระภาค พึงตรัสสอนข้าพระองค์ไม่หยุดหย่อนบ้าง
(พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้) บุคคลที่เธอรู้จักว่าเป็นพราหมณ์ผู้จบเวท ไม่มีเครื่องกังวล ไม่ข้องในกามภพ ข้ามโอฆะได้แล้วโดยแท้ และเป็นผู้ข้ามถึงฝั่ง ไม่มีกิเลสดุจตะปูตรึงใจ หมดความสงสัยแล้ว @เชิงอรรถ : @ ภพ มี ๒ คือ (๑) กรรมภพ ได้แก่ ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร และอเนญชาภิสังขาร (๒) ภพใหม่@อันมีในปฏิสนธิ ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ (ขุ.จู. (แปล) ๓๐/๒๔/๑๓๘)@ ฝั่ง ในที่นี้หมายถึงอมตนิพพาน (ขุ.จู. (แปล) ๓๐/๒๘/๑๕๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๗๕๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๕. ปารายนวรรค] ๕. โธตกมาณวกปัญหา
นรชนใดในที่นี้เป็นผู้มีปัญญา จบเวท สลัดกิเลสเครื่องข้องในภพน้อยภพใหญ่นี้ได้แล้ว นรชนนั้นเป็นผู้ปราศจากตัณหาแล้ว ไม่มีทุกข์ ไม่มีความหวัง เรากล่าวว่า นรชนนั้นข้ามพ้นชาติและชราได้แล้วเมตตคูมาณวกปัญหาที่ ๔ จบ
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
สุตฺตนิปาเต ปญฺจมสฺส ปารายนวคฺคสฺส จตุตฺถี เมตฺตคูปญฺหา
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต เมตตคูปัญหาที่ ๔
|๔๒๘.๑๔๗๗| ๔ ปุจฺฉามิ ตํ ภควา พฺรูหิ เม ตํ (อิจฺจายสฺมา เมตฺตคู) มญฺญามิ ตํ เวทคุํ ภาวิตตฺตํ กุโต นุ ทุกฺขา สมุปาคตาเม เย เกจิ โลกสฺมึ อเนกรูปา ฯ |๔๒๘.๑๔๗๘| ทุกฺขสฺส เว มํ ปภวํ อปุจฺฉสิ (เมตฺตคูติ ภควา) ตนฺเต ปวกฺขามิ ยถา ปชานํ อุปธีนิทานา ปภวนฺติ ทุกฺขา เย เกจิ โลกสฺมึ อเนกรูปา |๔๒๘.๑๔๗๙| โย เว อวิทฺวา อุปธึ กโรติ ปุนปฺปุนํ ทุกฺขมุเปติ มนฺโท ตสฺมา ปชานํ อุปธึ น กยิรา ทุกฺขสฺส ชาติปฺปภวานุปสฺสี ฯ |๔๒๘.๑๔๘๐| ยนฺตํ อปุจฺฉิมฺห อกิตฺตยิ โน อญฺญํ ปุจฺฉาม ตทิงฺฆ พฺรูหิ กถํ นุ ธีรา วิตรนฺติ โอฆํ ชาติชรํ โสกปริทฺทวญฺจ ตมฺเม มุนี สาธุ วิยากโรหิ ตถา หิ เต วิทิโต เอส ธมฺโม ฯ |๔๒๘.๑๔๘๑| กิตฺตยิสฺสามิ เต ธมฺมํ (เมตฺตคูติ ภควา) ทิฏฺเฐ ธมฺเม อนีติหํ ยํ วิทิตฺวา สโต จรํ ตเร โลเก วิสตฺติกํ ฯ |๔๒๘.๑๔๘๒| ตญฺจาหํ อภินนฺทามิ มเหสิ ธมฺมมุตฺตมํ ยํ วิทิตฺวา สโต จรํ ตเร โลเก วิสตฺติกํ ฯ |๔๒๘.