๑๗. โกธวรรค
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๗. โกธวรรค หมวดว่าด้วยความโกรธ ๑. โรหิณีขัตติยกัญญาวัตถุ เรื่องเจ้าหญิงโรหิณี (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่เจ้าหญิงโรหิณี ดังนี้)
บุคคลควรละความโกรธ สละมานะ ก้าวล่วงสังโยชน์ได้หมดทุกอย่าง ความทุกข์ย่อมไม่รุมเร้าคนนั้นผู้ไม่ติดอยู่ในนามรูป ผู้ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ สํ.ส. (แปล) ๑๕/๓๔/๔๓-๔๔
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๐๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๑๗. โกธวรรค ๔. มหาโมคคัลลานเถรปัญหวัตถุ๒. อัญญตรภิกขุวัตถุ เรื่องภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่เทวดา ดังนี้)
ผู้ใดอดกลั้นความโกรธที่เกิดขึ้นไว้ได้ เหมือนนายสารถีหยุดรถที่กำลังแล่นอยู่ได้ เราเรียกผู้นั้นว่า นายสารถี คนนอกจากนี้ เป็นเพียงผู้ถือเชือกเท่านั้น ๓. อุตตราอุปาสิกาวัตถุ เรื่องนางอุตตราอุบาสิกา (พระผู้มีพระภาคทรงชมเชยนางอุตตราที่อดกลั้นความโกรธต่อนางสิริมาจึงตรัสพระคาถานี้แก่นางอุตตรา ดังนี้)
บุคคลพึงชนะคนโกรธด้วยความไม่โกรธ พึงชนะคนไม่ดีด้วยความดี พึงชนะคนตระหนี่ด้วยการให้ พึงชนะคนพูดเหลาะแหละด้วยคำสัตย์ ๔. มหาโมคคัลลานเถรปัญหวัตถุ เรื่องปัญหาของพระมหาโมคคัลลานเถระ (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่พระมหาโมคคัลลานเถระ ดังนี้)
บุคคลควรพูดคำจริง ไม่ควรโกรธ แม้เขาขอเพียงเล็กน้อยก็ควรให้ ด้วยเหตุ ๓ อย่างนี้ (อย่างใดอย่างหนึ่ง) บุคคลพึงไปเทวโลกได้ @เชิงอรรถ : @ ขุ.ชา. (แปล) ๒๗/๒/๖๒ @ ให้ ในที่นี้หมายถึงให้ไทยธรรมแก่ท่านผู้ทรงศีล (ขุ.ธ.อ. ๖/๑๗๖-๑๗๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๐๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๑๗. โกธวรรค ๗. อตุลอุปาสกวัตถุ๕. ภิกขูหิปุฏฐปัญหวัตถุ เรื่องปัญหาที่ภิกษุทูลถาม (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)
มุนี ผู้ไม่เบียดเบียน สำรวมกายอยู่เป็นนิตย์ ย่อมไปสู่ที่ที่ไม่จุติที่ไปแล้วไม่เศร้าโศก ๖. ปุณณทาสีวัตถุ เรื่องนางปุณณทาสี (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่นางทาสของเศรษฐีชาวกรุงราชคฤห์ ชื่อปุณณา ดังนี้)
สำหรับบุคคลผู้ตื่นอยู่ตลอดเวลา หมั่นศึกษาไตรสิกขาทั้งกลางวันและกลางคืน น้อมจิตเข้าหานิพพาน อาสวะทั้งหลาย ย่อมตั้งอยู่ไม่ได้ ๗. อตุลอุปาสกวัตถุ เรื่องอตุลอุบาสก (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่อตุลอุบาสกพร้อมบริวาร ๕๐๐ คน ดังนี้)
