๗. ลาภครหิกชาดก
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๗ ลาภครหิกชาตกํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๗. ลาภครหิกชาดก ว่าด้วยวิธีการหลอกลวง
นานุมฺมตฺโต นาปิสุโณ นานโฏ นากุตูหโล มุเฬฺหสุ ลภเต ลาภํ เอสา เต อนุสาสนี ฯ
ไม่ใช่คนบ้า ทำเป็นเหมือนคนบ้า ไม่ใช่คนส่อเสียด ก็ทำเป็นเหมือนคน ส่อเสียด ไม่ใช่นักฟ้อนรำ ก็ทำเป็นเหมือนนักฟ้อนรำ ไม่ใช่คนตื่นข่าว ก็ทำเป็นเหมือนคนตื่นข่าว ย่อมจะได้ลาภในคนผู้หลงใหลทั้งหลาย นี้ เป็นคำสั่งสอนแก่ท่าน.
ธิรตฺถุ ตํ ยสลาภํ ธนลาภญฺจ พฺราหฺมณ ยา วุตฺติ วินิปาเตน อธมฺมจริยาย วา ฯ
ข้าแต่ท่านพราหมณ์ น่าติเตียนความประพฤติอัตตวินิบาตกรรม การประ- พฤติอธรรม การได้ยศ และได้ทรัพย์.
อปิ เจ ปตฺตมาทาย อนาคาโร ปริพฺพเช เอสาว ชีวิกา เสยฺโย ยา จาธมฺเมน เอสนาติ ฯ ลาภครหิกชาตกํ สตฺตมํ ฯ ---------
อนึ่ง ถ้าบุคคลจะถือเอาบาตรออกไปบวชเสีย ความเป็นอยู่นี้แล ประเสริฐกว่าการแสวงหาโดยอธรรม. จบ ลาภครหิกชาดกที่ ๗.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๗. ลาภครหชาดก (๒๘๗) ว่าด้วยวิธีการหลอกลวงเพื่อแสวงหาลาภ (อาจารย์ทิศาปาโมกข์โพธิสัตว์ได้ตรัสกับมาณพผู้เป็นศิษย์ว่า)
ไม่บ้าก็ทำเป็นเหมือนคนบ้า ไม่ใช่คนส่อเสียดก็ทำเป็นเหมือนคนส่อเสียด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๑๔๔}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๓. ติกนิบาต] ๔. อัพภันตรวรรค ๘. มัจฉุททานชาดก (๒๘๘) ไม่ใช่นักฟ้อนรำก็ทำเป็นเหมือนนักฟ้อนรำ ไม่ตื่นข่าวก็ทำเป็นเหมือนตื่นข่าว ย่อมได้ลาภในบุคคลที่ลุ่มหลงงมงาย นี้เป็นคำสอนสำหรับเธอ (ลูกศิษย์ได้ฟังคำของอาจารย์แล้ว จึงติเตียนลาภว่า)
พราหมณ์ น่าติเตียนการได้ยศ และการได้ทรัพย์สำหรับเลี้ยงชีวิต ซึ่งเป็นเหตุให้ประสบความพินาศ หรือประพฤติไม่เป็นธรรม
ถึงแม้เราจะเป็นนักบวชถือบาตรเลี้ยงชีพ การเลี้ยงชีพเช่นนั้นแหละยังดีกว่าการแสวงหาโดยไม่ชอบธรรมลาภครหชาดกที่ ๗ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุสัทธิวิหาริกของพระสารีบุตรเถระ จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า นานุมฺมตฺโต ดังนี้.
ได้ยินว่า สัทธิวิหาริกของพระเถระเข้าไปหาพระเถระ ไหว้แล้วนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง แล้วถามว่า ท่านผู้เจริญ ขอท่านโปรดบอกปฏิปทาอันจะให้ลาภเกิดแก่กระผม ภิกษุกระทำอะไรจึงจะได้ปัจจัยมีจีวรเป็นต้น ขอรับ.