๑๔๘๓| ยงฺกิญฺจิ สมฺปชานาสิ (เมตฺตคูติ ภควา) อุทฺธํ อโธ ติริยญฺจาปิ มชฺเฌ เอเตสุ นนฺทิญฺจ นิเวสนญฺจ ปนุชฺช วิญฺญาณํ ภเว น ติฏฺเฐ |๔๒๘.๑๔๘๔| เอวํวิหารี สโต อปฺปมตฺโต ภิกฺขุ จรํ หิตฺวา มมายิตานิ ชาติชรํ โสกปริทฺทวญฺจ อิเธว วิทฺวา ปชเหยฺย ทุกฺขํ ฯ |๔๒๘.๑๔๘๕| เอตาภินนฺทามิ วโจ มเหสิโน สุกิตฺติตํ โคตม นูปธีกํ อทฺธา หิ ภควา ปหาสิ ทุกฺขํ ตถา หิ เต วิทิโต เอส ธมฺโม ฯ |๔๒๘.๑๔๘๖| เต จาปิ นูน ปชเหยฺยุ ทุกฺขํ เย ตฺวํ มุนี อฏฺฐิตํ โอวเทยฺย ตํ ตํ นมสฺสามิ สเมจฺจ นาค อปฺเปว มํ (ภควา) อฏฺฐิตํ โอวเทยฺย ฯ |๔๒๘.๑๔๘๗| ยํ พฺราหฺมณํ เวทคุํ อภิชญฺญํ อกิญฺจนํ กามภเว อสตฺตํ อทฺธา หิ โส โอฆมิมํ อตาริ ติณฺโณ จ ปารํ อขิโล อกงฺโข |๔๒๘.๑๔๘๘| วิทฺวา จ โส เวทคู นโร อิธ ภวาภเว สงฺคมิมํ วิสชฺช โส วีตตโณฺห อนิโฆ นิราโส อตาริ โส ชาติชรนฺติ พฺรูมีติ ฯ เมตฺตคูมาณวกปญฺหา จตุตฺถี ฯ ----------
เมตตคูมาณพทูลถามปัญหาว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์ขอทูลถามพระองค์ ขอ พระองค์จงตรัสบอกข้อความนั้นแก่ข้าพระองค์เถิด ข้าพระองค์ ย่อมสำคัญพระองค์ว่าทรงถึงเวท มีจิตอันอบรมแล้ว ความ ทุกข์เหล่าใดเหล่าหนึ่งในโลกเป็นอันมาก มีมาแล้วแต่ อะไร ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสพยากรณ์ว่า ดูกรเมตตคู ท่านได้ถามเราถึงเหตุเป็นแดนเกิดแห่งทุกข์ เราจะบอกเหตุ นั้นแก่ท่านตามที่รู้ ความทุกข์เหล่าใดเหล่าหนึ่งในโลกเป็น อันมาก ย่อมเกิดเพราะอุปธิเป็นเหตุ ผู้ใดไม่รู้แจ้งย่อมกระทำ อุปธิ ผู้นั้นเป็นคนเขลา ย่อมเข้าถึงทุกข์บ่อยๆ เพราะ ฉะนั้น เมื่อบุคคลมารู้ชัด เห็นชาติว่าเป็นเหตุเกิดแห่งทุกข์ ไม่พึงกระทำอุปธิ ฯ ม. ข้าพระองค์ได้ทูลถามความข้อใด พระองค์ก็ทรงแสดงความ ข้อนั้นแก่ข้าพระองค์แล้ว ข้าพระองค์ขอทูลถามความข้ออื่นอีก ขอเชิญพระองค์จงตรัสบอกความข้อนั้นเถิด นักปราชญ์ ทั้งหลายย่อมข้ามโอฆะ คือ ชาติ ชรา โสกะและปริเทวะ ได้อย่างไรหนอ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นมุนี ขอพระองค์จง ตรัสพยากรณ์ธรรมอันเป็นเครื่องข้ามโอฆะให้สำเร็จประโยชน์ แก่ข้าพระองค์เถิด เพราะว่าธรรมนี้ พระองค์ทรงทราบชัด แล้วด้วยประการนั้น ฯ พ. ดูกรเมตตคู เราจักแสดงธรรมแก่ท่านในธรรมที่เราได้เห็น แล้ว