อตุละเอ๋ย การนินทาและสรรเสริญนี้มีมานานแล้ว มิใช่เพิ่งมีในวันนี้เท่านั้น คนนั่งอยู่เฉยๆ เขาก็นินทา @เชิงอรรถ : @ มุนี ในที่นี้หมายถึงพระอเสขะมุนีผู้บรรลุมรรคและผลด้วยโมเนยยปฏิปทา (ขุ.ธ.อ. ๖/๑๘๐)@ สำรวมกาย หมายถึงสำรวมกาย วาจา ใจ (ขุ.ธ.อ. ๖/๑๘๐) @ อาสวะ มี ๔ ประการ คือ กาม ภพ ทิฏฐิ และอวิชชา (ขุ.ธ.อ. ๖/๑๘๓, อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๙๓๗/๕๘๖)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๐๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๑๗. โกธวรรค ๘. ฉัพพัคคิยภิกขุวัตถุ คนพูดมาก เขาก็นินทา แม้คนพูดน้อย เขาก็นินทา ไม่มีใครเลยในโลกนี้ไม่ถูกนินทา
ทั้งในอดีต ในอนาคต และในปัจจุบัน ก็ไม่มีใครเลยที่จะถูกนินทาอย่างเดียว หรือได้รับการสรรเสริญอย่างเดียว
แต่วิญญูชนพิจารณาทุกวันๆ ย่อมสรรเสริญบุคคลผู้ดำเนินชีวิตหาข้อตำหนิมิได้ ผู้เป็นนักปราชญ์ ผู้มีปัญญาและศีลมั่นคง
ใครเล่าจะควรตำหนิผู้นั้น ผู้เปรียบเหมือนแท่งทองชมพูนุท ผู้เช่นนั้น แม้เทวดาและมนุษย์ก็ชื่นชม ถึงพรหมก็สรรเสริญ ๘. ฉัพพัคคิยภิกขุวัตถุ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่พระฉัพพัคคีย์ ดังนี้)
บุคคลพึงรักษาความกำเริบทางกาย พึงสำรวมกาย ละกายทุจริตแล้ว พึงประพฤติกายสุจริต @เชิงอรรถ : @ ความหมายของคาถานี้ คือ การนินทาหรือสรรเสริญของคนพาล ไม่ถือเป็นประมาณ แต่บัณฑิตผู้ใคร่ครวญแล้ว@รู้เหตุที่ควรติเตียนหรือเหตุที่ควรสรรเสริญ ย่อมเลือกสรรเสริญนักปราชญ์ผู้มีปัญญา และศีลมั่นคง ดำรง@ชีวิตอย่างหาข้อตำหนิมิได้ (ขุ.ธ.อ. ๖/๑๘๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๐๔}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๑๘. มลวรรค ๑. โคฆาตกปุตตวัตถุ
บุคคลพึงรักษาความกำเริบทางวาจา พึงสำรวมวาจา ละวจีทุจริตแล้ว พึงประพฤติวจีสุจริต
บุคคลพึงรักษาความกำเริบทางใจ พึงสำรวมใจ ละมโนทุจริตแล้ว พึงประพฤติมโนสุจริต
นักปราชญ์ผู้สำรวมกาย สำรวมวาจา สำรวมใจ ชื่อว่าเป็นผู้สำรวมดีแท้ โกธวรรคที่ ๑๗ จบ
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ธมฺมปทคาถาย สตฺตรสโม โกธวคฺโค
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต คาถาธรรมบท โกธวรรคที่ ๑๗
|๒๗.๒๒๑| ๑๗ โกธํ ชเห วิปฺปชเหยฺย มานํ สญฺโญชนํ สพฺพมติกฺกเมยฺย ตนฺนามรูปสฺมึ อสชฺชมานํ อกิญฺจนํ นานุปตนฺติ ทุกฺขา ฯ |๒๗.๒๒๒| โย เว อุปฺปติตํ โกธํ รถํ ภนฺตํว ธารเย ตมหํ สารถึ พฺรูมิ รสฺมิคฺคาโห อิตโร ชโน ฯ |๒๗.๒๒๓| อกฺโกเธน ชิเน โกธํ อสาธุํ สาธุนา ชิเน ชิเน กทริยํ ทาเนน สจฺเจนาลิกวาทินํ ฯ |๒๗.๒๒๔| สจฺจํ ภเณ น กุชฺเฌยฺย ทชฺชา อปฺปสฺมิ ยาจิโต เอเตหิ ตีหิ ฐาเนหิ คจฺเฉ เทวาน สนฺติเก ฯ |๒๗.๒๒๕| อหึสกา เย มุนโย นิจฺจํ กาเยน สํวุตา เต ยนฺติ อจฺจุตํ ฐานํ ยตฺถ คนฺตฺวา น โสจเร ฯ |๒๗.๒๒๖| สทา ชาครมานานํ อโหรตฺตานุสิกฺขินํ นิพฺพานํ อธิมุตฺตานํ อตฺถํ คจฺฉนฺติ อาสวา ฯ |๒๗.๒๒๗| โปราณเมตํ อตุล เนตํ อชฺชตนามิว นินฺทนฺติ ตุณฺหิมาสีนํ นินฺทนฺติ พหุภาณินํ มิตภาณิมฺปิ นินฺทนฺติ นตฺถิ โลเก อนินฺทิโต ฯ |๒๗.