ลำดับนั้น พระเถระจึงบอกปฏิปทาอันจะให้ลาภเกิดขึ้นแก่สัทธิวิหาริกนั้น ดังนี้ว่า
ดูก่อนอาวุโส ลาภสักการะย่อมเกิดแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๔ คือ
๑. พึงทำลายหิริโอตตัปปะภายในตนอันละสมณสัญญาเสีย ไม่เป็นบ้าเลยทำเป็นเหมือนคนบ้า
๒. พึงกล่าววาจาส่อเสียด
๓. พึงเป็นเช่นกับนักฟ้อนรำ และ
๔. พึงเป็นคนเอิกเกริกมีวาจาพล่อยๆ.
สัทธิวิหาริกนั้นติเตียนปฏิปทานั้นแล้ว จึงลุกขึ้นหลีกไป.
พระเถระเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมแล้ว กราบทูลเรื่องนั้นให้ทรงทราบ.
พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนสารีบุตร ภิกษุนั้นติเตียนลาภในบัดนี้เท่านั้นหามิได้ แม้ในกาลก่อนก็ได้ติเตียนแล้วเหมือนกัน อันพระเถระทูลอาราธนาแล้ว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ พอเจริญวัยแล้ว ในกาลมีอายุ ๑๖ ปีเท่านั้น ก็เรียนจบไตรเพท และศิลปศาสตร์ ๑๘ ประการ ได้เป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์บอกศิลปะแก่มาณพ ๕๐๐ คน ในจำนวนมาณพเหล่านั้น มีมาณพคนเพียบพร้อมด้วยศิลาจารวัตร
วันหนึ่งเข้าไปหาอาจารย์ แล้วถามปฏิปทาอันเป็นเครื่องให้เกิดลาภว่า ขอท่านจงบอก ลาภเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านี้ได้อย่างไรๆ
อาจารย์กล่าวว่า ดูก่อนพ่อมหาจำเริญ ลาภย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านี้ ด้วยเหตุ ๔ ประการ
แล้วกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
ไม่ใช่คนบ้า ทำเป็นเหมือนคนบ้า
ไม่ใช่คนส่อเสียด ทำเป็นเหมือนคนส่อเสียด
ไม่ใช่นักฟ้อนรำ ทำเป็นเหมือนนักฟ้อนรำ
ไม่ใช่คนตื่นข่าว ทำเป็นเหมือนคนตื่นข่าว
ย่อมจะได้ลาภในหมู่คนหลงงมงาย
นี้เป็นคำสอนสำหรับท่าน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นานุมฺมตฺโต ตัดเป็น น อนุมฺมตฺโต แปลว่า ไม่ใช่คนบ้า.
ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า ชื่อว่าคนบ้าเห็นเด็กหญิงเด็กชายแล้ว แย่งเอาผ้าและเครื่องประดับเป็นต้นของเด็กเหล่านั้นถือเอาเนื้อ ปลาและขนมเป็นต้นจากที่นั้นๆ โดยพลการมาเคี้ยวกินฉันใด คนใดเป็นคฤหัสถ์ ละทิ้งหิริโอตตัปปะอันตั้งขึ้นภายในและภายนอก ไม่เอื้อเฟื้อกุศลและอกุศลไม่กลัวภัยในนรก ถูกความโลภครอบงำ ถูกตัณหาครอบงำจิต มัวเมาในกามทั้งหลาย กระทำกรรมอันสาหัสมีตัดช่องย่องเบาเป็นต้น
แม้เป็นบรรพชิตก็ละหิริโอตตัปปะเสีย ไม่เอื้อเฟื้อกุศลและอกุศล ไม่กลัวภัยในนรก ย่ำยีสิกขาบทที่พระศาสดาบัญญัติไว้ ถูกความโลภครอบงำ อันตัณหาครอบงำจิต อาศัยเพียงผ้าจีวรเป็นต้น ละทิ้งความเป็นสมณะของตนเสีย เป็นคนประมาทมัวเมา กระทำเวชชกรรมและทูตกรรมเป็นต้น อาศัยอเนสนา การแสวงหาอันไม่สมควร มีการให้ไม้ไผ่เป็นต้นเลี้ยงชีวิต ก็ฉันนั้นเหมือนกัน
บุคคลนี้แม้จะไม่เป็นบ้าก็ชื่อว่าเป็นคนบ้า เพราะเป็นเหมือนคนบ้า ลาภย่อมเกิดขึ้นแก่คฤหัสถ์หรือบรรพชิตเห็นปานนี้โดยพลัน
ส่วนบุคคลใดไม่เป็นคนบ้าอย่างนั้น มีความละอาย มีความรังเกียจ บุคคลนี้ย่อมไม่ได้ลาภในหมู่คนผู้งมงายมิใช่บัณฑิต เพราะฉะนั้น บุคคลผู้ต้องการลาภพึงทำเป็นเหมือนคนบ้า.