เป็นธรรมประจักษ์แก่ตนที่บุคคลทราบชัดแล้ว พึง เป็นผู้มีสติ ดำเนินข้ามตัณหาอันซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ ในโลกเสียได้ ฯ ม. ข้าแต่พระองค์ผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ ก็ข้าพระองค์ยินดีอย่าง ยิ่ง ซึ่งธรรมอันสูงสุดที่บุคคลทราบชัดแล้ว เป็นผู้มีสติ พึงดำเนินข้ามตัณหาอันซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ ในโลก เสียได้ ฯ พ. ดูกรเมตตคู ท่านรู้ชัดซึ่งส่วนอย่างใดอย่างหนึ่งในส่วนเบื้อง บน (คืออนาคต) ในส่วนเบื้องต่ำ (คืออดีต) และแม้ใน ส่วนเบื้องขวางสถานกลาง (คือปัจจุบัน) จงบรรเทาความ เพลิดเพลินและความยึดมั่นในส่วนเหล่านั้นเสีย วิญญาณ (ของท่าน) จะไม่พึงตั้งอยู่ในภพ ภิกษุผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่ อย่างนี้ มีสติ ไม่ประมาท ได้รู้แจ้งแล้วเที่ยวไปอยู่ ละความ ถือมั่นว่าของเราได้แล้ว พึงละทุกข์ คือ ชาติ ชรา โสกะ และปริเทวะในอัตภาพนี้เสีย ฯ ม. ข้าพระองค์ยินดีอย่างยิ่งซึ่งพระวาจานี้ ของพระองค์ผู้แสวงหา คุณอันใหญ่ ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้โคตมโคตร ธรรมอัน ไม่มีอุปธิพระองค์ทรงแสดงชอบแล้ว พระองค์ทรงละทุกข์ได้ แน่แล้ว เพราะว่าธรรมนี้พระองค์ทรงรู้แจ้งชัดแล้วด้วยประการ นั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นมุนี พระองค์พึงทรงสั่งสอนชน เหล่าใดไม่หยุดยั้ง แม้ชนเหล่านั้นก็พึงละทุกข์ได้เป็นแน่ ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ เพราะเหตุนั้นข้าพระองค์จึงได้มา ถวายบังคมพระองค์ ด้วยคิดว่า แม้ไฉน พระผู้มีพระภาค พึงทรงสั่งสอนข้าพระองค์ไม่หยุดหย่อนเถิด ฯ พ. ท่านพึงรู้ผู้ใดว่าเป็นพราหมณ์ผู้ถึงเวท ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล ไม่ติดข้องอยู่ในกามภพ ผู้นั้นแลข้ามโอฆะนี้ได้แน่แล้ว ผู้ นั้นข้ามถึงฝั่งแล้ว เป็นผู้ไม่มีตะปู คือ กิเลส ไม่มีความ สงสัย นรชนนั้นรู้แจ้งแล้วแล เป็นผู้ถึงเวทในศาสนานี้ สละ ธรรมเป็นเครื่องข้องนี้ในภพน้อยและภพใหญ่ (ในภพและ มิใช่ภพ) เสียได้แล้ว เป็นผู้มีตัณหาปราศไปแล้ว ไม่มี กิเลสอันกระทบจิต หาความหวังมิได้ เรากล่าวว่าผู้นั้นข้าม ชาติและชราได้แล้ว ฯ จบเมตตคูมาณวกปัญหาที่ ๔