๔. สุนทริกภารทวาชสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๔. สุนทริกภารทวาชสูตร ๔. สุนทริกภารทวาชสูตร ว่าด้วยสุนทริกภารทวาชพราหมณ์ ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำสุนทริกา แคว้นโกศล สมัยนั้น สุนทริกภารทวาชพราหมณ์กำลังประกอบพิธีบูชาไฟ บำเรอการบูชาไฟ อยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำสุนทริกา ครั้นเสร็จสิ้นพิธีแล้วก็ลุกจากที่นั่ง เหลียวดูทิศทั้ง ๔ โดยรอบด้วยคิดว่า “ใครกันควรบริโภคเครื่องเซ่นที่เหลือนี้” พลันเหลือบไปเห็น พระผู้มีพระภาคประทับนั่งห่มคลุมพระวรกายจนถึงพระเศียรอยู่ที่โคนไม้ต้นหนึ่ง จึงใช้มือซ้ายถือเครื่องเซ่นที่เหลือ มือขวาถือคนโทเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ทันใดนั้น พระผู้มีพระภาคทรงเปิดผ้าคลุมพระเศียรออก เพราะได้สดับเสียง ฝีเท้าของสุนทริกภารทวาชพราหมณ์ ขณะนั้นสุนทริกภารทวาชพราหมณ์กล่าวขึ้นว่า “นี้คนหัวโล้น นี้คนหัวโล้น” ตั้งใจจะหันหลังกลับจากที่นั้น แต่แล้วได้ฉุกคิดว่า “อันที่จริง พราหมณ์บางพวกในโลกนี้ก็หัวโล้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้น เราควร เข้าไปถามชาติตระกูล” ครั้นคิดเช่นนั้นแล้ว จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้กล่าวว่า “ท่านมีชาติกำเนิดอะไร” ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสตอบสุนทริกภารทวาชพราหมณ์ด้วยพระคาถา ดังนี้ว่า
เราไม่ใช่พราหมณ์ ไม่ใช่ราชโอรส ไม่ใช่แพศย์ หรือคนวรรณะใดวรรณะหนึ่ง เรากำหนดรู้โคตรของปุถุชนทั้งหลายแล้ว ไม่มีความกังวล ประพฤติตนอยู่ในโลกด้วยปัญญา
เรานุ่งห่มไตรจีวร ไม่มีเรือน ปลงผมแล้ว ควบคุมตน สงบระงับได้ ไม่คลุกคลีกับหมู่คน เที่ยวจาริกไปในโลก การที่ท่านถามเราถึงโคตรวงศ์นั้นไม่สมควรเลย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๐๔}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๔. สุนทริกภารทวาชสูตร
(พราหมณ์ทูลถามดังนี้) พราหมณ์ พราหมณ์ทั้งหลายด้วยกันเท่านั้น ที่จะถามว่า ท่านเป็นพราหมณ์หรือไม่
(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้) ถ้าท่านเรียกตัวเองว่าพราหมณ์ แต่มาสนทนากับเราผู้มิใช่พราหมณ์ เพราะฉะนั้น เราจะถามท่านถึงเรื่องสาวิตรีฉันท์ ที่มี ๓ บาท ๒๔ พยางค์
(พราหมณ์ทูลถามดังนี้) ฤๅษี มนุชะ กษัตริย์ และพราหมณ์เป็นจำนวนมากในโลกนี้ อาศัยอะไร จึงพากันบูชายัญแก่เทวดาทั้งหลาย
(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้) เราขอชี้แจงว่า บุคคลผู้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ จบเวท พึงได้รับเครื่องบูชาในกาลแห่งยัญพิธีของผู้ใด การประกอบพิธีบูชายัญของผู้นั้น จึงจะสำเร็จผลมาก
(พราหมณ์กราบทูลดังนี้) การบูชายัญของข้าพเจ้านั้น ชื่อว่าสำเร็จผลแน่แท้ เพราะได้พบเห็นบุคคล ผู้จบเวทเช่นพระองค์ ก็เพราะยังไม่พบบุคคลผู้ทรงคุณเช่นกับพระองค์ คนอื่นๆ จึงได้กินเครื่องเซ่น @เชิงอรรถ : @ สาวิตรีฉันท์ โดยทั่วไปหมายถึงบทสวดในคัมภีร์พระเวท แต่ในที่นี้พระพุทธองค์ทรงหมายเอาอริยสาวิตรี@คือ พุทธัง สรณัง คัจฉามิ, ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ, สังฆัง สรณัง คัจฉามิ (ขุ.สุ.อ. ๒/๔๖๑/๒๒๖)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๐๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๔. สุนทริกภารทวาชสูตร
(พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้) พราหมณ์ เพราะฉะนั้น ท่านผู้มีความต้องการด้วยประโยชน์นี้ จงเข้ามาถามเถิด ท่านก็จะได้พบบุคคลผู้สงบ กำจัดความโกรธได้ ไม่มีความทุกข์ ไม่มีความหวัง มีปัญญาดี ในโลกนี้แน่นอน
(พราหมณ์ทูลถามดังนี้) ข้าพเจ้ายินดีในการบูชายัญ ปรารถนาที่จะบูชายัญ แต่ข้าพเจ้ายังไม่รู้ ขอพระองค์โปรดตรัสสอนข้าพเจ้า โปรดตรัสบอกสถานที่ที่การบูชายัญจะสำเร็จผล ให้ข้าพเจ้าทราบด้วยเถิด พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “พราหมณ์ ถ้าอย่างนั้น ท่านจงตั้งใจฟังเถิด เราจะแสดงธรรมแก่ท่าน”
ท่านอย่าถามถึงชาติตระกูลเลย จงถามเฉพาะธรรมที่ประพฤติเถิด ไฟย่อมเกิดจากไม้ แม้ผู้ที่เกิดในสกุลต่ำก็สามารถเป็นมุนี มีปัญญา กีดกันอกุศลวิตกได้ด้วยหิริ เป็นบุรุษอาชาไนยได้
พราหมณ์ผู้มุ่งบุญ ควรบูชา จัดถวายเครื่องไทยธรรมให้เหมาะแก่กาล แก่พระทักขิไณยบุคคลผู้ฝึกตนจนบรรลุสัจจะ สมบูรณ์ด้วยการฝึกอินทรีย์ ผู้จบเวท อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว
พราหมณ์ผู้มุ่งบุญ ควรบูชา จัดถวายเครื่องไทยธรรมให้เหมาะแก่กาล แก่เหล่าชนผู้ละกามทั้งหลายได้แล้ว ไม่ยึดมั่น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๐๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๔. สุนทริกภารทวาชสูตร สำรวมตนเคร่งครัด เที่ยวไปอยู่ เหมือนกระสวยที่ไปตรง
พราหมณ์ผู้มุ่งบุญ ควรบูชา จัดถวายเครื่องไทยธรรมให้เหมาะแก่กาล แก่เหล่าชนผู้ปราศจากราคะ มีอินทรีย์มั่นคงดีแล้ว หลุดพ้นจากกิเลส เหมือนดวงจันทร์พ้นจากราหูจับ ฉะนั้น
พราหมณ์ผู้มุ่งบุญ ควรบูชา จัดถวายเครื่องไทยธรรมให้เหมาะแก่กาล แก่เหล่าชนผู้ไม่เกี่ยวข้องด้วยกิเลส มีสติอยู่ทุกเมื่อ ละนามรูปที่ยึดถือว่าเป็นของเราได้แล้ว เที่ยวไปอยู่ในโลก
ตถาคตละกามทั้งหลายได้ มีปกติครอบงำกามทั้งหลาย เที่ยวไป รู้ที่สุดแห่งชาติและมรณะ ดับกิเลสเครื่องเร่าร้อนได้เด็ดขาดแล้ว เป็นผู้เยือกเย็นเหมือนห้วงน้ำ ควรแก่เครื่องบูชา
ตถาคตผู้เสมอพระพุทธเจ้าทั้งหลาย อยู่ห่างไกลจากบุคคลผู้ไม่เสมอทั้งหลาย มีปัญญาหาที่สุดมิได้ เป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่แปดเปื้อน ไม่ว่าในโลกนี้หรือโลกไหนๆ ย่อมควรแก่เครื่องบูชา
ตถาคต ไม่มีมายา ไม่มีมานะ ปราศจากโลภะ ไม่ยึดถือสิ่งว่าเป็นของเรา ไม่มีความหวัง กำจัดความโกรธ ดับกิเลสเครื่องเร่าร้อนได้เด็ดขาด เป็นพราหมณ์ผู้ลอยบาปได้แท้จริง ละมลทินคือความโศกได้แล้ว ย่อมควรแก่เครื่องบูชา
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๐๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๔. สุนทริกภารทวาชสูตร
ตถาคตละตัณหาและทิฏฐิ อันเป็นกิเลสนอนเนื่องประจำใจได้แล้ว ไม่มีตัณหาและทิฏฐิเครื่องยึดถือใดๆ ชื่อว่าหมดความยึดมั่นในโลกนี้หรือโลกอื่น ย่อมควรแก่เครื่องบูชา
ตถาคตมีจิตเป็นสมาธิ ข้ามพ้นโอฆะได้เด็ดขาด และรู้ธรรมด้วยปัญญาอันยอดเยี่ยม หมดสิ้นอาสวะ ทรงไว้ซึ่งร่างกายเป็นร่างกายสุดท้าย ย่อมควรแก่เครื่องบูชา
ภวาสวะ และวาจาหยาบคาย ตถาคตกำจัดให้สิ้นได้ ไม่มีอยู่ เป็นผู้จบเวท หลุดพ้นแล้วในธรรมทั้งปวง ย่อมควรแก่เครื่องบูชา
ตถาคตผู้ล่วงพ้นกิเลสเครื่องข้อง ไม่มีธรรมเครื่องข้อง เมื่อคนทั่วไปติดข้องเพราะมานะ ตถาคตขจัดมานะได้ กำหนดรู้ทุกข์พร้อมทั้งเขตและที่ตั้ง ย่อมควรแก่เครื่องบูชา
ตถาคตไม่อิงอาศัยความหวัง มีปกติเห็นความสงัด ล่วงพ้นทิฏฐิที่ผู้อื่นรู้กัน ไม่มีกิเลสเครื่องยึดเหนี่ยวใดๆ ย่อมควรแก่เครื่องบูชา