แม้ในบทว่า ไม่เป็นคนส่อเสียด นี้ พึงทราบความอย่างนี้ว่า
ส่วนบุคคลใดเป็นคนส่อเสียด นำความส่อเสียดเข้าไปในราชสกุลว่า บุคคลโน้นกระทำกรรมชื่อนี้ บุคคลนั้นแย่งชิงยศของคนอื่นถือเอามาเพื่อตนเองฝ่ายพระราชาทั้งหลายก็คิดว่า ผู้นี้มีความเสน่หาในพวกเรา จึงตั้งบุคคลนั้นไว้ในตำแหน่งสูงๆ ฝ่ายอำมาตย์เป็นต้นย่อมสำคัญสิ่งที่จะพึงให้แก่บุคคลนั้น เพราะกลัวว่า ผู้นี้จะทำพวกเราให้แตกร้าวในราชสกุล ลาภย่อมเกิดแก่คนผู้ส่อเสียดในทันที ด้วยประการอย่างนี้
ส่วนคนใดไม่ส่อเสียด คนนั้นย่อมไม่ได้ลาภในหมู่ชนผู้งมงาย.
บทว่า นานโฏ ความว่า อันผู้จะทำลาภให้เกิดขึ้น พึงเป็นเหมือนนักฟ้อนรำ.
อธิบายว่า นักฟ้อนรำทั้งหลายละทิ้งหิริโอตตัปปะเสีย กระทำการเล่นด้วยฟ้อนรำ ขับร้องและการประโคม รวบรวมทรัพย์อยู่ฉันใด ผู้ต้องการลาภก็ฉันนั้นเหมือนกัน ต้องทำลายหิริโอตตัปปะเสีย เป็นเหมือนสหายนักเลงของสตรี บุรุษ เด็กชายและเด็กหญิงทั้งหลาย เที่ยวแสดงการเล่นมีประการต่างๆ.
ส่วนบุคคลใดไม่เป็นนักฟ้อนรำอย่างนี้ บุคคลนั้นย่อมไม่ได้ลาภในหมู่คนงมงาย.
บทว่า นากุตูหโล ความว่า คนผู้มีวาจาพล่อยๆ ชื่อว่าคนตื่นข่าว.
จริงอยู่ พระราชาทั้งหลายแวดล้อมด้วยหมู่อำมาตย์ ตรัสถามอำมาตย์ทั้งหลายว่า เราได้ฟังมาว่า ในที่โน้น คนถูกฆ่า ถูกปล้นเรือน ลูกเมียของคนอื่นถูกข่มขืน นี้เป็นกรรมของพวกไหนนะ?ในหมู่อำมาตย์เหล่านั้น เมื่ออำมาตย์ที่เหลือไม่ทูลอะไรเลย ผู้ใดลุกขึ้นกราบทูลว่า คนชื่อโน้นๆ กระทำดังนี้ ผู้นี้ชื่อว่าคนตื่นข่าว. พระราชาทั้งหลายก็จะส่งราชบุรุษเหล่านั้นไปสืบสวน ห้ามปรามตามคำของอำมาตย์ผู้นั้น ย่อมประทานยศใหญ่โตให้แก่อำมาตย์ผู้นั้น ด้วยทรงพระดำริว่า เพราะอาศัยผู้นี้ บ้านเมืองของเราจึงปราศจากโจรผู้ร้าย. ฝ่ายชนที่เหลือก็ให้ทรัพย์แก่ผู้นั้นเหมือนกัน เพราะกลัวว่า ผู้นี้ถูกราชบุรุษไต่ถาม จะกล่าวมิดีมิร้ายให้. ลาภย่อมเกิดแก่คนตื่นข่าวด้วยประการอย่างนี้.
