๘. สัลลสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๘. สัลลสูตร ว่าด้วยลูกศรคือกิเลส (พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระสูตรนี้แก่อุบาสกคนหนึ่งผู้โศกเศร้าเพราะบุตรตาย ด้วยพระคาถาดังนี้)
ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ ไม่มีนิมิต ใครๆ รู้ไม่ได้ ทั้งลำบาก สั้นนิดเดียว และประกอบด้วยทุกข์
วิธีที่สัตว์ผู้เกิดมาแล้วจะไม่ตายย่อมไม่มี แม้จะอยู่ไปจนถึงชรา ก็จะต้องถึงแก่ความตาย เพราะสัตว์ทั้งหลายมีความตายอย่างนี้เป็นธรรมดา
สัตว์ที่เกิดมาแล้ว มีภัยจากความตายเป็นนิตย์ เหมือนผลไม้สุกแล้วมีภัยจากการหล่นไปในเวลาเช้า ฉะนั้น
ภาชนะดินที่ช่างหม้อทำไว้ทั้งหมด มีความแตกเป็นที่สุด ฉันใด ชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย ก็เป็นฉันนั้น @เชิงอรรถ : @ ไม่มีนิมิต หมายถึงไม่มีกิริยาอาการบ่งบอกว่าจะตาย (ขุ.สุ.อ. ๒/๕๘๐/๒๘๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๔๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๘. สัลลสูตร
มนุษย์ ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ โง่ และฉลาด ทั้งหมด ย่อมไปสู่อำนาจความตาย มีความตายรออยู่ข้างหน้า
เมื่อมนุษย์เหล่านั้นถูกความตายครอบงำอยู่ กำลังจะจากโลกนี้ไปสู่ปรโลก บิดาก็ต้านทานบุตรไว้ไม่ได้ หรือหมู่ญาติก็ต้านทานญาติไว้ไม่ได้
เมื่อพวกญาติ กำลังเพ่งมองดูอยู่ รำพันกันเป็นอันมากอยู่นั่นแหละว่า จงดูสัตว์แต่ละตนๆ ถูกความตายนำไป เหมือนโคถูกนำไปฆ่า ฉะนั้น
สัตว์โลกถูกความแก่และความตายครอบงำอยู่อย่างนี้ เพราะฉะนั้น นักปราชญ์ทั้งหลายทราบชัด ความเป็นจริงของสัตว์โลกแล้ว ย่อมไม่เศร้าโศก
ท่านไม่รู้ทางของผู้มาหรือผู้ไป เมื่อไม่เห็นที่สุดทั้ง ๒ นี้ ถึงจะคร่ำครวญไปก็ไร้ประโยชน์
หากผู้ที่หลงคร่ำครวญ เบียดเบียนตนอยู่ จะพึงนำประโยชน์อะไรมาได้บ้าง บัณฑิตผู้มีปัญญาเห็นประจักษ์ก็จะพึงกระทำเช่นนั้นบ้าง
บุคคลจะได้รับความสงบใจ เพราะการร้องไห้ เพราะความเศร้าโศกก็หาไม่ ทุกข์ย่อมเกิดแก่ผู้นั้นยิ่งขึ้น และร่างกายของเขามีแต่จะซีดเซียวลง @เชิงอรรถ : @ ข้อ ๕๘๒-๕๘๗ ดูเทียบ ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๓๙/๑๔๒-๑๔๗, ขุ.ชา (แปล) ๒๘/๑๑๙/๒๐๑@ ดู ขุ.ชา. (แปล) ๒๗/๙๐/๓๖๙
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๔๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๘. สัลลสูตร