ตถาคตรู้แจ้งธรรมทั้งที่ดีและเลว กำจัดให้สูญสิ้นได้เด็ดขาดแล้ว เป็นผู้สงบ น้อมจิตไปในธรรมเป็นที่สิ้นอุปาทาน ย่อมควรแก่เครื่องบูชา @เชิงอรรถ : @ ภวาสวะ หมายถึงราคะที่ประกอบด้วย (๑) ภวตัณหา (ความทะยานอยากในภพ) (๒) ฌานนิกันติ (ความ@ยึดติดในฌาน (๓) สัสสตทิฏฐิ (ความเห็นว่าเที่ยง) (ขุ.สุ.อ. ๒/๔๗๗/๒๓๒)@ ธรรมทั้งปวง หมายถึงขันธ์และอายตนะเป็นต้น (ขุ.สุ.อ. ๒/๔๗๗/๒๓๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๐๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๔. สุนทริกภารทวาชสูตร
ตถาคตมีปกติเห็นภาวะที่สิ้นสุดการเกิด ขจัดสังโยชน์อันเป็นทางแห่งราคะได้หมดสิ้น เป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่มีโทษ ปราศจากมลทิน หมดกิเลสเครื่องเศร้าหมอง ย่อมควรแก่เครื่องบูชา
ตถาคตไม่พิจารณาเห็นตนโดยความเป็นตน มีจิตตั้งมั่น ปฏิบัติตรง ดำรงตนมั่นคง ไม่หวั่นไหว ไม่มีกิเลสดุจตะปูตรึงใจ หมดความสงสัย ย่อมควรแก่เครื่องบูชา
ตถาคตไม่มีเหตุเกิดโมหะใดๆ มีปกติเห็นด้วยญาณในธรรมทั้งปวง ทรงไว้ซึ่งร่างกายเป็นร่างกายสุดท้าย และบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณที่ยอดเยี่ยมอันเกษม ด้วยเหตุดังกล่าวมานี้ ตถาคตนับว่ามีความบริสุทธิ์ที่น่าบูชา จึงควรแก่เครื่องบูชา
(พราหมณ์กราบทูลดังนี้) การบูชาของข้าพระองค์ จะเป็นการบูชาที่ถูกต้องอย่างแน่แท้ เพราะได้พบบุคคล ผู้จบเวทเช่นพระองค์ ขอพระผู้มีพระภาคผู้ทรงเป็นพรหมโดยประจักษ์ โปรดทรงรับ ทรงบริโภคเครื่องบูชาของข้าพระองค์ด้วยเถิด
(พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้) พราหมณ์ เราไม่บริโภคโภชนะ ที่ได้มาเพราะการขับกล่อม ธรรมนั้นมิใช่ธรรมของผู้พิจารณา @เชิงอรรถ : @ เห็นตนโดยความเป็นตน หมายถึงเห็นขันธ์ ๕ ด้วยจิตอันสัมปยุตด้วยญาณ (ขุ.สุ.อ. ๒/๔๘๒/๒๓๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๐๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๔. สุนทริกภารทวาชสูตร พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่รับโภชนะ ที่ได้มาเพราะการขับกล่อม เมื่อธรรมยังมีอยู่ การเลี้ยงชีพแบบนี้ก็ยังมีอยู่
อนึ่ง ท่านจงบำรุงพระขีณาสพ ผู้บริสุทธิ์บริบูรณ์ ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ มีความคะนองสงบแล้ว ด้วยข้าวและน้ำ เพราะว่าการบำรุงนั้น เป็นนาบุญของผู้แสวงบุญ
(พราหมณ์กราบทูลดังนี้) ข้าแต่พระผู้พระภาค ขอประทานวโรกาส ข้าพระองค์เข้าถึงคำสอนของพระองค์ จนรู้ชัดตามที่พระองค์ตรัสบอกแล้ว ขอพระองค์โปรดตรัสแสดงบุคคล ผู้ควรจะบริโภคทักษิณาทานของข้าพระองค์ ซึ่งเป็นผู้ที่ข้าพระองค์กำลังแสวงหาในเวลาบูชายัญ แก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด
(พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้) บุคคลใดปราศจากการแก่งแย่งชิงดีกัน มีจิตไม่ขุ่นมัว หลุดพ้นแล้วจากกามทั้งหลาย กำจัดถีนมิทธะได้แล้ว
กำจัดกิเลสส่วนสุดออกได้ รู้เท่าทันชาติและมรณะ เป็นมุนีผู้สมบูรณ์ด้วยปัญญา ถ้าบุคคลเช่นนั้นมาถึงสถานที่บูชายัญของท่าน
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๑๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๕. มาฆสูตร
ท่านอย่าทำหน้านิ่วคิ้วขมวด จงประคองอัญชลีนอบน้อม บูชาด้วยข้าวและน้ำเถิด ทักษิณาของท่านจึงจะสำเร็จได้ด้วยอาการอย่างนี้
