๑๒. ทวยตานุปัสสนาสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๒. ทวยตานุปัสสนาสูตร ว่าด้วยการพิจารณาเห็นธรรมเป็นคู่ ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ บุพพาราม ปราสาทของนางวิสาขา- มิคารมาตา เขตกรุงสาวัตถี สมัยนั้นเป็นคืนวันเพ็ญ เป็นวันอุโบสถขึ้น ๑๕ ค่ำ พระผู้มีพระภาคประทับนั่งกลางแจ้งมีภิกษุสงฆ์แวดล้อม ทอดพระเนตรเห็นภิกษุ- สงฆ์สงบนิ่งจึงตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย หากมีผู้ถามว่า ‘การฟังกุศลธรรมที่เป็นของ พระอริยะ เป็นเครื่องนำออกจากโลก เป็นเหตุให้ดำเนินไปสู่ความตรัสรู้ จะมี ประโยชน์อะไรแก่ท่านทั้งหลาย’ เธอทั้งหลายควรตอบเขาอย่างนี้ว่า ‘มีประโยชน์ให้ รู้จักธรรมแยกออกเป็น ๒ คู่ตามความเป็นจริง’ เธอทั้งหลายควรตอบเขาถึงธรรมแยกออกเป็น ๒ คู่ คือ (๑) การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ‘นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย’ นี้เป็นคู่ที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ‘นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา’ นี้เป็นคู่ ที่ ๒ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นธรรมแยกออกเป็น ๒ คู่โดยชอบเนืองๆ @เชิงอรรถ : @ บรรลุปฏิปทาของมุนี หมายถึงบรรลุอรหัตตมัคคญาณ (ขุ.สุ.อ. ๒/๗๒๗-๗๒๙/๓๓๒-๓๓๓) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๗๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๑๒. ทวยตานุปัสสนาสูตร อย่างนี้ ไม่ประมาท มีความเพียร อุทิศกายและใจอยู่ พึงหวังผลอย่าง ๑ ใน ๒ อย่าง คือ อรหัตตผลในปัจจุบัน หรือความเป็นพระอนาคามี เมื่อยังมีอุปาทานขันธ์ เหลืออยู่” พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้แล้ว จึงได้ตรัส คาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดไม่รู้จักทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ธรรมชาติเป็นที่ดับทุกข์ลงได้สิ้นเชิง และไม่รู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์
สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น เป็นผู้เสื่อมจากเจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อจะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ เป็นผู้เข้าถึงชาติและชราแท้
ส่วนสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดรู้จักทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ธรรมชาติเป็นที่ดับทุกข์ลงได้สิ้นเชิง และรู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์
สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยเจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติ เป็นผู้ควรเพื่อจะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ และเป็นผู้ไม่เข้าถึงชาติและชรา @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ อิติวุตตกะ ข้อ ๑๐๓ หน้า ๔๘๑-๔๘๒ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๗๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๑๒. ทวยตานุปัสสนาสูตร (๒) ภิกษุทั้งหลาย หากมีผู้ถามว่า ‘การพิจารณาเห็นธรรมแยกออกเป็น๒ คู่โดยชอบเนืองๆ ด้วยวิธีอื่นยังมีอีกบ้างไหม’ ควรตอบเขาว่า ‘มี’ หากเขาถามต่อไปอีกว่า ‘มีอย่างไร’ ควรตอบเขาว่า มีอย่างนี้ คือ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า‘ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ทุกข์นั้นทั้งหมดย่อมเกิดเพราะอุปธิ เป็นปัจจัย’ นี้เป็นคู่ที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ‘เพราะอุปธิทั้งหลายนั้นเองดับลงโดยการคายกิเลสได้หมด ทุกข์จึงเกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป’ นี้เป็นคู่ที่ ๒ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นธรรมแยกออกเป็น ๒ คู่โดยชอบเนืองๆอย่างนี้ ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
ทุกข์หลายรูปแบบอะไรก็ตามในโลก ล้วนเกิดมาจากอุปธิเป็นต้นเหตุ ผู้ใดแล ไม่มีปัญญา ก่ออุปธิ ผู้นั้นจัดว่าเป็นคนเขลา ย่อมเข้าถึงทุกข์บ่อยๆ เพราะฉะนั้น บุคคลรู้อยู่เป็นผู้มีปกติพิจารณาเห็นทุกข์ว่า มีชาติเป็นแดนเกิด ไม่ควรก่ออุปธิ (๓) ภิกษุทั้งหลาย หากมีผู้ถามว่า ‘การพิจารณาเห็นธรรมแยกออกเป็น๒ คู่โดยชอบเนืองๆ ด้วยวิธีอื่นยังมีอีกบ้างไหม’ ควรตอบเขาว่า ‘มี’ หากเขาถามต่อไปอีกว่า ‘มีอย่างไร’ ควรตอบเขาว่า มีอย่างนี้ คือ การพิจารณาเห็นเนืองๆว่า ‘ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ทุกข์นั้นทั้งหมดย่อมเกิดเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย’นี้เป็นคู่ที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ‘เพราะอวิชชานั้นเองดับลงโดยการคายกิเลสได้หมด ทุกข์จึงเกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป’ นี้เป็นคู่ที่ ๒ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นธรรมแยกออกเป็น ๒ คู่โดยชอบเนืองๆอย่างนี้ ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า @เชิงอรรถ : @ อุปธิ ในที่นี้หมายถึงกรรม (ขุ.สุ.อ. ๒/๗๓๓/๓๓๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๗๔}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๑๒. ทวยตานุปัสสนาสูตร
อวิชชานั่นแลเป็นคติของสัตว์ทั้งหลาย ผู้เข้าถึงชาติ มรณะ และสังสารวัฏ ซึ่งมีสภาวะอย่างนี้และสภาวะอย่างอื่น อยู่บ่อยๆ
อวิชชาคือความหลงมัวเมาอย่างใหญ่หลวงนี้ เป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลายจมปลักอยู่สิ้นกาลนาน สัตว์เหล่าใดทำลายอวิชชาด้วยวิชชาแล้ว สัตว์เหล่านั้นย่อมไม่เข้าถึงภพใหม่อีก (๔) ภิกษุทั้งหลาย หากมีผู้ถามว่า ‘การพิจารณาเห็นธรรมแยกออกเป็น๒ คู่โดยชอบเนืองๆ ด้วยวิธีอื่นยังมีอีกบ้างไหม’ ควรตอบเขาว่า ‘มี’ หากเขาถามต่อไปอีกว่า ‘มีอย่างไร’ ควรตอบเขาว่า มีอย่างนี้ คือ การพิจารณาเห็นเนืองๆว่า ‘ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ทุกข์นั้นทั้งหมดย่อมเกิดเพราะสังขาร เป็นปัจจัย’นี้เป็นคู่ที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ‘เพราะสังขารทั้งหลายนั้นเองดับลงโดยการคายกิเลสได้หมด ทุกข์จึงเกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป’ นี้เป็นคู่ที่ ๒ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นธรรมแยกออกเป็น ๒ คู่โดยชอบเนืองๆอย่างนี้ ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ทุกข์นั้นทั้งหมดเกิดเพราะสังขารเป็นปัจจัย เพราะสังขารทั้งหลายดับลง ทุกข์จึงเกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป
ภิกษุรู้โทษนี้ว่า ทุกข์เกิดขึ้นเพราะสังขารเป็นปัจจัย เพราะความสงบสังขารทั้งปวง สัญญาทั้งหลายจึงดับลง @เชิงอรรถ : @ สภาวะอย่างนี้และสภาวะอย่างอื่น หมายถึงสภาวะแห่งความเป็นมนุษย์และความเป็นสัตว์อื่นที่เหลือ@จากความเป็นมนุษย์ (ขุ.สุ.อ. ๒/๗๓๕/๓๓๘) @ สังขาร ในที่นี้หมายถึงปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร และอาเนญชาภิสังขาร (ขุ.สุ.อ. ๒/๗๓๖/๓๓๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๗๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๑๒. ทวยตานุปัสสนาสูตร ความสิ้นทุกข์ย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้ เพราะรู้ความสิ้นทุกข์นี้โดยถ่องแท้แล้ว
