๗. พราหมณธัมมิกสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๒. จูฬวรรค] ๗. พราหมณธัมมิกสูตร ๗. พราหมณธัมมิกสูตร ว่าด้วยธรรมของพราหมณ์ที่แท้จริง ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิก- เศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น พราหมณ์มหาศาลชาวโกศลจำนวนมาก ซึ่งล้วนแต่ เป็นผู้แก่เฒ่า สูงอายุ เป็นผู้ใหญ่ ล่วงกาลผ่านวัยมาโดยลำดับแล้วทั้งนั้น พากัน เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ แล้วได้สนทนาปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค พอเป็นที่บันเทิงใจ พอเป็นที่ระลึกถึงกันแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้ทูลถามพระผู้มี พระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่ท่านพระโคดม ปัจจุบันนี้ พราหมณ์ ทั้งหลายยังนิยมปฏิบัติ ธรรมเนียมของพราหมณ์สมัยโบราณอยู่หรือไม่” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “ท่านพราหมณ์ทั้งหลาย ปัจจุบันนี้ พราหมณ์ ทั้งหลายไม่นิยมปฏิบัติธรรมเนียมของพราหมณ์สมัยโบราณเลย” พราหมณ์ทั้งหลายทูลว่า “ข้าแต่ท่านพระโคดม ขอประทานวโรกาส หากไม่ ทรงหนักพระทัย ขอพระองค์โปรดตรัสบอกธรรมเนียมของพราหมณ์สมัยโบราณแก่ ข้าพระองค์ทั้งหลายด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ท่านพราหมณ์ทั้งหลาย ถ้าเช่นนั้น ท่านทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจะกล่าว” พราหมณ์มหาศาลเหล่านั้นทูลรับสนองพระพุทธดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาค จึงได้ตรัสพระดำรัสนี้ว่า
ฤๅษีทั้งหลายสมัยก่อน มีความสำรวมตน มีตบะ ละกามคุณ ๕ ได้แล้ว บำเพ็ญประโยชน์ตนให้สำเร็จ @เชิงอรรถ : @ พราหมณ์ มี ๕ จำพวก คือ (๑) พรหมสมพราหมณ์ (พราหมณ์ที่มีความประพฤติเสมอพรหม)@(๒) เทวสมพราหมณ์ (พราหมณ์ที่มีความประพฤติเสมอเทวดา) (๓) มริยาทพราหมณ์ (พราหมณ์ที่มีความ@ประพฤติดี) (๔) สัมภินนมริยาทพราหมณ์ (พราหมณ์ที่มีความประพฤติทั้งดีและชั่วปนกัน) (๕) พราหมณ-@จัณฑาลพราหมณ์ (พราหมณ์ที่เป็นพราหมณ์จัณฑาล) (องฺ.ปญฺจก. (แปล) ๒๒/๑๙๒/๓๒๓)@ มีตบะ ในที่นี้หมายถึงสำรวมอินทรีย์ ๖ ประการ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ) (ขุ.สุ.อ. ๒/๒๘๗/๑๒๖)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๖๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๒. จูฬวรรค] ๗. พราหมณธัมมิกสูตร
พราหมณ์สมัยก่อน ไม่มีสัตว์เลี้ยง ไม่สะสมเงินทอง ไม่มีสิ่งของต่างๆ พวกเขามีทรัพย์และธัญชาติคือการสาธยายมนตร์ รักษาขุมทรัพย์ที่ประเสริฐ ไว้
ทายกต่างเต็มใจถวายภัตตาหาร ที่ตนจัดเตรียมไว้ที่ประตูเรือน แก่พราหมณ์ที่แสวงหาภัตตาหาร ที่บุคคลให้ด้วยศรัทธาเป็นนิตย์
