อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๒๒๘๕

๑. กิงฉันทชาดก

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๒๘๕–๒๒๙๑พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 7 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 7 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 32 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

ตึสตินิปาตชาตกํ ๑ กึฉนฺทชาตกํ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ติงสตินิบาตชาดก ๑. กิงฉันทชาดก ว่าด้วยโทษที่ฉกฉวยเอาประโยชน์ของคนอื่น

ข้อ ๒๒๘๕

กึฉนฺโท กิมธิปฺปาโย เอโก สมฺมสิ ฆมฺมนิ กึ ปตฺถยาโน กึ เอสํ เกน อตฺเถน พฺราหฺมณ ฯ

ดูกรพราหมณ์ ท่านมีความพอใจอะไร มีความประสงค์อะไร ปรารถนา อะไร แสวงหาอะไร ด้วยต้องการอะไร จึงมานั่งอยู่แต่ผู้เดียวในเวลา ร้อน?

ข้อ ๒๒๘๖

ยถา มหา วาริธโร กุมฺโภ สุปริณาหวา ตถูปมํ อมฺพปกฺกํ วณฺณคนฺธรสุตฺตมํ ฯ ตํ วุยฺหมานํ โสเตน ทิสฺวานามลมชฺฌิเม ปาณีภิ นํ คเหตฺวาน อคฺยายตนมาหรึ ฯ ตโต กทลิปตฺเตสุ นิกฺขิปิตฺวา สยํ อหํ สตฺเถน นํ วิกปฺเปตฺวา ขุปฺปิปาสํ อหาสิ เม ฯ โสหํ อเปตทรโถ พฺยนฺตีภูโต ทุกฺขกฺขโม อสฺสาทํ นาธิคจฺฉามิ ผเลสฺวญฺเญสุ เกสุจิ ฯ โสสิตฺวา นูน มรณํ ตํ มมํ อาวหิสฺสติ อมฺพํ ยสฺส ผลํ สาทุํ มธุรคฺคํ มโนรมํ ฯ ยมุทฺธรึ วุยฺหมานํ อุทธิสฺมา มหณฺณเว อกฺขาตํ เต มยา สพฺพํ ยสฺมา อุปวสามหํ ฯ รมฺมํ ปติ นิสินฺโนสฺมิ ปุถุโลมายุตา ปุถุ ตญฺจ โข เมว อกฺขาหิ อตฺตานมปลายินี ฯ กา วา ตฺวมสิ กลฺยาณี กิสฺส วา ตฺวํ สุมชฺฌิเม รูปปฏฺฏปฺลมฏฺฐีว พฺยคฺฆีว คิริสานุชา ฯ ยา สนฺติ นาริโย เทเวสุ เทวานํ ปริจาริกา ยา จ มนุสฺสโลกสฺมึ รูเปนนฺวาคติตฺถิโย ฯ รูเปน เต สทิสี นตฺถิ เทวคนฺธพฺพมานุเส ปุฏฺฐาสิ เม จารุปุพฺพงฺคี พฺรูหิ นามญฺจ พนฺธเว ฯ

หม้อน้ำใหญ่มีรูปทรงงดงาม ฉันใด ผลมะม่วงสุกอันมีสีกลิ่นและรส อย่างดีเยี่ยม ก็มีอุปมัย ฉันนั้น. เราได้เห็นผลมะม่วงนั้น อันกระแสน้ำ พัดลอยมาในท่ามกลางแม่น้ำ ได้เอามือทั้งสองหยิบมาวางไว้ในเรือนไฟ. แต่นั้นก็วางไว้บนใบตอง ทำวิกัปด้วยมีดเองแล้วฉัน ความหิวและความ กระหายของเราหายไป. เราหมดความกระวนกระวายใจ พอมะม่วงหมด เราต้องอดทนต่อความทุกข์ ย่อมไม่ได้ประสบความพอใจในผลไม้ไรๆ อื่น. ผลมะม่วงซึ่งมีรสอร่อยหวานจับใจ ลอยมาในห้วงน้ำใหญ่ เราก็ เก็บขึ้นมาจากแม่น้ำ จักทำให้เราซูบผอม นำความตายมาให้เราเป็นแน่ เราได้บอกเหตุที่เราหิวกระหายแก่ท่านหมดสิ้นแล้ว. เรานั่งอยู่ที่แม่น้ำ น่ารื่นรมย์กว้างใหญ่ มีปลาโลมาขนาดใหญ่อาศัยอยู่ ดูกรท่านผู้มีอายุ ยืนอยู่เฉพาะหน้า มีร่างกายงดงามเอวกลมดี เกลี้ยงเกลาดังแผ่นทองใบ และเหมือนนางพยัคฆีที่สัญจรอยู่ตามซอกเขา ท่านเป็นใคร หรือว่าท่าน มา ณ ที่นี้เพื่ออะไร ขอท่านจงบอกความนั้นแก่เราเถิด? นางเทพนารี ในเทวโลก ที่เป็นบริจาริกาแห่งทวยเทพทั้งหลายก็ตาม สตรีที่มีรูป งดงามในมนุษยโลกก็ตาม ที่จะมีรูปงามเสมอด้วยท่านไม่มี ท่านผู้มีขา งาม เราถามท่านแล้ว ขอจงบอกชื่อและเผ่าพันธุ์เถิด?

ข้อ ๒๒๘๗

ยํ ตฺวํ ปติ นิสินฺโนสิ รมฺมํ พฺราหฺมณ โกสิกึ สาหํ ภูสาลยา วุตฺถา วรวาริวโหฆสา ฯ นานาทุมคณากิณฺณา พหุกา คิริกนฺทรา มเมว ปมุขา โหนฺติ อภิสนฺทนฺติ ปาวุเส ฯ อโถ พหู วนโตทา นีลวาริวหินฺธรา พหุกา นาคจิตฺโตทา อภิสนฺทนฺติ วารินา ฯ ตา อมฺพชมฺพุลพุชา นิปาตาลมุทุมฺพรา พหูนิ ผลชาตานิ อาวหนฺติ อภิณฺหโส ฯ ยงฺกิญฺจิ อุภโต ตีเร ผลํ ปตติ อมฺพุนิ อสํสยนฺตํ โสตสฺส ผลํ โหติ วสานุคํ ฯ เอตทญฺญาย เมธาวี ปุถุปญฺญ สุโณหิ เม มา โรจย อภิสงฺคํ ปฏิเสธ ชนาธิป ฯ น วาหํ วฑฺฒวํ มญฺเญ ยํ ตฺวํ รฏฺฐาภิวฑฺฒน อาเจยฺยมาโน ราชิสิ มรณํ อภิกงฺขสิ ฯ ตสฺส ชานนฺติ ปิตโร คนฺธพฺพาว สเทวกา เย จาปิ อิสโย โลเก สญฺญตตฺตา ตปสฺสิโน อสํสยนฺเตปิ ชานนฺติ ปฏฺฐภูตา ยสสฺสิโน ฯ

ดูกรพราหมณ์ ท่านนั่งอยู่ที่แม่น้ำใด ชื่อว่าโกสิกี น่ารื่นรมย์ ข้าพเจ้า อาศัยอยู่ที่แม่น้ำนั้น อันมีกระแสไหลเชี่ยว. มีลำห้วยและลำธาร ไหล มาจากเขาหลายแห่ง เกลื่อนกล่นไปด้วยหมู่ไม้นานาพรรณ ย่อมไหล ตรงมารวมอยู่ที่ข้าพเจ้าทั้งนั้น. ใช่แต่เท่านั้น ยังมีน้ำที่ไหลมาจากป่า มี กระแสเชี่ยวสีเขียวปัด อีกมากหลาย และน้ำที่พวกนาคกระทำให้มีสี วิจิตรต่างๆ ย่อมไหลมาตามกระแสน้ำ. แม่น้ำเหล่านั้น ย่อมพัดเอาผล มะม่วง ผลชมพู่ ผลขนุนสำมะลอ ผลกระทุ่ม ผลตาล และผลมะเดื่อ เป็นอันมากมาเนืองๆ ผลไม้ชนิดใดชนิดหนึ่งที่ฝั่งทั้งสองตกลงในน้ำแล้ว ย่อมตกอยู่ในอำนาจแห่งกระแสน้ำของข้าพเจ้าโดยไม่ต้องสงสัย. ดูกร ท่านผู้เป็นปราชญ์ มีปัญญามาก ผู้เป็นใหญ่กว่าชน ท่านรู้อย่างนี้แล้ว จงฟังข้าพเจ้า ท่านอย่าชอบใจความข้องด้วยตัณหาเลย จงห้ามเสียเถิด. ดูกรพระราชฤาษี ผู้ผดุงรัฐให้เจริญ ข้าพเจ้าไม่เข้าใจว่า ท่านจะเจริญ รุ่งเรืองได้อย่างไร เมื่อท่านซูบผอม รอความตายอยู่. พรหม คนธรรพ์ เทวดา และฤาษีทั้งหลายในโลกนี้ ผู้มีตนอันสำรวมแล้ว เรืองตบะ เริ่มตั้งความเพียร ผู้เรืองยศ ย่อมรู้ความที่บุคคลผู้เป็นไปในอำนาจแห่ง ตัณหา โดยไม่ต้องสงสัยเลย.