บัณฑิตทั้งหลายผู้เห็นชอบ เป็นผู้จบเวท รู้โดยชอบแล้ว ครอบงำกิเลสเครื่องประกอบของมารได้แล้ว ย่อมไม่เกิดอีก (๕) ภิกษุทั้งหลาย หากมีผู้ถามว่า ฯลฯ ควรตอบเขาว่า มีอย่างนี้ คือการพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ‘ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ทุกข์นั้นทั้งหมดย่อมเกิดเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย’ นี้เป็นคู่ที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า‘เพราะวิญญาณนั้นเองดับลงโดยการคายกิเลสได้หมด ทุกข์จึงเกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป’นี้เป็นคู่ที่ ๒ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นธรรมแยกออกเป็น ๒ คู่โดยชอบเนืองๆอย่างนี้ ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ทุกข์นั้นทั้งหมดย่อมเกิดเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย เพราะวิญญาณดับลง ทุกข์จึงเกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป
ภิกษุรู้โทษนี้ว่า ทุกข์เกิดขึ้นเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย เป็นผู้ปราศจากตัณหา ดับกิเลสได้สิ้นเชิงแล้ว เพราะวิญญาณระงับลง (๖) ภิกษุทั้งหลาย หากมีผู้ถามว่า ฯลฯ ควรตอบเขาว่า มีอย่างนี้ คือ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ‘ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ทุกข์นั้นทั้งหมดย่อมเกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัย’ นี้เป็นคู่ที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ‘เพราะผัสสะนั้นเองดับลงโดยการคายกิเลสได้หมด ทุกข์จึงเกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป’ นี้เป็นคู่ที่ ๒@เชิงอรรถ : @ วิญญาณเป็นปัจจัย หมายถึงอภิสังขารวิญญาณที่เกิดพร้อมกับกรรมเป็นปัจจัย (ขุ.สุ.อ. ๒/๗๓๙/๓๓๙)@ ผัสสะเป็นปัจจัย หมายถึงผัสสะที่สัมปยุตด้วยอภิสังขารวิญญาณเป็นปัจจัย (ขุ.สุ.อ. ๒/๗๔๑/๓๓๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๗๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๑๒. ทวยตานุปัสสนาสูตร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นธรรมแยกออกเป็น ๒ คู่โดยชอบเนืองๆอย่างนี้ ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
ชนทั้งหลายผู้ถูกผัสสะครอบงำแล้ว แล่นไปตามกระแส (ตัณหา) ในภพ ดำเนินไปผิดทาง ย่อมห่างไกลจากความสิ้นสังโยชน์
ส่วนชนทั้งหลายผู้กำหนดรู้ผัสสะจนทั่วถึงแล้ว ยินดีในธรรมเป็นที่สงบระงับได้ด้วยปัญญา ย่อมเป็นผู้ปราศจากตัณหา ดับกิเลสลงได้สิ้นเชิง เพราะรู้ยิ่งถึงผัสสะ (๗) ภิกษุทั้งหลาย หากมีผู้ถามว่า ฯลฯ ควรตอบเขาว่า มีอย่างนี้ คือการพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ‘ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ทุกข์นั้นทั้งหมดย่อมเกิดเพราะเวทนาเป็นปัจจัย’ นี้เป็นคู่ที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ‘เพราะเวทนานั้นเองดับลงโดยการคายกิเลสได้หมด ทุกข์จึงเกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป’ นี้เป็นคู่ที่ ๒ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นธรรมแยกเป็น ๒ คู่โดยชอบเนืองๆ อย่างนี้ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา มีอยู่ทั้งภายในและภายนอก
ภิกษุรู้ว่า เวทนานี้เป็นเหตุแห่งทุกข์ ถูกต้องสัมผัสเวทนาที่มีความเสื่อมสูญไปเป็นธรรมดา มีปกติทรุดโทรมไป ด้วยอุทยัพพยญาณแล้ว เห็นความเสื่อมเป็นที่สุด @เชิงอรรถ : @ เวทนาเป็นปัจจัย หมายถึงเวทนาที่สัมปยุตด้วยกรรมเป็นปัจจัย (ขุ.สุ.อ. ๒/๗๔๔/๓๓๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๗๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๑๒. ทวยตานุปัสสนาสูตร ชื่อว่ารู้แจ้งเห็นจริงในเวทนานั้นอย่างนี้ เพราะเวทนาทั้งหลายสิ้นไปนั่นเอง ทุกข์จึงเกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป (๘) ภิกษุทั้งหลาย หากมีผู้ถามว่า ฯลฯ ควรตอบเขาว่า มีอย่างนี้ คือ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ‘ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ทุกข์นั้นทั้งหมดย่อมเกิดเพราะตัณหาเป็นปัจจัย’ นี้เป็นคู่ที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ‘เพราะตัณหานั้นเองดับลงโดยการคายกิเลสได้หมด ทุกข์จึงเกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป’ นี้เป็นคู่ที่ ๒ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นธรรมแยกเป็น ๒ คู่โดยชอบเนืองๆ อย่างนี้ ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
บุคคลมีตัณหาเป็นเพื่อน ท่องเที่ยวไปตลอดกาลยาวนาน ย่อมไม่ล่วงพ้นสังสารวัฏ ที่มีสภาวะอย่างนี้และสภาวะอย่างอื่น
ภิกษุรู้โทษนี้ รู้ตัณหาเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ พึงเป็นผู้ไม่มีตัณหา ไม่มีความถือมั่น มีสติสัมปชัญญะอยู่ (๙) ภิกษุทั้งหลาย หากมีผู้ถามว่า ฯลฯ ควรตอบเขาว่า มีอย่างนี้ คือ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ‘ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ทุกข์นั้นทั้งหมดย่อมเกิดเพราะอุปาทานเป็นปัจจัย’ นี้เป็นคู่ที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ‘เพราะอุปาทานนั้นเองดับลงโดยการคายกิเลสได้หมด ทุกข์จึงเกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป’ นี้เป็นคู่ที่ ๒ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นธรรมแยกเป็น ๒ คู่โดยชอบเนืองๆ อย่างนี้ ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๙/๑๕, ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๑๙๑/๕๔๙, ขุ.จู. (แปล) ๓๐/๑๐๗/๓๖๔@และดูอิติวุตตกะ ข้อ ๑๕ หน้า ๓๕๙ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๗๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๑๒. ทวยตานุปัสสนาสูตร
ภพมีได้เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย สัตว์เกิดมาแล้วต้องประสบทุกข์ ต้องตาย นี้เป็นเหตุเกิดแห่งทุกข์
เพราะฉะนั้น บัณฑิตทั้งหลายรู้ด้วยปัญญาโดยชอบ รู้แจ้งภาวะที่สิ้นสุดการเกิด เพราะอุปาทานสิ้นไป จึงไม่เข้าถึงภพใหม่อีก (๑๐) ภิกษุทั้งหลาย หากมีผู้ถามว่า ฯลฯ ควรตอบเขาว่า มีอย่างนี้ คือการพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ‘ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ทุกข์นั้นทั้งหมดย่อมเกิดเพราะอารัมภะ เป็นปัจจัย’ นี้เป็นคู่ที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ‘เพราะอารัมภะนั้นเองดับลงโดยการคายกิเลสได้หมด ทุกข์จึงเกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป’ นี้เป็นคู่ที่ ๒ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นธรรมแยกเป็น ๒ คู่โดยชอบเนืองๆอย่างนี้ ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ทุกข์นั้นทั้งหมดย่อมเกิดเพราะอารัมภะเป็นปัจจัย เพราะอารัมภะทั้งหลายดับลง ทุกข์จึงเกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป
ภิกษุรู้โทษนี้ว่า ทุกข์เกิดขึ้นเพราะอารัมภะเป็นปัจจัย สละคืนอารัมภะได้ทั้งหมด น้อมจิตไปในนิพพานที่ปราศจากอารัมภะ @เชิงอรรถ : @ อารัมภะ ในที่นี้หมายถึงความเพียรที่สัมปยุตด้วยกรรม (ขุ.สุ.อ. ๒/๗๔๙/๓๔๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๗๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๑๒. ทวยตานุปัสสนาสูตร