ทั้งชาวชนบทและชาวเมืองต่างแต่งกาย ด้วยเสื้อผ้าแพรพรรณหลากสี มีที่อยู่หลับนอนอาศัยเป็นหลักแหล่งมั่นคง ได้พากันเคารพนับถือพราหมณ์เหล่านั้น
พราหมณ์ทั้งหลาย ชื่อว่ามีธรรมรักษา จึงไม่มีใครๆ คิดฆ่า คิดเอาชนะ และทุกครัวเรือนไม่มีใครๆ ปฏิเสธพราหมณ์เหล่านั้นเลย
สมัยก่อน พราหมณ์ได้ประพฤติพรหมจรรย์ตั้งแต่เด็ก เที่ยวเสาะแสวงหาวิชชาและจรณะ นับเป็นเวลานานถึง ๔๘ ปี
พราหมณ์เหล่านั้นไม่สมสู่กับหญิงวรรณะอื่น ทั้งไม่ยอมใช้เงินซื้อหญิงมาเป็นภรรยา แต่จะอภิรมย์อยู่กินกับหญิงที่ผู้ปกครองยกให้ ด้วยความสมัครใจเท่านั้น
พราหมณ์ผู้เป็นสามีย่อมไม่ร่วมกับภรรยาผู้เว้นจากระดู นอกจากสมัยที่ควรจะร่วม พราหมณ์ย่อมไม่ร่วมเมถุนธรรมในระหว่างโดยแท้ @เชิงอรรถ : @ ขุมทรัพย์ที่ประเสริฐ ในที่นี้หมายถึงวิหารธรรม มีเมตตา เป็นต้น (ขุ.สุ.อ. ๒/๒๘๘/๑๒๖-๑๒๗)@ ภรรยาผู้เว้นจากระดู หมายถึงภรรยาที่อยู่ในวัยหมดประจำเดือน (ขุ.สุ.อ. ๒/๒๙๔/๑๒๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๖๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๒. จูฬวรรค] ๗. พราหมณธัมมิกสูตร
พราหมณ์สมัยนั้นพากันสรรเสริญการประพฤติพรหมจรรย์ ศีล ความซื่อตรง ความอ่อนโยน ตบะ ความสงบเสงี่ยม การไม่เบียดเบียนกัน และขันติ
พราหมณ์ผู้เสมอด้วยพรหม ผู้มีความบากบั่นมั่นคง เป็นผู้สูงสุดกว่าพราหมณ์เหล่านั้น และพราหมณ์เหล่านั้นย่อมไม่เสพเมถุนธรรม แม้แต่จะฝันถึงก็ไม่มี
พราหมณ์บางพวกผู้เป็นบัณฑิตในโลกนี้ ศึกษาตามวัตรปฏิบัติของพราหมณ์ผู้เสมอด้วยพรหมนั้นอยู่ จึงสรรเสริญการประพฤติพรหมจรรย์ ศีล และขันติ
พราหมณ์ทั้งหลายผู้ขอข้าวสาร ที่นอน ผ้า เนยใส และน้ำมัน มาเก็บรวบรวมไว้โดยธรรมแล้วบูชายัญด้วยของเหล่านั้น
ในยัญที่บูชานั้น พราหมณ์จะไม่ยอมฆ่าแม่โคเลย เหมือนมารดาบิดา พี่น้อง หรือแม้ญาติอื่นๆ ไม่ยอมฆ่าแม่โค เพราะคิดว่าแม่โคเป็นสัตว์มีอุปการะยิ่งใหญ่ ซึ่งผลิตปัญจโครส อันเป็นยา
อนึ่ง แม่โคนั้นให้ข้าว ให้กำลัง ให้ผิวพรรณ และความสุข พราหมณ์ทราบถึงประโยชน์ยิ่งใหญ่เช่นนี้จึงไม่ยอมฆ่าแม่โค
พราหมณ์เหล่านั้นมีผิวเนื้อละเอียดอ่อน มีรูปร่างใหญ่ มีผิวพรรณผุดผ่อง มีเกียรติยศ ปฏิบัติหน้าที่ใหญ่น้อยตามธรรมเนียมของตนอย่างเคร่งครัด @เชิงอรรถ : @ พรหมจรรย์ ในที่นี้หมายถึงเมถุนวิรัติ (ขุ.สุ.อ. ๒/๒๙๔/๑๓๐) @ ปัญจโครส หมายถึงผลผลิตเกิดจากโค มี ๕ อย่าง คือ นมสด นมเปรี้ยว เปรียง เนยใส และเนยข้น@(วิ.ม. (แปล) ๕/๒๙๙/๑๒๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๖๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๒. จูฬวรรค] ๗. พราหมณธัมมิกสูตร ได้บำเพ็ญจริยาวัตรต่างๆ ในโลก มุ่งให้ประชาชนประสพสุขสวัสดี
ต่อมา พราหมณ์เหล่านั้นเกิดความสำคัญผิด เพราะเห็นความสุขเพียงเล็กน้อยที่เกิดจากกามคุณที่ต่ำทราม สมบัติอันวิเศษของพระเจ้าแผ่นดิน และสตรีที่แต่งกายงดงาม