ส่วนผู้ที่ไม่ตื่นข่าวย่อมไม่ได้ลาภในหมู่ชนที่งมงาย.
บทว่า เอสา เต อนุสาสนี ความว่า นี้เป็นการพร่ำสอนในเรื่องการจะได้ลาภแก่เจ้า จากสำนักของเรา.
อันเตวาสิกได้ฟังคาถาของอาจารย์แล้ว เมื่อจะติเตียนลาภ จึงกล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :-
ข้าแต่ท่านพราหมณ์ น่าติเตียนความประพฤติอันเป็นเหตุให้ได้ลาภและยศ โดยการทำชื่อเสียงให้ตกไปหรือโดยไม่เป็นธรรม.
อนึ่ง หากจะถือบาตรออกไปบวชเสีย ความเป็นอยู่นี้แลประเสริฐกว่าการแสวงหาโดยไม่เป็นธรรม.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยา วุตฺติ ได้แก่ การประพฤติเลี้ยงชีพอันใด.
บทว่า วินิปาเตน คือ โดยการทำตนให้เสื่อมเสียไป.
บทว่า อธมฺมจริยาย วา ได้แก่ ด้วยการประพฤติไม่เป็นธรรม และด้วยการกระทำอันไม่สม่ำเสมอ. อธิบายว่า ความประพฤติอันใด โดยทำตนให้เสื่อมเสียด้วยการถูกฆ่า ถูกจองจำ และถูกติเตียนเป็นต้น และโดยประพฤติไม่เป็นธรรม ดังเราจะติเตียน คือนินทา ครหาความประพฤตินั้น และการได้ยศและทรัพย์ทั้งปวง เราไม่ต้องการความประพฤติเลี้ยงชีพอันนั้น.
บทว่า ปตฺตมาทาย ได้แก่ ถือภาชนะสำหรับเที่ยวภิกขาจาร.
บทว่า อนาคาโร ปริพฺพเช ความว่า พึงเป็นบรรพชิตไม่มีเหย้าเรือนเที่ยวไป. และเป็นสัปบุรุษไม่ประพฤติอธรรมด้วยกายทุจริตเป็นต้น. เพราะเหตุไร? เพราะความเป็นอยู่แลประเสริฐกว่าการแสวงหาโดยไม่เป็นธรรม.
ด้วยบทว่า เอสาว ชีวิกา เสยฺยา ยา จาธมฺเมน เอสนา นี้ ท่านแสดงว่า การที่บรรพชิตมีบาตรในมือเที่ยวภิกขาจารในตระกูลอื่นๆ เท่านั้น ประเสริฐกว่าการแสวงหาเลี้ยงชีพโดยอธรรม คือดีกว่าร้อยเท่า พันเท่า.
มาณพ ครั้นพรรณนาคุณของบรรพชาอย่างนี้แล้ว จึงออกบวชเป็นฤาษี แสวงหาภิกษาโดยธรรม ยังสมาบัติทั้งหลายให้เกิดขึ้น ได้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า
มาณพในครั้งนั้น ได้เป็นภิกษุผู้ติเตียนลาภในบัดนี้
ส่วนอาจารย์ คือ เราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาลาภครหิกชาดกที่ ๗ ------------------------------------------------