ภิกษุผู้ถอนภวตัณหาได้แล้ว มีจิตสงบ มีชาติและสงสารสิ้นแล้ว ย่อมไม่มีภพใหม่ (๑๑) ภิกษุทั้งหลาย หากมีผู้ถามว่า ฯลฯ ควรตอบเขาว่า มีอย่างนี้ คือการพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ‘ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ทุกข์นั้นทั้งหมดย่อมเกิดเพราะอาหารเป็นปัจจัย’ นี้เป็นคู่ที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า‘เพราะอาหารนั้นเองดับลงโดยการคายกิเลสได้หมด ทุกข์จึงเกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป’นี้เป็นคู่ที่ ๒ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นธรรมแยกเป็น ๒ คู่โดยชอบเนืองๆอย่างนี้ ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ทุกข์นั้นทั้งหมดย่อมเกิดเพราะอาหารเป็นปัจจัย เพราะอาหารทั้งหลายดับลง ทุกข์จึงเกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป
ภิกษุรู้โทษนี้ว่า ทุกข์เกิดขึ้นเพราะอาหารเป็นปัจจัย กำหนดรู้อาหารทุกอย่าง จึงเป็นผู้ไม่มีตัณหาในอาหารทั้งหมด
ภิกษุรู้ความไม่มีโรค โดยชอบ พิจารณาแล้วจึงใช้สอยปัจจัย ๔ @เชิงอรรถ : @ อาหาร หมายถึงอาหารที่สัมปยุตด้วยกรรม ความจริง สัตว์ ๔ จำพวกมีอาหารเป็นปัจจัย คือ@(๑) รูปูปคา (ผู้เข้าถึงรูป) หมายถึงสัตว์ที่อยู่ในกามธาตุ ๑๑ อย่าง เสพกวฬิงการาหาร (อาหารคือคำข้าว)@(๒) เวทนูปคา(ผู้เข้าถึงเวทนา) หมายถึงสัตว์ที่อยู่ในรูปธาตุ ยกเว้นอสัญญีสัตว์ เสพผัสสาหาร@(๓) สัญญูปคา (ผู้เข้าถึงสัญญา) หมายถึงสัตว์ที่อยู่ในอรูปธาตุ ๓ อย่าง เบื้องต่ำ เสพมโนสัญเจตนาหาร@อันเกิดแต่สัญญา (๔) สังขารูปคา (ผู้เข้าถึงสังขาร) หมายถึงสัตว์ที่อยู่ในภูมิเบื้องสูง เสพวิญญาณาหาร@อันเกิดแต่สังขาร (ขุ.สุ.อ. ๒/๗๕๑/๓๔๐) @ ความไม่มีโรค ในที่นี้หมายถึงนิพพาน (ขุ.สุ.อ. ๒/๗๕๕/๓๔๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๘๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๑๒. ทวยตานุปัสสนาสูตร ดำรงอยู่ในธรรม จบเวท ย่อมไม่เข้าถึงการนับ อีกต่อไป เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป (๑๒) ภิกษุทั้งหลาย หากมีผู้ถามว่า ฯลฯ ควรตอบเขาว่า มีอย่างนี้ คือ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ‘ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ทุกข์นั้นทั้งหมดย่อมเกิดเพราะอิญชิตะ (ความหวั่นไหว) เป็นปัจจัย’ นี้เป็นคู่ที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ‘เพราะอิญชิตะนั้นเองดับลงโดยการคายกิเลสได้หมด ทุกข์จึงเกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป’ นี้เป็นคู่ที่ ๒ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นธรรมแยกเป็น ๒ คู่โดยชอบเนืองๆ อย่างนี้ ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ทุกข์นั้นทั้งหมดย่อมเกิดเพราะอิญชิตะเป็นปัจจัย เพราะดับอิญชิตะ ทุกข์จึงเกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป
ภิกษุรู้โทษนี้ว่า ทุกข์เกิดขึ้นเพราะอิญชิตะเป็นปัจจัย เพราะฉะนั้น จึงควรสละตัณหา ดับสังขารได้ ไม่มีอิญชิตะ ไม่มีความถือมั่น มีสติ สัมปชัญญะอยู่ (๑๓) ภิกษุทั้งหลาย หากมีผู้ถามว่า ฯลฯ ควรตอบเขาว่า มีอย่างนี้ คือ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ‘ผันทิตะ(ความดิ้นรน) ย่อมมีแก่ผู้ตกอยู่ใต้อำนาจ ตัณหาทิฏฐิ และมานะ’ นี้เป็นคู่ที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ‘ผู้ที่พ้นจาก อำนาจตัณหาทิฏฐิ และมานะ ย่อมไม่ดิ้นรน’ นี้เป็นคู่ที่ ๒ @เชิงอรรถ : @ ไม่เข้าถึงการนับ ในที่นี้หมายถึงไม่เข้าถึงการนับว่า ‘เทพ’ หรือ “มนุษย์” เป็นต้น (ขุ.สุ.อ. ๒/๗๕๕/๓๔๑)@ อิญชิตะ(ความหวั่นไหว) ในที่นี้หมายถึงตัณหา มานะ ทิฏฐิ กรรม และกิเลส (ขุ.สุ.อ. ๒/๗๕๕/๓๔๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๘๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๑๒. ทวยตานุปัสสนาสูตร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นธรรมแยกเป็น ๒ คู่โดยชอบเนืองๆ อย่างนี้ ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
ผู้พ้นจากอำนาจตัณหา ทิฏฐิ และมานะ ย่อมไม่ดิ้นรน ส่วนผู้ที่ตกอยู่ในอำนาจตัณหาเป็นต้น ถือมั่นอยู่ ย่อมไม่ล่วงพ้นสังสารวัฏที่มีสภาวะอย่างนี้และสภาวะอย่างอื่นไปได้
ภิกษุรู้โทษนี้ว่า ตัณหาเป็นภัยใหญ่ พ้นจากตัณหาเป็นต้นนั้นได้แล้ว ไม่มีความถือมั่น มีสติ สัมปชัญญะอยู่ (๑๔) ภิกษุทั้งหลาย หากมีผู้ถามว่า ฯลฯ ควรตอบเขาว่า มีอย่างนี้ คือการพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ‘อรูปภพละเอียดกว่ารูปภพ’ นี้เป็นคู่ที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ‘นิโรธละเอียดกว่าอรูปภพ’ นี้เป็นคู่ที่ ๒ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นธรรมแยกเป็น ๒ คู่โดยชอบเนืองๆอย่างนี้ ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
สัตว์ทั้งหลายทั้งที่เข้าถึงรูปภพและที่ดำรงอยู่ในอรูปภพ เมื่อยังไม่รู้ชัดถึงความดับกิเลส ก็ยังต้องกลับมาเกิดใหม่อีก
ส่วนผู้ที่กำหนดรู้รูปภพแล้ว ไม่ดำรงอยู่ในอรูปภพ น้อมจิตไปในนิพพาน ย่อมชนะมัจจุราชได้ (๑๕) ภิกษุทั้งหลาย หากมีผู้ถามว่า ฯลฯ ควรตอบเขาว่า มีอย่างนี้ คือการพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ‘นามรูปที่ชาวโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลกและหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์พากันพิจารณาเห็นว่า นามรูปนี้เป็นของจริง ซึ่งพระอริยะทั้งหลายพิจารณาเห็นตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบว่า นามรูปนี้ไม่เป็นของจริง’ นี้เป็นคู่ที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนืองๆว่า ‘นิพพานที่ชาวโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก และหมู่สัตว์พร้อมทั้ง
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๘๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๑๒. ทวยตานุปัสสนาสูตร สมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์พากันพิจารณาเห็นว่า นิพพานนี้ไม่มีอยู่จริงซึ่งพระอริยะทั้งหลายพิจารณาเห็นตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบว่า นิพพานนี้มีอยู่จริง’ นี้เป็นคู่ที่ ๒ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นธรรมแยกเป็น ๒ คู่โดยชอบเนืองๆ อย่างนี้ ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
ท่านมีความเข้าใจผิดในนามรูปที่มิใช่อัตตาว่าเป็นอัตตา จงดูชาวโลกพร้อมทั้งเทวโลก ซึ่งพากันยึดมั่นในนามรูป โดยเข้าใจว่า นามรูปนี้เป็นของจริง
ความจริง นามรูปนั้นย่อมแปรผันเป็นอย่างอื่น จากอาการที่คนทั่วไปเข้าใจอยู่เสมอ นามรูปของผู้เข้าใจเช่นนั้น หาเป็นจริงตามนั้นไม่ เพราะนามรูปนั้นปรากฏชั่วครู่ก็เสื่อมสูญไปเป็นธรรมดา