รถเทียมม้าอาชาไนยที่ตกแต่งไว้ดี สลักลวดลายอย่างวิจิตร เรือนใหญ่เรือนน้อยที่แบ่งสัดส่วนไว้เป็นอย่างดี
พราหมณ์ผู้สำคัญผิดนั้น ปรารถนาอยากเป็นเจ้าของโภคทรัพย์ ซึ่งเป็นของมนุษย์อันโอฬาร เกลื่อนกล่นไปด้วยฝูงโค ประกอบไปด้วยหมู่นารีผู้ประเสริฐ
พราหมณ์เหล่านั้นจึงผูกมนตร์มุ่งหวังโภคสมบัตินั้นๆ แล้วพากันเข้าไปเฝ้าพระเจ้าโอกกากะ กราบทูลว่า ‘พระองค์ทรงมีทรัพย์และธัญชาติเป็นจำนวนมาก ขอพระองค์ทรงบูชายัญเถิด พระองค์จะทรงมีแก้ว แหวน เงิน ทอง พืชพันธุ์ธัญญาหารเพิ่มมากขึ้น’
และเมื่อพระเจ้าแผ่นดินผู้ทรงองอาจยิ่งใหญ่ ทรงยินยอมตามคำของพราหมณ์นั้นแล้ว จึงทรงบูชายัญ คือ อัสสเมธะ ปุริสเมธะ สัมมาปาสะ วาชเปยยะ และนิรัคคฬะ ครั้นเสร็จแล้วก็พระราชทานทรัพย์แก่พราหมณ์เหล่านั้น @เชิงอรรถ : @ ดูเชิงอรรถที่ ๑ หน้า ๓๗๓ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๗๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๒. จูฬวรรค] ๗. พราหมณธัมมิกสูตร
อีกทั้งโค ที่นอน ผ้า สตรีที่แต่งกายงดงาม รถเทียมม้าอาชาไนยที่ตกแต่งไว้ดี สลักลวดลายอย่างวิจิตร
ทั้งรับสั่งให้นำเอาธัญชาติต่างๆ ไปบรรจุไว้ให้เต็มเรือนที่น่ารื่นรมย์ ซึ่งแบ่งสัดส่วนไว้เป็นอย่างดี แล้วพระราชทานทรัพย์แก่พราหมณ์เหล่านั้น
พราหมณ์เหล่านั้นได้ทรัพย์ที่พระราชทานนั้นๆ แล้ว ชอบเก็บสะสมไว้ จึงถูกความอยากครอบงำ เพิ่มพูนความอยากได้มากยิ่งขึ้นไปอีก พวกเขาจึงผูกมนตร์มุ่งหวังโภคทรัพย์นั้นๆ ขึ้น พากันเข้าไปเฝ้าพระเจ้าโอกกากะอีก
กราบทูลว่า โคทั้งหลายเกิดขึ้นเพื่อให้ใช้ทำประโยชน์ ในกิจการต่างๆ ของมนุษย์ เหมือนแม่น้ำ แผ่นดิน เงินทอง ทรัพย์สินและพืชพันธุ์ธัญญาหาร เกิดขึ้นเพื่อให้มนุษย์ใช้ประโยชน์ ขอพระองค์ทรงทำพิธีบูชายัญเถิด พระองค์จะทรงมีแก้ว แหวน เงิน ทอง พืชพันธุ์ธัญญาหารเพิ่มมากขึ้น
และเมื่อพระเจ้าแผ่นดิน ผู้องอาจยิ่งใหญ่ ทรงยินยอมตามคำของพราหมณ์เหล่านั้นแล้ว จึงทรงทำพิธีบูชายัญ ในพิธีบูชายัญนั้น รับสั่งให้ฆ่าแม่โคมากมายหลายแสนตัว
แม่โคนมทั้งหลายสงบเสงี่ยมเหมือนแม่แพะ ถึงจะถูกคนเลี้ยงรีดนมใส่หม้อ ก็ไม่ใช้เท้าหรือเขาอย่างใดอย่างหนึ่งทำอันตรายเลย กระนั้น พระราชาก็รับสั่งให้จับที่เขาแล้วฆ่าด้วยศัสตรา
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๗๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๒. จูฬวรรค] ๗. พราหมณธัมมิกสูตร
เพราะการฆ่าโคบูชายัญนั้น เทวดา พระพรหม พระอินทร์ อสูร และผีเสื้อสมุทร ต่างเปล่งวาจาประณามมนุษย์ว่า ไม่มีคุณธรรม เพราะมีดที่แทงแม่โค
แต่ก่อนนั้นมีโรคร้ายอยู่เพียง ๓ ชนิด คือ โรคความอยาก โรคความหิว และโรคชรา แต่เพราะการทำร้ายเบียดเบียนปศุสัตว์ จึงทำให้แพร่โรคร้ายเพิ่มขึ้นถึง ๙๘ ชนิด
การทำร้ายเบียดเบียนปศุสัตว์นี้ นับเป็นการลงทัณฑ์ชนิดหนึ่งที่ไร้คุณธรรม มีมาแต่เดิมแล้ว แม่โคนมทั้งหลายที่ไม่ทำร้ายเบียดเบียนใครๆ ต่างก็ถูกฆ่า พวกบูชายัญก็เสื่อมจากธรรม