ข้อ ๒๒๘๘

เอวํ วิทิตฺวา วิทู สพฺพธมฺมํ นิทฺธํสนํ จวนํ ชีวิตสฺส น จียตี ตสฺส นรสฺส ปาปํ สเจ น เจเตติ วธาย ตสฺส ฯ อิสิปูคสมญฺญาเต เอวํ โลกฺยา วิทิตา ปติ อนริยํ ปริสมฺภาเส ปาปกมฺมํ ชิคึสสิ ฯ สเจ อหํ มริสฺสามิ ตีเร เต ปุถุสุสฺโสณิ อสํสยนฺตํ อสิโลโก มยิ เปเต อาคมิสฺสติ ฯ ตสฺมาหิ ปาปกํ กมฺมํ รกฺขสฺสุ จ สุมชฺฌิเม มา ตฺวํ สพฺโพ ชโน ปจฺฉา ปกฺวกฺขาสิ มยี มเต ฯ

บาปย่อมไม่เจริญแก่นรชนผู้รู้ความสลาย และความเคลื่อนแห่งชีวิต อย่างนี้ ชื่อว่าผู้รู้ธรรมทั้งปวง. ถ้านรชนนั้นไม่คิดฆ่าคนอื่น. ดูกรท่าน ผู้อันหมู่ฤาษีรู้กันดีแล้ว ผู้กล่าวคำอันงดงาม ท่านปรากฏว่าทำประโยชน์ ให้แก่โลกอย่างนี้ ไฉนจึงแสวงหาบาปกรรมให้แก่ตน? ดูกรท่านผู้มี ตะโพกอันผึ่งผาย ถ้าเราจักตายอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำของท่าน เมื่อเราตายแล้ว ความติเตียนก็จะมาถึงท่านโดยไม่ต้องสงสัย. ดูกรท่านผู้มีสะเอวกลม- กลึง เพราะฉะนั้นแล ท่านจงรักษาบาปกรรมไว้เถิด อย่าให้คนทั้งปวง ติเตียนท่านได้ภายหลัง ในเมื่อเราตายไปแล้ว.

ข้อ ๒๒๘๙

อญฺญาตเมตํ อวิสยฺหสาหิ อตฺตานมมฺพญฺจ ททามิ เต ตํ โย ทุจฺจเช กามคุเณ ปหาย สนฺติญฺจ ธมฺมญฺจ อธิฏฺฐิโตสิ ฯ โย หิตฺวา ปุพฺพสญฺโญคํ ปจฺฉาสญฺโญชเน ฐิโต อธมฺมญฺเจว จรติ ปาปญฺจสฺส ปวฑฺฒติ ฯ เอหิ ตํ ปาปยิสฺสามิ กามํ อปฺโปสฺสุโก ภว อุปานยามิ สีตสฺมึ วิหราหิ อนุสฺสุโก ฯ ตํ ปุปฺผรสมตฺเตหิ วงฺกงฺเคหิ อรินฺทม โกญฺจา มยูรา ทิวิยา โกยฏฺฐิมธุสาลิยา กูชิตา หํสปูเคภิ โกกิเลตฺถ ปโพธเร ฯ อมฺเพตฺถ วิปฺปสูนคฺคา ปลาลขลสนฺนิภา โกสุมฺพสลฬานีปา ปกฺกตาลวิลมฺพิโน ฯ

เหตุนั้น ข้าพเจ้าทราบแล้ว ท่านจงอดกลั้นไว้ก่อน ข้าพเจ้าจะยอมตน และให้มะม่วงแก่ท่าน เพราะท่านละกามคุณที่ละได้ยาก แล้วตั้งไว้ซึ่ง ความสงบ และสุจริตธรรม. บุคคลใดละสังโยชน์ในก่อน แล้วตั้งอยู่ ในสังโยชน์ในภายหลัง ประพฤติอธรรมอยู่ บาปย่อมพอกพูนแก่บุคคล นั้น. มาเถิด ข้าพเจ้าจะนำท่านไปยังสวนมะม่วง แต่ท่านจะต้องมีความ ขวนขวายน้อย ข้าพเจ้าจะนำท่านไปในสวนมะม่วงอันร่มเย็น ท่านจง เป็นผู้มีความขวนขวายอยู่เถิด. ดูกรท่านผู้ปราบปรามข้าศึก สวนนั้น เกลื่อนกล่นไปด้วยหมู่นกที่มัวเมาอยู่ในรสดอกไม้ มีนกกระเรียน นกยูง นกเขาซึ่งมีสร้อยคออันน่าชม มีหมู่หงส์ส่งเสียงร้องขรม ฝูงนกดุเหว่า ที่ร้องปลุกสัตว์ทั้งหลายอยู่ในสวนมะม่วงนั้น. ผลมะม่วงในสวนนั้นดก เป็นพวงๆ ดุจฟ่อนฟาง ปลายกิ่งห้อยโน้มลงมา มีทั้งต้นคำ ต้นสน ต้นกระทุ่ม และผลตาลสุกห้อยอยู่เรียงราย.

ข้อ ๒๒๙๐

มาลี ติรีฏี กายุรี องฺคที จนฺทนุสฺสโท รตฺตึ ตฺวํ ปริจาเรสิ ทิวา เวเทสิ เวทนํ ฯ โสฬสิตฺถีสหสฺสานิ ยา เตมา ปริจาริกา เอวํ มหานุภาโวสิ อพฺภูโต โลมหํสโน ฯ กึ กมฺมมกริ ปุพฺเพ ปาปํ อตฺตทุขาวหํ ยํ กริตฺวา มนุสฺเสสุ ปิฏฺฐิมํสานิ ขาทสิ ฯ

ท่านทรงทิพมาลา ผ้าโพกศีรษะ และเครื่องอาภรณ์ล้วนแต่เป็นทิพย์ มีทองต้นแขน ลูบไล้ด้วยจุรณจันทน์ กลางคืน หญิง ๑๖,๐๐๐ คน เป็น บริจาริกาบำเรอท่านอยู่ แต่กลางวัน ท่านเสวยทุกขเวทนา ท่านมีอานุภาพ มากอย่างนี้ ไม่เคยปรากฏมี ท่านขนลุกขนพอง. เมื่อก่อนท่านได้ทำ บาปกรรมอะไรอันนำทุกข์มาให้แก่ตน ในมนุษยโลก ท่านจึงต้องกิน เนื้อของตนอยู่ ในบัดนี้?

ข้อ ๒๒๙๑

อชฺเฌนานิ ปฏิคฺคยฺห กาเมสุ คิทฺธิโต อหํ อจรึ ทีฆมทฺธานํ ปเรสํ อหิตายหํ ฯ โย ปิฏฺฐิมํสิโก โหติ เอวํ อุกฺกจฺจ ขาทติ ยถาหมชฺช ขาทามิ ปิฏฺฐิมํสานิ อตฺตโนติ ฯ กึฉนฺทชาตกํ ปฐมํ ฯ ---------

ข้าพเจ้าเรียนไตรเพทจบแล้ว หมกมุ่นอยู่ในกามทั้งหลาย ได้ประพฤติ เพื่อสิ่งมิใช่ประโยชน์แก่ผู้อื่นตลอดกาลนาน. ผู้ที่กินเนื้อหลังของคนอื่น ย่อมควักเนื้อข้างหลังตนเองกิน เหมือนข้าพเจ้ากินเนื้อหลังของตนอยู่ ทุกวันนี้ ฉะนั้นแล. จบ กิงฉันทชาดกที่ ๑.

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๖. ติงสตินิบาต] ๑. กิงฉันทชาดก (๕๑๑) ๑๖. ติงสตินิบาต ๑. กิงฉันทชาดก (๕๑๑) ว่าด้วยดาบสผู้มีความพอใจอะไร (เทพธิดาผู้รักษาแม่น้ำกล่าวกับกิงฉันทดาบสว่า)

ข้อ

ท่านพราหมณ์ ท่านพอใจ อะไร ประสงค์อะไร ปรารถนาอะไร แสวงหาอะไรอยู่ และเพราะต้องการอะไร จึงมาอยู่แต่ผู้เดียวในฤดูร้อน (ดาบสได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า)

ข้อ

หม้อน้ำใบใหญ่มีทรวดทรงงดงามฉันใด มะม่วงสุกที่อุดมไปด้วยสี กลิ่น และรสก็อุปไมยได้ฉันนั้น

ข้อ

มะม่วงนั้นลอยมาตามกระแสน้ำท่ามกลางสายน้ำใส อาตมาเห็นเข้าจึงยื่นมือไปเก็บมัน นำมาเก็บไว้ในโรงบูชาไฟ

ข้อ

แต่นั้นอาตมาเองวางมะม่วงไว้บนใบตอง ใช้มีดฝานแล้วฉัน มะม่วงนั้นระงับความหิวกระหายของอาตมาแล้ว

ข้อ

อาตมานั้นปราศจากความกระวนกระวาย ผลมะม่วงหมดไป ก็ได้แต่ข่มความทุกข์ ยังไม่ประสบผลไม้อย่างอื่นชนิดใดชนิดหนึ่งเลย

ข้อ

มะม่วงสุกผลใดมีรสอร่อย มีรสเป็นเลิศ น่าพอใจ ลอยมาในห้วงมหรรณพ อาตมาเก็บขึ้นมาจากทะเล มะม่วงสุกผลนั้นทำอาตมาให้ซูบผอม จักนำความตายมาให้อาตมาแน่นอน @เชิงอรรถ : @ พอใจ หมายถึงอัธยาศัย (ขุ.ชา.อ. ๗/๑/๑๘๐)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๕๓๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๖. ติงสตินิบาต] ๑. กิงฉันทชาดก (๕๑๑)

ข้อ

อาตมาเฝ้าประจำอยู่เพราะเหตุใด เหตุนั้นทั้งหมด อาตมาได้บอกแก่ท่านแล้ว อาตมานั่งเฝ้าอยู่เฉพาะแม่น้ำสายที่น่ารื่นรมย์ แม่น้ำสายนี้กว้างใหญ่ไพศาล ขวักไขว่ไปด้วยปลาโลมาตัวใหญ่ๆ

ข้อ

แม่นางผู้ไม่แอบแฝงตน แม่นางนั้นแหละจงบอกแก่อาตมาเถิด แม่นางผู้มีเรือนร่างสง่างาม นางเป็นใครกัน และมาที่นี่เพราะเหตุอะไร

ข้อ

เทพนารีเหล่าใดผู้มีเรือนร่างประดุจแผ่นทองคำที่ขัดสีดีแล้ว หรือประดุจนางพยัคฆ์ที่เกิดอยู่ตามซอกเขา เป็นปริจาริกาของเทพ มีอยู่ในโลก