นิพพานมีความไม่เสื่อมสูญไปเป็นธรรมดา ซึ่งพระอริยะทั้งหลายรู้แจ้งตามความเป็นจริง จึงเป็นผู้ปราศจากตัณหา ปรินิพพานแล้ว เพราะรู้แจ้งอริยสัจ (๑๖) ภิกษุทั้งหลาย หากมีผู้ถามว่า ‘การพิจารณาเห็นธรรมแยกออกเป็น๒ คู่โดยชอบเนืองๆ ด้วยวิธีอื่นมีบ้างไหม’ ควรตอบเขาว่า ‘มี’ หากเขาถามต่อไปอีกว่า ‘มีอย่างไร’ ก็ควรตอบเขาว่า มีอย่างนี้ คือ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า‘อิฏฐารมณ์ที่ชาวโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก และหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์พากันพิจารณาเห็นว่า อิฏฐารมณ์นี้เป็นความสุขซึ่งพระอริยะทั้งหลายพิจารณาเห็นตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบว่า อิฏฐารมณ์นี้เป็นความทุกข์’ นี้เป็นคู่ที่ ๑ การพิจารณาเห็นว่า ‘นิพพานที่ชาวโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก และหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๘๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๑๒. ทวยตานุปัสสนาสูตร มนุษย์พากันพิจารณาเห็นว่า นิพพานนี้เป็นความทุกข์ ซึ่งพระอริยะทั้งหลายพิจารณาเห็นตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบว่า ‘นิพพานนี้เป็นความสุข’ นี้เป็นคู่ที่ ๒ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นธรรมแยกออกเป็น ๒ คู่โดยชอบเนืองๆอย่างนี้ ไม่ประมาท มีความเพียร อุทิศกายและใจอยู่ พึงหวังผลอย่าง ๑ ใน ๒ อย่างคือ อรหัตตผลในปัจจุบัน หรือความเป็นพระอนาคามี เมื่อยังมีอุปาทานขันธ์เหลืออยู่” พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้แล้ว จึงได้ตรัส คาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ ล้วนน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ที่กล่าวกันว่ามีอยู่ประมาณเท่าใด
รูปเป็นต้นเหล่านั้นแลเป็นสิ่งที่ชาวโลก พร้อมทั้งเทวโลกสมมติว่า เป็นสุข ถ้ารูปเป็นต้นเหล่านั้นดับในที่ใด ที่นั้น เทวดาและมนุษย์เหล่านั้นก็สมมติกันว่า เป็นทุกข์
ส่วนอริยบุคคลทั้งหลายเห็นการดับสักกายะว่า เป็นสุข การเห็นของอริยบุคคลทั้งหลายผู้เห็นอยู่นี้ ย่อมขัดแย้งกับชาวโลกทั้งปวง
บุคคลเหล่าอื่นกล่าวสิ่งใดว่า เป็นสุข อริยบุคคลทั้งหลายกล่าวสิ่งนั้นว่า เป็นทุกข์ บุคคลเหล่าอื่นกล่าวสิ่งใดว่า เป็นทุกข์ อริยบุคคลทั้งหลายรู้แจ้งสิ่งนั้นว่า เป็นสุข
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๘๔}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๑๒. ทวยตานุปัสสนาสูตร
เธอจงเห็นธรรมที่รู้ได้ยาก คนพาลผู้หลง ไม่รู้แจ้งในนิพพานนี้ ความมืดปรากฏแก่บุคคลผู้ถูกนิวรณ์คือกิเลสหุ้มห่อไว้ (เหมือน) ความมืดปรากฏแก่บุคคลผู้ไม่เห็น ฉะนั้น
แต่นิพพานย่อมปรากฏแจ่มแจ้งแก่สัตบุรุษ เหมือนแสงสว่างปรากฏแก่บุคคลผู้เห็นอยู่ ฉะนั้น ชนทั้งหลายผู้แสวงหาทาง ไม่ฉลาดในธรรม ย่อมไม่รู้แจ้ง(นิพพาน)ที่อยู่ใกล้
บุคคลผู้ถูกความกำหนัดในภพครอบงำ แล่นไปตามกระแส (ตัณหา)ในภพ ถูกบ่วงมารคล้องไว้ จะไม่รู้ธรรมนี้ได้ง่าย
เว้นอริยบุคคลทั้งหลายแล้ว ใครเล่าควรจะตรัสรู้บท ที่อริยบุคคลทั้งหลายตรัสรู้ชอบแล้ว ไม่มีอาสวะ ปรินิพพาน พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้จบลงแล้ว ภิกษุเหล่านั้นมีใจชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค ขณะที่พระผู้มีพระภาคตรัสพระภาษิตนี้อยู่ จิตของภิกษุประมาณ ๖๐ รูปหลุดพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น ทวยตานุปัสสนาสูตรที่ ๑๒ จบ @เชิงอรรถ : @ บท ในที่นี้หมายถึงนิพพาน (สํ.สฬา.อ. ๓/๑๓๖/๕๓, ขุ.สุ.อ. ๒/๗๗๒/๓๔๓)@ สํ.สฬา. (แปล) ๑๘/๑๓๖/๑๗๑-๑๗๒
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๘๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] รวมพระสูตรในวรรค รวมหัวข้อธรรมประจำเรื่องในพระสูตรนี้ คือ ๑. สัจจะ ๒. อุปธิ ๓. อวิชชา ๔. สังขาร ๕. วิญญาณ ๖. ผัสสะ ๗. เวทนา ๘. ตัณหา ๙. อุปาทาน ๑๐. อารัมภะ ๑๑. อาหาร ๑๒. อิญชิตะ ๑๓. ผันทิตะ ๑๔. รูป ๑๕. นิพพานสัจจะ ๑๖. ทุกข์ มหาวรรคที่ ๓ จบ รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. ปัพพัชชาสูตร ๒. ปธานสูตร ๓. สุภาสิตสูตร ๔. สุนทริกภารทวาชสูตร ๕. มาฆสูตร ๖. สภิยสูตร ๗. เสลสูตร ๘. สัลลสูตร ๙. วาเสฏฐสูตร ๑๐. โกกาลิกสูตร ๑๑. นาลกสูตร ๑๒. ทวยตานุปัสสนาสูตร
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๘๖}
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
สุตฺตนิปาเต ตติยสฺส มหาวคฺคสฺส ทฺวาทสมํ ทฺวยตานุปสฺสนาสุตฺตํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ทวยตานุปัสสนาสูตรที่ ๑๒
๑๒ เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ ปุพฺพาราเม มิคารมาตุ ปาสาเท ฯ เตน โข ปน สมเยน ภควา ตทหุโปสเถ ปณฺณรเส ปุณฺณาย ปุณฺณมาย รตฺติยา ภิกฺขุสงฺฆปริวุโต อพฺโภกาเส นิสินฺโน โหติ ฯ อถ โข ภควา ตุณฺหีภูตํ ตุณฺหีภูตํ ภิกฺขุสงฺฆํ อนุวิโลเกตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ {๓๙๐.๒๑๔} เย เต ภิกฺขเว กุสลา ธมฺมา อริยา นิยฺยานิกา สมฺโพธิคามิโน เตสํ โว ภิกฺขเว กุสลานํ ธมฺมานํ อริยานํ นิยฺยานิกานํ สมฺโพธิคามีนํ กา อุปนิสา สวนายาติ อิติ เจ ภิกฺขเว ปุจฺฉิตาโร อสฺสุ เต เอวมสฺสุ วจนียา ยาวเทว ทฺวยตานํ ธมฺมานํ ยถาภูตํ ญาณายาติ กิญฺจ ทฺวยตํ วเทถ {๓๙๐.๒๑๕} อิทํ ทุกฺขํ อยํ ทุกฺขสมุทโยติ อยเมกานุปสฺสนา อยํ ทุกฺขนิโรโธ อยํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทาติ อยํ ทุติยานุปสฺสนา เอวํ สมฺมาทฺวยตานุปสฺสิโน ภิกฺขเว ภิกฺขุโน อปฺปมตฺตสฺส อาตาปิโน ปหิตตฺตสฺส วิหรโต ทฺวินฺนํ ผลานํ อญฺญตรํ ผลํ ปาฏิกงฺขํ ทิฏฺเฐว ธมฺเม อญฺญา สติ วา อุปาทิเสเส อนาคามิตาติ ฯ อิทมโวจ ภควา อิทํ วตฺวาน สุคโต อถาปรํ เอตทโวจ สตฺถา
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ บุพพาราม ปราสาทของนางวิสาขามิคารมารดา ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล เมื่อราตรีเพ็ญมีพระจันทร์เต็มดวงในวันอุโบสถที่ ๑๕ ค่ำ พระผู้มีพระภาคอันภิกษุสงฆ์แวดล้อมประทับนั่งอยู่ในอัพโภกาส ทรงชำเลืองเห็นภิกษุสงฆ์สงบนิ่ง จึงตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าจะพึงมีผู้ถามว่า จะมีประโยชน์อะไร เพื่อการฟังกุศลธรรมอันเป็นอริยะ เป็นเครื่องนำออกไป อันให้ถึงปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ แก่ท่านทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงตอบเขาอย่างนี้ว่า มีประโยชน์เพื่อรู้ธรรมเป็นธรรม ๒อย่างตามความเป็นจริง ถ้าจะพึงมีผู้ถามว่า ท่านทั้งหลายกล่าวอะไรว่าเป็นธรรม ๒อย่าง พึงตอบเขาอย่างนี้ว่า การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัยนี้ข้อที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทานี้เป็นข้อที่ ๒ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นธรรมเป็นธรรม ๒ อย่างโดยชอบเนืองๆ อย่างนี้ เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยวอยู่ พึงหวังผล ๒ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ อรหัตตผลในปัจจุบันนี้ หรือเมื่อยังมีความถือมั่นเหลืออยู่ เป็นพระอนาคามี ฯ พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้จบลงแล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
|๓๙๑.๑๑๕๑| เย ทุกฺขํ นปฺปชานนฺติ อโถ ทุกฺขสฺส สมฺภวํ ยตฺถ จ สพฺพโส ทุกฺขํ อเสสํ อุปรุชฺฌติ ตญฺจ มคฺคํ น ชานนฺติ ทุกฺขูปสมคามินํ |๓๙๑.๑๑๕๒| เจโตวิมุตฺติหีนา เต อโถ ปญฺญาวิมุตฺติยา อภพฺพา เต อนฺตกิริยาย เต เว ชาติชรูปคา ฯ |๓๙๑.๑๑๕๓| เย จ ทุกฺขํ ปชานนฺติ อโถ ทุกฺขสฺส สมฺภวํ ยตฺถ จ สพฺพโส ทุกฺขํ อเสสํ อุปรุชฺฌติ ตญฺจ มคฺคํ ปชานนฺติ ทุกฺขูปสมคามินํ |๓๙๑.๑๑๕๔| เจโตวิมุตฺติสมฺปนฺนา อโถ ปญฺญาวิมุตฺติยา ภพฺพา เต อนฺตกิริยาย น เต ชาติชรูปคาติ ฯ