(พราหมณ์กราบทูลดังนี้) พระองค์เป็นพระพุทธเจ้าผู้ควรบูชาในโลกทั้งปวง เป็นนาบุญอันยอดเยี่ยม ย่อมควรรับเครื่องบูชา ทานที่ถวายแก่พระองค์ย่อมมีผลมาก ลำดับนั้น สุนทริกภารทวาชพราหมณ์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า“ข้าแต่ท่านพระโคดม ภาษิตของท่านพระโคดมชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ข้าแต่ท่านพระ-โคดม ภาษิตของท่านพระโคดมชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ท่านพระโคดมทรงประกาศธรรมแจ่มแจ้งโดยประการต่างๆ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิดบอกทางแก่ผู้หลงทาง หรือตามประทีปในที่มืดโดยตั้งใจว่า ‘คนมีตาดีจักเห็นรูปได้’ข้าพระองค์นี้ขอถึงท่านพระโคดม พร้อมทั้งพระธรรม และพระสงฆ์เป็นสรณะข้าพระองค์พึงได้บรรพชา พึงได้อุปสมบทในสำนักของท่านพระโคดมเถิด” สุนทริกภารทวาชพราหมณ์ได้บรรพชา ได้อุปสมบทในสำนักพระผู้มีพระภาค ฯลฯ จึงเป็นอันว่า ท่านพระสุนทริกภารทวาชะได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งในบรรดาพระอรหันต์ทั้งหลาย สุนทริกภารทวาชสูตรที่ ๔ จบ
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
สุตฺตนิปาเต ตติยสฺส มหาวคฺคสฺส จตุตฺถํ สุนฺทริกสุตฺตํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต สุนทริกสูตรที่ ๔
๔ เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา โกสเลสุ วิหรติ สุนฺทริกาย นทิยา ตีเร ฯ เตน โข ปน สมเยน สุนฺทริกภารทฺวาโช พฺราหฺมโณ สุนฺทริกาย นทิยา ตีเร อคฺคึ ชุหติ อคฺคิหุตํ ปริจรติ ฯ อถ โข สุนฺทริกภารทฺวาโช พฺราหฺมโณ อคฺคึ ชุหิตฺวา อคฺคิหุตํ ปริจริตฺวา อุฏฺฐายาสนา สมนฺตา จตุทฺทิสา อนุวิโลเกสิ โก นุ โข อิมํ หพฺยเสสํ ภุญฺเชยฺยาติ ฯ อทฺทสา โข สุนฺทริกภารทฺวาโช พฺราหฺมโณ ภควนฺตํ อวิทูเร อญฺญตรสฺมึ รุกฺขมูเล สสีสํ ปารุตํ นิสินฺนํ ทิสฺวาน วาเมน หตฺเถน หพฺยเสสํ คเหตฺวา ทกฺขิเณน หตฺเถน กมณฺฑลุํ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ ฯ {๓๕๘.๔} อถ โข ภควา สุนฺทริกภารทฺวาชสฺส พฺราหฺมณสฺส ปทสทฺเทน สีสํ วิวริ ฯ อถ โข สุนฺทริกภารทฺวาโช พฺราหฺมโณ มุณฺโฑ อยํ ภวํ มุณฺฑโก อยํ ภวนฺติ ตโต ปุน นิวตฺติตุกาโม อโหสิ ฯ อถ โข สุนฺทริกภารทฺวาชสฺส พฺราหฺมณสฺส เอตทโหสิ มุณฺฑาปิ หิเธกจฺเจ พฺราหฺมณา ภวนฺติ ยนฺนูนาหํ อุปสงฺกมิตฺวา ชาตึ ปุจฺเฉยฺยนฺติ ฯ อถ โข สุนฺทริกภารทฺวาโช พฺราหฺมโณ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ เอตทโวจ กึชจฺโจ ภวนฺติ ฯ อถ โข ภควา สุนฺทริกภารทฺวาชํ พฺราหฺมณํ คาถาย อชฺฌภาสิ
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำสุนทริกา แคว้นโกศลชนบท ก็สมัยนั้นแล สุนทริกภารทวาชพราหมณ์ครั้นบูชาไฟ บำเรอการบูชาไฟอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำสุนทริกา ครั้งนั้นแล สุนทริกภารทวาชพราหมณ์ครั้นบูชาไฟบำเรอไฟแล้วลุกขึ้นจากอาสนะ เหลียวดูทิศทั้งสี่โดยรอบด้วยคิดว่า ใครหนอแล ควรบริโภคข้าวปายาสที่เหลือนี้ สุนทริกภารทวาชพราหมณ์ได้เห็นพระผู้มีพระภาคประทับนั่งทรงคลุมพระกายตลอดพระเศียรอยู่ที่โคนไม้แห่งหนึ่ง จึงถือเอาข้าวปายาสที่เหลือด้วยมือซ้าย ถือเต้าน้ำด้วยมือข้างขวา เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคได้ทรงเปิดพระเศียรออก เพราะเสียงฝีเท้าของสุนทริกภารทวาช-*พราหมณ์ ครั้งนั้น สุนทริกภารทวาชพราหมณ์คิดว่า ท่านผู้นี้เป็นคนโล้นๆดังนี้แล้ว ปรารถนาจะกลับจากที่นั้น ลำดับนั้น สุนทริกภารทวาชพราหมณ์ดำริว่าแม้พราหมณ์บางพวกในโลกนี้ก็เป็นคนโล้น ผิฉะนั้นเราพึงเข้าไปถามถึงชาติ ทีนั้นแล สุนทริกภารทวาชพราหมณ์ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ท่านมีชาติอย่างไร ฯ ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคได้ตรัสตอบสุนทริกภารทวาชพราหมณ์ด้วยพระคาถาว่า