ข้อ ๑๐

และสตรีรูปงามเหล่าใดมีอยู่ในมนุษยโลก บรรดาเทพนารี คนธรรพ์ และหญิงมนุษย์ สตรีเหล่านั้นไม่มีรูปร่างเช่นกับแม่นาง แม่นางผู้มีลำขาอ่อนกลมกลึงประดุจแท่งทอง อาตมาถามแล้ว ขอแม่นางจงบอกนาม และเผ่าพันธุ์แก่อาตมาด้วยเถิด (เทพธิดากล่าวว่า)

ข้อ ๑๑

ท่านพราหมณ์ ท่านนั่งเฝ้าอยู่เฉพาะ แม่น้ำโกสิกีอันน่ารื่นรมย์สายใด ข้าพเจ้าอยู่ที่วิมานมีกระแสน้ำเชี่ยว ซึ่งเป็นห้วงน้ำใหญ่สายนั้น

ข้อ ๑๒

ลำธารจากภูเขาจำนวนมาก ดื่นดาษไปด้วยหมู่ไม้นานาพันธุ์ ไหลรวมกัน ตรงมาหาข้าพเจ้า

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๕๓๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๖. ติงสตินิบาต] ๑. กิงฉันทชาดก (๕๑๑)

ข้อ ๑๓

อนึ่ง ธารน้ำจากแนวป่า ก่อตัวเป็นห้วงวารีสีเขียว และธารน้ำอันเป็นที่ปลื้มใจแห่งพวกนาคเป็นจำนวนมาก ไหลมาท่วมข้าพเจ้าด้วยห้วงวารี

ข้อ ๑๔

สายน้ำเหล่านั้นย่อมพัดพาผลไม้หลายชนิด คือ มะม่วง ผลหว้า ขนุนสำปะลอ กระทุ่ม ผลตาล และมะเดื่อมาเนืองๆ

ข้อ ๑๕

ผลไม้ชนิดใดชนิดหนึ่งที่ฝั่งแม่น้ำทั้ง ๒ หล่นลงไปในน้ำ ผลไม้นั้นย่อมลอยไปตามอำนาจกระแสน้ำโดยไม่ต้องสงสัย

ข้อ ๑๖

พระองค์ผู้จอมชนเป็นปราชญ์ มีปัญญามาก ขอพระองค์จงสดับคำของข้าพเจ้า พระองค์ทราบอย่างนี้แล้ว อย่าทรงพอพระทัยความเกาะเกี่ยว ทรงปฏิเสธเสียเถิด

ข้อ ๑๗

พระราชฤๅษีผู้ผดุงแคว้นให้เจริญ ข้าพเจ้าไม่เข้าใจความเป็นบัณฑิตของพระองค์เลย ซึ่งพระองค์กำลังทรงพระเจริญวัย แต่กลับหวังความตาย

ข้อ ๑๘

พระบิดา คนธรรพ์ พร้อมทั้งเทวดา ย่อมทราบความที่พระองค์ตกอยู่ในอำนาจแห่งตัณหา อนึ่ง ฤๅษีทั้งหลายเหล่าใดในโลก ผู้สำรวมตน มีตบะ ผู้เริ่มตั้งความเพียร มียศ ฤๅษีแม้เหล่านั้นก็ย่อมทราบโดยไม่ต้องสงสัย (ต่อแต่นั้น ดาบสได้กล่าวว่า)

ข้อ ๑๙

บาปย่อมไม่เจริญแก่นรชนผู้รู้ เพราะรู้ธรรมทั้งปวง รู้ความแตกสลาย และรู้การจุติแห่งชีวิต ถ้าเขาไม่จงใจจะฆ่าผู้อื่น @เชิงอรรถ : @ หมายถึงเกาะเกี่ยวด้วยอำนาจตัณหา (ขุ.ชา.อ. ๗/๑๖/๑๘๕)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๕๔๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๖. ติงสตินิบาต] ๑. กิงฉันทชาดก (๕๑๑)

ข้อ ๒๐

แม่นางผู้ที่หมู่ฤๅษีรู้จักกันดี เธอเป็นคนที่ผู้ลอยบาปรู้แจ้งชัดว่า เป็นผู้เกื้อกูลแก่ชาวโลก แม่นางผู้มีความงาม เธอย่อมแสวงหาบาปกรรม เพราะเจรจาถ้อยคำที่ไม่ประเสริฐ

ข้อ ๒๑

แม่นางผู้มีสะโพกงามผึ่งผาย ถ้าอาตมาจักตายที่ริมฝั่งน้ำของเธอ ชื่อเสียงอันเลวทรามจักมาถึงเธอโดยไม่ต้องสงสัย เมื่ออาตมาล่วงลับไปแล้ว

ข้อ ๒๒

เพราะเหตุนั้นแล แม่นางผู้มีเรือนร่างอันสวยงาม เธอจงระวังบาปกรรม เมื่ออาตมาตายไปแล้ว ขอชนทั้งปวงอย่าได้กล่าวติเตียนเธอในภายหลังเลย (เทพธิดาได้สดับดังนั้นแล้ว จึงได้กล่าวว่า)

ข้อ ๒๓

เหตุนั้นข้าพเจ้าได้ทราบแล้ว ขอพระองค์ทรงอดกลั้นสิ่งที่อดกลั้นได้ยากเถิด ข้าพเจ้ายอมถวายตนและผลมะม่วงนั้นแก่พระองค์ ผู้ทรงละกามคุณที่ละได้ยาก ดำรงสันติและธรรม ไว้อย่างมั่นคง

ข้อ ๒๔

ผู้ใดละสังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องต้นได้ แต่ยังติดอยู่ในสังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องปลาย ประพฤติอธรรมอยู่นั่นเทียว บาปย่อมเจริญแก่ผู้นั้น

ข้อ ๒๕

เชิญเสด็จมาเถิด ข้าพเจ้าจะช่วยพระองค์ ขอพระองค์ทรงขวนขวายน้อยโดยส่วนเดียวเถิด ข้าพเจ้าจะนำพระองค์ไปที่สวนมะม่วงอันร่มเย็น ขอพระองค์ปราศจากความขวนขวายอยู่เถิด @เชิงอรรถ : @ สันติ หมายถึงศีลกล่าวคือความสงบจากความทุศีล ธรรม หมายถึงสุจริตธรรม (ขุ.ชา.อ. ๗/๒๓/๑๘๘)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๕๔๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๖. ติงสตินิบาต] ๑. กิงฉันทชาดก (๕๑๑)

ข้อ ๒๖

ขอเดชะพระองค์ผู้ทรงข่มอริราชศัตรู สวนมะม่วงนั้นเซ็งแซ่ไปด้วยหมู่นกที่มัวเมาด้วยรสดอกไม้ ทิพยสกุณปักษี คือ นกกระเรียน นกยูง นกเขา และนกสาลิกาก็มีอยู่ในสวนมะม่วงนี้ และในสวนนี้ยังมีฝูงหงส์ส่งเสียงร้องระงม นกดุเหว่าเร่าร้องกึกก้องปลุกเหล่าสัตว์ให้ตื่นอยู่

ข้อ ๒๗

ณ สวนมะม่วงนี้ ต้นมะม่วงทั้งหลายมีปลายกิ่งโน้มลง ด้วยพวงผลดกดื่นเช่นรวงข้าวสาลี มีทั้งต้นคำ ต้นสน ต้นกระทุ่ม และผลตาลสุกห้อยย้อยอยู่เรียงราย (ดาบสเห็นเปรตเสวยทิพยสมบัติในเวลาดวงอาทิตย์ตก จึงได้กล่าวว่า)

ข้อ ๒๘

เธอผู้ประดับมาลา โพกภูษา ประดับอาภรณ์ สวมใส่กำไลมือกำไลแขน มีร่างกายฟุ้งไปด้วยจุรณแก่นจันทน์ ถูกบำเรอตลอดคืน ส่วนกลางวันเสวยเวทนา

ข้อ ๒๙

เธอมีหญิง ๑๖,๐๐๐ นางเป็นนางบำเรอ มีอานุภาพมากอย่างนี้ ยังไม่เคยมี น่าขนพองสยองเกล้า

ข้อ ๓๐

ในภพก่อนเธอได้ทำบาปกรรมอะไรที่นำทุกข์มาให้ตน เธอทำกรรมอะไรไว้ในมนุษย์ทั้งหลาย จึงต้องมากัดกินเนื้อหลังของตน (เปรตจำดาบสนั้นได้ จึงกล่าวว่า)

ข้อ ๓๑

ข้าพระองค์ได้เล่าเรียนพระเวท หมกมุ่นอยู่ในกามทั้งหลาย ได้ประพฤติสิ่งไม่เป็นประโยชน์แก่ชนเหล่าอื่นตลอดกาลนาน

ข้อ ๓๒

ผู้หากินบนหลังคนอื่นต้องควักเนื้อหลังของตนกิน เหมือนข้าพระองค์วันนี้ต้องกัดกินเนื้อหลังของตนเอง กิงฉันทชาดกที่ ๑ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๕๔๒}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภอุโบสถกรรม ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า กึฉนฺโท กิมธิปฺปาโย ดังนี้.

ความย่อว่า วันหนึ่ง พระศาสดาตรัสถามอุบาสก-อุบาสิกาเป็นอันมากผู้รักษาอุโบสถ ผู้มานั่งเพื่อจะฟังพระธรรมเทศนาอยู่ที่โรงธรรมสภาว่า ดูก่อนอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย พวกท่านรักษาอุโบสถหรือ? เมื่อเขากราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ท่านทั้งหลายทำการรักษาอุโบสถ จัดว่าได้ทำความดี โบราณกบัณฑิตทั้งหลายได้รับยศอันยิ่งใหญ่ ก็เพราะผลแห่งอุโบสถกรรมกึ่งหนึ่ง

อันพวกอุบาสกอุบาสิกากราบทูลอาราธนา จึงทรงนำอดีตนิทานมาตรัสดังต่อไปนี้

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสีโดยธรรม ทรงเป็นผู้มีศรัทธา ปสาทะ ไม่ประมาทในทานศีลและอุโบสถกรรม. ท้าวเธอมีตรัสสั่งแม้กะชนที่เหลือมีอำมาตย์เป็นต้น ให้ตั้งมั่นในกุศลจริยามีทานเป็นต้น.