ชนเหล่าใดไม่รู้ทุกข์ เหตุเกิดแห่งทุกข์ ธรรมชาติเป็นที่ ดับทุกข์ไม่มีส่วนเหลือ โดยประการทั้งปวง และไม่รู้มรรค อันให้ถึงความเข้าไประงับทุกข์ ชนเหล่านั้นเสื่อมแล้วจาก เจโตวิมุติและปัญญาวิมุติ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อจะทำที่สุดแห่ง ทุกข์ได้ เป็นผู้เข้าถึงชาติและชราแท้ ส่วนชนเหล่าใดรู้ทุกข์ เหตุเกิดแห่งทุกข์ ธรรมชาติเป็นที่ดับทุกข์ไม่มีส่วนเหลือ โดยประการทั้งปวง และรู้มรรคอันให้ถึงความเข้าไประงับทุกข์ ชนเหล่านั้น ถึงพร้อมแล้วด้วยเจโตวิมุติและปัญญาวิมุติ เป็น ผู้ควรที่จะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ และเป็นผู้ไม่เข้าถึงชาติและ ชรา ฯ
สิยา อญฺเญนปิ ปริยาเยน สมฺมาทฺวยตานุปสฺสนาติ อิติ เจ ภิกฺขเว ปุจฺฉิตาโร อสฺสุ สิยาติสฺสุ วจนียา กถญฺจ สิยา ยงฺกิญฺจิ ทุกฺขํ สมฺโภติ สพฺพํ อุปธิปจฺจยาติ อยเมกานุปสฺสนา อุปธีนํ เตฺวว อเสสวิราคนิโรธา นตฺถิ ทุกฺขสฺส สมฺภโวติ อยํ ทุติยานุปสฺสนา เอวํ สมฺมาทฺวยตานุปสฺสิโน ฯเปฯ อถาปรํ เอตทโวจ สตฺถา |๓๙๒.๑๑๕๕| อุปธินิทานา ปภวนฺติ ทุกฺขา เย เกจิ โลกสฺมึ อเนกรูปา โย เว อวิทฺวา อุปธึ กโรติ ปุนปฺปุนํ ทุกฺขมุเปติ มนฺโท ตสฺมา ปชานํ อุปธึ น กยิรา ทุกฺขสฺส ชาติปฺปภวานุปสฺสีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าจะพึงมีผู้ถามว่า การพิจารณาเห็นธรรม เป็นธรรม ๒ อย่างโดยชอบเนืองๆ จะพึงมีโดยปริยายอย่างอื่นบ้างไหม พึงตอบเขาว่าพึงมี ถ้าเขาพึงถามว่า พึงมีอย่างไรเล่า พึงตอบว่า การพิจารณาเห็นเนืองๆว่า ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งทั้งหมด ย่อมเกิดขึ้นเพราะอุปธิปัจจัย นี้เป็นข้อ ๑การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า เพราะอุปธิทั้งหลายนี้เองดับไป เพราะสำรอกโดยไม่เหลือ ทุกข์จึงไม่เกิด นี้เป็นข้อที่ ๒ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นเนืองๆ ซึ่งธรรมเป็นธรรม ๒ อย่าง โดยชอบอย่างนี้ ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า ทุกข์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง มีเป็นอันมากในโลก ย่อมเกิดเพราะ อุปธิเป็นเหตุ ผู้ใดแลไม่รู้ย่อมกระทำอุปธิ ผู้นั้นเป็นผู้เขลา ย่อมเข้าถึงทุกข์บ่อยๆ เพราะเหตุนั้น ผู้พิจารณาเห็นเหตุเกิด แห่งทุกข์เนืองๆ ทราบชัดอยู่ ไม่พึงทำอุปธิ ฯ
สิยา อญฺเญนปิ ปริยาเยน สมฺมาทฺวยตานุปสฺสนาติ อิติ เจ ภิกฺขเว ปุจฺฉิตาโร อสฺสุ สิยาติสฺสุ วจนียา กถญฺจ สิยา ยงฺกิญฺจิ ทุกฺขํ สมฺโภติ สพฺพํ อวิชฺชาปจฺจยาติ อยเมกานุปสฺสนา อวิชฺชาย เตฺวว อเสสวิราคนิโรธา นตฺถิ ทุกฺขสฺส สมฺภโวติ อยํ ทุติยานุปสฺสนา เอวํ สมฺมาทฺวยตานุปสฺสิโน ฯ ฯเปฯ อถาปรํ เอตทโวจ สตฺถา |๓๙๓.๑๑๕๖| ชาติมรณสํสารํ เย วชนฺติ ปุนปฺปุนํ อิตฺถภาวญฺญถาภาวํ อวิชฺชาเยว สา คติ ฯ |๓๙๓.๑๑๕๗| อวิชฺชา หายํ มหาโมโห ยทิทํ สสฺสตํ จิรํ วิชฺชาคตา จ เย สตฺตา น เต คจฺฉนฺติ ปุนพฺภวนฺติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าจะพึงมีผู้ถามว่า การพิจารณาเห็นธรรม เป็นธรรม ๒ อย่างโดยชอบเนืองๆ พึงมีโดยปริยายอย่างอื่นบ้างไหม ควรตอบเขาว่า พึงมี ถ้าเขาถามว่า พึงมีอย่างไรเล่า พึงตอบเขาว่า การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งทั้งหมด ย่อมเกิดขึ้นเพราะอวิชชาเป็นปัจจัยนี้เป็นข้อที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า เพราะอวิชชานั่นเองดับไปเพราะสำรอกโดยไม่มีเหลือ ทุกข์จึงไม่เกิด นี้เป็นข้อที่ ๒ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นเนืองๆ ซึ่งธรรมเป็นธรรม ๒ อย่างโดยชอบอย่างนี้ ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า อวิชชานั้นเอง เป็นคติของสัตว์ทั้งหลายผู้เข้าถึงชาติมรณะ และสงสารอันมีความเป็นอย่างนี้ และความเป็นอย่างอื่น บ่อยๆ อวิชชา คือ ความหลงใหญ่นี้ เป็นความเที่ยงอยู่สิ้น กาลนาน สัตว์ทั้งหลายผู้ไปด้วยวิชชาเท่านั้น ย่อมไม่ไปสู่ ภพใหม่ ฯ
สิยา อญฺเญนปิ ปริยาเยน ฯเปฯ กถญฺจ สิยา ยงฺกิญฺจิ ทุกฺขํ สมฺโภติ สพฺพํ สงฺขารปจฺจยาติ อยเมกานุปสฺสนา สงฺขารานํ เตฺวว อเสสวิราคนิโรธา นตฺถิ ทุกฺขสฺส สมฺภโวติ อยํ ทุติยานุปสฺสนา เอวํ สมฺมาทฺวยตานุปสฺสิโน ฯเปฯ อถาปรํ เอตทโวจ สตฺถา |๓๙๔.๑๑๕๘| ยงฺกิญฺจิ ทุกฺขํ สมฺโภติ สพฺพํ สงฺขารปจฺจยา สงฺขารานํ นิโรเธน นตฺถิ ทุกฺขสฺส สมฺภโว ฯ |๓๙๔.๑๑๕๙| เอตมาทีนวํ ญตฺวา ทุกฺขํ สงฺขารปจฺจยา สพฺพสงฺขารสมถา สญฺญานํ อุปโรธนา เอวํ ทุกฺขกฺขโย โหติ เอตํ ญตฺวา ยถาตถํ ฯ |๓๙๔.๑๑๖๐| สมฺมทฺทสา เวทคุโน สมฺมทญฺญาย ปณฺฑิตา อภิภุยฺย มารสํโยคํ น คจฺฉนฺติ ปุนพฺภวนฺติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฯลฯ พึงตอบเขาว่า การพิจารณาเห็น เนืองๆ ว่า ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งทั้งหมด ย่อมเกิดขึ้นเพราะสังขารเป็นปัจจัยนี้เป็นข้อที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า เพราะสังขารทั้งหลายนั่นเองดับไปเพราะสำรอกโดยไม่มีเหลือ ทุกข์จึงไม่เกิด นี้เป็นข้อที่ ๒ ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุผู้พิจารณาเห็นเนืองๆ ซึ่งธรรมเป็นธรรม ๒ อย่าง โดยชอบอย่างนี้ ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งทั้งหมด ย่อมเกิดขึ้นเพราะสังขารเป็น ปัจจัย เพราะสังขารทั้งหลายดับโดยไม่เหลือ ทุกข์จึงไม่เกิด ภิกษุรู้โทษนี้ว่า เพราะสังขารเป็นปัจจัย ทุกข์จึงเกิดขึ้น เพราะความสงบแห่งสังขารทั้งมวล สัญญาทั้งหลายจึงดับ ความสิ้นไปแห่งทุกข์ย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้ ภิกษุรู้ความ สิ้นไปแห่งทุกข์นี้โดยถ่องแท้ บัณฑิตทั้งหลายผู้เห็นชอบ ผู้ถึงเวทย์ รู้โดยชอบแล้ว ครอบงำกิเลสเป็นเครื่องประกอบ ของมารได้แล้ว ย่อมไม่ไปสู่ภพใหม่ ฯ
สิยา อญฺเญนปิ ปริยาเยน ฯเปฯ กถญฺจ สิยา ยงฺกิญฺจิ ทุกฺขํ สมฺโภติ สพฺพํ วิญฺญาณปจฺจยาติ อยเมกานุปสฺสนา วิญฺญาณสฺส เตฺวว อเสสวิราคนิโรธา นตฺถิ ทุกฺขสฺส สมฺภโวติ อยํ ทุติยานุปสฺสนา เอวํ สมฺมาทฺวยตานุปสฺสิโน ฯเปฯ อถาปรํ เอตทโวจ สตฺถา |๓๙๕.๑๑๖๑| ยงฺกิญฺจิ ทุกฺขํ สมฺโภติ สพฺพํ วิญฺญาณปจฺจยา วิญฺญาณสฺส นิโรเธน นตฺถิ ทุกฺขสฺส สมฺภโว ฯ |๓๙๕.๑๑๖๒| เอตมาทีนวํ ญตฺวา ทุกฺขํ วิญฺญาณปจฺจยา วิญฺญาณูปสมา ภิกฺขุ นิจฺฉาโต ปรินิพฺพุโตติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฯลฯ พึงตอบเขาว่า การพิจารณาเห็น เนืองๆ ว่า ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งทั้งหมด ย่อมเกิดขึ้นเพราะวิญญาณเป็นปัจจัยนี้เป็นข้อที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า เพราะวิญญาณนั่นเองดับเพราะสำรอกโดยไม่เหลือ ทุกข์จึงไม่เกิด นี้เป็นข้อที่ ๒ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นเนืองๆ ซึ่งธรรมเป็นธรรม ๒ อย่างโดยชอบอย่างนี้ ฯลฯ จึงตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งทั้งหมด ย่อมเกิดขึ้นเพราะวิญญาณเป็น ปัจจัย เพราะวิญญาณดับโดยไม่เหลือ ทุกข์จึงไม่เกิด ภิกษุ รู้โทษนี้ว่า ทุกข์ย่อมเกิดขึ้น เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยดังนี้ แล้ว ย่อมเป็นผู้หายหิว ดับรอบแล้วเพราะความเข้าไปสงบ แห่งวิญญาณ ฯ