ผู้ที่เบียดเบียนตนเอง ย่อมจะซูบผอม ไม่ผ่องใส สัตว์ทั้งหลายผู้ละไปสู่ปรโลก หาคุ้มครองตนอยู่ด้วยการคร่ำครวญนั้นได้ไม่ ฉะนั้น การคร่ำครวญจึงเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์
ผู้ทอดถอนใจถึงคนที่ตายไปแล้วอยู่เสมอ บรรเทาความเศร้าโศกไม่ได้ ตกอยู่ในอำนาจแห่งความเศร้าโศก ย่อมได้รับทุกข์มากขึ้น
ท่านจงดูแม้คนเหล่าอื่นผู้ใกล้จะตายไปตามกรรม และสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ ผู้ตกอยู่ในอำนาจมัจจุราช ต่างพากันดิ้นรนอยู่ทั้งนั้น
อาการใดๆ ที่สัตว์ทั้งหลายสำคัญหมาย อาการนั้นๆ ย่อมแปรผันเป็นอื่นไป การพลัดพรากจากกันและกันเช่นนี้ มีอยู่เป็นประจำ ท่านจงพิจารณาดูความเป็นจริงของสัตว์โลกเถิด
บุคคลแม้จะดำรงชีวิตอยู่ถึง ๑๐๐ ปี หรือเกินไปบ้างก็ตาม ก็ต้องพลัดพรากจากหมู่ญาติ และต้องละทิ้งชีวิตไว้ในโลกนี้แน่นอน
เพราะฉะนั้น บุคคลฟังธรรมเทศนาของพระอรหันต์แล้ว เห็นคนล่วงลับดับชีวิตไป กำหนดรู้ว่าผู้ล่วงลับดับชีวิตไปนั้น ไม่สามารถฟื้นคืนชีวิตอยู่ร่วมกับเราได้อีก ควรกำจัดความคร่ำครวญ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ขุ.ชา. (แปล) ๒๗/๙๑/๓๖๙ @ หมายถึงที่หวังไว้ว่า ‘ขอให้มีอายุยืน’ ก็กลับกลายเป็นสิ่งตรงข้ามคือตายไป@และที่หวังไว้ว่า ‘ขอให้ไม่มีโรค’ ก็กลับกลายมีโรค เป็นต้น (ขุ.สุ.อ. ๒/๕๙๔/๒๘๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๔๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๙. วาเสฏฐสูตร
ธีรชนผู้มีปัญญา ฉลาดปราชญ์เปรื่อง ควรขจัดความโศกเศร้าที่เกิดขึ้นโดยฉับพลัน เหมือนลมพัดนุ่นปลิวไป เหมือนคนใช้น้ำดับไฟที่กำลังไหม้ลุกลาม ฉะนั้น
บุคคลผู้แสวงหาความสุขแก่ตน ควรกำจัดความคร่ำครวญ ความทะยานอยาก และโทมนัสของตน ควรถอนลูกศรคือกิเลสของตน
บุคคลผู้ถอนลูกศรคือกิเลสได้แล้ว เป็นผู้ไม่มีตัณหาและทิฏฐิอาศัย ถึงความสงบใจ ล่วงพ้นความเศร้าโศกได้ทั้งหมด ไม่มีความเศร้าโศก ชื่อว่าดับกิเลสได้แล้วสัลลสูตรที่ ๘ จบ
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
สุตฺตนิปาเต ตติยสฺส มหาวคฺคสฺส อฏฺฐมํ สลฺลสุตฺตํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต สัลลสูตรที่ ๘
|๓๘๐.๑๐๐๑| ๘ อนิมิตฺตมนญฺญาตํ มจฺจานํ อิธ ชีวิตํ กสิรญฺจ ปริตฺตญฺจ ตญฺจ ทุกฺเขน สญฺญุตํ ฯ |๓๘๐.๑๐๐๒| น หิ โส อุปกฺกโม อตฺถิ เยน ชาตา น มิยฺยเร ชรมฺปิ ปตฺวา มรณํ เอวํธมฺมา หิ ปาณิโน ฯ |๓๘๐.๑๐๐๓| ผลานมิว ปกฺกานํ ปาโต ปตนโต ภยํ เอวํ ชาตานมจฺจานํ นิจฺจํ มรณโต ภยํ ฯ |๓๘๐.๑๐๐๔| ยถาปิ กุมฺภการสฺส กตา มตฺติกภาชนา สพฺเพ เภทปริยนฺตา เอวํ มจฺจาน ชีวิตํ ฯ |๓๘๐.