แต่ปุโรหิตของพระองค์ มีปกติรีดเลือดเนื้อประชาชน กินสินบน วินิจฉัยอรรถคดีโดยอยุติธรรม. ในวันอุโบสถตรัสสั่งให้ประชาชนมีอำมาตย์เป็นต้นมาเฝ้า แล้วตรัสสั่งว่า พวกท่านทั้งหลายจงมารักษาอุโบสถ. ปุโรหิตก็ไม่ยอมสมาทานอุโบสถ คราวนั้น เมื่อพระราชากำลังทรงซักถามพวกอำมาตย์ว่า ท่านทั้งหลายสมาทานอุโบสถละหรือ?จึงตรัสถามปุโรหิตนั้นผู้รับสินบนและตัดสินอรรถคดีโดยอยุติธรรมในเวลากลางวันแล้วมาสู่ที่เฝ้าว่า ท่านอาจารย์ ท่านสมาทานอุโบสถแล้วหรือ?

ปุโรหิตนั้นทูลคำเท็จว่า สมาทานแล้ว พะย่ะค่ะ แล้วลงจากปราสาทไป.

ครั้งนั้น อำมาตย์ผู้หนึ่งท้วงว่า ท่านไม่ได้สมาทานอุโบสถมิใช่หรือ?

ปุโรหิตนั้นพูดแก้ตัวว่า ข้าพเจ้าบริโภคอาหารเฉพาะในเวลาเท่านั้น และข้าพเจ้ากลับไปเรือนแล้ว จักบ้วนปากอธิษฐานอุโบสถ ไม่บริโภคอาหารในเวลาเย็น ข้าพเจ้าจักรักษาอุโบสถศีลในเวลากลางคืน ด้วยอาการอย่างนี้ ข้าพเจ้าก็จักมีอุโบสถกรรมกึ่งหนึ่ง.

อำมาตย์ผู้นั้นกล่าวว่า ดีละขอรับ ท่านอาจารย์. เขากลับเรือนแล้วก็ได้กระทำอย่างนั้น.

อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อปุโรหิตนั้นนั่งอยู่ในศาล. สตรีผู้มีศีลคนหนึ่งมายื่นฟ้องคดี เมื่อไม่ได้โอกาสที่จะกลับไปเรือนจึงคิดว่า เราจักไม่ละเลยอุโบสถกรรม พอใกล้เวลา นางจึงเริ่มบ้วนปาก.

ขณะนั้น มีผู้นำผลมะม่วงสุกมาให้พราหมณ์ปุโรหิตพวงหนึ่ง. พราหมณ์ปุโรหิตรู้ว่า หญิงนั้นจะสมาทานอุโบสถ จึงหยิบมะม่วงส่งให้ พร้อมกับพูดว่า เจ้าจงรับประทานมะม่วงสุกเหล่านี้ก่อนแล้วจึงสมาทานอุโบสถเถิด. หญิงนั้นก็ได้กระทำตามนั้น. กุศลกรรมของพราหมณ์ปุโรหิตมีเพียงเท่านี้.

ในเวลาต่อมา พราหมณ์ปุโรหิตนั้นทำกาลกิริยาแล้ว ได้ไปบังเกิดเหนือสิริไสยาสน์ อันอลงกตในวิมานทองอันงามเรืองรองมีภูมิภาคเป็นรมณียสถาน ในสวนอัมพวัน มีบริเวณ ๓ โยชน์ ใกล้ฝั่งน้ำโกสิกิคงคานทีในหิมวันตประเทศ ดุจคนที่หลับแล้วตื่นขึ้นมีเรือนร่างอันประดับตกแต่งดีแล้ว ทรงรูปโฉมงามสง่าแวดล้อมด้วยนางเทพกัญญาหมื่นหกพันเป็นบริวาร.

เขาได้เสวยสิริสมบัตินั้น เฉพาะในเวลากลางคืนเท่านั้น.

ความจริง เทพบุตรนั้นได้เสวยวิบากผลสมกับกรรมที่ตนทำไว้ โดยภาวะเป็นเวมานิกเปรต เพราะฉะนั้น เมื่อเวลาอรุณขึ้น เขาจะต้องไปสู่สวนอัมพวัน. ในขณะที่ย่างเข้าไปสู่สวนอัมพวันเท่านั้น อัตภาพอันเป็นทิพย์ของเขาก็อันตรธานไป เกิดอัตภาพประมาณเท่าลำตาล สูง ๘๐ ศอกแทนไฟติดทั่วร่างกาย เป็นเหมือนดอกทองกวาวที่บานเต็มที่ฉะนั้น นิ้วแต่ละนิ้วที่มือทั้งสองข้าง มีเล็บโตประมาณเท่าจอบใหญ่. เขาเอาเล็บเหล่านั้นกรีดจิกควักเนื้อข้างหลังของตนออกมากิน เสวยทุกขเวทนาร้องโอดครวญอยู่.

เมื่อพระอาทิตย์อัสดงคตแล้ว ร่างนั้นก็อันตรธานไป ร่างอันเป็นทิพย์ก็เกิดขึ้นแทน. เหล่านางฟ้อนอันเป็นทิพย์ผู้ประดับตกแต่งแล้วด้วยทิพพาลังการ ต่างถือดุริยางดนตรีมาห้อมล้อมบำเรอเมื่อจะเสวยมหาสมบัติก็ขึ้นไปยังปราสาทอันเป็นทิพย์ ในสวนอัมพวันอันเป็นรมณียสถาน. เวมานิกเปรตนั้นได้เฉพาะซึ่งสวนอัมพวัน อันมีปริมณฑล ๓ โยชน์ ด้วยผลแห่งการให้ผลมะม่วงแก่สตรีผู้สมาทานอุโบสถแต่เพราะผลแห่งการกินสินบน ตัดสินคดีโดยอยุติธรรม จึงต้องจิกควักเนื้อหลังของตนกิน และเพราะผลแห่งอุโบสถกรรมกึ่งหนึ่งจึงได้เสวยยศอันเป็นทิพย์แวดล้อมด้วยหญิงฟ้อนหมื่นหกพันเป็นบริวารบำรุงบำเรอด้วยประการฉะนี้.

กาลนั้น พระเจ้าพาราณสีเห็นโทษในกามารมณ์จึงเสด็จออกทรงผนวชเป็นดาบส ให้กระทำบรรณศาลาที่ภูมิประเทศอันน่ารื่นรมย์ประทับอยู่ ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยอุญฉาจริยวัตร (เที่ยวภิกษาเลี้ยงชีวิต).

อยู่มาวันหนึ่ง ผลมะม่วงสุกโตประมาณเท่าหม้อเขื่องๆ ตกมาจากสวนอัมพวันนั้น ลอยมาตามกระแสแม่น้ำคงคา มาถึงตรงท่าน้ำซึ่งเป็นที่บริโภคใช้สอยของพระดาบสนั้น. พระดาบสกำลังล้างปากอยู่ เหลือบเห็นผลมะม่วงสุกนั้นลอยมากลางน้ำ จึงลงว่ายน้ำเก็บมานำไปอาศรมบท เก็บไว้ในเรือนไฟ ผ่าด้วยมีดแล้วฉันพอเป็นเครื่องประทังชีวิต ส่วนที่เหลือเอาใบตองปิดไว้ แล้วต่อมาก็ฉันผลมะม่วงนั้นทุกๆ วันจนหมด.

เมื่อมะม่วงสุกผลนั้นหมดแล้ว ก็ไม่อยากฉันผลไม้อื่นๆ เพราะติดรส จึงตั้งใจว่า จักฉันเฉพาะผลมะม่วงสุกชนิดนั้น จึงไปนั่งคอยดูอยู่ที่ริมแม่น้ำ ตกลงใจว่า ถ้าไม่ได้ผลมะม่วงสุกจักไม่ยอมลุกขึ้น.

ดาบสนั้นไม่ยอมขบฉัน สู้นั่งคอยดูผลมะม่วงอยู่ที่ริมน้ำนั้นถึง ๖ วัน จนร่างกายซูบซีดเพราะลมและแดดแผดเผา

ครั้นถึงวันที่เจ็ด นางเทพธิดาผู้รักษาแม่น้ำพิจารณาดูรู้เหตุนั้น แล้วคิดว่า พระดาบสผู้นี้เป็นผู้ตกอยู่ในอำนาจของความอยาก สู้อดอาหารถึง ๗ วัน มานั่งคอยดูแม่น้ำคงคา การที่เราจะไม่ถวายผลมะม่วงสุกแก่ดาบสนี้ไม่สมควรเลย เมื่อดาบสนี้ไม่ได้ผลมะม่วงสุกคงจักมรณภาพ เราจักถวายแก่ท่านจึงมายืนบนอากาศเหนือแม่น้ำคงคา

เมื่อจะสนทนากับดาบสนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ความว่า

ดูก่อนพราหมณ์ ท่านมีความพอใจอะไร ประสงค์อะไร ปรารถนาอะไร แสวงหาอะไร จึงมานั่งอยู่แต่ผู้เดียวในเวลาร้อน เพราะเหตุไร ท่านจึงมานั่งดูแม่น้ำ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฉนฺโท ได้แก่ อัธยาศัย. บทว่า อธิปฺปาโย ได้แก่ ความคิด.

บทว่า สมฺมสิ ความว่า ท่านปรารถนา(อะไร)? บทว่า ฆมฺมนิ แปลว่า ในฤดูร้อน.