สิยา อญฺเญนปิ ปริยาเยน ฯเปฯ กถญฺจ สิยา ยงฺกิญฺจิ ทุกฺขํ สมฺโภติ สพฺพํ ผสฺสปจฺจยาติ อยเมกานุปสฺสนา ผสฺสสฺส เตฺวว อเสสวิราคนิโรธา นตฺถิ ทุกฺขสฺส สมฺภโวติ อยํ ทุติยานุปสฺสนา เอวํ สมฺมาทฺวยตานุปสฺสิโน ฯเปฯ อถาปรํ เอตทโวจ สตฺถา |๓๙๖.๑๑๖๓| เตสํ ผสฺสปเรตานํ ภวโสตานุสารินํ กุมฺมคฺคํ ปฏิปนฺนานํ อารา สํโยชนกฺขโย ฯ |๓๙๖.๑๑๖๔| เย จ ผสฺสํ ปริญฺญาย ปญฺญาย อุปสเม รตา เตปิ ผสฺสาภิสมยา นิจฺฉาตา ปรินิพฺพุตาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฯลฯ พึงตอบเขาว่า การพิจารณาเห็น เนืองๆ ว่า ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งทั้งหมด ย่อมเกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัยนี้เป็นข้อที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า เพราะผัสสะนั่นเองดับเพราะสำรอกโดยไม่เหลือ ทุกข์จึงไม่เกิด นี้เป็นข้อที่ ๒ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นเนืองๆ ซึ่งธรรมเป็นธรรม ๒ อย่างโดยชอบอย่างนี้ ฯลฯ จึงตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า ความสิ้นไปแห่งสังโยชน์ ของชนทั้งหลายผู้อันผัสสะ ครอบงำแล้ว ผู้แล่นไปตามกระแสแห่งภวตัณหา ผู้ดำเนิน ไปแล้วสู่หนทางผิด ย่อมอยู่ห่างไกล ส่วนชนเหล่าใด กำหนดรู้ผัสสะด้วยปัญญา ยินดีแล้วในธรรมเป็นที่เข้าไปสงบ ชนแม้เหล่านั้น เป็นผู้หายหิวดับรอบแล้ว เพราะการดับไป แห่งผัสสะ ฯ
สิยา อญฺเญนปิ ปริยาเยน ฯเปฯ กถญฺจ สิยา ยงฺกิญฺจิ ทุกฺขํ สมฺโภติ สพฺพํ เวทนาปจฺจยาติ อยเมกานุปสฺสนา เวทนานํ เตฺวว อเสสวิราคนิโรธา นตฺถิ ทุกฺขสฺส สมฺภโวติ อยํ ทุติยานุปสฺสนา เอวํ สมฺมาทฺวยตานุปสฺสิโน ฯเปฯ อถาปรํ เอตทโวจ สตฺถา |๓๙๗.๑๑๖๕| สุขํ วา ยทิ วา ทุกฺขํ อทุกฺขมสุขํ สห อชฺฌตฺตญฺจ พหิทฺธา จ ยงฺกิญฺจิ อตฺถิ เวทิตํ |๓๙๗.๑๑๖๖| เอตํ ทุกฺขนฺติ ญตฺวาน โมสธมฺมํ ปโลกินํ ผุสฺส ผุสฺส วยํ ปสฺสํ เอวํ ตตฺถ วิชานติ ฯ เวทนานํ ขยา เยว นตฺถิ ทุกฺขสฺส สมฺภโวติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฯลฯ พึงตอบเขาว่า การพิจารณาเห็น เนืองๆ ว่า ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งทั้งหมด ย่อมเกิดขึ้นเพราะเวทนาเป็นปัจจัยนี้เป็นข้อที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า เพราะเวทนานั่นเองดับเพราะสำรอกโดยไม่เหลือ ทุกข์จึงไม่เกิด นี้เป็นข้อที่ ๒ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นเนืองๆ ซึ่งธรรมเป็นธรรม ๒ อย่างโดยชอบอย่างนี้ ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปว่า ภิกษุรู้เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ สุขเวทนา หรือทุกขเวทนา กับอทุกขมสุขเวทนา ที่มีอยู่ทั้งภายในและภายนอกว่า เวทนานี้เป็นเหตุแห่งทุกข์ มีความสาปสูญไปเป็นธรรมดา มีความทรุดโทรมไปเป็นธรรมดา ถูกต้องด้วยอุทยัพพยญาณ แล้ว เห็นความเสื่อมไปอยู่ ย่อมรู้แจ่มแจ้ง ความเป็นทุกข์ ในเวทนานั้นอย่างนี้ เพราะเวทนาทั้งหลายสิ้นไปนั้นเอง ทุกข์จึงไม่เกิด ฯ
สิยา อญฺเญนปิ ปริยาเยน ฯเปฯ กถญฺจ สิยา ยงฺกิญฺจิ ทุกฺขํ สมฺโภติ สพฺพํ ตณฺหาปจฺจยาติ อยเมกานุปสฺสนา ตณฺหาย เตฺวว อเสสวิราคนิโรธา นตฺถิ ทุกฺขสฺส สมฺภโวติ อยํ ทุติยานุปสฺสนา เอวํ สมฺมาทฺวยตานุปสฺสิโน ฯเปฯ อถาปรํ เอตทโวจ สตฺถา |๓๙๘.๑๑๖๗| ตณฺหาทุติโย ปุริโส ทีฆมทฺธาน สํสรํ อิตฺถภาวญฺญถาภาวํ สํสารํ นาติวตฺตติ ฯ |๓๙๘.๑๑๖๘| เอตมาทีนวํ ญตฺวา ตณฺหา ทุกฺขสฺส สมฺภวํ วีตตโณฺห อนาทาโน สโต ภิกฺขุ ปริพฺพเชติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฯลฯ พึงตอบเขาว่า การพิจารณาเห็น เนืองๆ ว่า ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งทั้งหมด ย่อมเกิดขึ้นเพราะตัณหาเป็นปัจจัยนี้เป็นข้อที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า เพราะตัณหานั่นเองดับเพราะสำรอกโดยไม่เหลือ ทุกข์จึงไม่เกิด นี้เป็นข้อที่ ๒ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นเนืองๆ ซึ่งธรรมเป็นธรรม ๒ อย่างโดยชอบอย่างนี้ ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า บุรุษผู้มีตัณหาเป็นเพื่อนสอง ท่องเที่ยวไปสิ้นกาลนาน ย่อม ไม่ล่วงพ้นสงสารอันมีความเป็นอย่างนี้ และความเป็นอย่างอื่น ไปได้ ภิกษุรู้โทษนี้ว่า ตัณหาเป็นเหตุเกิดแห่งทุกข์ เป็นผู้ มีตัณหาปราศจากไปแล้ว ไม่ถือมั่น มีสติ พึงเว้นรอบ ฯ
สิยา อญฺเญนปิ ปริยาเยน ฯเปฯ กถญฺจ สิยา ยงฺกิญฺจิ ทุกฺขํ สมฺโภติ สพฺพํ อุปาทานปจฺจยาติ อยเมกานุปสฺสนา อุปาทานสฺส เตฺวว อเสสวิราคนิโรธา นตฺถิ ทุกฺขสฺส สมฺภโวติ อยํ ทุติยานุปสฺสนา เอวํ สมฺมาทฺวยตานุปสฺสิโน ฯเปฯ อถาปรํ เอตทโวจ สตฺถา |๓๙๙.๑๑๖๙| อุปาทานปจฺจยา ภโว ภูโต ทุกฺขํ นิคจฺฉติ ชาตสฺส มรณํ โหติ เอโส ทุกฺขสฺส สมฺภโว ฯ |๓๙๙.๑๑๗๐| ตสฺมา อุปาทานกฺขยา สมฺมทญฺญาย ปณฺฑิตา ชาติกฺขยํ อภิญฺญาย น คจฺฉนฺติ ปุนพฺภวนฺติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฯลฯ พึงตอบเขาว่า การพิจารณาเห็น เนืองๆ ว่า ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งทั้งหมด ย่อมเกิดขึ้นเพราะอุปาทานเป็นปัจจัยนี้เป็นข้อที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า เพราะอุปาทานนั่นเองดับเพราะสำรอกโดยไม่เหลือ ทุกข์จึงไม่เกิด นี้เป็นข้อที่ ๒ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นเนืองๆ ซึ่งธรรมเป็นธรรม ๒ อย่างโดยชอบอย่างนี้ ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า ภพย่อมมีเพราะอุปาทานเป็นปัจจัย สัตว์ผู้เกิดแล้วย่อมเข้าถึง ทุกข์ ต้องตาย นี้เป็นเหตุเกิดแห่งทุกข์ เพราะเหตุนั้น บัณฑิตทั้งหลายรู้แล้วโดยชอบ รู้ยิ่งความสิ้นไปแห่งชาติแล้ว ย่อมไม่ไปสู่ภพใหม่ เพราะความสิ้นไปแห่งอุปาทาน ฯ
สิยา อญฺเญนปิ ปริยาเยน ฯเปฯ กถญฺจ สิยา ยงฺกิญฺจิ ทุกฺขํ สมฺโภติ สพฺพํ อารมฺภปจฺจยาติ อยเมกานุปสฺสนา อารมฺภานํ เตฺวว อเสสวิราคนิโรธา นตฺถิ ทุกฺขสฺส สมฺภโวติ อยํ ทุติยานุปสฺสนา เอวํ สมฺมาทฺวยตานุปสฺสิโน ฯเปฯ อถาปรํ เอตทโวจ สตฺถา |๔๐๐.๑๑๗๑| ยงฺกิญฺจิ ทุกฺขํ สมฺโภติ สพฺพํ อารมฺภปจฺจยา อารมฺภานํ นิโรเธน นตฺถิ ทุกฺขสฺส สมฺภโว ฯ |๔๐๐.๑๑๗๒| เอตมาทีนวํ ญตฺวา ทุกฺขํ อารมฺภปจฺจยา สพฺพารมฺภํ ปฏินิสฺสชฺช อนารมฺเภ วิมุตฺติโน |๔๐๐.๑๑๗๓| อุจฺฉินฺนภวตณฺหสฺส สนฺตจิตฺตสฺส ภิกฺขุโน วิกฺขีโณ ชาติสํสาโร นตฺถิ ตสฺส ปุนพฺภโวติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฯลฯ พึงตอบเขาว่า การพิจารณาเห็น เนืองๆ ว่า ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งทั้งหมด ย่อมเกิดขึ้นเพราะความริเริ่มเป็นปัจจัยนี้เป็นข้อที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า เพราะการริเริ่มนั่นเองดับเพราะสำรอกโดยไม่เหลือ ทุกข์จึงไม่เกิด นี้เป็นข้อที่ ๒ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นเนืองๆ ซึ่งธรรมเป็นธรรม ๒ อย่างโดยชอบอย่างนี้ ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งทั้งหมด ย่อมเกิดขึ้นเพราะความริเริ่ม เป็นปัจจัย เพราะความริเริ่มดับโดยไม่เหลือ ทุกข์จึงไม่เกิด ภิกษุรู้โทษนี้ว่า ทุกข์ย่อมเกิดขึ้นเพราะความริเริ่มเป็นปัจจัย ดังนี้แล้ว สละคืนความริเริ่มได้ทั้งหมดแล้ว น้อมไปใน นิพพานทีไม่มีความริเริ่ม ถอนภวตัณหาขึ้นได้แล้ว มีจิตสงบ มีชาติสงสารสิ้นแล้ว ย่อมไม่มีภพใหม่ ฯ