๑๐๐๕| ทหรา จ มหนฺตา จ เย พาลา เย จ ปณฺฑิตา สพฺเพ มจฺจุวสํ ยนฺติ สพฺเพ มจฺจุปรายนา ฯ |๓๘๐.๑๐๐๖| เตสํ มจฺจุปเรตานํ คจฺฉตํ ปรโลกโต น ปิตา ตายเต ปุตฺตํ ญาตี วา ปน ญาตเก ฯ |๓๘๐.๑๐๐๗| เปกฺขตํ เยว ญาตีนํ ปสฺส ลาลปฺปตํ ปุถุ เอกเมโก ว มจฺจานํ โควชฺโฌ วิย นิยฺยติ |๓๘๐.๑๐๐๘| เอวมพฺภาหโต โลโก มจฺจุนา จ ชราย จ ตสฺมา ธีรา น โสจนฺติ วิทิตฺวา โลกปริยายํ ฯ |๓๘๐.๑๐๐๙| ยสฺส มคฺคํ น ชานาสิ อาคตสฺส คตสฺส วา อุโภ อนฺเต อสมฺปสฺสํ นิรตฺถํ ปริเทวสิ |๓๘๐.๑๐๑๐| ปริเทวยมาโน เจ กิญฺจิ อตฺถํ อุทพฺพเห สมฺมูโฬฺห หึสมตฺตานํ กยิร เจนํ วิจกฺขโณ ฯ |๓๘๐.๑๐๑๑| น หิ รุณฺเณน โสเกน สนฺตึ ปปฺโปติ เจตโส ภิยฺยสฺสุปฺปชฺชเต ทุกฺขํ สรีรํ จุปหญฺญติ ฯ |๓๘๐.๑๐๑๒| กีโส วิวณฺโณ ภวติ หึสมตฺตานมตฺตนา น เตน เปตา ปาเลนฺติ นิรตฺถา ปริเทวนา ฯ |๓๘๐.๑๐๑๓| โสกมปฺปชหํ ชนฺตุ ภิยฺโย ทุกฺขํ นิคจฺฉติ อนุตฺถุนนฺโต กาลกตํ โสกสฺส วสมนฺวคู ฯ |๓๘๐.๑๐๑๔| อญฺเญปิ ปสฺส คมิเน ยถากมฺมูปเค นเร มจฺจุโน วสมาคมฺม ผนฺทนฺเตวิธ ปาณิโน ฯ |๓๘๐.๑๐๑๕| เยน เยน หิ มญฺญนฺติ ตโต ตํ โหติ อญฺญถา เอตาทิโส วินาภาโว ปสฺส โลกสฺส ปริยายํ ฯ |๓๘๐.๑๐๑๖| อปิ วสฺสสตํ ชีเว ภิยฺโย วา ปน มาณโว ญาติสงฺฆา วินา โหติ ชหาติ อิธ ชีวิตํ ฯ |๓๘๐.๑๐๑๗| ตสฺมา อรหโต สุตฺวา วิเนยฺย ปริเทวิตํ เปตํ กาลกตํ ทิตฺวา เนโส ลพฺภา มยา อิติ ฯ |๓๘๐.๑๐๑๘| ยถา สรณมาทิตฺตํ วารินา ปรินิพฺพเย เอวมฺปิ ธีโร สปฺปญฺโญ ปณฺฑิโต กุสโล นโร ขิปฺปมุปฺปติตํ โสกํ วาโต ตุลํว ธํสเย ฯ |๓๘๐.๑๐๑๙| ปริเทวํ ปชปฺปญฺจ โทมนสฺสญฺจ อตฺตโน อตฺตโน สุขเมสาโน อพฺพุเฬฺห สลฺลมตฺตโน |๓๘๐.๑๐๒๐| อพฺพุฬฺหสลฺโล อสิโต สนฺตึ ปปฺปุยฺย เจตโส สพฺพํ โสกํ อติกฺกนฺโต อโสโก โหติ นิพฺพุโตติ ฯ สลฺลสุตฺตํ อฏฺฐมํ ฯ -----------
ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ ไม่มีเครื่องหมาย ใครๆ รู้ ไม่ได้ ทั้งลำบาก ทั้งน้อย และประกอบด้วยทุกข์ สัตว์ ทั้งหลาย ผู้เกิดแล้ว จะไม่ตายด้วยความพยายามอันใด ความพยายามอันนั้นไม่มีเลย แม้อยู่ได้ถึงชราก็ต้องตาย เพราะสัตว์ทั้งหลายมีอย่างนี้เป็นธรรมดา ผลไม้สุกงอมแล้ว ชื่อว่าย่อมมีภัยเพราะจะต้องร่วงหล่นไปในเวลาเช้า ฉันใด สัตว์ทั้งหลายผู้เกิดแล้ว ชื่อว่าย่อมมีภัย เพราะจะต้องตาย เป็นนิตย์ ฉันนั้น ภาชนะดินที่นายช่างทำแล้วทุกชนิด มี ความแตกเป็นที่สุด แม้ฉันใด ชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย ก็ ฉันนั้น ทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่ ทั้งคนเขลา ทั้งคนฉลาด ล้วน ไปสู่อำนาจของมฤตยู