|๓๕๙.๘๗๙| น พฺราหฺมโณ โนมฺหิ น ราชปุตฺโต น เวสฺสายโน อุท โกจิ โนมฺหิ โคตฺตํ ปริญฺญาย ปุถุชฺชนานํ อกิญฺจโน มนฺต จรามิ โลเก |๓๕๙.๘๘๐| สงฺฆาฏิวาสี อคโห จรามิ นิวุตฺตเกโส อภินิพฺพุตตฺโต อลิมฺปมาโน อิธ มาณเวหิ อกลฺลํ มํ (พฺราหฺมณ) ปุจฺฉสิ โคตฺตปญฺหํ |๓๕๙.๘๘๑| ปุจฺฉนฺติ เว โภ พฺราหฺมณา พฺราหฺมเณหิ สห พฺราหฺมโณ โน ภวนฺติ ฯ |๓๕๙.๘๘๒| พฺราหฺมโณ เจ ตฺวํ พฺรูสิ มญฺจ พฺรูสิ อพฺราหฺมณํ ตํ ตํ สาวิตฺตึ ปุจฺฉามิ ติปทํ จตุวีสตกฺขรํ ฯ |๓๕๙.๘๘๓| กึ นิสฺสิตา อิสโย มนุชา ขตฺติยา พฺราหฺมณา เทวตานํ ยญฺญมกปฺปึสุ ปุถูธ โลเก ฯ |๓๕๙.๘๘๔| ยทนฺตคู เวทคู ยญฺญกาเล ยสฺสาหุตึ ลเภ ตสฺสิชฺเฌติ พฺรูมิ ฯ |๓๕๙.๘๘๕| อทฺธา หิ ตสฺส หุตมิชฺเฌ (ติ พฺราหฺมโณ) ยํ ตาทิสํ เวทคุํ อทฺทสาม ตุมฺหาทิสานญฺหิ อทสฺสเนน อญฺโญ ชโน ภุญฺชติ ปูรฬาสํ ฯ |๓๕๙.๘๘๖| ตสฺมา ติห ตฺวํ พฺราหฺมณ อตฺเถน อตฺถิโก อุปสงฺกมฺม ปุจฺฉ สนฺตํ วิธูมํ อนิฆํ นิราสํ อปฺเปวิธ อภิวินฺเท สุเมธํ |๓๕๙.๘๘๗| ยญฺเญ รโตหํ (โภ โคตม) ยญฺญํ ยิฏฺฐุกาโม นาหํ ปชานามิ อนุสาสตุ มํ ภวํ ยตฺถ หุตํ อิชฺฌเต พฺรูหิ เมตํ ฯ เตน หิ ตฺวํ พฺราหฺมณ โอทหสฺสุ โสตํ ธมฺมํ เต เทสิสฺสามิ |๓๕๙.๘๘๘| มา ชาตึ ปุจฺฉ จรณญฺจ ปุจฺฉ กฏฺฐา หเว ชายติ ชาตเวโท นีจากุลีโนปิ มุนี ธิตีมา อาชานิโย โหติ หิรีนิเสโธ ฯ |๓๕๙.๘๘๙| สจฺเจน ทนฺโต ทมสา อุเปโต เวทนฺตคู วูสิตพฺรหฺมจริโย กาเลน ตมฺหิ หพฺยํ ปเวจฺเฉ โย พฺราหฺมโณ ปุญฺญเปกฺโข ยเชถ ฯ |๓๕๙.๘๙๐| เย กาเม หิตฺวา อคหา จรนฺติ สุสญฺญตตฺตา ตสรํว อุชฺชุํ กาเลน เตสุ หพฺยํ ปเวจฺเฉ โย พฺราหฺมโณ ปุญฺญเปกฺโข ยเชถ ฯ |๓๕๙.๘๙๑| เย วีตราคา สุสมาหิตินฺทฺริยา จนฺโทว ราหุคหณา ปมุตฺโต กาเลน เตสุ หพฺยํ ปเวจฺเฉ โย พฺราหฺมโณ ปุญฺญเปกฺโข ยเชถ ฯ |๓๕๙.๘๙๒| อาสชฺชมานา วิจรนฺติ โลเก สทา สตา หิตฺวา มมายิตานิ กาเลน เตสุ หพฺยํ ปเวจฺเฉ โย พฺราหฺมโณ ปุญฺญเปกฺโข ยเชถ ฯ |๓๕๙.๘๙๓| โย กาเม หิตฺวา อภิภุยฺยจารี โย เวทิ ชาตีมรณสฺส อนฺตํ ปรินิพฺพุโต อุทกรหโทว สีโต ตถาคโต อรหติ ปูรฬาสํ ฯ |๓๕๙.๘๙๔| สโม สเมหิ วิสเมหิ ทูเร ตถาคโต โหติ อนนฺตปญฺโญ อนูปลิตฺโต อิธ วา หุรํ วา ตถาคโต อรหติ ปูรฬาสํ ฯ |๓๕๙.๘๙๕| ยมฺหิ น มายา วสตี น มาโน โย วีตโลโภ อมโม นิราโส ปนุนฺนโกโธ อภินิพฺพุตตฺโต โย พฺราหฺมโณ โสกมลํ อหาสิ ตถาคโต อรหติ ปูรฬาสํ ฯ |๓๕๙.๘๙๖| นิเวสนํ โย มนโส อหาสิ ปริคฺคหา ยสฺส น สนฺติ เกจิ อนุปาทิยาโน อิธ วา หุรํ วา ตถาคโต อรหติ ปูรฬาสํ ฯ |๓๕๙.๘๙๗| สมาหิโต โย อุทตาริ โอฆํ ธมฺมญฺจ ญาสิ ปรมาย ทิฏฺฐิยา ขีณาสโว อนฺติมเทหธารี ตถาคโต อรหติ ปูรฬาสํ ฯ |๓๕๙.๘๙๘| ภวาสวา ยสฺส วจี ขรา จ วิธูปิตา อตฺถคตา น สนฺติ ส เวทคู สพฺพธิ วิปฺปมุตฺโต ตถาคโต อรหติ ปูรฬาสํ ฯ |๓๕๙.๘๙๙| สงฺคาติโค ยสฺส น สนฺติ สงฺคา โย มานสตฺเตสุ อมานสตฺโต ทุกฺขํ ปริญฺญาย สเขตฺตวตฺถุํ ตถาคโต อรหติ ปูรฬาสํ ฯ |๓๕๙.๙๐๐| อาสํ อนิสฺสาย วิเวกทสฺสี ปรเวทิยํ ทิฏฺฐิมุปาติวตฺโต อารมฺมณา ยสฺส น สนฺติ เกจิ ตถาคโต อรหติ ปูรฬาสํ ฯ |๓๕๙.๙๐๑| ปโรปรา ยสฺส สเมจฺจ ธมฺมา วิธูปิตา อตฺถคตา น สนฺติ สนฺโต อุปาทานกฺขเย วิมุตฺโต ตถาคโต อรหติ ปูรฬาสํ ฯ |๓๕๙.