ดังกล่าวมานี้ การฆ่าสัตว์บูชายัญนี้ เป็นธรรมเนียมที่ต่ำทราม มีมาแต่โบราณ ถูกวิญญูชนติเตียน คือวิญญูชนจะติเตียนคนที่ทำพิธีบูชายัญ โดยวิธีนี้ในที่ทุกแห่งที่ตนเห็น
เมื่อธรรมเนียมเก่าของพราหมณ์เสื่อมสูญไปอย่างนี้แล้ว คนวรรณะศูทรและแพศย์ก็แตกแยกกัน วรรณะกษัตริย์จำนวนมากก็แตกแยกกัน ภรรยาก็ยังดูหมิ่นสามี
กษัตริย์ พราหมณ์ พร้อมทั้งแพศย์และศูทร ที่เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพรหม ที่ได้รับความคุ้มครองจากวงศ์ตระกูลของตน ต่างไม่คำนึงถึงชาติชั้นวรรณะต่อไป ล้วนตกอยู่ในอำนาจกามคุณ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๗๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๒. จูฬวรรค] ๘. นาวาสูตร เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว พราหมณ์มหาศาลเหล่านั้นได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่ท่านพระโคดม ภาษิตของท่านพระโคดมชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ข้าแต่ท่านพระโคดม ภาษิตของท่านพระโคดมชัดเจนไพเราะยิ่งนักท่านพระโคดมทรงประกาศธรรมแจ่มแจ้งโดยประการต่างๆ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่ผู้หลงทาง หรือตามประทีปในที่มืดโดยตั้งใจว่า ‘คนมีตาดีจักเห็นรูปได้’ พวกข้าพระองค์นี้ขอถึงท่านพระโคดม พร้อมทั้งพระธรรม และพระสงฆ์เป็นสรณะ ขอท่านพระโคดมจงทรงจำพวกข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนตลอดชีวิต” พราหมณธัมมิกสูตรที่ ๗ จบ
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
สุตฺตนิปาเต ทุติยสฺส จูฬวคฺคสฺส สตฺตมํ พฺราหฺมณธมฺมิกสุตฺตํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต พราหมณธรรมิกสูตรที่ ๗
๗ เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ อถ โข สมฺพหุลา โกสลกา พฺราหฺมณมหาสาลา ชิณฺณา วุฑฺฒา มหลฺลกา อทฺธคตา วโย อนุปฺปตฺตา เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควตา สทฺธึ สมฺโมทึสุ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺนา โข เต พฺราหฺมณมหาสาลา ภควนฺตํ เอตทโวจุํ สนฺทิสฺสนฺติ นุ โข โภ โคตม เอตรหิ พฺราหฺมณา โปราณานํ พฺราหฺมณานํ พฺราหฺมณธมฺเมติ ฯ น โข พฺราหฺมณา สนฺทิสฺสนฺติ เอตรหิ พฺราหฺมณา โปราณานํ พฺราหฺมณานํ พฺราหฺมณธมฺเมติ ฯ สาธุ โน ภวํ โคตโม โปราณานํ พฺราหฺมณานํ พฺราหฺมณธมฺมํ ภาสตุ สเจ โภโต โคตมสฺส อครูติ ฯ เตน หิ พฺราหฺมณา สุณาถ สาธุกํ มนสิกโรถ ภาสิสฺสามีติ ฯ เอวํ โภติ โข เต พฺราหฺมณ- มหาสาลา ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ ภควา เอตทโวจ