มีมฤตยูเป็นที่ไปในเบื้องหน้าด้วยกัน ทั้งหมด เมื่อสัตว์เหล่านั้นถูกมฤตยูครอบงำแล้ว ต้องไป ปรโลก บิดาจะป้องกันบุตรไว้ก็ไม่ได้ หรือพวกญาติจะ ป้องกันพวกญาติไว้ก็ไม่ได้ ท่านจงเห็น เหมือนเมื่อหมู่ ญาติของสัตว์ทั้งหลายผู้จะต้องตาย กำลังแลดูรำพันอยู่โดย ประการต่างๆ สัตว์ผู้จะต้องตายผู้เดียวเท่านั้นถูกมฤตยูนำไป เหมือนโคที่บุคคลจะพึงฆ่าถูกนำไปตัวเดียวฉะนั้น ความตาย และความแก่กำจัดสัตว์โลกอยู่อย่างนี้ เพราะเหตุนั้น นัก- ปราชญ์ทั้งหลายทราบชัดสภาพของโลกแล้ว ย่อมไม่เศร้าโศก ท่านย่อมไม่รู้ทางของผู้มาหรือผู้ไป ไม่เห็นที่สุดทั้งสองอย่าง ถึงจะคร่ำครวญไปก็ไร้ประโยชน์ ถ้าผู้คร่ำครวญหลงเบียด เบียนตนอยู่จะยังประโยชน์อะไรๆ ให้เกิดขึ้นได้ไซร้ บัณฑิต ผู้เห็นแจ้งก็พึงกระทำความคร่ำครวญนั้น บุคคลจะถึงความ สงบใจได้ เพราะการร้องไห้ เพราะความเศร้าโศก ก็หาไม่ ทุกข์ย่อมเกิดแก่ผู้นั้นยิ่งขึ้น และสรีระของผู้นั้นก็จะซูบซีด บุคคลผู้เบียดเบียนตนเอง ย่อมเป็นผู้ซูบผอม มีผิวพรรณ เศร้าหมอง สัตว์ทั้งหลายผู้ละไปแล้ว ย่อมรักษาตนไม่ได้ ด้วยความรำพันนั้น การรำพันไร้ประโยชน์ คนผู้ทอดถอน ถึงบุคคลผู้ทำกาละแล้ว ยังละความเศร้าโศกไม่ได้ ตกอยู่ ในอำนาจแห่งความเศร้าโศก ย่อมถึงทุกข์ยิ่งขึ้น ท่านจง เห็นคนแม้เหล่าอื่นผู้เตรียมจะดำเนินไปตามยถากรรม (และ) สัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ ผู้มาถึงอำนาจแห่งมัจจุแล้ว กำลัง พากันดิ้นรนอยู่ทีเดียว ก็สัตว์ทั้งหลายย่อมสำคัญด้วยอาการ ใดๆ อาการนั้นๆ ย่อมแปรเป็นอย่างอื่นไปในภายหลัง ความ พลัดพรากกัน เช่นนี้ย่อมมีได้ ท่านจงดูสภาพแห่งโลกเถิด มาณพแม้จะพึงเป็นอยู่ร้อยปีหรือยิ่งกว่านั้น ก็ต้องพลัดพราก จากหมู่ญาติ ต้องละทิ้งชีวิตไว้ในโลกนี้ เพราะเหตุนั้น บุคคล ฟังพระธรรมเทศนาของพระอรหันต์แล้ว เห็นคนผู้ล่วงลับ ทำกาละแล้ว กำหนดรู้อยู่ว่า บุคคลผู้ล่วงลับทำกาละแล้ว นั้น เราไม่พึงได้ว่า จงเป็นอยู่อีกเถิด ดังนี้ พึงกำจัดความ รำพันเสีย บุคคลพึงดับไฟที่ไหม้ลุกลามไปด้วยน้ำ ฉันใด นรชนผู้เป็นนักปราชญ์ มีปัญญา เฉลียวฉลาด พึงกำจัด ความเศร้าโศกที่เกิดขึ้นเสีย โดยฉับพลันเหมือนลมพัดนุ่น ฉะนั้น คนผู้แสวงหาความสุขเพื่อตน พึงกำจัดความรำพัน ความทะยานอยากและความโทมนัสของตน พึงถอนลูกศร คือกิเลสของตนเสีย เป็นผู้มีลูกศร คือ กิเลสอันถอนขึ้น แล้ว อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยแล้วถึงความสงบใจ ก้าว ล่วงความเศร้าโศกได้ทั้งหมด เป็นผู้ไม่มีความเศร้าโศก เยือกเย็น ฉะนี้แล ฯ จบสัลลสูตรที่ ๘