๙๐๒| สํโยชนํ ชาติขยนฺตทสฺสี โย ปานุที ราคปถํ อเสสํ สุทฺโธ นิทฺโทโส วิมโล อกาโม ตถาคโต อรหติ ปูรฬาสํ ฯ |๓๕๙.๙๐๓| โย อตฺตนาตฺตานํ นานุปสฺสติ สมาหิโต อุชุคโต ฐิตตฺโต ส เว อเนโช อขิโล อกงฺโข ตถาคโต อรหติ ปูรฬาสํ ฯ |๓๕๙.๙๐๔| โมหนฺตรา ยสฺส น สนฺติ เกจิ สพฺเพสุ ธมฺเมสุ จ ญาณทสฺสี สรีรญฺจ อนฺติมํ ธาเรติ ปตฺโต จ สมฺโพธิมนุตฺตรํ สิวํ เอตฺตาวตา ยกฺขสฺส สุทฺธิ (ตถาคโต อรหติ ปูรฬาสํ ฯ) |๓๕๙.๙๐๕| หุตญฺจ มยฺหํ หุตมตฺถุ สจฺจํ ยํ ตาทิสํ เวทคุนํ อลตฺถํ พฺรหฺมา หิ สกฺขิ ปฏิคณฺหาตุ เม ภควา ภุญฺชตุ เม ภควา ปูรฬาสํ ฯ |๓๕๙.๙๐๖| คาถาภิคีตํ เม อโภชเนยฺยํ สมฺผสฺสตํ พฺราหฺมณ เนส ธมฺโม คาถาภิคีตํ ปนุทนฺติ พุทฺธา ธมฺเม สติ พฺราหฺมณ วุตฺติเรสา ฯ |๓๕๙.๙๐๗| อญฺเญน จ เกวลินํ มเหสึ ขีณาสวํ กุกฺกุจฺจวูปสนฺตํ อนฺเนน ปาเนน อุปฏฺฐหสฺสุ เขตฺตญฺหิ ตํ ปุญฺญเปกฺขสฺส โหติ ฯ |๓๕๙.๙๐๘| สาธาหํ ภควา ตถา วิชญฺญํ โย ทกฺขิณํ ภุญฺเชยฺย มาทิสสฺส ยํ ยญฺญกาเล ปริเยสมาโน ปปฺปุยฺย ตว สาสนํ ฯ |๓๕๙.๙๐๙| สารมฺภา ยสฺส วิคตา จิตฺตํ ยสฺส อนาวิลํ วิปฺปมุตฺโต จ กาเมหิ ถีนํ ยสฺส ปนูทิตํ |๓๕๙.๙๑๐| สีมนฺตานํ วิเนตารํ ชาติมรณโกวิทํ มุนึ โมเนยฺยสมฺปนฺนํ ตาทิสํ ยญฺญมาคตํ |๓๕๙.๙๑๑| ภกุฏึ วินยิตฺวาน ปญฺชลิกา นมสฺสถ ปูเชถ อนฺนปาเนน เอวํ อิชฺฌนฺติ ทกฺขิณา ฯ |๓๕๙.๙๑๒| พุทฺโธ ภวํ อรหติ ปูรฬาสํ ปุญฺญกฺเขตฺตมนุตฺตรํ อายาโค สพฺพโลกสฺมึ โภโต ทินฺนํ มหปฺผลนฺติ ฯ
เราไม่ใช่พราหมณ์ ไม่ใช่ราชโอรส ไม่ใช่แพศย์หรือใครๆ เรากำหนดรู้โคตรของปุถุชนแล้ว ไม่มีความกังวล เที่ยว ไปด้วยปัญญาในโลก เรานุ่งห่ม (ไตรจีวร) สังฆาฏิ ไม่มี เรือน ปลงผมแล้ว มีตนดับความเร่าร้อนแล้ว ไม่คลุกคลี กับด้วยมนุษย์ (มาณพ) ทั้งหลายในโลกนี้ เที่ยวไปอยู่ ท่าน ถามถึงปัญหาเกี่ยวด้วยโคตรอันไม่สมควรกะเรา ดูกรพราหมณ์ ผู้เจริญ พวกพราหมณ์ย่อมถามกับพวกพราหมณ์ด้วยกันว่า ท่านเป็นพราหมณ์หรือหนอ ถ้าว่าท่านกล่าวว่าเราเป็นพราหมณ์ แต่ท่านกล่าวกะเราผู้มิใช่พราหมณ์ เพราะเหตุนั้น เราขอ ถามสาวิตรีซึ่งมีบท ๓ มีอักขระ ๒๔ กะท่าน ฯ พราหมณ์ทูลถามว่า พวกฤาษี มนุษย์ กษัตริย์ และพราหมณ์เป็นอันมากในโลก นี้ อาศัยอะไร ได้กำหนดยัญแก่เทวดาทั้งหลาย ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า เราขอบอกว่าผู้ถึงที่สุดทุกข์ ถึงที่สุดเวท จะพึงได้เครื่องบูชา ในเมื่ออาหารอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้ใดเข้าไปตั้งไว้ในกาลแห่ง ยัญ ยัญกรรมของผู้นั้นพึงสำเร็จ ฯ พราหมณ์ทูลว่า การบูชาของข้าพเจ้านั้น พึงสำเร็จเป็นแน่แท้ เพราะข้าพเจ้า ได้พบบุคคลผู้ถึงเวทเช่นนั้น อันที่จริง คนอื่นย่อมได้ บริโภคเครื่องบูชา เพราะไม่ได้พบบุคคลผู้เช่นท่าน ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เพราะเหตุนั้นแหละพราหมณ์ ท่านผู้มีความต้องการด้วย ประโยชน์ จงเข้าไปถามเถิด ท่านจะพบผู้มีปัญญาดี ผู้สงบ ผู้ไม่มีความโกรธ ไม่มีทุกข์ ไม่มีความหวัง ในศาสนา นี้แน่แท้ ฯ พราหมณ์ทูลว่า (ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ) ข้าพเจ้ายินดีแล้วในยัญ ใคร่จะ บูชายัญ แต่ข้าพเจ้ายังไม่ทราบชัด ขอท่านจงพร่ำสอน ข้าพเจ้าเถิด ขอท่านจงบอกซึ่งที่เป็นที่สำเร็จแห่งการบูชา แก่ข้าพเจ้าเถิด ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรพราหมณ์ ถ้าอย่างนั้นท่านจงเงี่ยโสตลงเถิด เราจักแสดง ธรรมแก่ท่าน ท่านอย่าถามถึงชาติ จงถามแต่ธรรมสำหรับ ประพฤติเถิด ไฟย่อมเกิดแต่ไม้แล แม้ผู้ที่เกิดในสกุลต่ำ เป็นมุนีมีปัญญา เป็นผู้เกียดกันอกุศลวิตกด้วยหิริ รู้เหตุ การณ์ได้โดยฉับพลันก็มี พราหมณ์ผู้มุ่งบุญพึงบูชา พึงหลั่ง ไทยธรรมในทักขิไณยบุคคลผู้ที่ฝึกตนด้วยสัจจะ ผู้ประกอบ ด้วยการฝึกฝนอินทรีย์ ผู้ถึงที่สุดแห่งเวท ผู้อยู่จบพรหมจรรย์ ตามกาล ชนเหล่าใดละกามทั้งหลายได้แล้ว ไม่ยึดมั่น อะไรๆ เที่ยวไป มีตนสำรวมดีแล้ว เหมือนกระสวยที่ ไปตรง ฉะนั้น พราหมณ์ผู้มุ่งบุญพึงบูชา พึงหลั่งไทยธรรม ในชนเหล่านั้นตามกาล ชนเหล่าใดปราศจากราคะ มี อินทรีย์ตั้งมั่นดีแล้ว หลุดพ้นแล้วจากการจับของกิเลส เปล่งปลั่งอยู่ เหมือนพระจันทร์ที่พ้นแล้วจากการเบียดเบียน ของราหู สว่างไสวอยู่ ฉะนั้น พราหมณ์พึงหลั่งไทยธรรม ในชนเหล่านั้นตามกาล ชนเหล่าใดไม่เกี่ยวข้อง มีสติ ทุกเมื่อ ละนามรูป ที่คนพาลถือว่าเป็นของเราได้แล้ว เที่ยว ไปในโลก พราหมณ์พึงหลั่งไทยธรรมในชนเหล่านั้นตามกาล พระตถาคตละกามทั้งหลายได้แล้ว ครอบงำกามทั้งหลาย เที่ยวไป รู้ที่สุดแห่งชาติและมรณะ ดับความเร่าร้อนได้แล้ว เป็นผู้เยือกเย็นเหมือนห้วงน้ำ ย่อมควรเครื่องบูชา พระ ตถาคตผู้เสมอด้วยพระพุทธเจ้าทั้งหลาย อยู่ห่างไกลจาก บุคคลผู้ไม่เสมอทั้งหลาย เป็นผู้มีปัญญาไม่มีที่สุด ผู้อัน ตัณหาทิฐิไม่ฉาบทาแล้วในโลกนี้หรือในโลกอื่น ย่อมควร เครื่องบูชา พระตถาคตผู้เป็นพราหมณ์ ไม่มีมายา ไม่มี มานะ ปราศจากความโลภ ไม่ยึดถือในสัตว์และสังขารว่า เป็นของเรา หาความหวังมิได้ บรรเทาความโกรธแล้ว มีตนดับความเร่าร้อนได้แล้ว ละมลทิน คือ ความโศก เสียได้ ย่อมควรเครื่องบูชา พระตถาคตละตัณหาและ ทิฐิที่อยู่ประจำใจได้แล้ว ไม่มีตัณหาและทิฐิอะไรๆ ไม่ถือ มั่นในโลกนี้หรือในโลกอื่น ย่อมควรเครื่องบูชา พระ ตถาคตมีจิตตั้งมั่นแล้ว ข้ามโอฆะได้แล้ว และได้รู้ธรรม ด้วยทิฐิอย่างยิ่ง มีอาสวะสิ้นแล้ว ทรงไว้ซึ่งร่างกายอัน มีในที่สุด ย่อมควรเครื่องบูชา ภวาสวะและวาจาหยาบคาย อันพระตถาคตกำจัดได้แล้ว ทำให้สิ้นสูญ ไม่มีอยู่ พระตถาคตผู้ถึงเวท พ้นวิเศษแล้วในธรรมทั้งปวง ย่อม ควรเครื่องบูชา พระตถาคตผู้ล่วงกิเลสเครื่องข้อง ไม่มี ธรรมเป็นเครื่องข้อง ไม่เป็นสัตว์ผู้มีมานะในเหล่าสัตว์ผู้มี มานะ กำหนดรู้ทุกข์พร้อมทั้งไร่นาและที่ดิน ย่อมควร เครื่องบูชา พระตถาคตไม่อาศัยตัณหา มีปรกติเห็น นิพพาน ก้าวล่วงทิฐิที่จะพึงให้ผู้อื่นรู้ ไม่มีอารมณ์อะไรๆ ย่อมควรเครื่องบูชา ธรรมทั้งที่เป็นภายในและภายนอก พระตถาคตแทงตลอดแล้ว กำจัดได้แล้ว ถึงความสาปสูญ มิได้มี พระตถาคตนั้นเป็นผู้สงบแล้ว น้อมไปในธรรม เป็นที่สิ้นอุปาทาน ย่อมควรเครื่องบูชา พระตถาคตเห็น ที่สุดแห่งความสิ้นไปแห่งชาติ บรรเทาสังโยชน์อันเป็น ทางแห่งราคะเสียได้ไม่มีส่วนเหลือ เป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่มี โทษ ปราศจากมลทิน ไม่มีความใคร่ ย่อมควรเครื่อง บูชา พระตถาคตไม่พิจารณาเห็นตนโดยความเป็นตน มีจิต ตั้งมั่น ปฏิบัติตรง ดำรงตนมั่น ไม่หวั่นไหว ไม่มี กิเลสดุจหลักตอ ไม่มีความสงสัย ย่อมควรเครื่องบูชา พระตถาคตไม่มีปัจจัยแห่งโมหะอะไรๆ เห็นด้วยญาณใน ธรรมทั้งปวง ทรงไว้ซึ่งสรีระมีในที่สุด และได้บรรลุ สัมโพธิญาณที่ยอดเยี่ยม อันเกษม ความบริสุทธิ์ของบุรุษ ย่อมมีด้วยเหตุเพียงเท่านี้ (พระตถาคตย่อมควรเครื่องบูชา) ฯ พราหมณ์ทูลว่า ก็การบูชาของข้าพระองค์ จะเป็นการบูชาจริง เพราะว่า ข้าพระองค์ได้บุคคลผู้ถึงเวทเช่นนั้น พระผู้มีพระภาคเป็น พรหม ผู้เห็นเองแท้ ขอได้โปรดทรงรับ ทรงบริโภคเครื่อง บูชาของข้าพระองค์เถิด ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรพราหมณ์ เราไม่พึงบริโภคโภชนะที่ขับกล่อมได้มา ข้อนี้ ไม่ใช่ธรรมเนียมของพระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้ทรงเห็นอยู่โดย ชอบ พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมทรงห้ามโภชนะที่ขับ กล่อมได้มา ดูกรพราหมณ์ เมื่อธรรมมีอยู่ การแสวงหา เป็นความประพฤติของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ก็ท่านจงบำรุง พระขีณาสพผู้บริบูรณ์ด้วยคุณทั้งปวง ผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ ผู้มีความคะนองสงบแล้ว ด้วยข้าวน้ำอย่างอื่นเถิด เพราะว่า เขตนั้นเป็นเขตของบุคคลผู้มุ่งบุญ ฯ พราหมณ์ทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ขอประทานวโรกาส ข้าพระองค์ถึง คำสั่งสอนของพระองค์แล้ว พึงรู้แจ่มแจ้งอย่างที่พระองค์ ตรัสบอก ขอพระองค์จงทรงแสดงทักขิไณยบุคคลผู้บริโภค ทักขิณาของบุคคลผู้เช่นด้วยข้าพระองค์ ที่ข้าพระองค์จะพึง แสวงหาบำรุงอยู่ ในกาลแห่งยัญ แก่ข้าพระองค์เถิด ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ท่านจงกำจัดความสยิ้วหน้า จงประคองอัญชลีนอบน้อมผู้ที่ ปราศจากความแข่งดี ผู้มีจิตไม่ขุ่นมัว หลุดพ้นแล้วจาก กามทั้งหลาย บรรเทาความง่วงเหงาเสียแล้ว นำกิเลสออก เสียได้ ผู้ฉลาดในชาติและมรณะ ผู้นั้นเป็นมุนี สมบูรณ์ ด้วยปัญญา ผู้มาแล้วสู่ยัญเช่นนั้น จงบูชาด้วยข้าวและ น้ำเถิด ทักขิณาย่อมสำเร็จได้ด้วยอาการอย่างนี้ ฯ พราหมณ์ทูลว่า พระองค์เป็นพระพุทธเจ้า ผู้ที่บุคคลควรบูชาในโลกทั้งปวง เป็นบุญเขตอย่างยอดเยี่ยม ย่อมควรเครื่องบูชา ทานที่ บุคคลถวายแล้วแด่พระองค์ เป็นทานมีผลมาก ฯ
อถ โข สุนฺทริกภารทฺวาโช พฺราหฺมโณ ภควนฺตํ เอตทโวจ อภิกฺกนฺตํ โภ โคตม อภิกฺกนฺตํ โภ โคตม เสยฺยถาปิ โภ โคตม นิกฺกุชฺชิตํ วา อุกฺกุชฺเชยฺย ปฏิจฺฉนฺนํ วา วิวเรยฺย มูฬฺหสฺส วา มคฺคํ อาจิกฺเขยฺย อนฺธกาเร วา เตลปชฺโชตํ ธาเรยฺย จกฺขุมนฺโต รูปานิ ทกฺขนฺตีติ เอวเมวํ โภตา โคตเมน อเนกปริยาเยน ธมฺโม ปกาสิโต เอสาหํ ภวนฺตํ โคตมํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมญฺจ ภิกฺขุสงฺฆญฺจ ลเภยฺยาหํ โภโต โคตมสฺส สนฺติเก ปพฺพชฺชํ ลเภยฺยํ อุปสมฺปทนฺติ ฯ อลตฺถ โข สุนฺทริกภารทฺวาโช พฺราหฺมโณ ภควโต สนฺติเก ปพฺพชฺชํ อลตฺถ อุปสมฺปทํ ฯ ฯเปฯ อญฺญตโร โข ปนายสฺมา สุนฺทริกภารทฺวาโช อรหตํ อโหสีติ ฯ สุนฺทริกภารทฺวาชสุตฺตํ จตุตฺถํ ฯ -------------
ลำดับนั้นแล สุนทริกภารทวาชพราหมณ์ได้กราบทูลพระผู้มี พระภาคว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระองค์ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย เปรียบเหมือนหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่ผู้หลงทาง หรือตามประทีปไว้ในที่มืดด้วยหวังว่า ผู้มีจักษุจักเห็นรูปได้ฉะนั้นข้าพระองค์นี้ขอถึงพระองค์ กับทั้งพระธรรมและพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ข้าพระองค์พึงได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระองค์เถิด สุนทริกภารทวาช-*พราหมณ์ได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาค ฯลฯ ก็ท่านสุนทริกภารทวาชะได้เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่ง ในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย ฉะนั้นแล ฯ จบสุนทริกภารทวาชสูตรที่ ๔