บทว่า เอสํ แปลว่า แสวงหา.

นางเทพธิดากล่าวเรียกดาบสนั้นว่า "พราหมณ์" เพราะบวชแล้ว. ท่านอธิบายไว้ว่า ดูก่อนพราหมณ์ ท่านประสงค์อะไร คิดถึงอะไร ปรารถนาอะไร แสวงหาอะไร เพราะต้องการอะไร ท่านจึงมาแลดูแม่น้ำอยู่ที่ฝั่งคงคานี้

พระดาบสได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถา ๑๐ คาถาความว่า

หม้อน้ำใหญ่มีรูปทรงงดงามฉันใด ผลมะม่วงสุกอันมีสีกลีบและรสดีเยี่ยมก็มีอุปไมยฉันนั้น

เราได้เห็นผลมะม่วงนั้นอันกระแสน้ำพัดลอยมาท่ามกลางแม่น้ำ จึงได้หยิบเอามาเก็บไว้ในเรือนไฟ

แต่นั้นก็วางไว้บนใบตอง ทำวิกัปด้วยมีดเองแล้วก็ฉัน ความหิวและความระหายของเราก็หายไป.

เราหมดความกระวนกระวายใจ พอมะม่วงหมด เราต้องอดทนต่อความทุกข์ ย่อมไม่ได้ประสบความพอใจในผลไม้ไรๆ อื่น.

ผลมะม่วงใดเกิดมีแก่ข้าพเจ้า ผลมะม่วงนั้นมีรสอร่อยเป็นเลิศ เป็นที่น่ารื่นรมย์ใจ คงจักนำความตายมาแก่ข้าพเจ้าแน่ เพราะซูบผอม เนื่องจากอดอาหาร.

ข้าพเจ้าเก็บผลมะม่วงสุกอันลอยมาจากทะเลในห้วงมหรรณพได้ ข้าพเจ้าเข้าใจว่าผลมะม่วงสุกนั้นคงจักนำความตายมาแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าต้องมานั่งอยู่ที่นี่เพราะเหตุใด เหตุนั้นทั้งหมดข้าพเจ้าบอกท่านแล้ว.

ข้าพเจ้านั่งอยู่เฉพาะแม่น้ำอันน่ารื่นรมย์ แม่น้ำนี้กว้างขวางมีปลาโลมาใหญ่อาศัยอยู่ น่าจะพึงมีความสบาย ข้าแต่ท่านผู้ยืนอยู่เฉพาะหน้าแห่งเราไม่หนีไป ท่านจงบอกความนั้นแก่เราเถิด.

ดูก่อนท่านผู้มีร่างกายอันสันทัดงามดี ท่านผู้มีร่างอันงามเช่นกับด้วยทองใบทั้งแผ่น หรือดุจนางพยัคฆี ที่สัญจรไปตามซอกเขา ท่านเป็นใคร หรือว่าท่านมาที่นี่เพื่ออะไร.

เทพนารีทั้งหลายในเทวโลก ซึ่งเป็นบริจาริกาแห่งทวยเทพในฉกามาพจรสวรรค์ มีอยู่เหล่าใด หรือสตรีมีรูปงามในมนุษยโลกเหล่าใด เทพนารีและสตรีทั้งหลายเหล่านั้นในหมู่เทวดาคนธรรพ์และมนุษย์ ไม่มีที่จะเสมอเหมือนท่านด้วยรูป

ท่านผู้มีตะโพกอันงามประหนึ่งทอง เราถามท่านแล้ว ขอจงบอกชื่อและเผ่าพันธุ์เถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วาริธโร กุมฺโภ ได้แก่ หม้อน้ำ. บทว่า สุปรินาหวา แปลว่า มีทรวดทรงงาม.

บทว่า วณฺณคนฺธรสุตฺตมํ ความว่า อุดมด้วยสีกลิ่นและรสทั้งหลาย.

บทว่า ทิสฺวาน เท่ากับ ทิสฺวา แปลว่า เห็นแล้ว.

บทว่า อมลมชฺฌิเม ได้แก่ ผู้มีทรวดทรงสันทัดปราศจากมลทิน. พระดาบสเมื่อจะสนทนาปราศรัยกับเทวดาจึงกล่าวอย่างนี้.

บทว่า ปาณิภิ ได้แก่ ด้วยมือทั้งสอง.

บทว่า อคฺยายตนมาหรี ความว่า ได้นำมาสู่โรงพิธีบูชาไฟของตน.

บทว่า วิกปฺเปตฺวา ได้แก่ ผ่าตัดแล้ว. ปาฐะเป็น วิกนฺเตตฺวา ดังนี้ก็มี. ยังมีปาฐะเหลืออยู่บทหนึ่งคือบทว่า ขาทึ.

บทว่า อหาสิ เม ความว่า พอข้าพเจ้าวางมะม่วงลงที่ปลายลิ้นเท่านั้น รสแห่งมะม่วงสุกนั้นแผ่ไปตลอดเส้นเอ็นรับรสทั้ง ๗ พัน จนบำบัดความหิวและความระหายของข้าพเจ้าได้.

บทว่า อเปตทรโถ ความว่า มีความกระวนกระวายทางกายและใจปราศไปแล้ว เพราะว่า ผลม่ะม่วงสุกนั้นกำจัดความกระวนกระวายของข้าพเจ้าได้ เหมือนบริโภคโภชนะอันมีรสดี.

บทว่า พยนฺตีภูโต ความว่า ผลมะม่วงนั้นเกิดหมดไป. อธิบายว่า เป็นผู้มีผลมะม่วงสุกสิ้นไปแล้ว.

บทว่า ทุกฺขกฺขโม ความว่า ประกอบไปด้วยความทุกข์อันไม่น่าชื่นใจ คือด้วยความทนทรมานกาย และความทนทรมานจิต. พระดาบสแสดงความหมายว่า ก็เพราะข้าพเจ้าไม่ถึงความยินดี แม้เล็กน้อยในผลกล้วยและผลขนุนเป็นต้นอย่างอื่น ผลกล้วย ผลขนุนทั้งหมด พอข้าพเจ้าวางแตะลิ้นก็สำเร็จความอิ่มทันที(คือเมื่อไม่อยากกิน).

บทว่า โสสิตฺวา ความว่า เพราะซูบผอมเนื่องจากอดอาหาร.

บทว่า ตํ มมํ ความว่า ผลมะม่วงสุกนั้น (คงจักนำความตาย) มาแก่ข้าพเจ้า.

บทว่า ยสฺส ความว่า ผลมะม่วงใดพึงมี คือผลมะม่วงย่อมมี. ท่านอธิบายว่า ผลาผลอันใดได้ยังประโยชน์ให้สำเร็จแก่ข้าพเจ้า.

บทว่า วุยฺหมานํ ความว่า กำลังลอยมาในห้วงน้ำ กล่าวคือลำน้ำอันมีกระแสทั้งลึกทั้งกว้าง. อธิบายว่า ข้าพเจ้าเก็บผลมะม่วงสุกขึ้นจากทะเลนั้น ข้าพเจ้าเข้าใจว่า ผลมะม่วงสุกนั้นคงนำความตายมาให้ข้าพเจ้า เพราะเมื่อข้าพเจ้าไม่ได้ผลมะม่วงสุกนั้น ชีวิตคงจักไม่เป็นไปได้.

บทว่า อุปวสามิ ความว่า ข้าพเจ้าถูกความหิวระหายเบียดเบียนแล้วจึงต้องอยู่ในที่นี้.

บทว่า รมฺมํ ปฏินิสินฺโนสฺมิ ความว่า ข้าพเจ้านั่งอยู่เฉพาะแม่น้ำอันน่ารื่นรมย์.

บทว่า ปุถุโลมายุตา ปุถู ความว่า แม่น้ำนี้กว้างใหญ่ไพบูลย์อันปลาโลมาใหญ่อยู่อาศัย. อธิบายว่า สถานที่เช่นนี้น่าจะเป็นสถานที่ผาสุกสำหรับข้าพเจ้า.

บทว่า อปาลยินี แปลว่า ไม่หนีไป.

พระดาบสเรียกเทพยดานั้นว่า มม สมฺมุขา ฐิเต ข้าแต่ท่านผู้ยืนอยู่เฉพาะหน้าแห่งเรา. ปาฐะว่า อปลามินี ดังนี้ก็มี. อธิบายว่า มีสรีระร่างกายหาตำหนิมิได้ดังทองที่ไล่มลทินโทษออกแล้ว.

บทว่า กิสฺส วา ความว่า พระดาบสถามว่า หรือท่านมาในที่นี้ด้วยเหตุไร.

บทว่า รูปปฏฺฏปฺลมตฺถีว ความว่า มีรูปร่างเกลี้ยงเกลาดังแผ่นทองใบ.

บทว่า พยคฺฆีว ความว่า ดูดุจพยัคฆราชหนุ่มงามแช่มช้อย ด้วยท่าทางเยื้องกราย.

บทว่า เทวานํ ได้แก่ เทวดาชั้นกามาพจรสวรรค์ทั้ง ๖.

บทว่า ยา วา มนุสฺสโลกสฺมึ ความว่า หรือสตรีมีรูปร่างในมนุษยโลกเหล่าใด.

บทว่า รูเปนนฺวาคติตฺถิโย ได้แก่ สตรีผู้สมบูรณ์ด้วยรูปสมบัติ.

บทว่า นตฺถิ ความว่า โดยที่ตนมุ่งจะสรรเสริญเทพธิดา พระดาบสจึงกล่าวอย่างนี้. ก็พระดาบสนั้นมีความมุ่งหมายว่า (เทพนารีและสตรีทั้งหลายเหล่านั้น) ไม่มีที่จะเสมอเหมือนท่านด้วยรูป.