สิยา อญฺเญนปิ ปริยาเยน ฯเปฯ กถญฺจ สิยา ยงฺกิญฺจิ ทุกฺขํ สมฺโภติ สพฺพํ อาหารปจฺจยาติ อยเมกานุปสฺสนา อาหารานํ เตฺวว อเสสวิราคนิโรธา นตฺถิ ทุกฺขสฺส สมฺภโวติ อยํ ทุติยานุปสฺสนา เอวํ สมฺมาทฺวยตานุปสฺสิโน ฯเปฯ อถาปรํ เอตทโวจ สตฺถา |๔๐๑.๑๑๗๔| ยงฺกิญฺจิ ทุกฺขํ สมฺโภติ สพฺพํ อาหารปจฺจยา อาหารานํ นิโรเธน นตฺถิ ทุกฺขสฺส สมฺภโว ฯ |๔๐๑.๑๑๗๕| เอตมาทีนวํ ญตฺวา ทุกฺขํ อาหารปจฺจยา สพฺพาหาเร ปริญฺญาย สพฺพาหารมนิสฺสิโต |๔๐๑.๑๑๗๖| อาโรคฺยํ สมฺมทญฺญาย อาสวานํ ปริกฺขยา สงฺขาย เสวี ธมฺมฏฺโฐ สงฺขยนฺโนเปติ เวทคูติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฯลฯ พึงตอบเขาว่า การพิจารณาเห็น เนืองๆ ว่า ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งทั้งหมด ย่อมเกิดขึ้นเพราะอาหารเป็นปัจจัยนี้เป็นข้อที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า เพราะอาหารทั้งหมดนั่นเองดับเพราะสำรอกโดยไม่เหลือ ทุกข์จึงไม่เกิด นี้เป็นข้อที่ ๒ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นเนืองๆ ซึ่งธรรมเป็นธรรม ๒ อย่างโดยชอบอย่างนี้ ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งทั้งหมด ย่อมเกิดขึ้นเพราะอาหารเป็น ปัจจัย เพราะอาหารทั้งหลายดับโดยไม่เหลือ ทุกข์จึงไม่เกิด ภิกษุผู้ตั้งอยู่ในธรรม ผู้ถึงเวทย์ รู้โทษนี้ว่า ทุกข์ย่อมเกิดขึ้น เพราะอาหารเป็นปัจจัย ดังนี้แล้ว กำหนดรู้อาหารทั้งปวง เป็นผู้อันตัณหาไม่อาศัยในอาหารทั้งหมด รู้โดยชอบซึ่ง นิพพานอันไม่มีโรค พิจารณาแล้วเสพปัจจัย ๔ ย่อมไม่เข้า ถึงการนับว่า เป็นเทวดาหรือมนุษย์ เพราะอาสวะทั้งหลาย หมดสิ้นไป ฯ
สิยา อญฺเญนปิ ปริยาเยน ฯเปฯ กถญฺจ สิยา ยงฺกิญฺจิ ทุกฺขํ สมฺโภติ สพฺพํ อิญฺชิตปจฺจยาติ อยเมกานุปสฺสนา อิญฺชิตานํ เตฺวว อเสสวิราคนิโรธา นตฺถิ ทุกฺขสฺส สมฺภโวติ อยํ ทุติยานุปสฺสนา เอวํ สมฺมาทฺวยตานุปสฺสิโน ฯเปฯ อถาปรํ เอตทโวจ สตฺถา |๔๐๒.๑๑๗๗| ยงฺกิญฺจิ ทุกฺขํ สมฺโภติ สพฺพํ อิญฺชิตปจฺจยา อิญฺชิตานํ นิโรเธน นตฺถิ ทุกฺขสฺส สมฺภโว ฯ |๔๐๒.๑๑๗๘| เอตมาทีนวํ ญตฺวา ทุกฺขํ อิญฺชิตปจฺจยา ตสฺมา หิ เอชํ โวสฺสชฺช สงฺขาเร อุปรุนฺธิยา อเนโช อนุปาทาโน ตโต ภิกฺขุ ปริพฺพเชติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฯลฯ พึงตอบเขาว่า การพิจารณาเห็น เนืองๆ ว่า ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งทั้งหมด ย่อมเกิดขึ้นเพราะความหวั่นไหวเป็นปัจจัย นี้เป็นข้อที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า เพราะความหวั่นไหวทั้งหลายนั่นเองดับไปเพราะสำรอกโดยไม่เหลือ ทุกข์จึงไม่เกิด นี้เป็นข้อที่ ๒ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นเนืองๆ ซึ่งธรรมเป็นธรรม ๒ อย่างโดยชอบอย่างนี้ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งทั้งหมด ย่อมเกิดขึ้นเพราะความ- หวั่นไหวเป็นปัจจัย เพราะความหวั่นไหวดับไม่มีเหลือ ทุกข์จึงไม่เกิด ภิกษุรู้โทษนี้ว่า ทุกข์ย่อมเกิดขึ้นเพราะความ หวั่นไหวเป็นปัจจัย ดังนี้ เพราะเหตุนั้นแล ภิกษุสละตัณหา แล้ว ดับสังขารทั้งหลายได้แล้ว เป็นผู้ไม่มีความหวั่นไหว ไม่ถือมั่น แต่นั้นพึงเว้นรอบ ฯ
สิยา อญฺเญนปิ ปริยาเยน ฯเปฯ กถญฺจ สิยา นิสฺสิตสฺส จลิตํ โหตีติ อยเมกานุปสฺสนา อนิสฺสิโต น จลตีติ อยํ ทุติยานุปสฺสนา เอวํ สมฺมาทฺวยตานุปสฺสิโน ฯ ฯเปฯ อถาปรํ เอตทโวจ สตฺถา |๔๐๓.๑๑๗๙| อนิสฺสิโต น จลติ นิสฺสิโต จ อุปาทิยํ อิตฺถภาวญฺญถาภาวํ สํสารํ นาติวตฺตติ ฯ |๔๐๓.๑๑๘๐| เอตมาทีนวํ ญตฺวา นิสฺสเยสุ มหพฺภยํ อนิสฺสิโต อนุปาทาโน สโต ภิกฺขุ ปริพฺพเชติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฯลฯ พึงตอบเขาว่า การพิจารณาเห็น เนืองๆ ว่า ความดิ้นรนย่อมมีแก่ผู้อันตัณหา ทิฐิ และมานะอาศัยแล้ว นี้เป็นข้อที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ผู้ที่ตัณหา ทิฐิ และมานะไม่อาศัยแล้ว ย่อมไม่ดิ้นรน นี้เป็นข้อที่ ๒ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นเนืองๆ ซึ่งธรรมเป็นธรรม ๒ อย่างโดยชอบอย่างนี้ ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า ผู้อันตัณหา ทิฐิ และมานะไม่อาศัยแล้ว ย่อมไม่ดิ้นรน ส่วน ผู้อันตัณหา ทิฐิ และมานะอาศัยแล้ว ถือมั่นอยู่ ย่อมไม่ล่วงพ้น สงสารอันมีความเป็นอย่างนี้ และความเป็นอย่างอื่นไปได้ ภิกษุรู้โทษนี้ว่า เป็นภัยใหญ่ในเพราะนิสสัย คือ ตัณหา ทิฐิและมานะทั้งหลายแล้ว เป็นผู้อันตัณหา ทิฐิและมานะไม่ อาศัยแล้ว ไม่ถือมั่น มีสติ พึงเว้นรอบ ฯ
สิยา อญฺเญนปิ ปริยาเยน ฯเปฯ กถญฺจ สิยา รูเปหิ ภิกฺขเว อรูปา สนฺตตราติ อยเมกานุปสฺสนา อรูเปหิ นิโรโธ สนฺตตโรติ อยํ ทุติยานุปสฺสนา เอวํ สมฺมาทฺวยตานุปสฺสิโน ฯเปฯ อถาปรํ เอตทโวจ สตฺถา |๔๐๔.๑๑๘๑| เย จ รูปูปคา สตฺตา เย จ อรูปฏฺฐายิโน นิโรธํ อปฺปชานนฺตา อาคนฺตาโร เต ปุนพฺภวํ |๔๐๔.๑๑๘๒| เย จ รูเป ปริญฺญาย อรูเปสุ สุสณฺฐิตา นิโรเธ เยว มุจฺจนฺติ เต ชนา มจฺจุหายิโนติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฯลฯ พึงตอบเขาว่า การพิจารณาเห็น เนืองๆ ว่า อรูปภพละเอียดกว่ารูปภพ นี้เป็นข้อที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่านิโรธละเอียดกว่าอรูปภพ นี้เป็นข้อ ๒ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นเนืองๆ ซึ่งธรรมเป็นธรรม ๒ อย่างโดยชอบอย่างนี้ ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า สัตว์เหล่าใดผู้เข้าถึงรูปภพ และตั้งอยู่ในอรูปภพ สัตว์ เหล่านั้นเมื่อยังไม่รู้ชัดซึ่งนิพพานก็ยังเป็นผู้จะต้องมาสู่ภพใหม่ ส่วนชนเหล่าใดกำหนดรู้รูปภพแล้ว (ไม่) ดำรงอยู่ด้วยดี ในอรูปภพ ชนเหล่านั้นน้อมไปในนิพพานทีเดียว เป็นผู้ละ มัจจุเสียได้ ฯ
สิยา อญฺเญนปิ ปริยาเยน ฯเปฯ กถญฺจ สิยา ยํ ภิกฺขเว สเทวกสฺส โลกสฺส สมารกสฺส สพฺรหฺมกสฺส สสฺสมณพฺราหฺมณิยา ปชาย สเทวมนุสฺสาย อิทํ สจฺจนฺติ อุปนิชฺฌายิตํ ตทมริยานํ เอตํ มุสาติ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย สุทิฏฺฐํ อยเมกานุปสฺสนา ยํ ภิกฺขเว สเทวกสฺส ฯเปฯ สเทวมนุสฺสาย อิทํ มุสาติ อุปนิชฺฌายิตํ ตทมริยานํ เอตํ สจฺจนฺติ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย สุทิฏฺฐํ อยํ ทุติยานุปสฺสนา เอวํ สมฺมาทฺวยตานุปสฺสิโน ฯเปฯ อถาปรํ เอตทโวจ สตฺถา |๔๐๕.๑๑๘๓| อนตฺตนิ อตฺตมานี ปสฺส โลกํ สเทวกํ นิวิฏฺฐํ นามรูปสฺมึ อิทํ สจฺจนฺติ มญฺญติ ฯ |๔๐๕.๑๑๘๔| เยน เยน หิ มญฺญนฺติ ตโต ตํ โหติ อญฺญถา ตญฺหิ ตสฺส มุสา โหติ โมสธมฺมญฺหิ อิตฺตรํ ฯ |๔๐๕.๑๑๘๕| อโมสธมฺมํ นิพฺพานํ ตทริยา สจฺจโต วิทู เต เว สจฺจาภิสมยา นิจฺฉาตา ปรินิพฺพุตาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฯลฯ พึงตอบเขาว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย นามรูปที่โลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ที่หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์เล็งเห็นว่า นามรูปนี้เป็นของจริง พระอริยเจ้าทั้งหลายเห็นด้วยดีแล้วด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงว่า นามรูปนั่นเป็นของเท็จ นี้เป็นอนุปัสสนาข้อที่ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิพพานที่โลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ที่หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์เล็งเห็นว่า นิพพานนี้เป็นของเท็จ พระอริยเจ้าทั้งหลายเห็นด้วยดีแล้วด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงว่า นิพพานนั้นเป็นของจริง นี้เป็นอนุปัสสนาข้อที่ ๒ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นเนืองๆ ซึ่งธรรมเป็นธรรม ๒อย่างโดยชอบอย่างนี้ ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า ท่านผู้มีความสำคัญในนามรูป อันเป็นของมิใช่ตนว่าเป็นตน จงดูโลกพร้อมทั้งเทวโลก ผู้ยึดมั่นแล้วในนามรูป ซึ่งสำคัญ นามรูปนี้ว่า เป็นของจริง ก็ชนทั้งหลายย่อมสำคัญ (นามรูป) ด้วยอาการใดๆ นามรูปนั้น ย่อมเป็นอย่างอื่นไปจากอาการ ที่เขาสำคัญนั้นๆ นามรูปของผู้นั้นแล เป็นของเท็จ เพราะ นามรูป มีความสาปสูญไปเป็นธรรมดา นิพพานมีความ ไม่สาปสูญไปเป็นธรรมดา พระอริยเจ้าทั้งหลายรู้นิพพานนั้น โดยความเป็นจริง พระอริยเจ้าเหล่านั้นแล เป็นผู้หายหิว ดับรอบแล้ว เพราะตรัสรู้ของจริง ฯ