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล พราหมณ์มหาศาลชาวแคว้นโกศลเป็นอันมาก ผู้แก่เฒ่าเป็นผู้ใหญ่ ล่วงกาลผ่านวัยมาโดยลำดับ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้สนทนาปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ บัดนี้ พวกพราหมณ์ย่อมปรากฏในพราหมณธรรมของพวกพราหมณ์เก่าหรือ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรพราหมณ์ทั้งหลาย บัดนี้ พวกพราหมณ์หาปรากฏในพราหมณธรรมของพวกพราหมณ์เก่าไม่ ฯ พ. ขอประทานพระวโรกาส ขอท่านพระโคดมโปรดตรัสพราหมณธรรมของพวกพราหมณ์เก่า แก่ข้าพระองค์ทั้งหลายเถิด ถ้าท่านพระโคดมไม่มีความหนักพระทัย ฯ ภ. ดูกรพราหมณ์ทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้น ท่านทั้งหลายจงตั้งใจ จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ฯ พราหมณ์มหาศาลเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสคาถาประพันธ์นี้ว่า
|๓๒๓.๗๑๐| อิสโย ปุพฺพกา อาสุํ สญฺญตตฺตา ตปสฺสิโน ปญฺจ กามคุเณ หิตฺวา อตฺตทตฺถมจาริสุํ |๓๒๓.๗๑๑| น ปสู พฺราหฺมณานาสุํ น หิรญฺญํ น ธานิยํ สชฺฌายธนธญฺญาสุํ พฺรหฺมํ นิธึ อปาลยุํ |๓๒๓.๗๑๒| ยํ เนสํ ปกตํ อาสิ ทฺวารภตฺตํ อุปฏฺฐิตํ สทฺธาปกตเมสานํ ทาตเว ตทมญฺญิสุํ ฯ |๓๒๓.๗๑๓| นานารตฺเตหิ วตฺเถหิ สยเนหาวสเถหิ จ ผีตา ชนปทา รฏฺฐา เต นมสฺสึสุ พฺราหฺมเณ ฯ |๓๒๓.๗๑๔| อวชฺฌา พฺราหฺมณา อาสุํ อเชยฺยา ธมฺมรกฺขิตา น เน โกจิ นิวาเรสิ กุลทฺวาเรสุ สพฺพโส ฯ |๓๒๓.๗๑๕| อฏฺฐจตฺตาฬีสํ วสฺสานิ (โกมาร) พฺรหฺมจริยํ จรึสุ เต วิชฺชาจรณปริเยฏฺฐึ อจรุํ พฺราหฺมณา ปุเร ฯ |๓๒๓.๗๑๖| น พฺราหฺมณา อญฺญมคมุํ นปิ ภริยํ กิณึสุ เต สมฺปิเยเนว สํวาสํ สงฺคนฺตฺวา สมโรจยุํ ฯ |๓๒๓.๗๑๗| อญฺญตฺร ตมฺหา สมยา อุตุเวรมณิมฺปติ อนฺตรา เมถุนํ ธมฺมํ นาสฺสุ คจฺฉนฺติ พฺราหฺมณา ฯ |๓๒๓.๗๑๘| พฺรหฺมจริยญฺจ สีลญฺจ อชฺชวํ มทฺทวํ ตปํ โสรจฺจํ อวิหึสญฺจ ขนฺติญฺจาปิ อวณฺณยุํ ฯ |๓๒๓.๗๑๙| โย เนสํ ปรโม อาสิ พฺรหฺมา ทฬฺหปรกฺกโม ส วาปิ เมถุนํ ธมฺมํ สุปินนฺเตน นาคมา ฯ |๓๒๓.๗๒๐| ตสฺส วตฺตมนุสิกฺขนฺตา อิเธเก วิญฺญุชาติกา พฺรหฺมจริยญฺจ สีลญฺจ ขนฺติญฺจาปิ อวณฺณยุํ ฯ |๓๒๓.๗๒๑| ตณฺฑุลํ สยนํ วตฺถํ สปฺปิเตลญฺจ ยาจิย ธมฺเมน สโมธาเนตฺวา ตโต ยญฺญมกปฺปยุํ |๓๒๓.๗๒๒| อุปฏฺฐิตสฺมึ ยญฺญสฺมึ นาสฺสุ คาโว หนึสุ เต ฯ ยถา มาตา ปิตา ภาตา อญฺเญ วาปิ จ ญาตกา คาโว โน ปรมา มิตฺตา ยาสุ ชายนฺติ โอสถา ฯ |๓๒๓.๗๒๓| อนฺนทา พลทา เจตา วณฺณทา สุขทา ตถา เอตมตฺถวสํ ญตฺวา นาสฺสุ คาโว หนึสุ เต ฯ |๓๒๓.๗๒๔| สุขุมาลา มหากายา วณฺณวนฺโต ยสสฺสิโน พฺราหฺมณา เสหิ ธมฺเมหิ กิจฺจากิจฺเจสุ อุสฺสุกา ยาย โลเก อวตฺตึสุ สุขเมธิตฺถยมฺปชา ฯ |๓๒๓.๗๒๕| เตสํ อาสิ วิปลฺลาโส ทิสฺวาน อณุโต อณุํ ราชิโน จ วิยาการํ นาริโย จ สมลงฺกตา |๓๒๓.๗๒๖| รเถ จาชญฺญสํยุตฺเต สุกเต จิตฺรสิพฺพเน นิเวสเน นิเวเส จ วิภตฺเต ภาคโส มิเต |๓๒๓.๗๒๗| โคมณฺฑลปริพฺยุฬฺหํ นาริวรคณายุตํ อุฬารํ มานุสํ โภคํ อภิชฺฌายึสุ พฺราหฺมณา ฯ |๓๒๓.๗๒๘| เต ตตฺถ มนฺเต คนฺเถตฺวา โอกฺกากํ ตทุปาคมุํ ปหูตธนธญฺโญสิ (ยชสฺสุ พหุ เต วิตฺตํ) ยชสฺสุ พหุ เต ธนํ ฯ |๓๒๓.๗๒๙| ตโต จ ราชา สญฺญตฺโต พฺราหฺมเณหิ รเถสโภ อสฺสเมธํ ปุริสเมธํ (สมฺมาปาสํ) วาชเปยฺยํ นิรคฺคฬํ ฯ เอเต ยาเค ยชิตฺวาน พฺราหฺมณานํ อทา ธนํ |๓๒๓.๗๓๐| คาโว สยนญฺจ วตฺถญฺจ นาริโย จ สมลงฺกตา รเถ จาชญฺญสํยุตฺเต สุกเต จิตฺรสิพฺพเน |๓๒๓.๗๓๑| นิเวสนานิ รมฺมานิ สุวิภตฺตานิ สพฺพโส นานาธญฺญสฺส ปูเรตฺวา พฺราหฺมณานํ อทา ธนํ ฯ |๓๒๓.๗๓๒| เต จ ตตฺถ ธนํ ลทฺธา สนฺนิธึ สมโรจยุํ เตสํ อิจฺฉาวติณฺณานํ ภิยฺโย ตณฺหา ปวฑฺฒถ เต ตตฺถ มนฺเต คนฺเถตฺวา โอกฺกากํ ปุนมุปาคมุํ ฯ |๓๒๓.๗๓๓| ยถา อาโป จ ปฐวี จ หิรญฺญํ ธนธานิยํ เอวํ คาโว มนุสฺสานํ ปริกฺขาโร โส หิ ปาณินํ ยชสฺสุ พหุ เต วิตฺตํ ยชสฺสุ พหุ เต ธนํ ฯ |๓๒๓.๗๓๔| ตโต จ ราชา สญฺญตฺโต พฺราหฺมเณหิ รเถสโภ เนกา สตสหสฺสิโย คาโว ยญฺเญ อฆาตยิ ฯ |๓๒๓.๗๓๕| น ปาทา น วิสาเณน นาสฺสุ หึสนฺติ เกนจิ คาโว เอฬกสมานา โสรตา กุมฺภทูหนา ตา วิสาเณ คเหตฺวาน ราชา สตฺเถน ฆาตยิ ฯ |๓๒๓.๗๓๖| ตโต จ เทวา ปิตโร อินฺโท อสุรรกฺขสา อธมฺโม อิติ ปกฺกนฺทุํ ยํ สตฺตํ นิปตี คเว ฯ |๓๒๓.๗๓๗| ตโย โรคา ปุเร อาสุํ อิจฺฉา อนสนญฺชรา ปสูนญฺจ สมารมฺภา อฏฺฐานวุติมาคมุํ ฯ |๓๒๓.๗๓๘| เอโส อธมฺโม ทณฺฑานํ โอกฺกนฺโต ปุรโณ อหุ อทูสิกาโย หญฺญนฺติ ธมฺมา ธํสนฺติ ยาชกา ฯ |๓๒๓.๗๓๙| เอวเมโส อนุธมฺโม โปราโณ วิญฺญุครหิโต ยตฺถ เอทิสกํ ปสฺสติ ยชกํ ครหตี ชโน ฯ |๓๒๓.๗๔๐| เอวํ ธมฺเม วิยาปนฺเน วิภินฺนา สุทฺทเวสฺสิกา ปุถู วิภินฺนา ขตฺติยา ปตึ ภริยา อวมญฺญถ ฯ |๓๒๓.๗๔๑| ขตฺติยา พฺรหฺมพนฺธู จ เย จญฺเญ โคตฺตรกฺขิตา ชาติวาทํ นิรงฺกตฺวา กามานํ วสมุปาคมุนฺติ ฯ
ฤาษีทั้งหลายมีในครั้งก่อน สำรวมตน มีตบะละเบญจกาม- คุณแล้ว ได้ประพฤติประโยชน์ของตนๆ พวกพราหมณ์ แต่เก่าก่อนไม่มีสัตว์เลี้ยง ไม่มีเงิน ไม่มีสิ่งของต่างๆ พราหมณ์เหล่านั้น มีทรัพย์และข้าวเปลือกอันเป็นส่วนแห่ง การสาธยายมนต์ ได้รักษาขุมทรัพย์อันประเสริฐไว้ ภัตที่ ประตูเรือนทายกทั้งหลาย เริ่มทำตั้งไว้แล้วเพื่อพราหมณ์เหล่า นั้น ทายกทั้งหลายได้สำคัญภัตนั้นว่า เป็นของที่ตนควรให้ แก่พราหมณ์เหล่านั้น ผู้แสวงหาภัตที่เริ่มทำไว้แล้วด้วย ศรัทธา ชาวชนบท ชาวแว่นแคว้น ผู้มั่งคั่งด้วยผ้าที่ย้อม ด้วยสีต่างๆ และด้วยที่นอนและที่อยู่ ได้นอบน้อมพราหมณ์ เหล่านั้น พราหมณ์ทั้งหลายผู้อันธรรมรักษาแล้ว ใครๆ ไม่ พึงฆ่า ไม่พึงชนะ ใครๆ ไม่ห้ามพราหมณ์เหล่านั้น ที่ ประตูแห่งสกุลทั้งหลาย โดยประการทั้งปวง พราหมณ์เหล่า นั้นประพฤติพรหมจรรย์ตั้งแต่เป็นเด็กมาตลอดเวลาสี่สิบแปด ปี ได้เที่ยวไปแสวงหาวิชชาและจรณะในกาลก่อน พราหมณ์ เหล่านั้นไม่ไปหาหญิงอื่น ทั้งไม่ซื้อภรรยา อยู่ร่วมกันเพราะ ความรัก ชอบใจเสมอกันเท่านั้น พราหมณ์ผู้เป็นสามี