บทว่า คนฺธพฺพมานุเส ความว่า ในหมู่คนธรรพ์และมนุษยโลกซึ่งอาศัยกลิ่นหอมที่รากเป็นต้น ประพรม.

บทว่า จารุปุพฺพงฺคี ความว่า ผู้ประกอบไปด้วยอวัยวะ ตะโพก ขาอ่อนงามดังทอง.

บทว่า นามญฺจ พนฺธเว ความว่า พระดาบสกล่าวว่าท่านโปรดบอกนามโคตรและเผ่าพันธุ์ของตน แก่ข้าพเจ้าเถิด.

ลำดับนั้น นางเทพธิดาได้กล่าวคาถา ๘ คาถาความว่า

ดูก่อนพราหมณ์ดาบส ท่านนั่งอยู่ เฉพาะแม่น้ำโกสิกิคงคาอันน่ารื่นรมย์ใด โกสิกิคงคานั้น มีกระแสอันเชียว เป็นห้วงน้ำใหญ่ ข้าพเจ้าสิงสถิตอยู่ในวิมานอันตั้งอยู่ที่แม่น้ำนั้น.

มีลำห้วย และลำธาร ไหลมาจากเขาหลายแห่งเกลื่อนกล่นไปด้วยหมู่ไม้นานาพรรณ ย่อมไหลตรงมารวมอยู่ที่ข้าพเจ้าทั้งนั้น.

ใช่แต่เท่านั้น ยังมีน้ำที่ไหลมาจากป่า มีกระแสไหลเชี่ยว สีเขียวปัด อีกมากหลาย และน้ำที่พวกนาคกระทำให้มีสีวิจิตรต่างๆ ย่อมไหลมาตามกระแสน้ำ.

แม่น้ำเหล่านั้นย่อมพัดเอาผลมะม่วง ผลชมพู่ ผลขนุนสำมะลอ ผลกระทุ่ม ผลตาล และผลมะเดื่อเป็นอันมากมาเนืองๆ.

ผลไม้ชนิดใดชนิดหนึ่งที่ฝั่งทั้งสองตกลงในน้ำแล้ว ผลไม้นั้นย่อมเป็นไปในอำนาจแห่งกระแสน้ำของข้าพเจ้า โดยไม่ต้องสงสัย.

ดูก่อนท่านผู้เป็นปราชญ์ มีปัญญามาก ผู้เป็นใหญ่กว่านรชน ท่านรู้อย่างนี้แล้ว จงฟังข้าพเจ้า ท่านอย่าพอใจความเกี่ยวเกาะด้วยตัณหาอย่างนี้เลย จงเลิกคิดเสียเถิด.

ดูก่อนพระราชฤาษีผู้ยังรัฐให้เจริญ ข้าพเจ้าไม่เข้าใจว่า ท่านจะเจริญรุ่งเรืองไปได้อย่างไร เมื่อท่านซูบผอมรอความตายอยู่.

พรหม คนธรรพ์ เทวดา และฤาษีทั้งหลายในโลกนี้ ผู้มีตนอันสำรวมแล้ว เรืองตบะ เริ่มตั้งความเพียร ผู้เรืองยศย่อมรู้ความที่ท่านตกอยู่ในอำนาจแห่งตัณหา อย่างไม่ต้องสงสัยเลย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โกสิกึ ความว่า ดูก่อนพราหมณ์ดาบส ท่านนั่งอยู่เฉพาะแม่น้ำโกสิกิคงคาอันรื่นรมย์ใด.

บทว่า ภูสาลยา วุตฺถา ความว่า ข้าพเจ้าอาศัยอยู่ที่แม่น้ำนั้น ซึ่งมีกระแสอันเชี่ยว ประกอบด้วยห้วงน้ำใหญ่. อธิบายว่า ข้าพเจ้าสิงอยู่ที่วิมานอันตั้งอยู่ที่แม่น้ำคงคา.

บทว่า วรวาริวโหฆวา ความว่า มีน้ำไหลเชี่ยวประกอบด้วยห้วงน้ำใหญ่.

บทว่า สมฺมุขา ความว่า เทพยดาแสดงว่าห้วยละหานลำธารเขามีประการดังกล่าวแล้ว ย่อมบ่ายหน้าพร้อมมายังเรา เราเป็นประธานของแม่น้ำทั้งหลายเหล่านั้น.

บทว่า อภิสนฺทนฺติ แปลว่า ย่อมไหลไป. อธิบายว่า นทีธารทั้งหลายอันไหลมาจากที่นั้นๆ ย่อมเข้าไปสู่เรา คือแม่น้ำโกสิกิคงคาสิ้น.

บทว่า วนโตทา ความว่า ใช่แต่ห้วยละหาน ลำธาร เขาเท่านั้นก็หามิได้ ที่แท้น้ำที่บ่ามาจากป่า คือน้ำที่ไหลมาจากป่านั้นเป็นอันมาก ย่อมไหลไป.

บทว่า นีลวาริวหินฺธรา ความว่า ทรงไว้ซึ่งห้วงน้ำ กล่าวคือ กระแสน้ำอันประกอบด้วยน้ำสีเขียวดังสีแก้วมณี.

บทว่า นาคจิตฺโตหา ความว่า น้ำอันประกอบด้วยน้ำ กล่าวคือ สีอันนาคทั้งหลายกระทำให้วิจิตรก็ดี.

บทว่า วารินา ความว่า นางเทพธิดาแสดงว่า แท้จริงแม่น้ำทั้งหลายจำนวนมากเห็นปานนี้ ย่อมไหลไปตามกระแสน้ำคือยังเราให้เต็มบริบูรณ์ด้วยน้ำทีเดียว.

บทว่า ตา ได้แก่ แม่น้ำทั้งหลายเหล่านั้น.

บทว่า อาวหนฺติ ความว่า แม่น้ำทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมพัดพาผลมะม่วงเป็นต้นเหล่านี้เข้ามา.

ก็บททั้งหลายเหล่านี้ทั้งหมดเป็นปฐมาวิภัตติลงในอรรถแห่งทุติยาวิภัตติ. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ตา เป็นทุติยาวิภัตติ พหุวจนะ.

บทว่า อาวหนฺติ ความว่า แม่น้ำเหล่านั้นย่อมพัดพาผลมะม่วงเป็นต้นเหล่านี้เข้ามา. อธิบายว่า และผลมะม่วงเป็นต้นอันถูกพัดไปอย่างนี้ ย่อมเข้าไปสู่กระแสของเรา.

บทว่า โสตสฺส ความว่า ผลไม้ชนิดใดหล่นจากต้นไม้ ที่เกิดอยู่ ณ ริมฝั่งทั้งสองข้าง ลอยไปในน้ำ ผลไม้ชนิดนั้นทั้งหมดเป็นอันเข้าถึงอำนาจแห่งกระแสน้ำของเราทีเดียว ไม่มีข้อสงสัยในเรื่องนี้. เทพธิดานั้นบอกเหตุที่ผลมะม่วงสุกนั้นลอยมาตามกระแสน้ำอย่างนี้.

บททั้งสองคือ เมธาวี ปุถุปญฺญา เป็นอาลปนะ (คำเรียกร้อง) ทั้งนั้น.

บทว่า มา โรจย ความว่า ท่านอย่าพอใจความเกี่ยวเกาะด้วยตัณหาอย่างนี้เลย.

บทว่า ปฏิเสธ แปลว่า จงห้ามเสียเถิด.

บทว่า ตํ ความว่า นางเทพธิดากล่าวสอนพระราชา.

บทว่า วุทฺธวํ ได้แก่ ความเจริญด้วยปัญญา คือความเป็นบัณฑิต.

บทว่า รฏฐาภิวฑฺฒน แปลว่า ท่านราชฤาษีผู้ยังรัฐมณฑลให้เจริญ.

บทว่า อาจยมาโน ความว่า ท่านจงก่ออัตภาพ คือเจริญด้วยเนื้อและเลือด เป็นหนุ่มแน่นเถิด.

นางเทพธิดาเรียกพระดาบสนั้นว่า ราชิสิ(ท่านราชฤาษี) ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า ท่านยังเป็นหนุ่ม แต่ซูบผอมเพราะอดอาหาร หวังจะได้ความตายเพราะโลภในมะม่วง เราหาสำคัญความเป็นบัณฑิตเช่นนี้ของท่านไม่.

บทว่า ตสฺส ความว่า บุคคลใดเป็นผู้ตกอยู่ในอำนาจแห่งตัณหา ย่อมรู้ความที่บุคคลนั้นเป็นผู้ตกอยู่ในอำนาจแห่งตัณหา โดยไม่ต้องสงสัย.

เมื่อนทีเทพธิดาจะให้ดาบสนั้นเกิดความสังเวช จึงกล่าวอย่างนี้ว่า พรหมผู้ที่ถึงการนับว่าเป็นบิดา คนธรรพ์พร้อมทั้งกามาวจรเทพยดา และฤาษีผู้มีจักษุทิพย์ดังที่กล่าวมาแล้วย่อมรู้ความที่บุคคลนั้นเป็นผู้ตกอยู่ในอำนาจตัณหาโดยไม่ต้องสงสัย แต่ข้อที่ท่านผู้มีฤทธิเหล่านั้นรู้ว่า ดาบสชื่อโน้นเป็นผู้ตกอยู่ในอำนาจของตัณหาดังนี้ไม่น่าอัศจรรย์ ถึงปริจาริกชนของฤาษีผู้เริ่มตั้งความเพียร ผู้ยงยศเหล่านั้น ก็จะรู้เพราะฟังคำของชนเหล่านั้นพูดกันอยู่อีก เพราะขึ้นชื่อว่าความลับของบุคคลผู้ทำความชั่ว ย่อมไม่มี.

ลำดับนั้น พระดาบสได้กล่าวคาถา ๔ คาถาความว่า

บาปย่อมไม่เจริญแก่นรชนผู้รู้จักศีลและความไม่เที่ยง ดำรงอยู่เหมือนเราฉะนั้น ซึ่งรู้ธรรมทั้งปวง รู้ความสลายและความจุติแห่งชีวิต ถ้านระนั้นไม่คิดฆ่าบุคคลอื่นผู้มีความสุข.