สิยา อญฺเญนปิ ปริยาเยน สมฺมาทฺวยตานุปสฺสนาติ อิติ เจ ภิกฺขเว ปุจฺฉิตาโร อสฺสุ สิยาติสฺสุ วจนียา กถญฺจ สิยา ยํ ภิกฺขเว สเทวกสฺส โลกสฺส สมารกสฺส สพฺรหฺมกสฺส สสฺสมณพฺราหฺมณิยา ปชาย สเทวมนุสฺสาย อิทํ สุขนฺติ อุปนิชฺฌายิตํ ตทมริยานํ เอตํ ทุกฺขนฺติ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย สุทิฏฺฐํ อยเมกานุปสฺสนา ยํ ภิกฺขเว สเทวกสฺส โลกสฺส ฯเปฯ สเทวมนุสฺสาย อิทํ ทุกฺขนฺติ อุปนิชฺฌายิตํ ตทมริยานํ เอตํ สุขนฺติ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย สุทิฏฺฐํ อยํ ทุติยานุปสฺสนา อยํ สมฺมาทฺวยตานุปสฺสิโน โข ภิกฺขเว ภิกฺขุโน อปฺปมตฺตสฺส อาตาปิโน ปหิตตฺตสฺส วิหรโต ทฺวินฺนํ ผลานํ อญฺญตรํ ผลํ ปาฏิกงฺขํ ทิฏฺเฐว ธมฺเม อญฺญา สติ วา อุปาทิเสเส อนาคามิตาติ ฯ อิทมโวจ ภควา อิทํ วตฺวาน สุคโต อถาปรํ เอตทโวจ สตฺถา |๔๐๖.๑๑๘๖| รูปา สทฺทา คนฺธา รสา ผสฺสา ธมฺมา จ เกวลา อิฏฺฐา กนฺตา มนาปา จ ยาวตตฺถีติ วุจฺจติ |๔๐๖.๑๑๘๗| สเทวกสฺส โลกสฺส เอเต โว สุขสมฺมตา ยตฺถ เจเต นิรุชฺฌนฺติ ตํ เนสํ ทุกฺขสมฺมตํ ฯ |๔๐๖.๑๑๘๘| สุขนฺติ ทิฏฺฐมริเยหิ สกฺกายสฺสุปโรธนํ ปจฺจนีกมิทํ โหติ สพฺพโลเกน ปสฺสตํ ฯ |๔๐๖.๑๑๘๙| ยํ ปเร สุขโต อาหุ ตทริยา อาหุ ทุกฺขโต ยํ ปเร ทุกฺขโต อาหุ ตทริยา สุขโต วิทู |๔๐๖.๑๑๙๐| ปสฺส ธมฺมํ ทุราชานํ สมฺปมูเฬฺหตฺถ อวิทฺทสู ฯ นิวุตานํ ตโม โหติ อนฺธกาโร อปสฺสตํ |๔๐๖.๑๑๙๑| สตญฺจ วิวฏํ โหติ อาโลโก ปสฺสตามิว สนฺติเก น วิชานนฺติ มคา ธมฺมสฺส โกวิทา ฯ |๔๐๖.๑๑๙๒| ภวราคปเรเตหิ ภวโสตานุสาริหิ มารเธยฺยานุปฺปนฺเนหิ นายํ ธมฺโม สุสมฺพุโธ ฯ |๔๐๖.๑๑๙๓| โก นุ อญฺญตฺร อริเยหิ ปทํ สมฺพุทฺธมรหติ ยํ ปทํ สมฺมทญฺญาย ปรินิพฺพนฺติ อนาสวาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าจะพึงมีผู้ถามว่า การพิจารณาเห็นธรรม เป็นธรรม ๒ อย่างเนืองๆ โดยชอบ จะพึงมีโดยปริยายอย่างอื่นบ้างไหมพึงตอบเขาว่า พึงมี ถ้าเขาถามว่าพึงมีอย่างไรเล่า พึงตอบเขาว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายอิฏฐารมณ์ที่โลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ที่หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์เล็งเห็นว่า เป็นสุข พระอริยเจ้าทั้งหลายเห็นด้วยดีแล้วด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริงว่านั่นเป็นทุกข์ นี้เป็นอนุปัสสนาข้อที่ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิพพานที่โลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลกที่หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์เล็งเห็นว่า นี้เป็นทุกข์พระอริยะเจ้าทั้งหลายเห็นด้วยดีแล้วด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริงว่า นั่นเป็นสุข นี้เป็นอนุปัสสนาข้อที่ ๒ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นธรรมเป็นธรรม ๒ อย่างโดยชอบเนืองๆ อย่างนี้ ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยว พึงหวังผล ๒ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ อรหัตตผลในปัจจุบันนี้หรือเมื่อยังมีความถือมั่นเหลืออยู่ เป็นพระอนาคามี ฯ พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้จบลงแล้วจึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า รูป เสียง กลิ่น รส ผัสสะ และธรรมารมณ์ล้วนน่า- ปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ มีประมาณเท่าใด โลกกล่าว ว่ามีอยู่ อารมณ์ ๖ อย่างเหล่านี้ โลกพร้อมทั้งเทวโลกสมมติ กันว่าเป็นสุข แต่ว่าธรรมเป็นที่ดับอารมณ์ ๖ อย่างนี้ ชน- เหล่านั้นสมมติกันว่าเป็นทุกข์ ความดับแห่งเบญจขันธ์ พระอริยะเจ้าทั้งหลายเห็นว่าเป็นสุข ความเห็นขัดแย้งกันกับ โลกทั้งปวงนี้ ย่อมมีแก่บัณฑิตทั้งหลายผู้เห็นอยู่ ชนเหล่าอื่น กล่าววัตถุกามใดโดยความเป็นสุข พระอริยเจ้าทั้งหลาย กล่าววัตถุกามนั้นโดยความเป็นทุกข์ ชนเหล่าอื่นกล่าวนิพพาน ใดโดยความเป็นทุกข์ พระอริยเจ้าทั้งหลายผู้รู้แจ้งกล่าว นิพพานนั้นโดยความเป็นสุข ท่านจงพิจารณาธรรมที่รู้ได้ยาก ชนพาลทั้งหลายผู้ไม่รู้แจ้ง พากันลุ่มหลงอยู่ในโลกนี้ ความ มืดตื้อย่อมมีแก่ชนพาลทั้งหลายผู้ถูกอวิชชาหุ้มห่อแล้ว ผู้ไม่ เห็นอยู่ ส่วนนิพพาน เป็นธรรมชาติเปิดเผยแก่สัตบุรุษ ผู้เห็นอยู่ เหมือนอย่างแสงสว่าง ฉะนั้น ชนทั้งหลายเป็นผู้ ค้นคว้า ไม่ฉลาดต่อธรรม ย่อมไม่รู้แจ้งนิพพานที่มีอยู่ในที่ ใกล้ ชนทั้งหลายผู้ถูกภวราคะครอบงำแล้ว แล่นไปตาม กระแสภวตัณหา ผู้เข้าถึงวัฏฏะอันเป็นบ่วงแห่งมารเนืองๆ ไม่ตรัสรู้ธรรมนี้ได้โดยง่าย นอกจากพระอริยเจ้าทั้งหลาย ใครหนอย่อมควรจะรู้บท คือ นิพพานที่พระอริยเจ้าทั้งหลาย ตรัสรู้ดีแล้ว พระอริยเจ้าทั้งหลายเป็นผู้ไม่มีอาสวะเพราะรู้ โดยชอบ ย่อมปรินิพพาน ฯ
อิทมโวจ ภควา ฯ อตฺตมนา เต ภิกฺขู ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทุนฺติ ฯ อิมสฺมิญฺจ ปน เวยฺยากรณสฺมึ ภญฺญมาเน สฏฺฐิมตฺตานํ ภิกฺขูนํ อนุปาทาย อาสเวหิ จิตฺตานิ วิมุจฺจึสูติ ฯ ทฺวยตานุปสฺสนาสุตฺตํ ทฺวาทสมํ ฯ ตสฺสุทฺทานํ สจฺจํ อุปธิ อวิชฺชา จ สงฺขารวิญฺญาณปญฺจมํ ผสฺสเวทนิยา ตณฺหา อุปาทานารมฺภอาหรา อิญฺชิตํ ผนฺทิตํ รูปํ สจฺจํ ทุกฺเขน โสฬสาติ ฯ มหาวคฺโค ตติโย ฯ ตสฺสุทฺทานํ ปพฺพชฺชา จ ปธานา จ สุภา จ สุนฺทรี ตถา มาฆสุตฺตสภิโย จ เสโล สลฺลํ ปวุจฺจติ วาเสฏฺโฐ จาปิ โกกาลิ นาลโก ทฺวยตานุปสฺสนํ ทฺวาทเสตานิ สุตฺตานิ มหาวคฺโคติ วุจฺจตีติ ฯ --------------
พระผู้มีพระภาค ได้ตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้จบลงแล้ว ภิกษุ เหล่านั้นมีใจชื่นชมยินดีภาษิตของพระผู้มีพระภาค ก็และเมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้อยู่ จิตของภิกษุประมาณ ๖๐ รูป หลุดพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น ดังนี้แล ฯ จบทวยตานุปัสสนาสูตรที่ ๑๒ -----------------------------------------------------รวมหัวข้อประจำเรื่องในพระสูตรนี้ คือ สัจจะ อุปธิ อวิชชา สังขาร วิญญาณเป็นที่ ๕ ผัสสะ เวทนาตัณหา อุปาทาน อารัมภะ อาหาร ความหวั่นไหว ความดิ้นรน รูป และสัจจะกับทุกข์ รวมเป็น ๑๖ ฯ จบมหาวรรคที่ ๓ -----------------------------------------------------รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. ปัพพชาสูตร ๒. ปธานสูตร ๓. สุภาษิตสูตร ๔. สุนทริกสูตร๕. มาฆสูตร ๖. สภิยสูตร ๗. เสลสูตร ๘. สัลลสูตร ๙. วาเสฏฐสูตร๑๐. โกกาลิกสูตร ๑๑. นาลกสูตร ๑๒. ทวยตานุปัสสนาสูตร สูตร ๑๒สูตรเหล่านี้ ท่านเรียกว่า มหาวรรค ดังนี้แล ฯ -----------------------------------------------------