ย่อม ไม่ร่วมกับภรรยาผู้เว้นจากฤดู นอกจากสมัยที่ควรจะร่วม พราหมณ์ย่อมไม่ร่วมเมถุนธรรมในระหว่างโดยแท้ พราหมณ์ ทั้งหลายสรรเสริญพรหมจรรย์ ศีล ความเป็นผู้ซื่อตรง ความ อ่อนโยน ตบะความสงบเสงี่ยม และความไม่เบียดเบียน และ แม้ความอดทน พราหมณ์ผู้เสมอด้วยพรหม ผู้มีความบาก บั่นมั่นคง เป็นผู้สูงสุดกว่าพราหมณ์เหล่านั้น และพราหมณ์ นั้นย่อมไม่เสพเมถุนธรรมโดยที่สุดความฝัน พราหมณ์บาง พวก ผู้มีชาติแห่งบุคคลผู้รู้แจ้งในโลกนี้ศึกษาตามวัตรของ พราหมณ์ผู้เสมอด้วยพรหมนั้นอยู่ ได้สรรเสริญพรหมจรรย์ ศีลและแม้ขันติ พราหมณ์ทั้งหลายขอข้าวสาร ที่นอน ผ้า เนยใสและน้ำมัน แล้วรวบรวมไว้โดยธรรม ได้กระทำยัญ คือ ทานแต่วัตถุ มีข้าวสารเป็นต้นที่เขาให้แล้วนั้น ในยัญที่ตน ตั้งไว้ พราหมณ์เหล่านั้นไม่ฆ่าแม่โคเลย มารดา บิดา พี่น้อง ชายหรือญาติเหล่าอื่น มิตรผู้ยิ่งใหญ่ ไม่ฆ่าแม่โค ซึ่งเป็นที่เกิด แห่งปัญจโครสอันเป็นยา ฉันใด แม่โคเหล่านี้ให้ข้าว ให้ กำลัง ให้วรรณะ และให้ความสุข พราหมณ์เหล่านั้น ทราบอำนาจประโยชน์นี้แล้ว จึงไม่ฆ่าแม่โคเลย ฉันนั้น พราหมณ์ทั้งหลายผู้ละเอียดอ่อน มีร่างกายใหญ่ มีวรรณะ มียศ ขวนขวายในกิจน้อยใหญ่ โดยธรรมของตน ได้ ประพฤติแล้วด้วยข้อปฏิบัติอันเป็นเหตุให้หมู่สัตว์นี้ถึงความ สุขในโลก ความวิปลาสได้มีแก่พราหมณ์เหล่านั้น เพราะ ได้เห็นกามสุขอัน (ลามก) น้อย ที่เกิดขึ้นจากกามคุณ อันเป็นของ (ลามก) น้อย พราหมณ์ทั้งหลายได้ ปรารถนาเพ่งเล็งสมบัติของพระราชา เหล่านารีที่ประดับ ดีแล้ว รถเทียมด้วยม้าอาชาไนย ที่สร้างตกแต่งไว้เป็นอย่างดี มีการขลิบอันวิจิตร พื้นที่เรือน เรือนที่สร้างกั้นเป็นห้องๆ และโภคสมบัติซึ่งเป็นของมนุษย์อันโอฬาร เกลื่อนกล่นไป ด้วยฝูงโค ประกอบไปด้วยหมู่นารีผู้ประเสริฐ พราหมณ์ เหล่านั้นผูกมนต์ในที่นั้นแล้ว ได้เข้าไปเฝ้าพระเจ้าโอกกาก- ราชในกาลนั้นกราบทูลว่า พระองค์มีทรัพย์และข้าวเปลือก มากมาย ขอเชิญพระองค์ทรงบูชายัญเถิด พระราชทรัพย์ เครื่องปลื้มใจของพระองค์มีมาก ลำดับนั้นแล พราหมณ์ ทั้งหลายยังพระราชาผู้ประเสริฐ ให้ทรงยินยอมบูชายัญ อัสสเมธะ ปุริสเมธะ (สัมมาปาสะ) วาชเปยยะ นิรัคคฬะ พระราชาทรงบูชายัญเหล่านี้แล้ว ได้พระราชาทานทรัพย์แก่ พราหมณ์ทั้งหลาย คือ แม่โค ที่นอน ผ้า เหล่านารีที่ ประดับดีแล้ว รถเทียมด้วยม้าอาชาไนย ที่สร้างตกแต่งไว้ เป็นอย่างดี มีการขลิบอันวิจิตร รับสั่งให้เอาธัญชาติต่างๆ บรรจุเรือนที่น่ารื่นรมย์ อันกั้นไว้เป็นห้องๆ จนเต็มทุกห้อง แล้วได้พระราชทานทรัพย์แก่พราหมณ์ทั้งหลาย ก็พราหมณ์ เหล่านั้นได้ทรัพย์ในที่นั้นแล้ว ชอบใจการสั่งสมเสมอ ตัณหาย่อมเจริญยิ่งแก่พราหมณ์เหล่านั้น ผู้มีความปรารถนา อันหยั่งลงแล้ว พราหมณ์เหล่านั้นผูกมนต์ในที่นั้นแล้ว ได้ เข้าเฝ้าพระเจ้าโอกกากราชอีก กราบทูลว่า แม่โคทั้งหลาย เกิดขึ้นเพื่อประโยชน์สำหรับรับใช้ในสรรพกิจของมนุษย์ เหมือนน้ำ แผ่นดิน เงิน ทรัพย์ และข้าวเหนียว ฉะนั้น เพราะว่าน้ำเป็นต้นนั้นเป็นเครื่องใช้ของสัตว์ทั้งหลาย ขอ พระองค์ทรงบูชายัญเถิด ราชสมบัติของพระองค์มีมาก ขอ เชิญพระองค์ทรงบูชายัญเถิด พระราชทรัพย์ของพระองค์มี มาก ลำดับนั้นแล พราหมณ์ทั้งหลายยังพระราชาผู้ประเสริฐ ให้ทรงยินยอมบูชายัญแล้ว ในการบูชายัญ พระราชาทรง รับสั่งให้ฆ่าแม่โคหลายแสนตัว แม่โคทั้งหลายเสมอด้วยแพะ สงบเสงี่ยม ถูกเขารีดนมด้วยหม้อ ย่อมไม่เบียดเบียนด้วยเท้า ด้วยเขา ด้วยอวัยวะอะไรๆ โดยแท้ พระราชารับสั่งให้ จับแม่โคเหล่านั้นที่เขาแล้วให้ฆ่าด้วยศาตรา ลำดับนั้น เทวดา พระอินทร์ พระพรหม อสูรและผีเสื้อน้ำ ต่างเปล่ง วาจาว่า มนุษย์ไม่มีธรรม แล่นไปเพราะศาตราตกลงที่แม่โค โรคสามชนิด คือ ความปรารถนา ๑ อนสนัญชรา ๑ (ความแก่หง่อม) ๑ ความปรารภสัตว์ของเลี้ยง ๑ ได้มีในกาล ก่อน ได้แพร่โรคออกเป็น ๙๘ ชนิด บรรดาอาชญาทั้งหลาย อธรรมนี้เป็นของเก่า เป็นไปแล้ว แม่โคทั้งหลายผู้ไม่ ประทุษร้ายย่อมถูกฆ่า คนผู้บูชายัญทั้งหลายย่อมเสื่อมจาก ธรรม ธรรมอันเลวทรามนี้เป็นของเก่า วิญญูชนติเตียนแล้ว อย่างนี้ วิญญูชนเห็นธรรมอันเลวทรามเช่นนี้ในที่ใด ย่อม ติเตียนคนผู้บูชายัญในที่นั้นเมื่อธรรมของพราหมณ์เก่าฉิบหาย แล้วอย่างนี้ศูทรและแพศย์แตกกันแล้ว กษัตริย์เป็นอันมาก แตกกันแล้ว ภรรยาดูหมิ่นสามี กษัตริย์พราหมณ์ผู้เป็นเผ่า พันธุ์แห่งพรหม แพศย์และศูทรเหล่าอื่น ผู้อันโคตรรักษา แล้วทำวาทะว่าชาติให้ฉิบหายแล้ว ได้ตกอยู่ในอำนาจแห่ง กามทั้งหลาย ฯ
เอวํ วุตฺเต เต พฺราหฺมณมหาสาลา ภควนฺตํ เอตทโวจุํ อภิกฺกนฺตํ โภ โคตม อภิกฺกนฺตํ โภ โคตม เสยฺยถาปิ โภ โคตม นิกฺกุชฺชิตํ วา อุกฺกุชฺเชยฺย ปฏิจฺฉนฺนํ วา วิวเรยฺย มูฬฺหสฺส วา มคฺคํ อาจิกฺเขยฺย อนฺธกาเร วา เตลปชฺโชตํ ธาเรยฺย จกฺขุมนฺโต รูปานิ ทกฺขนฺตีติ เอวเมวํ โภตา โคตเมน อเนกปริยาเยน ธมฺโม ปกาสิโต เอเต มยํ ภวนฺตํ โคตมํ สรณํ คจฺฉาม ธมฺมญฺจ ภิกฺขุสงฺฆญฺจ อุปาสเก โน ภวํ โคตโม ธาเรตุ อชฺชตคฺเค ปาณุเปเต สรณงฺคเตติ ฯ พฺราหฺมณธมฺมิกสุตฺตํ สตฺตมํ ฯ -----------
เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว พราหมณ์มหาศาลเหล่านั้นได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระองค์ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย เปรียบเหมือนหงายของคว่ำ เปิดของที่ปิดบอกทางแก่ผู้หลงทาง หรือตามประทีปในที่มืดด้วยหวังว่าคนมีจักษุจักเห็นรูปฉะนั้นข้าพระองค์เหล่านี้ขอถึงพระโคดมผู้เจริญ กับทั้งพระธรรมและพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระองค์โปรดทรงจำข้าพระองค์เหล่านี้ว่า เป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต จำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯ จบพราหมณธรรมิกสูตรที่ ๗