ดูก่อนท่านผู้อันหมู่ฤาษีรู้กันทั่วแล้ว ท่านเป็นผู้อันชนผู้ลอยบาปรู้แจ้งแล้วว่า เป็นผู้เกื้อกูลแก่โลก แต่ต้องปรารถนาบาปกรรมแก่ตน เพราะใช้คำบริภาษอันไม่ประเสริฐไพเราะ.

ดูก่อนท่านผู้มีตะโพกอันผึ่งผาย ถ้าเราจักตายอยู่ที่ริมฝั่งน้ำของท่าน เมื่อเราตายไปแล้ว ความติเตียนก็จักมาถึงท่านโดยไม่ต้องสงสัย.

ดูก่อนท่านผู้มีสะเอวอันกลมกลึง เพราะฉะนั้นแล ท่านจงรักษาบาปกรรมไว้เถิด อย่าให้คนทั้งปวงติเตียนท่านได้ในภายหลัง ในเมื่อเราตายไปแล้ว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอวํ วิทิตฺวา ความว่า ข้าพเจ้ารู้จักศีลและความไม่เที่ยงฉันใด บาปย่อมไม่พอกพูน คือไม่เจริญแก่นระผู้รู้แล้วดำรงอยู่ฉันนั้น.

บทว่า วิทู ได้แก่ ผู้รู้แจ้ง. บทว่า สพฺพธมฺมํ ได้แก่ สุจริตธรรมทุกอย่าง. เพราะในคาถานี้ สุจริตธรรมสามอย่าง ประสงค์เอาเป็นสรรพธรรม.

บทว่า วิทฺธํสนํ ได้แก่ ความดับ. บทว่า จวนํ ได้แก่ จุติ.

บทว่า ชีวิตสฺส ได้แก่ อายุ. ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า บาปย่อมไม่พอกพูน คือไม่เจริญแก่พระผู้เป็นบัณฑิต รู้แจ้งแล้วดำรงอยู่อย่างนี้ คือรู้แจ้งซึ่งสุจริตธรรมทั้งปวง และความไม่เที่ยงแห่งชีวิต.

บทว่า สเจ น เจเตติ วธาย ตสฺส ความว่า ถ้านระนั้นไม่คิด คือไม่ดำริเพื่อจะฆ่าบุคคลอื่นผู้ถึงความสุข ได้แก่ไม่ยังบุคคลอื่น หรือแม้ทรัพย์มรดกของเขาให้พินาศ ก็ข้าพเจ้าไม่คิดเพื่อจะฆ่าใครๆ นั่งคอยดูแม่น้ำทำความอาลัยในมะม่วงสุกอย่างเดียว ท่านตรวจดูได้เห็นอกุศลกรรมอะไรของข้าพเจ้าบ้างเล่า?

บทว่า อิสิปูคสมญฺญาเต ความว่า ผู้อันหมู่ฤาษีรู้ทั่วแล้วด้วยดี คืออันฤาษีทั้งหลายรับรู้แล้ว.

บทว่า เอวํ โลกฺยา ความว่า ท่านเป็นผู้อันชนผู้ลอยบาปรู้ทั่วแล้วอย่างนี้ว่า เป็นผู้เกื้อกูลแก่โลก.

บทว่า สติ นี้เป็นอาลปนะเรียกขานว่า ดูก่อนท่านผู้สวยงามเลอโฉม.

บทว่า อนริยํ ปริสํภาเส ความว่า ประกอบไปด้วยคำบริภาษ อันไม่งดงาม เป็นต้นว่ารำเลิกถึงบิดามารดาของเขา.

บทว่า ชิคึสติ ความว่า แม้เมื่อบาปในตัวของข้าพเจ้าไม่มีอยู่เลย ท่านก็มาบริภาษข้าพเจ้าถึงอย่างนี้ ทั้งเพ่งเล็งความตายต่อข้าพเจ้า ชื่อว่าใฝ่แสวงหาบาปกรรม ทำให้เกิดขึ้นแก่ตน.

บทว่า ตีเร เต ความว่า ที่ริมฝั่งน้ำของท่าน.

บทว่า ปุถุสุสฺโสณิ ความว่า ประกอบไปด้วยตะโพกอันงดงามผึ่งผาย.

บทว่า เปเต ความว่า เมื่อข้าพเจ้าตายไปสู่ปรโลกแล้ว เพราะไม่ได้ผลมะม่วงสุก.

บทว่า ปกฺวกฺขาสิ ความว่า ชนทั้งปวงอย่ากล่าวร้าย ด่าว่า ติเตียน นินทา. ปาฐะว่า ปกฺขตฺถาสิ ดังนี้ก็มี.

นางเทพธิดาได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถา ๕ คาถาความว่า

เหตุนั้นข้าพเจ้าทราบแล้วท่านจงอดกลั้นไว้ก่อน ข้าพเจ้าจะยอมตนและให้มะม่วงแก่ท่าน เพราะท่านละกามคุณที่ละได้ยาก แล้วตั้งไว้ซึ่งความสงบและสุจริตธรรม.

บุคคลใดละสังโยชน์ในก่อนได้ แล้วภายหลังมาตั้งอยู่ในสังโยชน์ ประพฤติอธรรมอยู่ บาปย่อมเจริญแก่บุคคลนั้น.

มาเถิด ข้าพเจ้าจะนำท่านไปยังสวนมะม่วง ท่านจงเป็นผู้มีความขวนขวายน้อยโดยส่วนเดียวเถิด ข้าพเจ้าจักนำท่านไปในสวนมะม่วงอันร่มเย็น ท่านจงเป็นผู้ไม่ขวนขวายอยู่เถิด.

ดูก่อนท่านผู้ปราบปรามข้าศึก สวนนั้นเกลื่อนกล่นไปด้วยหมู่นก ที่มัวเมาอยู่ในรสดอกไม้ มีนกกระเรียน นกยูง นกเขา ซึ่งมีสร้อยคออันน่าชม มีหมู่หงส์ส่งเสียงร้องขรม ฝูงนกดุเหว่าที่ร้องปลุกสัตว์ทั้งหลายอยู่ในสวนมะม่วงนั้น.

ผลมะม่วงในสวนนั้นดกเป็นพวงๆ ดุจฟ่อนฟาง ปลายกิ่งห้อยโน้มลงมา มีทั้งต้นคำ ต้นสน ต้นกระทุ่มและผลตาลสุกห้อยอยู่เรียงราย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อญฺญาตเมตํ ความว่า เหตุที่ท่านอ้างว่า ความครหาจักมีแก่ท่าน กล่าวอ้างไว้เพื่อต้องการผลมะม่วงสุกนั้น ข้าพเจ้าทราบแล้ว.

บทว่า อวิสยฺหสาหิ ความว่า ขึ้นชื่อว่าพระราชาทั้งหลายย่อมอดกลั้นสิ่งที่อดกลั้นได้ยาก ด้วยเหตุนั้น นางเทพธิดาเมื่อปรารภถึงเหตุนั้น จึงกล่าวอย่างนี้.

บทว่า อตฺตานํ ความว่า เมื่อข้าพเจ้าโอบอุ้มท่านพาไปสู่สวนมะม่วง ชื่อว่ายอมถวายตนแก่ท่าน และจะถวายผลมะม่วงสุกนั้นแก่ท่านด้วย.

บทว่า กามคุเณ ได้แก่ วัตถุกามทั้งหลายอันประดับด้วยกาญจนมาลาและเศวตฉัตร.

บทว่า สนฺติญฺจ ธมฺมญฺจ ได้แก่ ศีล กล่าวคือสันติอันยังความทุศีลให้สงบระงับ และสุจริตธรรม.

บทว่า อธิฏฺฐิโตสิ ความว่า ท่านเป็นผู้เข้าถึงคุณธรรมเหล่านี้และเป็นผู้ตั้งมั่นอยู่ในคุณธรรมเหล่านี้.

บทว่า ปุพฺพสํโยคํ ได้แก่ ข้อผูกพันอันมีในก่อน.

บทว่า ปจฺฉาสํโยชเน ได้แก่ ข้อผูกพันอันมีในภายหลัง. ท่านอธิบายไว้ดังนี้ ดูก่อนดาบสผู้เจริญ ผู้ใดสละสิริราชสมบัติอันยิ่งใหญ่ แล้วติดในรสตัณหาเพียงแค่ผลมะม่วงสุกไม่คำนึงถึงลมและแดด สู้นั่งซบเซาอยู่ที่ชายฝั่งน้ำ ผู้นั้นข้ามมหาสมุทรได้ ก็เป็นเช่นกับบุคคลผู้จมลงในที่สุดฝั่ง บุคคลใดเป็นผู้ตกอยู่ในอำนาจรสตัณหา ประพฤติอธรรมอย่างเดียว บาปซึ่งกระทำด้วยอำนาจรสตัณหา ย่อมเพิ่มแก่บุคคลนั้น

นางเทพธิดานั้นกล่าวตำหนิดาบสอย่างนี้ด้วยประการฉะนี้.

บทว่า กามํ อปฺโปสฺสุโก ภว ความว่า ท่านต้องเป็นผู้ไม่มีอาลัยอยู่ที่สวนมะม่วง โดยส่วนเดียวเถิด.

บทว่า ตสฺมึ ความว่า ข้าพเจ้าจักเป็นผู้นำท่านไปที่สวนมะม่วงอันเยือกเย็นนั้น.

บทว่า ตํ ความว่า เมื่อนางเทพธิดากล่าวอย่างนี้แล้ว จึงอุ้มดาบสขึ้นนอนแนบอก เหาะไปในอากาศ เห็นทิพอัมพวันอันมีปริมณฑลได้ ๓ โยชน์ และได้สดับเสียงแห่งสกุณปักษี แล้วจึงบอกแก่ดาบส กล่าวอย่างนี้ว่า ตํ เป็นต้น.