๒๒๘| น จาหุ น จ ภวิสฺสติ น เจตรหิ วิชฺชติ เอกนฺตํ นินฺทิโต โปโส เอกนฺตํ วา ปสํสิโต |๒๗.๒๒๙| ยญฺเจ วิญฺญู ปสํสนฺติ อนุวิจฺจ สุเว สุเว อจฺฉิทฺทวุตฺตึ เมธาวึ ปญฺญาสีลสมาหิตํ |๒๗.๒๓๐| เนกฺขํ ชมฺโพนทสฺเสว โก ตํ นินฺทิตุมรหติ เทวาปิ นํ ปสํสนฺติ พฺรหฺมุนาปิ ปสํสิโต ฯ |๒๗.๒๓๑| กายปฺปโกปํ รกฺเขยฺย กาเยน สํวุโต สิยา กายทุจฺจริตํ หิตฺวา กาเยน สุจริตํ จเร |๒๗.๒๓๒| วจีปโกปํ รกฺเขยฺย วาจาย สํวุโต สิยา วจีทุจฺจริตํ หิตฺวา วาจาย สุจริตํ จเร |๒๗.๒๓๓| มโนปโกปํ รกฺเขยฺย มนสา สํวุโต สิยา มโนทุจฺจริตํ หิตฺวา มนสา สุจริตํ จเร |๒๗.๒๓๔| กาเยน สํวุตา ธีรา อโถ วาจาย สํวุตา มนสา สํวุตา ธีรา เต เว สุปริสํวุตา ฯ โกธวคฺโค สตฺตรสโม ฯ ----------
บุคคลพึงละความโกรธเสีย พึงละมานะเสีย พึงก้าวล่วง สังโยชน์เสียทั้งหมด ทุกข์ทั้งหลายย่อมไม่ตกตามบุคคลนั้น ผู้ไม่ข้องอยู่ในนามรูป ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล บุคคลใดแล พึง ห้ามความโกรธที่เกิดขึ้นแล้วไว้ได้ ดุจบุคคลห้ามรถซึ่งกำลัง แล่นไปได้ ฉะนั้น เรากล่าวบุคคลนั้นว่าเป็นสารถี คนนอกนี้ เป็นคนถือเชือก พึงชนะความโกรธด้วยความไม่โกรธ พึงชนะ ความไม่ดีด้วยความดี พึงชนะความตระหนี่ด้วยการให้ พึง ชนะคนมักกล่าวคำเหลาะแหละด้วยคำสัตย์ พึงกล่าวคำสัตย์ ไม่พึงโกรธ แม้เมื่อมีของน้อย ถูกขอแล้วก็พึงให้ บุคคล พึงไปในสำนักแห่งเทวดาทั้งหลาย เพราะเหตุ ๓ ประการนี้ มุนีเหล่าใดผู้ไม่เบียดเบียน สำรวมแล้วด้วยกายเป็นนิตย์ มุนีเหล่านั้นย่อมไปสู่สถานที่ไม่จุติ ที่คนทั้งหลายไปแล้วไม่ เศร้าโศก อาสวะทั้งหลายของผู้ตื่นอยู่ทุกเมื่อ ศึกษาเนืองๆ ทั้งกลางวันและกลางคืน ผู้น้อมไปแล้วสู่นิพพาน ย่อมถึง ความไม่มี ดูกรอตุละ การนินทาหรือการสรรเสริญนี้มีมาแต่ โบราณ มิใช่มีเพียงวันนี้ คนย่อมนินทาแม้ผู้นั่งนิ่ง แม้ผู้พูด มาก แม้พูดพอประมาณ ผู้ไม่ถูกนินทาไม่มีในโลก บุรุษ ผู้ถูกนินทาโดยส่วนเดียว หรือถูกสรรเสริญโดยส่วนเดียว ไม่มีแล้ว จักไม่มี และไม่มีในบัดนี้ ถ้าว่าผู้รู้ใคร่ครวญแล้ว ทุกวัน ย่อมสรรเสริญบุคคลใด ผู้มีความประพฤติไม่ขาด เป็นนักปราชญ์ ตั้งมั่นแล้วในปัญญาและศีล ใครย่อมควร เพื่อจะนินทาบุคคลนั้นผู้เหมือนดังแท่งแห่งทองชมพูนุท แม้ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ก็ย่อมสรรเสริญบุคคลนั้น แม้ พรหมก็สรรเสริญบุคคลนั้น ภิกษุพึงรักษาความกำเริบทางกาย พึงเป็นผู้สำรวมด้วยกาย ละกายทุจริตแล้ว พึงประพฤติสุจริต ด้วยกาย พึงรักษาความกำเริบทางวาจา พึงเป็นผู้สำรวมด้วย วาจา ละวจีทุจริตแล้ว พึงประพฤติสุจริตด้วยวาจา พึงรักษา ความกำเริบทางใจ พึงเป็นผู้สำรวมด้วยใจ ละมโนทุจริตแล้ว พึงประพฤติสุจริตด้วยใจ นักปราชญ์ทั้งหลาย สำรวมแล้วด้วย กาย สำรวมแล้วด้วยวาจา สำรวมแล้วด้วยใจ ท่านเหล่านั้น แล สำรวมเรียบร้อยแล้ว ฯ จบโกธวรรคที่ ๑๗