บทว่า ปุปฺผรสมตฺเตหิ ความว่า มัวเมาด้วยรสแห่งปุปผชาติ.

บทว่า วงฺกงฺเคภิ ความว่า สวนอัมพวันนั้นเซ็งแซ่ไปด้วยฝูงนกทั้งหลาย ตัวมีคออันคด และบัดนี้เมื่อนางเทพธิดาจะบอกชื่อนกเหล่านั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า โกญฺจา (นกกระเรียน) ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทิวิยา แปลว่า อันเป็นทิพย์.

บทว่า โกยฏฺฐิมธุสาลิยา ความว่า นางเทพธิดาแสดงว่า ทิพสกุณปักษีเหล่านี้ คือ (นกกระเรียน นกยูง นกเขาและนกขุนทอง) ซึ่งมีสร้อยคออันน่าชม ย่อมอยู่ในสวนอัมพวันนี้.

บทว่า กุชฺชิตา หํสูปเคภิ ความว่า มีฝูงหงส์ขันคูส่งเสียงร้องระงม.

บทว่า โกกิเลตฺถ ปโพธเร ความว่า นกดุเหว่าทั้งหลายอยู่ในสวนอัมพวันนั้น กู่ก้องร้องปลุกสัตว์ทั้งหลายให้ตื่นอยู่.

บทว่า อมฺเพตฺถ ความว่า มีต้นมะม่วงอยู่ในสวนอัมพวันนั้น.

บทว่า วิปฺปสูนคฺคา ความว่า ปลายกิ่งโน้มน้อมลง เพราะเต็มไปด้วยพวงผล.

บทว่า ปลาลขลสนฺนิภา ความว่า มีผลดกเช่นกับฟ่อนฟางข้าวสาลีเพราะสั่งสมไปด้วยช่อและดอก.

บทว่า ปกฺกตาลวิลมฺพิโน ความว่า นางเทพธิดาพรรณนาถึงสวนอัมพวันว่า มีผลตาลสุกห้อยย้อยอยู่ไสว และต้นไม้เห็นปานนี้ มีอยู่ในสวนอัมพวันนี้.

ก็แหละครั้นนางเทพธิดาพรรณนา แล้วพาพระดาบสมาในสวนอัมพวัน แล้วสั่งว่า ท่านโปรดขบฉันผลมะม่วงทั้งหลาย ยังความอยากของตนให้เต็มบริบูรณ์ในสวนอัมพวันนี้ แล้วหลีกไป.

ครั้นพระดาบสขบฉันผลมะม่วงจนอิ่มสมอยากแล้ว พักผ่อนแล้ว จึงเที่ยวไปในสวนอัมพวัน พบเห็นเปรตนั้นกำลังเสวยทุกข์ (แต่)ไม่สามารถจะพูดอะไรได้ แต่เมื่อพระอาทิตย์อัสดงแล้ว เห็นเปรตนั้นมีหญิงฟ้อนแวดล้อมบำเรอ เสวยทิพยสมบัติอยู่

จึงกล่าวคาถา ๓ คาถา ความว่า

ท่านทรงทิพมาลา ผ้าโพกศีรษะ และเครื่องอาภรณ์ล้วนแต่เป็นทิพย์ มีทองต้นแขน ลูบไล้ด้วยจุรณจันทน์ กลางคืนมีหญิง ๑๖,๐๐๐ คนเป็นปริจาริกาบำเรอท่านอยู่ แต่กลางวันต้องเสวยทุกขเวทนา.

หญิงเหล่านี้ได้เป็นปริจาริกาของท่าน มีถึง ๑๖,๐๐๐ นาง ท่านมีอานุภาพมากอย่างนี้ ไม่เคยมีในมนุษยโลก น่าขนพองสยองเกล้า.

ในปุริมภพ ท่านทำบาปกรรมอะไรไว้ จึงต้องนำทุกขเวทนามาสู่ตน ท่านทำกรรมอะไรไว้ในมนุษยโลก จึงต้องเคี้ยวกินเนื้อหลังของตนเองในบัดนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มาลี แปลว่า ผู้ทรงมาลาทิพย์.

บทว่า ติรีฏิ แปลว่า ผู้ทรงผ้าโพกอันเป็นทิพย์.

บทว่า กายุรี แปลว่า ประดับอาภรณ์ล้วนเป็นทิพย์.

บทว่า องฺคที ความว่า ประกอบด้วยกำไลมือและแขนอันเป็นทิพย์.

บทว่า จนฺทนุสฺสโท ความว่า มีร่างกายไล้ทาด้วยจันทน์อันเป็นทิพย์.

บทว่า ทิวา ความว่า แต่ในเวลากลางวันต้องเสวยมหาทุกขเวทนา.

บทว่า ยา เตมา ตัดบทเป็น ยา เต อิมา แปลว่า หญิงเหล่านี้.

บทว่า อพฺภูโต ความว่า ไม่เคยมีเลยในมนุษยโลก.

บทว่า โลมหํสโน ความว่า ชนเหล่าใดเห็นท่าน ขนของคนเหล่านั้นย่อมชูชัน.

บทว่า ปุพฺเพ ได้แก่ ในภพก่อน. บทว่า อตฺตทุกฺขาวหํ ความว่า เป็นเหตุนำทุกขเวทนามาสู่ตน.

บทว่า มนุสฺเสสุ ความว่า ท่านทำกรรมอะไรไว้ในมนุษยโลก จึงต้องมาเคี้ยวกินเนื้อหลังของตนในบัดนี้.

เปรตจำพระดาบสได้จึงทูลว่า พระองค์คงจำข้าพระพุทธเจ้าไม่ได้ ข้าพระพุทธเจ้า คือผู้ที่ได้เป็นปุโรหิตของพระองค์ ข้าพระพุทธเจ้าต้องเสวยความสุขในกลางคืนนี้ เพราะผลแห่งอุโบสถกึ่งหนึ่งที่ตนได้ทำมา เพราะอาศัยพระองค์ แต่ที่ได้เสวยทุกขเวทนาในเวลากลางวัน เพราะผลแห่งบาปกรรมที่ทำไว้แล้วเหมือนกัน

แท้จริง ข้าพระพุทธเจ้าอันพระองค์ทรงตั้งไว้ในตำแหน่งผู้พิพากษา ได้ชำระคดีโดยอยุติธรรมรับสินบน ขูดเลือดเนื้อประชาชนทางเบื้องหลัง เพราะผลแห่งกรรมที่ทำไว้นั้น ตอนกลางวัน ข้าพระพุทธเจ้าจึงได้เสวยทุกขเวทนานี้

แล้วกล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า

ข้าพเจ้าเรียนจบไตรเพท หมกมุ่นอยู่ในกามทั้งหลาย ได้ประพฤติเพื่อความฉิบหายมิใช่ประโยชน์แก่ชนเหล่าอื่นตลอดกาลนาน.

บุคคลใดเป็นผู้ขูดเลือดเนื้อผู้อื่น บุคคลนั้นย่อมต้องควักเนื้อของตนกิน เช่นเดียวกับข้าพระพุทธเจ้ากินเนื้อหลังของตนอยู่จนทุกวันนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อชฺเฌนานิ ได้แก่ พระเวทย์ทั้งหลาย.

บทว่า ปฏิคฺคยฺห ความว่า เล่าเรียนทรงจำ.

บทว่า อจรึ ได้แก่ ปฏิบัติแล้ว.

บทว่า อหิตายหํ ความว่า ข้าพระพุทธเจ้าได้ปฏิบัติความฉิบหาย มิใช่ประโยชน์.

บทว่า โย ปิฏฺฐิมํสิโก ความว่า บุคคลใดกินเนื้อหลังของคนอื่น ย่อมเป็นผู้ยุยง ส่อเสียด.

บทว่า อุกฺกจฺจ แปลว่า ต้องล้วง-ต้องควัก.

ก็แลครั้นเปรตกราบทูลอย่างนี้แล้ว จึงทูลถามพระดาบสว่า พระองค์เสด็จมาในที่นี้ได้อย่างไร? พระดาบสเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังโดยพิสดาร.

เปรตทูลถามอีกว่า ก็บัดนี้พระองค์จะประทับอยู่ในที่นี้ต่อไป หรือจักเสด็จไปที่อื่น?

พระดาบสตรัสตอบว่า เราหาอยู่ไม่ จักกลับไปสู่อาศรมบทนั่นเทียว.

เปรตทูลว่า ดีละพระเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้าจักบำรุงพระองค์ด้วยผลมะม่วงสุกเป็นประจำ แล้วนำพระดาบสไปในอาศรมบทด้วยอานุภาพของตน ทูลขอปฏิญญาว่า ขอพระองค์อย่าได้มีความกระสัน ประทับอยู่ในที่นี้เถิด แล้วทูลลาไป

ตั้งแต่นั้นมา เปรตนั้นก็บำรุงพระดาบสด้วยผลมะม่วงสุกเป็นนิตย์.

พระดาบสเมื่อได้ฉันผลมะม่วงสุกนั้น ก็กระทำกสิณบริกรรม ยังฌานและอภิญญาให้บังเกิด แล้วได้เป็นผู้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า.

พระบรมศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแก่อุบาสกอุบาสิกาทั้งหลายแล้ว

ทรงประกาศอริยสัจธรรม ในที่สุดแห่งอริยสัจเทศนา บางพวกได้เป็นพระโสดาบัน บางพวกได้เป็นพระสกทาคามี บางพวกได้เป็นพระอนาคามี

ทรงประชุมชาดกว่า

นางเทพธิดาในครั้งนั้น ได้มาเป็น ภิกษุณีอุบลวรรณา

ส่วนดาบสได้มาเป็น เราผู้ตถาคต ฉะนี้แล. จบอรรถกถากิงฉันทชาดกที่ ๑ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา