๓. ชัยทิศชาดก
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓ ชยทฺทิสชาตกํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๓. ชัยทิศชาดก ว่าด้วยโปริสาทกับพระเจ้าชัยทิศ
จิรสฺสํ วต เม อุทปาทิ อชฺช ภกฺโข มหา สตฺตมิภตฺตกาเล กุโตสิ โก วาสิ ตทิงฺฆ พฺรูหิ อาจิกฺข ชาตึ วิทิโต ยถาสิ ฯ
ในเวลาที่เราบริโภคอาหารในวันที่ ๗ ภักษาหารเป็นอันมากเกิดขึ้นแล้ว แก่เรา ในวันนี้ นานนักหนอ ท่านเป็นใคร มาจากไหน ขอเชิญท่านบอก ขอท่านจงบอกถึงชาติตระกูลตามที่รู้กันเถิด?
ปญฺจาลราชา มิควํ ปวิฏฺโฐ ชยทฺทิโส นาม ยทิ สุโต เต จรามิ กจฺฉานิ วนานิ จาหํ ปสทํ อิมํ ขาท มมชฺช มุญฺจ ฯ
เราเป็นพระเจ้าปัญจาลราช มีนามว่าชัยทิศ ถ้าท่านได้ยินชื่อก็คงรู้จัก เราออกมาล่าเนื้อ เที่ยวมาตามข้างภูเขา และป่า ท่านจงกินเนื้อกวางนี้ เถิด ขอจงปล่อยเราเสียในวันนี้เถิด.
เสเนว ตฺวํ ปณสิ สยฺหมาโน มเมส ภกฺโข ปสโท ยํ วเทสิ ตํ ขาทิยาน ปสทํ ชิฆญฺญํ ขาทิสฺสํ ปจฺฉา น วิลาปกาโล ฯ
พระองค์ เอาของของข้าพระองค์เองมาแลกเปลี่ยน กวางที่พระองค์ ตรัสถึงนั้นเป็นอาหารของข้าพระองค์ ข้าพระองค์กินพระองค์แล้ว อยาก จะกินเนื้อกวาง ก็จักกินได้ในภายหลัง เวลานี้ ไม่ใช่เวลาขอร้อง.
น จตฺถิ โมกฺโข มม นิกฺกเยน คนฺตฺวาน ปจฺจาคมนาย ปเญฺห ตํ สงฺครํ พฺราหฺมณสปฺปทาย สจฺจานุรกฺขี ปุนราวชิสฺสํ ฯ
ถ้าความพ้นของเราย่อมไม่มีด้วยการแลกเปลี่ยน ขอให้เราได้กลับไปยัง พระนครเสียก่อน เราผลัดไว้แก่พราหมณ์ว่า จะให้ทรัพย์ เราจักรักษา คำสัตย์กลับมาหาท่านอีก.
กึ กมฺมชาตํ อนุตปฺปเต ตํ ปตฺตํ สมีปํ มรณสฺส ราช อาจิกฺข เม ตํ อปิ สกฺกุเณมุ อนุชายิตุํ อาคมนาย ปเญฺห ฯ
ดูกรพระราชา พระองค์ใกล้จะถึงสวรรคตอยู่แล้ว ยังทรงเดือดร้อนถึง กรรมอะไรอยู่ ขอจงตรัสบอกกรรมนั้นแก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์อาจจะ อนุญาตให้เสด็จกลับไปก่อนได้?
กตา มยา พฺราหฺมณสฺส ธนาสา ตํ สงฺครํ ปฏิโมกฺกํ น มุตฺตํ ตํ สงฺครํ พฺราหฺมณสปฺปทาย สจฺจานุรกฺขี ปุนราวชิสฺสํ ฯ
ความหวังในทรัพย์ เราได้ทำไว้แก่พราหมณ์ ความผัดเพี้ยนเป็นข้อผูก มัดตัว ยังพ้นไปไม่ได้ เพราะเราผลัดไว้ว่า จะให้ทรัพย์แก่พราหมณ์ เรา จักรักษาคำสัตย์กลับมาหาท่านอีก.
ยา เต กตา พฺราหฺมณสฺส ธนาสา ตํ สงฺครํ ปฏิโมกฺกํ น มุตฺตํ ตํ สงฺครํ พฺราหฺมณสปฺปทาย สจฺจานุรกฺขี ปุนราวชสฺสุ ฯ
ความหวังในทรัพย์ พระองค์ได้ทำไว้แก่พราหมณ์ ความผัดเพี้ยนเป็นข้อ ผูกมัดตัว ยังพ้นไปไม่ได้ เพราะได้ผัดเพี้ยนไว้แก่พราหมณ์ว่า จะ พระราชทานทรัพย์ พระองค์จงรักษาคำสัตย์ไว้เสด็จกลับมาอีกเถิด.
มุตฺโต จ โส โปริสาทสฺส หตฺถา คนฺตฺวา สกํ มนฺทิรํ กามกามี ตํ สงฺครํ พฺราหฺมณสปฺปทาย อามนฺตยี ปุตฺตมลีนสตฺตุํ ฯ อชฺเชว รชฺชํ อภิเสจยสฺสุ ธมฺมญฺจ รฏฺเฐสุ ชเนสุ จาปิ อธมฺมกาโร จ เต มาหุ รฏฺเฐ คจฺฉามหํ โปริสาทสฺส ญนฺเต ฯ
ก็พระเจ้าชัยทิศนั้น หลุดพ้นจากเงื้อมมือของโปริสาท แล้วรีบเสด็จ กลับไปยังพระราชมณเฑียรของพระองค์ เพราะได้ทรงผัดเพี้ยนไว้แก่ พราหมณ์ว่า จะพระราชทานทรัพย์ ได้รับสั่งให้หาพระราชโอรสพระนาม ว่าอลีนสัตตุ ตรัสว่า เจ้าจงอภิเษกปกครองรัฐสีมา ในวันนี้ จงประพฤติ ธรรมในรัฐสีมา และในประชาชนทั้งหลาย บุคคลไม่ประพฤติธรรม อย่า ได้มีในแว่นแคว้นของเจ้า เราจะไปในสำนักโปริสาท.
กึ กมฺม กุพฺพํ ตว เทว ปาเท นาราธยึ ตํ ตทิจฺฉามิ โสตุํ ยมชฺช รชฺชมฺหิ อุทสฺสเย ตุวํ รชฺชํปิ นิจฺเฉยฺย ตยา วินาหํ ฯ
ขอเดชะ ข้าพระองค์ได้ทำความไม่พอพระทัยอะไรในใต้ฝ่าพระบาท ข้าพระองค์ปรารถนาจะได้สดับความที่พระองค์จะให้ขึ้นครองราชสมบัติ ในวันนี้ ข้าพระองค์ไม่ปรารถนาแม้ราชสมบัติเว้นจากใต้ฝ่าพระบาท เลย.
น กมฺมุนา วา วจสา จ ตาต อปราธิโตหํ ตุวิยํ สรามิ สทฺธิญฺจ กตฺวา ปุริสาทเกน สจฺจานุรกฺขี ปุนหํ คมิสฺสํ ฯ
ลูกรัก พ่อไม่ได้นึกถึงความผิดทางกายกรรม และวจีกรรมของเธอเลย แต่พ่อได้ทำความตกลงไว้กับโปริสาท พ่อรักษาคำสัตย์ จึงต้องกลับ ไปอีก.
อหํ คมิสฺสามิ อิเธว โหหิ นตฺถิ ตโต ชีวโต วิปฺปโมกฺโข สเจ ตุวํ คจฺฉสิเยว ราช อหํปิ คจฺฉามิ อุโภ น โหม ฯ
ข้าพระบาทจักไปแทนเอง ขอใต้ฝ่าพระบาท จงประทับอยู่ ณ ที่นี้ การที่จะ รอดชีวิตหลุดพ้นจากสำนักนายโปริสาทนั้นไม่มีเลย ข้าแต่พระราชบิดา ถ้าใต้ฝ่าพระบาทจะเสด็จไปจริงๆ แม้ข้าพระบาทก็จะตามเสด็จไปด้วย เราทั้งสองจะไม่ยอมอยู่.
อทฺธา หิ ตาต สตาเนส ธมฺโม มรณา จ เม ทุกฺขตรํ ตทสฺส กมฺมาสปาโท ตํ ยทา ปจิตฺวา ปสยฺห ขาเท ภิทารุกฺขมูเล ฯ
ลูกรัก นั่นเป็นธรรมของสัตบุรุษโดยแท้จริง แต่เมื่อไร นายโปริสาทข่มขี่ ทำลายเผาเธอกินเสียที่โคนไม้ นั่นเป็นความด่างพร้อยของพ่อ ข้อนี้ แหละ เป็นทุกข์ยิ่งกว่าความตายของพ่อเสียอีก.
ปาเณน เต ปาณมหํ นิมิสฺสํ มา ตฺวํ อคา โปริสาทสฺส ญนฺเต เอตญฺจ เต ปาณมหํ นิมิสฺสํ ตสฺมา มตํ ชีวิตสฺส วณฺเณมิ ฯ
ข้าพระบาท ขอเอาชีวิตของข้าพระบาทแลกพระชนมชีพของใต้ฝ่าพระบาท ไว้ ใต้ฝ่าพระบาทอย่าเสด็จไปในสำนักของโปริสาทเลย ข้าพระบาท จะขอเอาชีวิต ของข้า พระบาท แลกพระชนมชีพ ใต้ฝ่า พระบาทนี้ แหละไว้ เพราะฉะนั้น ข้าพระบาทขอยอมตายแทนใต้ฝ่าพระบาท พระเจ้าข้า.
ตโต หเว ธีติมา ราชปุตฺโต วนฺทิตฺวา มาตุญฺจ ปิตุญฺจ ปาเท ฯ ทุกฺขินิสฺส มาตา นิปตี ปฐพฺยา ปิตสฺส ปคฺคยฺห ภุชานิ กนฺทติ ฯ
ลำดับนั้นแล พระราชโอรสผู้ทรงพระปรีชา ถวายบังคมพระยุคลบาท พระชนกชนนี พระชนนีทรงเสียพระทัยล้มลง ณ พื้นปฐมพี พระชนก ทรงยกพระพาหาทั้ง ๒ คร่ำครวญอยู่.
ตํ คจฺฉนฺตํ ตาว ปิตา วิทิตฺวา ปรมฺมุโข วนฺทติ ปญฺชลีโก โสโม จ ราชา วรุโณ จ ราชา ปชาปตี จนฺทิมา สูริโย จ เอเตหิ คุตฺโต ปุริสาทกมฺหา อนุญฺญาโต โสตฺถิ ปจฺเจหิ ตาต ฯ
พระชนกทรงทราบว่า พระโอรสเสด็จล่วงหน้าไปก่อนแล้ว ทรงประคอง อัญชลีกราบไหว้เทวดาทั้งหลายทรงอ้อนวอนว่า ขอโสมราชา วรุณราชา พระปชาบดี พระจันทร์ และพระอาทิตย์ช่วยคุ้มครองเจ้า ขอให้เจ้าได้ รับอนุญาตจากสำนักของนายโปริสาทกลับมาโดยสวัสดีเถิด ลูกรัก.
ยํ ทณฺฑกิรญฺโญ คตสฺส มาตา รามสฺสกาสิ โสตฺถานํ สุคุตฺตา ตนฺเต อหํ โสตฺถานํ กโรมิ เอเตน สจฺเจน สรนฺตุ เทวา อนุญฺญาโต โสตฺถิ ปจฺเจหิ ปุตฺต ฯ
มารดาของบุรุษชื่อว่ารามะ ผู้ไปสู่นครของพระเจ้าทัณฑกิราชได้คุ้มครอง ทำความสวัสดีแก่บุรุษผู้เป็นบุตรอย่างใด แม่ขอทำความสวัสดีอย่างนั้น แก่เจ้าด้วยคำสัตย์นี้ ขอทวยเทพจงช่วยคุ้มครอง ขอให้เจ้าได้รับอนุญาต กลับมาโดยสวัสดีเถิด ลูกเอ๋ย.
อาวี รโหวาปิ มโนปโทสํ นาหํ สเร ชาตุมลีนสตฺเต เอเตน สจฺเจน สรนฺตุ เทวา อนุญฺญาโต โสตฺถิ ปจฺเจหิ ภาตา ฯ
ข้าพเจ้าระลึกไม่ได้เลยว่า เคยคิดร้ายในที่แจ้ง หรือในที่ลับในพระเชฏฐา อลีนสัตตุ ด้วยคำสัตย์นี้ ขอทวยเทพจงช่วยคุ้มครอง ขอให้พระเชฏฐา ได้รับอนุญาตกลับมาโดยสวัสดีเถิด.
ยสฺมา จ เม อนธิมโนสิ สามิ น จาปิ เม มนสา อปฺปิโยสิ เอเตน สจฺเจน สรนฺตุ เทวา อนุญฺญาโต โสตฺถิ ปจฺเจหิ สามิ ฯ
ข้าแต่พระสวามี พระองค์ไม่เคยประพฤตินอกใจหม่อมฉันเลย ฉะนั้น จึงเป็นที่รักของหม่อมฉันด้วยใจจริง ด้วยคำสัตย์นี้ ขอทวยเทพจงช่วย คุ้มครอง ขอให้พระองค์ได้รับอนุญาตกลับมาโดยสวัสดีเถิด.
พฺรหา อุชู จารุมุโข กุโตสิ น มํ ปชานาสิ วเน วสนฺตํ ลุทฺทํ มํ ญตฺวา ปุริสาทโกติ โก โสตฺถิมาชานมิธาวเชยฺย ฯ
ท่านผู้มีร่างกายอันสูงใหญ่ มีหน้าอันงดงามมาจากที่ไหน ท่านไม่รู้จัก เราผู้ดุร้าย ซึ่งอยู่ในป่านี้มีนามว่าโปริสาทดอกหรือ ใครที่ไม่รู้จักความ สวัสดีของตนดอก จึงได้มา ณ ที่นี้?
ชานามิ ลุทฺท ปุริสาทโก ตฺวํ น ตํ น ชานามิ วเน วสนฺตํ อหญฺจ ปุตฺโตสฺมิ ชยทฺทิสสฺส มมชฺช ขาท ปิตุโน ปโมกฺขา ฯ
ดูกรท่านพราน เรารู้ว่าท่านเป็นผู้กินเนื้อมนุษย์เป็นอาหาร แต่ไม่รู้ว่าท่าน อยู่ในป่านี้ เราเป็นโอรสของพระเจ้าชัยทิศ วันนี้ ท่านจงกินเราแทน เพื่อปลดเปลื้องพระชนกให้พ้นไป.
ชานามิ ปุตฺโตสิ ชยทฺทิสสฺส ตถาหิ โว มุขวณฺโณ อุภินฺนํ สุทุกฺกรญฺเจว กตํ ตเวทํ โย มตฺตุมิจฺเฉ ปิตุโน ปโมกฺขา ฯ
เรารู้ว่าท่านเป็นโอรสของพระเจ้าชัยทิศ พระพักตร์และผิวพรรณของท่าน ทั้ง ๒ คล้ายๆ กัน กรรมที่ท่านผู้ยอมตายแทนเพื่อปลดเปลื้องพระชนก ให้พ้นไปทำแล้วนี้ เป็นของทำได้ยากยิ่งนัก.
น ทุกฺกรํ กิญฺจิมเหตฺถ มญฺเญ โย มตฺตุมิจฺเฉ ปิตุโน ปโมกฺขา มาตู จ เหตู ปรโลกคมฺยา สุเขน สคฺเคน จ สมฺปยุตฺโต ฯ
กรรมที่บุคคลยอมตายแทน เพื่อปลดเปลื้องบิดา หรือเพราะเหตุแห่ง มารดาในโลกนี้ เป็นเหตุให้ไปสู่ปรโลก ทั้งจะเพรียบพร้อมด้วยความสุข และอารมณ์อันงามเลิศ เราไม่เห็นว่าจะทำได้ยากสักน้อยเลย.
อหญฺจ โข อตฺตโน ปาปกฺริยํ อาวี รโห วาปิ สเร น ชาตุ สงฺขาตชาตีมรโณหมสฺมิ ยเถว เม อิธ ตถา ปรตฺถ ฯ ขาทชฺช มํทานิ มหานุภาว กรสฺสุ กิจฺจานิ อิมํ สรีรํ รุกฺขสฺส วา เต ปปตามิ อคฺคา ฉาทมาโน มยฺหํ ตวมเทสิ มํสํ ฯ
เราระลึกไม่ได้เลยว่า เราจะกระทำความชั่วเพื่อตนเองทั้งในที่แจ้ง และ ที่ลับ เพราะว่า เราเป็นผู้มีชาติและมรณะอันกำหนดไว้แล้วว่า ในโลกนี้ ของเรา ฉันใด ในปรโลก ก็ฉันนั้น. ดูกรท่านผู้มีอานุภาพมาก เชิญท่าน กินเนื้อเรา ในวันนี้ เสียบัดนี้เถิด เชิญท่านทำกิจเถิด สรีระนี้เราสละแล้ว เราจะทำเป็นพลัดตกมาจากยอดไม้ ท่านชอบใจเนื้อส่วนใดๆ ก็เชิญ ท่านกินเนื้อส่วนนั้นๆ ของเราเถิด.
อิทญฺจ เต รุจฺจติ ราชปุตฺต จเชสิ ปาณํ ปิตุ ปโมกฺขา ตสฺมาติห ตฺวํ ตรมานรูโป สมฺภญฺช กฏฺฐานิ ชเลหิ อคฺคึ ฯ
ดูกรพระราชโอรส เรื่องนี้ท่านเต็มใจจริง ท่านจึงสละชีวิตเพื่อปลดเปลื้อง พระชนกได้ เพราะเหตุนั้นแหละ ท่านจงรีบไปหักไม้มาก่อไฟเถิด.
ตโต หเว ธีติมา ราชปุตฺโต ทารุํ สมาหตฺว มหนฺตมคฺคึ สนฺทีปยิตฺวา ปฏิเวทยิตฺถ อาทีปิโตทานิ มหายมคฺคิ ฯ
ลำดับนั้น พระราชโอรสผู้มีปัญญา ได้นำเอาฟืนมาก่อไฟกองใหญ่ขึ้น แล้ว แจ้งให้ยักษ์ทราบว่า บัดนี้ ได้ก่อไปเสร็จแล้ว.
ขาทชฺช มํทานิ ปสยฺหการี กึ มํ มุหุํ เปกฺขสิ หฏฺฐโลโม ตถา ตถา ตุยฺหมหํ กโรมิ ยถา ยถา มํ ฉาทมาโน อเทสิ ฯ
เมื่อกี้นี้ ท่านทำการขู่เข็ญว่า จะกินเราในวันนี้ ทำไมหวาดเกรงเรามอง ดูอยู่บ่อยๆ เราได้ทำตามคำของท่านเสร็จแล้ว เมื่อพอใจจะกินก็เชิญกิน เสียซิท่าน.
โก ตาทิสํ อาหรติ ขาทิตาเย ธมฺเม ฐิตํ สจฺจวาทึ วทญฺญุํ มุทฺธาปิ ตสฺส วิผเลยฺย สตฺตธา โย ตาทิสํ สจฺจวาทึ อเทยฺย ฯ
ผู้ที่ตั้งอยู่ในธรรม มีวาจาสัตย์ รู้ความประสงค์ของผู้ขอเช่นท่าน ใครจะ นำมากินเป็นภักษาหารได้ ผู้ใดกินผู้มีวาจาสัตย์เช่นท่าน ศีรษะของผู้นั้น ก็จะพึงแตกออก ๗ เสี่ยง.
อิทํ หิ โส พฺราหฺมณํ มญฺญมาโน สโส อวาเสสิ สเก สรีเร เตเนว โส จนฺทิมา เทวปุตฺโต สสฏฺฐโก กามทุหชฺช ยกฺข ฯ
ดูกรยักษ์ สสบัณฑิตสำคัญท้าวสักกะนี้ว่า เป็นพราหมณ์ จึงยอมให้พัก อยู่เพื่อจะให้สรีระของตน ด้วยเหตุนั้นแล จันทิมเทพบุตร จึงมีภาพ กระต่ายปรากฏสมประสงค์ของโลกอยู่ทุกวันนี้.
จนฺโท ยถา ราหุมุขา ปมุตฺโต วิโรจเต ปณฺณรเสว ภาณุมา เอวํ ตุวํ โปริสาทา ปมุตฺโต วิโรจ กปิลฺเล มหานุภาว อาโมทยํ ปิตรํ มาตรญฺจ สพฺโพ จ เต นนฺทตุ ญาติปกฺโข ฯ
พระจันทร์ พระอาทิตย์ พ้นแล้วจากปากแห่งราหู ย่อมไพโรจน์ใน วันเพ็ญ ฉันใด ดูกรท่านผู้มีอานุภาพมาก ท่านก็ฉันนั้น หลุดพ้นไป จากเราผู้กินเนื้อมนุษย์เป็นอาหารแล้ว ยังพระชนกชนนีให้ปลื้มพระทัย จงรุ่งโรจน์ในกบิลรัฐ อนึ่ง พระประยูรญาติของท่านจงยินดีกันทั่วหน้า.
ตโต หเว ธีติมา ราชปุตฺโต กตญฺชลี ปคฺคยฺห โปริสาทํ อนุญฺญาโต โสตฺถิ สุขี อโรโค ปจฺจาคมา กปิลฺลมลีนสตฺโต ฯ
ลำดับนั้นแล พระราชโอรสอลีนสัตตุผู้มีพระปัญญา ทรงประคองอัญชลี ไหว้ยักษ์โปริสาท ได้รับอนุญาตแล้ว มีความสุขสวัสดี หาโรคมิได้ เสด็จกลับมายังกบิลรัฐ.
ตํ เนคมา ชานปทา จ สพฺเพ หตฺถาโรหา รถิกา ปตฺติกา จ นมสฺสมานา ปญฺชลิกา อุปาคมุํ นมตฺถุ เต ทุกฺกรการโกสีติ ฯ ชยทฺทิสชาตกํ ตติยํ ฯ ---------
ชาวนิคมชนบทถ้วนหน้า ทั้งพลช้าง พลรถ และพลเดินเท้าต่างพากัน มาถวายบังคมพระราชโอรสนั้น พร้อมกันกราบทูลขึ้นว่า ข้าพระองค์ ทั้งหลายขอถวายบังคมพระองค์ พระองค์ทรงทำกิจซึ่งยากที่ทรงทำได้. จบ ชัยทิศชาดกที่ ๓.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓. ชยัททิสชาดก (๕๑๓) ว่าด้วยพระเจ้าปัญจาละพระนามว่าชัยทิศ (ยักษ์จับพระหัตถ์ของพระราชาแล้วกราบทูลว่า)
นานจริงหนอ วันนี้ภักษาเป็นอันมากได้เกิดขึ้นแก่เรา ในเวลาอาหารในวัน ๗ ค่ำ ท่านเป็นใคร มาจากไหน ขอเชิญท่านบอกเนื้อความนั้นและชาติสกุลตามที่ท่านทราบเถิด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๕๔๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๖. ติงสตินิบาต] ๓. ชยัททิสชาดก (๕๑๓) (พระราชาทรงเห็นยักษ์แล้ว ตกพระทัย ต่อมาทรงรวบรวมสติได้แล้วจึงตรัสว่า)
ข้าพเจ้าคือพระเจ้าปัญจาละนามว่าชัยทิศ เข้ามาล่าสัตว์ บางทีท่านจะได้ยินมาแล้วบ้าง เราเที่ยวไปตามเชิงเขาแนวป่า วันนี้ท่านจงกินเนื้อฟานนี้ ปล่อยข้าพเจ้าไปเถิด (ยักษ์กราบทูลว่า)
พระองค์เมื่อถูกข้าพระองค์เบียดเบียน กลับทรงแลกพระองค์กับของที่ข้าพระองค์มีอยู่ เนื้อฟานที่พระองค์กล่าวถึงเป็นภักษาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เคี้ยวกินพระองค์แล้วอยากกินเนื้อฟาน ก็จักเคี้ยวกินในภายหลัง เวลานี้ไม่ใช่เวลาพร่ำเพ้อรำพัน (พระราชาทรงหวนระลึกถึงนันทพราหมณ์ จึงตรัสว่า)
ถ้าว่า ข้าพเจ้ารอดพ้นไปไม่ได้ด้วยการแลกเปลี่ยน เพื่อไปแล้วจะกลับมาในวันพรุ่งนี้ กติกาในการที่จะให้ทรัพย์แก่พราหมณ์นั้นข้าพเจ้าทำไว้แล้ว ข้าพเจ้าผู้รักษาความสัตย์จักกลับมาอีก (ยักษ์กราบทูลว่า)
พระมหาราช กรรมอะไรเล่า ที่ทำให้พระองค์ผู้ใกล้ถึงการสวรรคตต้องทรงเดือดร้อน ขอพระองค์ตรัสบอกกรรมนั้นแก่ข้าพระองค์ บางทีข้าพระองค์อาจจะอนุญาตให้พระองค์ไป เพื่อจะกลับมาในวันพรุ่งนี้ได้บ้าง (พระราชาตรัสว่า)
ข้าพเจ้าได้ให้ความหวังเกี่ยวกับทรัพย์ไว้แก่พราหมณ์ กติกานั้นข้าพเจ้าได้รับรองไว้แล้ว ยังมิได้ปลดเปลื้องกติกาในการที่จะให้ทรัพย์แก่พราหมณ์นั้น ข้าพเจ้าผู้รักษาความสัตย์จักกลับมาอีก
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๕๔๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๖. ติงสตินิบาต] ๓. ชยัททิสชาดก (๕๑๓) (ยักษ์กราบทูลว่า)
ความหวังเกี่ยวกับทรัพย์อันใดพระองค์ได้สร้างไว้ให้แก่พราหมณ์ กติกานั้นพระองค์ทรงรับรองไว้แล้ว ยังมิได้ปลดเปลื้องกติกาในการที่จะให้ทรัพย์แก่พราหมณ์เลย ขอพระองค์จงทรงรักษาความสัตย์เสด็จกลับมาอีก (พระศาสดาเมื่อทรงแสดงความนั้น จึงได้ตรัสว่า)
ก็พระเจ้าชัยทิศนั้นรอดพ้นจากเงื้อมมือของยักษ์โปริสาทแล้ว ทรงรีบเสด็จไปยังพระราชมณเฑียรของพระองค์ ทรงหวังจะปลดเปลื้องกติกาในการที่จะให้ทรัพย์แก่พราหมณ์ รับสั่งเรียกหาอลีนสัตตุราชบุตรเข้ามาเฝ้า ตรัสว่า
ลูกจงอภิเษกราชสมบัติในวันนี้ จงประพฤติธรรมในบริวารของตนและแม้ในบุคคลเหล่าอื่น อนึ่ง การประพฤติอธรรมขออย่าได้มีในแคว้นของลูก ส่วนพ่อจะไปสำนักของยักษ์โปริสาท (พระราชกุมารกราบทูลว่า)
ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาท หม่อมฉันทำกรรมอะไร จึงทำให้พระราชบิดาไม่พอพระทัย และวันนี้พระราชบิดาจะให้หม่อมฉันดำรงราชสมบัติ เพราะการงานที่ทำให้พระราชบิดาไม่พอพระทัยอันใด หม่อมฉันปรารถนาจะสดับข้อนั้นๆ แม้ราชสมบัติเว้นพระราชบิดาหม่อมฉันก็ไม่พึงปรารถนา (พระราชาตรัสว่า)
ลูกรัก พ่อมิได้ระลึกถึงความผิดของลูก เพราะการกระทำหรือเพราะคำพูดของลูกนี้เลย เพราะให้สัจจะไว้กับยักษ์โปริสาท พ่อต้องรักษาความสัตย์ จักต้องกลับไปอีก
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๕๔๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๖. ติงสตินิบาต] ๓. ชยัททิสชาดก (๕๑๓) (พระราชกุมารกราบทูลว่า)
หม่อมฉันจักไปแทน ขอพระองค์ประทับอยู่ที่นี้ การที่จะรอดชีวิตพ้นมาจากสำนักยักษ์โปริสาทย่อมไม่มี ขอเดชะ ถ้าพระราชบิดาจะเสด็จไปจริงๆ หม่อมฉันก็จะตามเสด็จด้วย แม้เราทั้ง ๒ จะไม่รอดชีวิต (พระราชาตรัสว่า)
ลูกรัก นั่นเป็นธรรมของสัตบุรุษอย่างแท้จริง แต่เมื่อใดยักษ์โปริสาทเท้าด่าง ข่มขี่ทำลายลูกแล้วย่างกินที่โคนต้นไม้ ข้อนั้นพึงเป็นทุกข์ยิ่งกว่าการตายของพ่อเสียอีก (พระราชกุมารกราบทูลว่า)
หม่อมฉันจักเอาชีวิตแลกเปลี่ยนชีวิตของเสด็จพ่อ เสด็จพ่ออย่าได้เสด็จไปสำนักยักษ์โปริสาทเลย ก็หม่อมฉันจักแลกเปลี่ยนเอาชีวิตของเสด็จพ่อนั้นไว้ เพราะเหตุนั้น จึงขอยอมตายเพื่อชีวิตของเสด็จพ่อ (พระศาสดาเมื่อจะประกาศความนั้น จึงตรัสว่า)
ลำดับนั้นแล พระราชบุตรผู้ทรงมีพระปรีชา ถวายบังคมพระยุคลบาทพระมารดาพระบิดาแล้วเสด็จไป พระมารดาของท้าวเธอทรงระทมทุกข์ ล้มลงที่พื้นปฐพี ส่วนพระบิดานั้นเล่าทรงประคองพระพาหาทั้ง ๒ แล้วทรงกันแสง (และเมื่อจะประกาศสัจจะ จึงได้ตรัสต่อไปอีกว่า)
พระบิดาทรงทราบชัดว่าพระโอรสกำลังมุ่งหน้าเสด็จไป จึงบ่ายพระพักตร์ต่อเบื้องพระปฤษฎางค์ ประคองอัญชลี นมัสการว่า ลูกรัก ขอลูกจงมีเทพเหล่านี้ คือ ท้าวโสมะ ท้าววรุณ ท้าวปชาบดี พระจันทร์ และสุริยเทพคุ้มครอง ขอลูกจงได้รับอนุญาตกลับมาจากสำนักยักษ์โปริสาทด้วยความสวัสดี
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๕๕๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๖. ติงสตินิบาต] ๓. ชยัททิสชาดก (๕๑๓) (พระชนนีทรงทำสัจจกิริยาว่า)
ลูกรัก มารดาของพ่อรามได้รับการคุ้มครองอย่างดี ได้กระทำความสวัสดีอันใดให้แก่พ่อรามผู้ไปยังแคว้นของพระเจ้า ทัณฑกี แม่ขอกระทำความสวัสดีอันนั้นให้แก่ลูก ด้วยความสัตย์นี้ ขอทวยเทพเจ้าโปรดระลึกถึงลูก ขอลูกจงได้รับอนุญาตกลับมาด้วยความสวัสดีเถิด (พระภคินีทรงทำสัจจกิริยาว่า)
น้องนึกไม่ออกเลย ถึงการคิดประทุษร้ายเจ้าพี่อลีนสัตตุในที่แจ้งหรือที่ลับ ด้วยความสัตย์นี้ ขอทวยเทพโปรดระลึกถึงเจ้าพี่ ขอเจ้าพี่ทรงได้รับอนุญาตกลับมาด้วยความสวัสดีเถิด (พระชายาทรงทำกิริยาว่า)
ขอเดชะพระสวามี ก็เพราะพระองค์มิได้ประพฤตินอกใจ หม่อมฉันเลย ฉะนั้น พระองค์มิได้เป็นที่รักจากใจหม่อมฉันก็หาไม่ ด้วยความสัตย์นี้ ขอทวยเทพโปรดระลึกถึงพระองค์ ขอพระองค์ทรงได้รับอนุญาตกลับมาด้วยความสวัสดีเถิด (ลำดับนั้น ยักษ์กล่าวว่า)
เจ้ามีร่างกายสูงใหญ่ ใบหน้างาม มาจากไหน เจ้าไม่รู้หรือว่าเราอยู่ในป่า ใครๆ เขาก็รู้จักเราผู้ชั่วร้ายว่า เป็นยักษ์กินคน มีใครเล่าเมื่อรู้ถึงความปลอดภัยพึงมาที่นี้ (พระราชกุมารตรัสว่า)
นายพราน เรารู้ว่าท่านกินคน เราจะไม่รู้ว่าท่านอยู่ในป่าก็หาไม่ เราเป็นพระโอรสของพระเจ้าชัยทิศ เพราะต้องการจะปลดเปลื้องพระบิดา วันนี้ท่านจงปล่อยพระบิดา จงกินเราเถิด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๕๕๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๖. ติงสตินิบาต] ๓. ชยัททิสชาดก (๕๑๓) (ยักษ์กราบทูลว่า)
เรารู้ว่าท่านเป็นพระโอรสของพระเจ้าชัยทิศ เพราะใบหน้าและผิวพรรณของท่านทั้ง ๒ คล้ายคลึงกัน การที่บุคคลยอมตายเพื่อปลดเปลื้องบิดาของตน นี้เป็นกรรมที่กระทำได้ยาก แต่ท่านได้กระทำแล้ว (พระราชกุมารตรัสว่า)
ในเรื่องนี้เรามิได้สำคัญว่าทำได้ยากอะไรนัก บุคคลใดยอมตายเพื่อปลดเปลื้องบิดาของตน หรือเพราะเหตุแห่งมารดา บุคคลนั้นไปสู่ปรโลกแล้ว เป็นผู้เพียบพร้อมด้วยความสุขและอารมณ์อันเลิศ (พระราชกุมารถูกยักษ์ถามถึงความไม่กลัวตาย จึงตรัสว่า)
ก็เราระลึกไม่ได้สักนิดเดียว ถึงการกระทำความชั่วของตนทั้งในที่แจ้งหรือที่ลับ เราเป็นผู้มีการเกิดและการตายตามกำหนด การพ้นจากความตายย่อมไม่มีในโลกนี้ฉันใด ในโลกหน้าก็ฉันนั้น
ท่านผู้มีอานุภาพมาก วันนี้ท่านจงกินเราบัดนี้เถิด จงทำกิจที่ควรทำกับสรีระนี้ หรือว่าเพื่อท่านเราจะตกจากยอดไม้ ท่านพอใจจงกินเนื้อของเราส่วนที่ท่านพอใจเถิด (ยักษ์ฟังพระดำรัสแล้วตกใจกลัว จึงกราบทูลว่า)
ท่านราชบุตร ถ้าท่านพอใจอย่างนี้ ท่านจะสละชีวิตเพื่อปลดเปลื้องพระบิดา ฉะนั้น ท่านจงรีบหักฟืน ก่อไฟให้โพลงขึ้นในที่นี้ (พระศาสดาเมื่อทรงประกาศเหตุนั้น จึงตรัสว่า)
ลำดับนั้นแล พระราชบุตรผู้ทรงปรีชาได้รวบรวมฟืน ก่อไฟกองใหญ่ขึ้นแล้ว จึงตรัสบอกให้ยักษ์ทราบว่า บัดนี้ไฟกองใหญ่เราได้ก่อแล้ว
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๕๕๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๖. ติงสตินิบาต] ๓. ชยัททิสชาดก (๕๑๓) (พระราชกุมารทรงเห็นกิริยาของยักษ์นั้น จึงตรัสว่า)
บัดนี้ท่านจงข่มขี่กินเราในวันนี้เถิด ทำไมท่านจึงขนพองเพ่งดูเราบ่อยๆ เรากระทำตามคำของท่าน ตามที่ท่านพอใจจะกินเรา (ยักษ์กราบทูลว่า)
ใครเล่าควรที่จะกินคนผู้ดำรงอยู่ในธรรม มีปกติกล่าวคำสัตย์ รู้ถ้อยคำของผู้ขอเช่นท่าน บุคคลใดพึงกินคนผู้มีปกติกล่าวคำสัตย์เช่นนั้น แม้ศีรษะของบุคคลนั้นก็พึงแตกออก ๗ เสี่ยง (พระราชกุมารตรัสว่า)
เพราะสสบัณฑิตนั้นสำคัญท้าวสักกเทวราชนี้ว่าเป็นพราหมณ์ จึงได้ให้สิงอยู่ในสรีระของตน ยักษ์ เพราะเหตุนั้นแล จันทิมเทพบุตรนั้นจึงมีรูปกระต่ายปรากฏอยู่ ซึ่งให้ความพอใจแก่ชาวโลกตราบจนทุกวันนี้ (ยักษ์เมื่อจะปล่อยพระราชกุมาร จึงกราบทูลว่า)
ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์พ้นจากปากราหูแล้วย่อมไพโรจน์ ในดิถีเพ็ญ ๑๕ ค่ำฉันใด ท่านผู้มีอานุภาพมาก แม้ท่านก็ฉันนั้น พ้นแล้วจากยักษ์โปริสาท ยังพระบิดาและพระมารดาให้ปลื้มพระทัย จงไพโรจน์ในกบิลรัฐเถิด อนึ่ง ขอพระประยูรญาติของพระองค์ทุกฝ่ายจงร่าเริงยินดีทั่วหน้า (พระศาสดาทรงประกาศความนั้นว่า)
ลำดับนั้น พระราชบุตรทรงพระนามอลีนสัตตุผู้ทรงพระปรีชา ทรงประคองอัญชลี ถวายบังคมโปริสาทดาบส ทรงได้รับอนุญาตเสด็จกลับกบิลรัฐอย่างสุขสวัสดีและปลอดภัย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๕๕๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๖. ติงสตินิบาต] ๔. ฉัททันตชาดก (๕๑๔) (พระศาสดาเมื่อจะทรงแสดงกิริยาที่ชาวมคธถวายการต้อนรับพระราชกุมารจึงตรัสว่า)
ชาวนิคม ชาวชนบท พลช้าง พลรถ และพลเดินเท้าล้วนประคองอัญชลี เข้าเฝ้าถวายบังคม กราบทูลท้าวเธอว่า ขอถวายบังคมแด่พระองค์ พระองค์ทรงเป็นผู้กระทำกิจที่ทำได้ยาก ชยัททิสชาดกที่ ๓ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภภิกษุผู้เลี้ยงมารดารูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า จิรสฺสํ วต เม ดังนี้.
ก็ในครั้งนั้น พระศาสดาตรัสว่า โบราณกบัณฑิตทั้งหลายละเศวตฉัตรอันประดับด้วยกาญจนมาลา แล้วเลี้ยงดูมารดาบิดาดังนี้.
อันภิกษุนั้นทูลอาราธนา จึงทรงนำอดีตนิทานมาตรัสดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล มีพระราชาทรงพระนามว่าอุตตรปัญจาลราช เสวยราชสมบัติอยู่ในกปิลรัฐ พระอัครมเหสีของท้าวเธอทรงตั้งพระครรภ์ แล้วประสูติพระราชโอรส.
ในภพก่อน หญิงคนหนึ่งร่วมสามีกับพระนาง โกรธเคืองกันแล้วตั้งความปรารถนาว่า ขอให้เราสามารถเคี้ยวกินบุตรของท่านที่คลอดแล้วดังนี้ แล้วได้มาเกิดเป็นนางยักษิณี.
คราวนั้น นางยักษิณีนั้นได้โอกาส ทั้งๆ ที่พระนางเทวีทอดพระเนตรเห็นอยู่ คว้าเอาพระกุมารผู้มีวรรณะดุจชิ้นเนื้อสดไปเคี้ยวกิน เสียงกร้วมๆ แล้วหลบหลีกไป แม้ในวาระที่ ๒ ก็ได้ทำอย่างนั้น.
แต่ในวาระที่ ๓ ในเวลาที่พระนางเทวีเสด็จเข้าไปสู่เรือนประสูติแล้ว พวกราชบุรุษพากันแวดล้อมตำหนักจัดการถวายอารักขามั่นคง ในวันที่พระเทวีประสูติ นางยักษิณีก็มาจับเอาทารกไปอีก พระนางเทวีจึงส่งพระสุรเสียงร้องขึ้นว่านางยักษ์ๆ ราชบุรุษทั้งหลายมีอาวุธครบมือ พากันวิ่งติดตามนางยักษิณี ตามสัญญาที่พระนางบอกให้นางยักษิณีไม่ได้โอกาสเพื่อจะเคี้ยวกิน หนีไปจากที่นั้น เข้าไปยังท่อน้ำ. ส่วนทารกอ้าปากดูดนมนางยักษิณี โดยเข้าใจว่าเป็นมารดานางยักษิณีก็เกิดความรักเหมือนบุตรของตน หนีออกจากท่อน้ำได้แล้วไปยังสุสานสถาน ทำการประคบประหงมทารกนั้นอยู่ในถ้ำศิลา.
ต่อมา เมื่อทารกนั้นเจริญเติบโตขึ้นโดยลำดับ นางยักษิณีก็นำเนื้อมนุษย์มาให้กินเป็นอาหาร ทั้งสองก็กินเนื้อมนุษย์อยู่ในที่นั้น ทารกไม่รู้ตัวว่าเป็นมนุษย์ สำคัญว่าเป็นบุตรนางยักษิณี แต่ก็ไม่อาจที่จะจำแลงกายหายตัวได้.
ต่อมา นางยักษิณีจึงให้รากไม้อย่างหนึ่งแก่พระราชกุมาร เพื่อต้องการให้หายตัวได้ ด้วยอานุภาพแห่งรากไม้ พระราชกุมารหายตัวได้ ก็เที่ยวไปกินเนื้อมนุษย์.
นางยักษิณีไปปรนนิบัติท้าวเวสสวัณมหาราช เลยทำกาลกิริยาเสีย ณ ที่นั้นเอง.
ฝ่ายพระนางเทวีประสูติพระโอรสองค์หนึ่งในวาระที่ ๔.
พระราชโอรสจึงปลอดภัยเพราะพ้นจากนางยักษิณี พระชนกชนนีและพระประยูรญาติได้ขนานพระนามให้พระโอรสนั้นว่า ชัยทิสกุมาร เพราะเกิดมาชนะนางยักษิณีผู้เป็นปัจจามิตร พระชัยทิสกุมารทรงเจริญวัยแล้วได้ทรงศึกษาศิลปวิทยาสำเร็จ แล้วให้ยกเศวตฉัตร ครองราชสมบัติสืบสันตติวงศ์.
คราวนั้น พระโพธิสัตว์บังเกิดในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีของพระเจ้าชัยทิสนั้นพระชนกชนนีและพระประยูรญาติขนานพระนามว่า "อลีนสัตตุกุมาร"พออลีนสัตตุกุมารเจริญวัยแล้ว ทรงเล่าเรียนศิลปศาสตร์จนสำเร็จ ได้เป็นอุปราช.
ในเวลาต่อมา กุมารผู้เป็นบุตรนางยักษิณีทำรากไม้หายเพราะความประมาท ไม่สามารถเพื่อจะหายตัวได้ จึงมีรูปร่างปรากฏเคี้ยวกินเนื้อมนุษย์อยู่ที่สุสาน.
คนทั้งหลายเห็นเข้าก็พากันสะดุ้งตกใจกลัว แล้วเข้ามาร้องทุกข์พระราชาว่า ขอเดชะพระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ มียักษ์ตนหนึ่งปรากฏตนเคี้ยวกินเนื้อมนุษย์อยู่ที่สุสาน มันคงเข้ามาพระนครโดยลำดับๆ จักฆ่ามนุษย์เคี้ยวกินเป็นอาหาร ควรตรัสสั่งให้จับเสีย พระเจ้าข้า.
พระราชาทรงรับทราบแล้วมีพระราชโองการสั่งพลนิกายว่า ท่านทั้งหลายจงจับยักษ์ตนนั้น. พลนิกายเหล่านั้นไปยืนรายล้อมสุสานประเทศ กุมารบุตรนางยักษิณีมีรูปร่างเปล่าเปลือยน่าสะพรึงกลัว หวาดต่อมรณภัย ร้องขึ้นด้วยเสียงอันดัง วิ่งฝ่าฝูงคนไป ผู้คนทั้งหลายหวาดหวั่นต่อมรณภัย ร้องบอกกันว่ายักษ์ๆ ดังนี้ แตกกลุ่มออกเป็นสองฝ่าย.
ฝ่ายกุมารบุตรนางยักษิณีหนีจากที่นั้นได้แล้วก็เข้าไปสู่ป่า ไม่กลับมายังถิ่นมนุษย์อีก ได้ไปอาศัยดงใกล้ทางใหญ่แห่งหนึ่ง คอยจับผู้คนที่เดินทางผ่านมาได้ทีละคน แล้วเข้าไปสู่ป่าฆ่าเคี้ยวกิน พำนักอาศัยอยู่ที่โคนต้นไม้นิโครธต้นหนึ่ง.
ลำดับนั้น พราหมณ์พ่อค้าเกวียนคนหนึ่งจ้างคนรักษาดงเป็นราคาหนึ่งพันเพื่อพาข้ามดง พร้อมด้วยเกวียน ๕๐๐ เล่ม มนุษย์ยักษ์เห็นแล้วจึงส่งเสียงดังลั่นวิ่งมา ผู้คนทั้งหลายต่างตกใจกลัว พากันนอนราบหมด. มนุษย์ยักษ์จับพราหมณ์พ่อค้าได้แล้วหนีไป ถูกตอไม้ตำเอาที่เท้า และเมื่อพวกมนุษย์รักษาดงวิ่งติดตามมา จึงทิ้งพราหมณ์วิ่งหนี.
เมื่อมนุษย์ยักษ์นั้นนอนอยู่ในที่นั้น ๗ วัน พระเจ้าชัยทิสเสด็จออกจากพระนครล่าเนื้อ.
พราหมณ์ผู้เลี้ยงดูมารดาคนหนึ่งชื่อ นันทะ เป็นชาวเมืองตักกสิลา ได้เรียนสตารหคาถา ๔ บาทมาเฝ้าพระเจ้าชัยทิส ซึ่งกำลังจะเสด็จออกจากพระนคร. พระเจ้าชัยทิสตรัสสั่งว่าเรากลับมาแล้วจักฟัง พระราชทานบ้านพักแก่พราหมณ์นั้นแล้วเสด็จไปล่าเนื้อ ตรัสสั่งว่า เนื้อหนีไปทางด้านผู้ใด ผู้นั้นจักต้องมีโทษ.
ลำดับนั้น กวางตัวหนึ่งลุกขึ้นแล้ววิ่งหนีผ่านหน้าพระราชาไป อำมาตย์ทั้งหลายต่างพากันหัวเราะ พระราชาทรงถือพระขรรค์ติดตามกวางไปสิ้นระยะทาง ๓ โยชน์จึงตามทัน แล้วเอาพระขรรค์ฟันกวางนั้นขาดออกเป็นสองท่อน ทรงใส่หาบๆ เสด็จมาถึงสถานที่มนุษย์ยักษ์นอนอยู่ ประทับนั่งพักหน่อยหนึ่งที่ลานหญ้าแพรก แล้วเตรียมจะเสด็จต่อไป.
ลำดับนั้น มนุษย์ยักษ์ลุกขึ้นกล่าวว่า หยุดนะ! ท่านจะไปไหน ท่านตกเป็นอาหารของเราแล้ว ยึดพระหัตถ์ไว้ กล่าวคาถาที่ ๑ ความว่า
เป็นเวลานานนักหนา นับแต่เวลาที่เราอดอาหารมาครบ ๗ วัน อาหารมากมายพึ่งเกิดขึ้นแก่เราวันนี้ ท่านเป็นใคร มาจากไหน ขอเชิญท่านบอกชาติสกุลตามที่รู้กันมาเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภกฺโข มหา ความว่า อาหารเป็นอันมาก.
บทว่า สตฺตมิภตฺตกาเล ความว่า นับแต่วันปาฏิบทมา ถึงการที่เราอดอาหารครบ ๗ วัน.
บทว่า กุโตสิ ความว่า ท่านมาจากไหน?
พระราชาทอดพระเนตรเห็นยักษ์ แล้วตกใจกลัว ถึงกับอุรประเทศแข็งทื่อ-ดังเสา ไม่ทรงสามารถจะวิ่งหนีไปได้ จึงตั้งพระสติ ตรัสพระคาถาที่ ๒ ความว่า
เราเป็นพระเจ้าปัญจาลราชมีนามว่าชัยทิส ถ้าท่านได้ยินชื่อก็คงรู้จัก เราออกมาล่าเนื้อเที่ยวมาตามข้างภูเขาและป่า ท่านจงกินเนื้อกวางนี้เถิด วันนี้จงปล่อยเราไป.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มิควํ ปวิฏฺโฐ ความว่า ออกจากแว่นแคว้น เข้าป่าเพื่อล่าเนื้อ.
บทว่า คจฺฉานิ ความว่า (เที่ยวลัดเลาะมา) ริมภูเขาลำเนาไพร.
บทว่า ปสทิมํ ความว่า (ท่านจงกิน) กวางนี้.
ยักษ์ได้ยินดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ความว่า
พระองค์ถูกข้าพเจ้าเบียดเบียน กลับเอาของที่ตกเป็นของข้าพเจ้านั่นเองมาแลกเปลี่ยน กวางที่พระองค์ตรัสถึงนั้นเป็นอาหารของข้าพระองค์ ข้าพระองค์กินพระองค์แล้ว อยากจะกินเนื้อกวาง ก็จักกินได้ภายหลัง เวลานี้มิใช่เวลาขอร้อง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เสเนว ความว่า อันเป็นของๆ ข้าพเจ้านั่นเอง.
บทว่า ปณสิ ความว่า พระองค์ตรัสเอาของๆ ข้าพเจ้า มาแลกเปลี่ยนตัว.
บทว่า สสฺสมาโน แปลว่า ถูกข้าพเจ้าเบียดเบียนอยู่.
บทว่า ตํ ขาทิยาน ความว่า กินเนื้อกวางนั้น.
บทว่า ชิฆญฺญํ ความว่า ข้าพเจ้าประสงค์จะเคี้ยวกิน.
บทว่า ขาทิสฺสํ ความว่า เพราะข้าพเจ้าจักกินเนื้อกวางนั้นในภายหลัง.
บทว่า น วิลาปกาโล ความว่า ยักษ์ทูลว่า พระองค์อย่าขอร้องเลย เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะขอร้อง.
พระราชาทรงสดับดังนั้นแล้วทรงระลึกถึงนันทพราหมณ์ได้ จึงตรัสพระคาถาที่ ๔ ความว่า
ถ้าความรอดพ้นของเราไม่มีด้วยการแลกเปลี่ยน ขอให้เราได้กลับไปยังพระนครเสียก่อนเราผลัดพราหมณ์ไว้ว่าจะให้ทรัพย์ เราจักรักษาคำสัตย์ ย้อนกลับมาหาท่านอีก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น จตฺถิ ความว่า ถ้าว่าการหลุดพ้นของเราจะไม่มี แม้ด้วยการแลกเปลี่ยนแล้วไซร้.
บทว่า คนฺตฺวาน ความว่า เมื่อเป็นอย่างนี้ วันนี้ท่านจงกินเนื้อกวางตัวนี้ ขอให้เราได้กลับไปยังพระนครก่อน.
บทว่า ปเคเยว แปลว่า ก่อนทีเดียว. อธิบายว่า ท่านจงรับปฏิญญาเพื่อต้องการให้เรากลับมาทันเวลาบริโภคอาหารเช้าวันพรุ่งนี้เถิด.
บทว่า ตํ สงฺครํ ความว่า เพราะเราได้ทำความผัดเพี้ยนไว้แก่พราหมณ์ว่าจักให้ทรัพย์แก่เขา ครั้นเราให้ทรัพย์แก่เขาแล้วจักตามรักษาซึ่งสัจจะตามที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้นี้ กลับมาหาท่านอีก.
ยักษ์ได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวคาถาที่ ๕ ความว่า
ดูก่อนพระราชา พระองค์ใกล้จะถึงสวรรคตอยู่แล้ว ยังทรงเดือดร้อนถึงกรรมอะไรอยู่ ขอจงตรัสบอกกรรมนั้นแก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะอนุญาตให้กลับไปก่อนได้.
กรรม ในคาถานั้นก็ได้แก่กรรมนั่นเอง.
บทว่า อนุตปฺปตี ตํ ความว่า ยังจะตามร้อนใจถึงกรณียกิจอะไร? บทว่า ปตฺตํ แปลว่า เข้าถึง.
บทว่า อปิ สกฺกุเณมุ ความว่า เออก็ ถ้าข้าพระเจ้าได้ฟังเหตุแห่งความเศร้าโศกของท่านแล้ว อาจจะอนุญาตให้ท่านมาตอนเช้าตรู่ได้.
พระราชา เมื่อจะตรัสบอกเหตุนั้น จึงตรัสพระคาถาที่ ๖ ความว่า
ความหวังในทรัพย์ เราได้ทำไว้แก่พราหมณ์ ความผัดเพี้ยนเป็นข้อผูกมัดตัว ยังพ้นไปไม่ได้เพราะเราผลัดไว้ว่า จะให้ทรัพย์แก่พราหมณ์ เราจักรักษาคำสัตย์ กลับมาหาท่านอีก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปฏิโมกฺกํ น มุตฺตํ ความว่า ข้าพเจ้าตั้งความผัดเพี้ยนเป็นสัญญามัดตัว โดยปฏิญญาแก่พราหมณ์ว่า ฟังสตารหคาถา ๔ บาท แล้วจักให้ทรัพย์แก่เขา เพราะข้าพเจ้ายังมิได้ให้ทรัพย์แก่พราหมณ์จึงหาพ้นไปได้ไม่.
ยักษ์ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๗ ความว่า
ความหวังในทรัพย์พระองค์ได้ทำไว้แก่พราหมณ์ ความผัดเพี้ยนเป็นข้อผูกมัดตัว ยังพ้นไปไม่ได้ เพราะได้ผัดเพี้ยนไว้แก่พราหมณ์ว่าจะพระราชทานทรัพย์ พระองค์จงรักษาคำสัตย์ไว้เสด็จกลับมาเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุนราวฏฺฏสฺสุ ความว่า จงเสด็จกลับมาอีก.
ก็แลครั้นยักษ์กล่าวอย่างนี้แล้ว ก็ปล่อยพระราชาไป.
พระราชาอันยักษ์ปล่อยแล้วจึงตรัสว่า ท่านอย่าวิตกเลย ข้าพเจ้าจักมาแต่เช้าตรู่ทีเดียว แล้วทรงสังเกตเครื่องหมายตามทาง เสด็จเข้าไปหาพลนิกายของพระองค์แวดล้อมด้วยพลนิกายเสด็จเข้าสู่พระนคร ตรัสสั่งให้หานันทพราหมณ์มาเฝ้า เชิญให้นั่งบนอาสนะอันมีค่ามาก ทรงสดับคาถาเสร็จแล้วพระราชทานทรัพย์ ๕ พันเชิญพราหมณ์ให้ขึ้นยานพาหนะแล้วตรัสสั่งว่า ท่านจงนำทรัพย์นี้ไปยังเมืองตักกสิลาเถิด ทรงมอบคนให้แล้วก็ส่งพราหมณ์ไป ทรงพระประสงค์จะเสด็จกลับคืนไปหายักษ์ในวันรุ่งขึ้น จึงตรัสสั่งให้หาพระโอรสมาทรงสั่งสอน.
พระบรมศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงได้ตรัสพระคาถา ๒ คาถาความว่า
พระเจ้าชัยทิสทรงพ้นเงื้อมมือยักษ์แล้ว รีบเสด็จกลับไปยังพระราชมณเฑียรของพระองค์ เพราะได้ทรงผัดเพี้ยนไว้แก่พราหมณ์ว่า จะพระราชทานทรัพย์ได้ตรัสสั่งให้หาพระราชโอรสพระนามว่า อลีนสัตตุ. ตรัสว่า เจ้าจงอภิเษกปกครองรัฐสีมาในวันนี้ จงประพฤติธรรมในรัฐสีมาและในประชาชนทั้งหลาย บุคคลไม่ประพฤติธรรม อย่าได้มีในแว่นแคว้นของเจ้า เราจะไปในสำนักแห่งยักษ์.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อลีนสตฺตุํ ได้แก่ พระราชกุมารผู้มีพระนามอย่างนี้. แต่ในพระบาลี ท่านเขียนไว้ว่า "อลีนสัตตะ".
บทว่า อชฺเชว รชฺชํ ความว่า ลูกรัก พ่อจะมอบราชสมบัติให้แก่เจ้า เจ้าจงสนานมุรธาภิสิตในวันนี้แหละ.
บทว่า ญนฺเต ได้แก่ ตฺยนฺเต แปลว่า ในสำนัก.
พระราชกุมารทรงสดับดังนั้น ตรัสคาถาที่ ๑๐ ความว่า
ขอเดชะข้าแต่พระราชบิดาผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ข้าพระองค์ได้ทำความไม่พอพระทัยอะไรไว้ในใต้ฝ่าพระบาท ข้าพระองค์ปรารถนาจะได้สดับความที่พระองค์จะให้ขึ้นครองราชสมบัติในวันนี้ เพราะข้าพระพุทธเจ้าขาดพระราชบิดาเสียแล้ว หาปรารถนาแม้ราชสมบัติไม่.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กุพฺพํ แปลว่า กระทำอยู่.
บทว่า ยมชฺช ความว่า พระราชบิดาให้ข้าพระพุทธเจ้าขึ้นครองราชสมบัติในวันนี้ เพราะกระทำการที่ไม่พอพระทัยอันใด.
บทว่า อุทสฺสเย ความว่า พระราชบิดาทรงยกขึ้น คือแต่งตั้งให้ข้าพระพุทธเจ้าดำรงอยู่ในราชสมบัติ เพราะการกระทำที่ไม่พอพระทัยอันใด พระองค์จงตรัสบอกการกระทำอันนั้น เพราะข้าพระพุทธเจ้าขาดพระองค์เสียแล้ว ย่อมไม่ปรารถนาแม้ราชสมบัติ.
พระราชาทรงสดับดังนั้น จึงตรัสพระคาถาต่อไปว่า
ลูกรัก พ่อไม่ได้เพ่งถึงความผิดทางกายกรรม และวจีกรรมของเธอเลย แต่พ่อได้ทำความตกลงไว้กับยักษ์ พ่อต้องรักษาคำสัตย์ จึงต้องกลับไปอีก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปราธิโต ความว่า เราไม่คำนึงถึงความผิดทางไตรทวารนี้ของเจ้าเลย.
บทว่า ตุริยํ แปลว่า อันเป็นของเจ้า.
มีคำอธิบายว่า ลูกรัก พ่อมิได้คำนึงถึงความผิดอันไม่เป็นที่โปรดปรานของพ่ออะไรๆ ของเจ้าทั้งทางกายและทางวาจาเลย.
บทว่า สทฺธิญฺจ กตฺวา ความว่า แต่เพราะยักษ์ตนหนึ่งจับพ่อไว้คราวไปป่าล่าเนื้อ จักกินเป็นอาหาร เมื่อเป็นเช่นนั้นพ่อจึงให้สัตยสาบานไว้กับยักษ์นั้นว่า เมื่อเราได้ฟังธรรมกถาของพราหมณ์ กระทำสักการะแก่เขาแล้วจักมาให้ทันเวลาอาหารเช้า พรุ่งนี้จึงกลับมาได้ เพราะเหตุนั้น เพื่อจะตามรักษาความสัตย์ไว้ พ่อจักต้องไปในที่นั้นอีก เจ้าจงเสวยราชสมบัติเถิด.
อลีนสัตตุราชกุมารทรงฟังพระราชดำรัสของพระราชบิดาแล้ว ตรัสคาถาความว่า
ข้าพระพุทธเจ้าจักไปแทน ขอพระราชบิดาจงประทับอยู่ ณ ที่นี้ เมื่อทางที่จะรอดชีวิตจากสำนักแห่งยักษ์ไม่มี ข้าแต่สมเด็จพระราชบิดา ถ้าพระองค์มีพระประสงค์จะเสด็จให้ได้ ข้าพระพุทธเจ้าก็จักตามเสด็จด้วย เราทั้งสองจะไม่ยอมอยู่.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิเธว ความว่า ขอพระองค์จงประทับอยู่ ณ ที่นี้เถิด. บทว่า ตโต ความว่า ขึ้นชื่อว่าความรอดชีวิตจากสำนักของยักษ์นั้น ไม่มีทางเลย. บทว่า อุโภ ความว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็เป็นอันว่าจักไม่ต้องอยู่กันทั้งสองคน.
พระราชาทรงสดับดังนั้น จึงตรัสพระคาถาความว่า
ลูกรัก นั่นเป็นธรรมของสัตบุรุษ โดยแท้จริง แต่เมื่อไรยักษ์ข่มขี่ทำลายเผาเธอกินเสียที่โคนไม้ นั่นเป็นความด่างพร้อยของพ่อ ข้อนี้แหละ เป็นทุกข์ยิ่งกว่าความตายของพ่อเสียอีก.
พระคาถานั้นมีอธิบายว่า
นั้นเป็นธรรม คือธาตุแท้ของสัตบุรุษ คือบัณฑิตทั้งหลาย โดยแน่แท้ เจ้าพูดคำที่ถูกต้องแล้ว ก็แต่ว่าจะเป็นความทุกข์ยิ่งกว่าความตายของพ่อเอง ข้อนั้นจะเป็นความด่างพร้อยผูกพันพ่อ.
บทว่า ภิทารุกฺขมูเล ความว่า เมื่อยักษ์ข่มขี่ทำลายเผาเจ้ากินโดยพลการ ที่โคนต้นไม้อันกล้าแข็ง.
พระราชกุมารทรงสดับดังนั้น จึงตรัสคาถาความว่า
ข้าพระพุทธเจ้าขอเอาชีวิตของข้าพระพุทธเจ้าแลกพระชนมชีพของพระราชบิดาไว้ พระราชบิดาอย่าเสด็จไปในสำนักของยักษ์เลย ข้าพระพุทธเจ้าจะขอเอาชีวิตของข้าพระพุทธเจ้า แลกพระชนมชีพของพระราชบิดานี้แหละไว้ เพราะฉะนั้น ข้าพระพุทธเจ้าขอยอมตายแทนพระราชบิดา พระเจ้าข้า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิมิสฺสํ ความว่า ข้าพระพุทธเจ้าจักแลกชีวิตของตน กับพระชนมชีพของพระราชบิดาในคราวนี้แหละ.
บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะข้าพระพุทธเจ้าจักแลกพระชนมชีพของพระราชบิดาไว้ ฉะนั้น จึงเลือกเอาความตายเพื่อต้องการให้พระราชบิดามีพระชนมชีพอยู่ ข้าพระพุทธเจ้าสรรเสริญความตายอย่างเดียวเท่านั้น จึงเลือกคือปรารถนาความตาย.
พระเจ้าชัยทิสได้ทรงสดับดังนั้นก็ทรงทราบกำลังของพระโอรส จึงตรัสสั่งว่า ดีละลูกรัก เจ้าจงไปเถิด. อลีนสัตตุราชกุมารถวายบังคมลาพระราชมารดาและพระราชบิดาแล้ว ก็เสด็จออกจากพระนคร.
เมื่อพระบรมศาสดาจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถากึ่งคาถาความว่า
ลำดับนั้นแล พระราชโอรสผู้ทรงพระปรีชาถวายบังคมพระยุคลบาท พระชนกชนนีแล้วเสด็จไป.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปาเท ความว่า ถวายบังคมพระยุคลบาทพระชนกชนนีเสด็จไปแล้ว.
ลำดับนั้น พระชนกชนนีก็ดี พระภคินีก็ดี พระชายาก็ดีของพระราชกุมารนั้น พร้อมด้วยหมู่อำมาตย์และบริวารชนก็เสด็จออกไปด้วย. ครั้นพระราชกุมารนั้นออกจากพระนครแล้วก็ทูลถามหนทางกะพระราชบิดา กำหนดไว้ด้วยดีแล้วถวายบังคมพระชนกชนนี ประทานโอวาทแก่ชนที่เหลือ แล้วมิได้สะดุ้งตกพระทัยแล้วเสด็จขึ้นสู่ทางดำเนินไปสู่ที่อยู่ของยักษ์ ประหนึ่งว่าไกรสรสีหราชฉะนั้น.
พระมารดาทอดพระเนตรเห็นพระกุมารกำลังทรงดำเนินไป ไม่สามารถจะดำรงพระองค์อยู่ได้ก็ล้มลง ณ พื้นปฐพี. พระราชบิดาก็ทรงประคองพระพาหา คร่ำครวญด้วยเสียงอันดัง.
เมื่อพระบรมศาสดาจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงทรงตรัสพระคาถากึ่งคาถาความว่า
พระชนนีของพระราชกุมารนั้น ทรงมีทุกข์โทมนัสล้มลงเหนือพื้นปฐพี พระชนกนาถเล่าก็ทรงประคองสองพระพาหา คร่ำครวญด้วยเสียงอันดัง.
ครั้นตรัสกึ่งพระคาถาดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงประกาศสัจจกิริยา อันพระราชบิดาของพระกุมารนั้นทรงประกอบ และอันพระราชมารดาพระภคินีและพระชายาทรงกระทำแล้ว
จึงได้ตรัสพระคาถาต่อไปอีก ๔ คาถา ความว่า
พระราชบิดาทรงทราบชัดว่า พระโอรสกำลังมุ่งหน้าเสด็จไป ทรงเบือนพระพักตร์ประคองอัญชลีกราบไหว้เทวดาทั้งหลาย คือพระโสมราชา พระวรุณราช พระปชาบดี พระจันทร์และพระอาทิตย์ขอเทพยเจ้าเหล่านี้ ช่วยคุ้มครองโอรสของเราจากอำนาจแห่งยักษ์ อลีนสัตตุลูกรัก ขอยักษ์นั้นจงอนุญาตให้เจ้ากลับมาโดยสวัสดี.
มารดาของรามบุรุษผู้ไปสู่แคว้นของพระเจ้าทัณฑกิราช ได้คุ้มครองทำความสวัสดีแก่รามะผู้เป็นบุตรอย่างใด แม่ขอทำความสวัสดีอย่างนั้นแก่เจ้าด้วยคำสัตย์นั้น ขอทวยเทพจงช่วยคุ้มครอง ขอให้เจ้าได้รับอนุญาตกลับมาโดยสวัสดีเถิด ลูกรัก.
น้องนึกไม่ออกเลย ถึงความคิดประทุษร้ายในอลีนสัตตุผู้พระเชษฐา ทั้งในที่แจ้งหรือที่ลับ ด้วยความสัตย์นี้ ขอเทพยเจ้าโปรดระลึกถึงพระเชษฐาที่เคารพ ขอพระเชษฐาจงได้รับอนุญาตให้กลับมาโดยสวัสดี.
ข้าแต่พระสวามี พระองค์ไม่เคยประพฤตินอกใจหม่อมฉันเลย ฉะนั้นจึงเป็นที่รักของหม่อมฉันด้วยใจจริง ด้วยความสัตย์นี้ ขอเทพยเจ้าโปรดระลึกถึงพระสวามีที่เคารพ ข้าแต่พระสวามี ขอพระองค์จงได้รับอนุญาตให้กลับมาโดยสวัสดี.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปรมฺมุโข ความว่า พระราชบิดาทรงทราบชัดว่า พระโอรสของเรานี้กำลังมุ่งหน้าเสด็จไป.
บทว่า ปญฺชลีโก ความว่า ทรงเบือนพระพักตร์ประดิษฐานอัญชลีเหนือเศียรเกล้า ในกาลนั้นทรงไหว้วิงวอนนอบน้อมเทพยเจ้าทั้งหลาย.
บทว่า โปริสาทกมฺหา ความว่า ขอเทพยเจ้าจงช่วยคุ้มครองโอรสของเราจากอำนาจแห่งยักษ์ ดูก่อนอลีนสัตตุลูกรัก ยักษ์นั้นจงอนุญาตให้เจ้ากลับมาโดยความสวัสดี.
บทว่า รามสฺสกา ความว่า มารดาของรามบุรุษได้กระทำความคุ้มครอง.
เล่ากันมาว่า มีบุรุษคนหนึ่งเป็นชาวเมืองพาราณสี ชื่อรามะ เป็นผู้เลี้ยงดูมารดา ปฏิบัติมารดาบิดา คราวหนึ่งไปค้าขายถึงเมืองกุมภวดีในแว่นแคว้นของพระเจ้าทัณฑกิราช เมื่อแคว้นทั้งสิ้นต้องพินาศลงด้วยฝนเก้าประการ เขาได้ระลึกถึงคุณของมารดาบิดาครั้งนั้นด้วยผลแห่งมาตาปิตุปัฏฐานธรรม เทพยเจ้าทั้งหลายได้นำเขามามอบให้แก่มารดาด้วยความสวัสดี. พระชนนีของอลีนสัตตุราชกุมารทรงนำเหตุการณ์นั้นมาตรัสอย่างนี้ ก็โดยที่ได้ยินได้ฟังมา.
บทว่า โสตฺถานํ ได้แก่ ความสวัสดี.
ถึงเทพยเจ้าทั้งหลายจะกระทำความสวัสดีได้ก็จริง แต่ท่านกล่าวว่ามารดาได้กระทำแล้ว เพราะเกิดแล้วโดยอาศัยมาตาปิตุอุปัฏฐานธรรม.
บทว่า ตนฺเต อหํ ความว่า (มารดาของรามบุรุษทำความสวัสดี แก่รามะผู้บุตรฉันใด) แม้แม่ก็ทำความสวัสดีนั้นแก่เจ้าเหมือนกัน คือเพราะอาศัยแม่ ขอความสวัสดีจงมีแก่ลูกของแม่ฉันนั้นเหมือนกัน.
อีกนัยหนึ่ง บทว่า กโรมิ แปลว่า จะไป.
บทว่า เอเตน สจฺเจน ความว่า ถ้าว่ารามบุรุษนั้นเป็นผู้อันเทพยเจ้านำมาแล้วโดยความสวัสดี เป็นความจริงไซร้ ด้วยอำนาจคำสัตย์นั้น ขอเทพยเจ้าทั้งหลายจงระลึกถึงเจ้าเพื่อชนกชนนี คือขอเทพยเจ้าจงนำเจ้ามาแสดงแก่แม่ เหมือนรามบุรุษฉะนั้น.
บทว่า อนุญฺญาโต ความว่า ลูกรักอันยักษ์อนุญาตว่าไปได้ คือพระชนนีตรัสว่า ดูก่อนลูกรัก ขอเจ้าจงกลับมาโดยสวัสดีด้วยเทวานุภาพเถิด.
บทว่า ชาตุมลีนสตฺเต ความว่า พระกนิษฐภคินีของอลีนสัตตุราชกุมารนั้นได้ตั้งสัตยาธิษฐานอย่างนี้ว่า น้องระลึกไม่ได้ซึ่งความคิดประทุษร้าย ทั้งต่อหน้าหรือลับหลัง ในอลีนสัตตุผู้พระเชษฐาโดยส่วนเดียวเป็นแน่แท้.
บทว่า ยสฺมา จ เม อนธิมโนสิ สามิ ความว่า พระอัครมเหสีของอลีนสัตตุราชกุมารนั้น ได้ตั้งสัตยาธิษฐานอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระอลีนสัตตุผู้พระสวามี พระองค์มิได้ประพฤตินอกใจหม่อมฉันเลย คือพระองค์มิได้ข่มขี่ล่วงเกินหม่อมฉัน ถึงกับเอาพระทัยใฝ่ปรารถนาหญิงอื่นเลย.
บทว่า น จาปิ เม มนสา อปฺปิโยสิ ความว่า พระองค์จะไม่เป็นที่รักด้วยใจจริงของหม่อมฉันก็หามิได้ เราทั้งสองอยู่ร่วมกันมาด้วยความรักใคร่ทีเดียว.
พระราชกุมารเสด็จดำเนินไปสู่ทางที่อยู่ของยักษ์ ตามคำแนะนำที่พระราชบิดาตรัสบอก.
ฝ่ายยักษ์คิดว่า ธรรมดากษัตริย์มีมายามาก ใครจะรู้ว่าจักเกิดอะไรขึ้น จึงขึ้นต้นไม้นั่งแลดูทางที่พระเจ้าชัยทิสจะเสด็จมา เหลือบเห็นพระกุมารกำลังดำเนินมา คิดว่าชะรอยพระโอรสจักให้พระราชบิดากลับแล้ว ตัวมาแทน ภัยคงไม่มีแก่เรา จึงลงจากต้นไม้นั่งผินหลังให้. พระราชกุมารเสด็จมาถึงแล้ว เข้าไปยืนอยู่ตรงหน้ายักษ์.
ลำดับนั้น ยักษ์กล่าวคาถาความว่า
ท่านผู้มีร่างกายอันสูงใหญ่ มีหน้าอันงดงามมาจากไหน ท่านไม่รู้หรือว่า เราอยู่ในป่านี้ ชะรอยจะไม่รู้ว่า เราเป็นคนดุร้าย กินเนื้อมนุษย์กระมังจึงได้มา ผู้ที่ไม่รู้ความสวัสดีของตนดอกจึงได้มาในที่นี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โก โสตฺถิมาชานมิธาวเชยฺย ความว่า ดูก่อนกุมาร บุรุษไรเล่ารู้ความสวัสดีของตน เดินไปจะกล้ามาในที่นี้ ชะรอยท่านจะไม่รู้จึงได้มา.
พระราชกุมารทรงสดับดังนั้น จึงตรัสคาถาความว่า
เรารู้ว่าท่านเป็นคนหยาบช้ากินมนุษย์ แต่หารู้ว่าท่านอยู่ในป่านี้ไม่ เราคือโอรสของพระเจ้าชัยทิส วันนี้ท่านจงกินเราแทนพระชนก เพื่อปลดเปลื้องให้พระองค์พ้นไป.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปโมกฺขา ความว่า เพราะเหตุที่จะปลดเปลื้องภาระเสีย เราจึงยอมมอบชีวิตแทนพระราชบิดามาในที่นี้ เพราะฉะนั้น ท่านจงปล่อยพระชนกเราเถิด เชิญกินเราแทนพระองค์.
ลำดับนั้น ยักษ์กล่าวคาถาความว่า
เรารู้ว่าท่านเป็นโอรสของพระเจ้าชัยทิส ดูพระพักตร์และผิวพรรณของท่านทั้งสองคล้ายคลึงกัน การที่บุคคลยอมตายแทน เพื่อเปลื้องบิดาให้พ้นไปนี้เป็นกรรมที่ทำได้ยากทีเดียว แต่ท่านก็ทำได้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตาทิโส โว ความว่า พระพักตร์และผิวพรรณของท่านทั้งสองคล้ายๆ กัน คือเหมือนกันแท้.
บทว่า กตํ ตเวทํ ความว่า กรรมของท่านทั้งนี้เป็นกรรมที่ทำได้โดยยากแท้.
ลำดับนั้น พระราชกุมารตรัสคาถาความว่า
มิใช่ของทำยากเลยในเรื่องนี้ เราไม่เห็นสำคัญอะไร ผู้ใดยอมตายแทนเพื่อเปลื้องบิดา หรือเพราะเหตุแห่งมารดา ผู้นั้นไปสู่ปรโลกแล้ว ย่อมเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยสุข และอารมณ์อันงามเลิศ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กิญฺจิมเหตฺถ มญฺเญ ความว่า ในข้อนี้ เราไม่เห็นสำคัญอะไรเลย. ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า บุคคลใดปรารถนาจะตาย เพื่อปลดเปลื้องบิดา หรือเพราะเหตุแห่งมารดา.
บทว่า ปรโลกคมฺยา ความว่า เขาไปสู่ปรโลกแล้ว.
บทว่า สุเขน สคฺเคน ความว่า ย่อมเป็นผู้ประกอบด้วยสุขอันบังเกิดในสวรรค์.
บทว่า มตฺตุมิจฺเฉ ความว่า เพราะฉะนั้น ในการสละชีวิตเพื่อประโยชน์แก่มารดาบิดานี้ เราไม่สำคัญว่าเป็นสิ่งที่ทำได้ยากอะไรเลย.
ยักษ์ฟังดังนั้นแล้วจึงถามว่า พ่อกุมาร ธรรมดาว่าสัตว์บุคคลที่จะไม่กลัวตายไม่มีเลย เหตุไฉนท่านจึงไม่กลัวเล่า?
เมื่อพระราชกุมารจะบอกความแก่ยักษ์ ได้กล่าวคาถา ๒ คาถาความว่า
เราระลึกไม่ได้เลยว่า เราจะกระทำความชั่วเพื่อตนเอง ทั้งในที่แจ้งและในที่ลับ เพราะว่าเราเป็นผู้มีชาติและมรณะ อันกำหนดไว้แล้วว่า ในโลกนี้ของเราฉันใด โลกหน้าก็ฉันนั้นเหมือนกัน.
เชิญท่านกินเนื้อเราในวันนี้ เสียบัดนี้เถิด เชิญท่านทำกิจเถิด สรีระนี้เราสละแล้ว เราจะทำเป็นพลัดตกมาจากยอดไม้ ท่านชอบใจเนื้อส่วนใดๆ ก็เชิญท่านกินเนื้อส่วนนั้นๆ ของเราเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สเร น ชาตุ ความว่า เราระลึกไม่ได้เลย แม้เพียงส่วนเดียว.
บทว่า สงฺขาตชาตี มรโณหมสฺมิ ความว่า เรารู้ว่าสัตว์ที่เกิดมาแล้ว มีความเกิดและความตาย อันญาณกำหนดไว้แล้วด้วยดี ที่จะชื่อว่ามีความไม่ตายเป็นธรรมดาไม่มี.
บทว่า ยเถว เม อิธ ความว่า ข้อนี้ญาณของเรากำหนดไว้แล้วเป็นอย่างดีทีเดียวว่าโลกนี้ของเราฉันใด โลกหน้าก็ฉันนั้น โลกหน้าฉันใด แม้โลกนี้ก็ฉันนั้น ชื่อว่าการพ้นจากความตายไม่มี.
บทว่า กรสฺสุ กิจฺจานิ ความว่า ท่านจงทำกิจที่ควรทำด้วยสรีระนี้ สรีระนี้เราสละแก่ท่านแล้ว.
บทว่า ฉาทมาโน มยฺหํ ตฺวเม เทสิ มํสํ ความว่า เมื่อเราตกจากยอดไม้ตายแล้ว เมื่อท่านจะกิน ชอบใจปรารถนาเนื้อส่วนใดจากสรีระของเราก็ควรบริโภคเนื้อส่วนนั้น.
ยักษ์ฟังถ้อยคำของพระกุมารแล้วตกใจกลัว คิดว่าเราไม่อาจที่จะกินเนื้อพระกุมารนี้ได้ จักต้องหาอุบายไล่ให้เธอหนีไปเสีย
จึงกล่าวคาถานี้ความว่า
ดูก่อนพระราชโอรส เรื่องนี้ท่านเต็มใจจริง จึงสละชีวิตเพื่อปลดเปลื้องพระชนกได้ เพราะเหตุนั้นแหละ ท่านจงรีบไปหักไม้มาก่อไฟเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชเลหิ ความว่า ท่านจงเข้าไปสู่ป่าหาฟืนไม้แก่นมาก่อไฟขึ้น ทำให้เป็นถ่านที่ปราศจากควัน เราจักปิ้งเนื้อของท่านในถ่านเพลิงนั้นกิน.
อลีนสัตตุราชกุมารได้กระทำตามที่ยักษ์บอกทุกประการ เสร็จแล้วไปยังสำนักของยักษ์.
พระบรมศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเหตุนั้น จึงตรัสพระคาถานอกนี้ความว่า
ลำดับนั้นแล พระราชโอรสผู้มีปัญญา ได้นำเอาฟืนมาก่อไฟกองใหญ่ขึ้นแล้ว แจ้งให้ยักษ์ทราบว่า บัดนี้ได้ก่อไฟเสร็จแล้ว.
ยักษ์มองดูพระราชกุมาร ซึ่งก่อไฟเสร็จแล้วเดินมาหา เกิดขนพองสยองเกล้าว่า บุรุษนี้เป็นดุจราชสีห์ ไม่กลัวความตายเลยตลอดกาลมีประมาณเท่านี้ เราไม่เคยพบเห็นคนที่ไม่กลัวตายอย่างนี้เลย จึงนั่งชำเลืองดูพระกุมารบ่อยๆ
พระราชกุมารเห็นกิริยาของยักษ์แล้ว จึงตรัสคาถาความว่า
เมื่อครู่นี้ ท่านทำการขู่เข็ญว่าจะกินเราในวันนี้ ทำไมจึงหวาดระแวงเกรงเรา มองดูอยู่บ่อยๆ เราได้ทำตามคำของท่านเสร็จแล้ว เมื่อพอใจจะกินก็เชิญกินได้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มุหุํ แปลว่า บ่อยๆ.
บทว่า ตถา ตถา ตุยฺหมหํ ความว่า ท่านพอใจปรารถนาจะบริโภคเคี้ยวกินเราโดยวิธีใด เรากระทำตามคำของท่านโดยวิธีนั้นแล้ว คราวนี้จักให้เราทำอย่างไร เพราะฉะนั้น เชิญท่านกินเราเสียวันนี้เถิด.
ยักษ์ฟังคำของพระกุมารแล้ว กล่าวคาถาความว่า
ผู้ที่ตั้งอยู่ในธรรม มีวาจาสัตย์ รู้ความประสงค์ของผู้ขอเช่นท่าน ใครจะนำมากินเป็นภักษาหารได้ ผู้ใดกินผู้มีวาจาสัตย์เช่นท่าน ศีรษะของผู้นั้น ก็จะพึงแตกออกเป็นเจ็ดเสี่ยง.
พระราชกุมารได้สดับดังนั้น จึงตรัสว่า ถ้าท่านไม่ประสงค์จะกินเรา เหตุไรจึงบอกให้เราหักฟืนมาก่อไฟ เมื่อยักษ์บอกว่าเพื่อต้องการลองดูว่า ท่านจะหนีหรือไม่
จึงตรัสว่า ท่านจักเข้าใจเราในบัดนี้ได้อย่างไร ครั้งเราบังเกิดในกำเนิดสัตว์เดียรัจฉาน ยังไม่ยอมให้ท้าวสักกเทวราชดูหมิ่นตนได้
จึงตรัสคาถา ความว่า
แท้จริง สสบัณฑิตนั้นสำคัญท้าวสักกเทวราชนี้ว่าเป็นพราหมณ์ จึงได้ให้อยู่ เพื่อให้สรีระของตนเป็นทาน ด้วยเหตุนั้นแล จันทิมเทพบุตรจึงมีรูปกระต่ายปรากฏ สมประสงค์ของโลกอยู่จนทุกวันนี้.
คาถานั้นมีอธิบายว่า
สสบัณฑิตนั้นสำคัญสักกพราหมณ์แม้นี้ว่าผู้นี้เป็นพราหมณ์ จึงพูดว่า วันนี้เชิญท่านเคี้ยวกินสรีระของเราในที่นี้แห่งเดียวเถิด แล้วให้อาศัย คือให้อยู่พักเพื่อให้สรีระของตนเป็นทานอย่างนี้ และแล้วได้ให้สรีระเพื่อเป็นอาหารแก่สักกพราหมณ์นั้นท้าวสักกเทวราชจึงบีบเอารสอันเกิดแต่บรรพตมาเขียนเป็นภาพกระต่ายไว้ในมณฑลพระจันทร์
นับแต่นั้นมา เพราะภาพกระต่ายนั้นเอง จันทิมเทพบุตรนั้นชาวโลกจึงรู้กันทั่วว่ากระต่ายกระต่ายดังนี้จันทิมเทพบุตรมีรูปกระต่ายปรากฏแจ่มกระจ่างอย่างนี้ สมประสงค์คือยังความพอใจของโลกให้เจริญรุ่งโรจน์อยู่จนทุกวันนี้ และเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องอัศจรรย์อยู่ตลอดกัป.
ยักษ์ได้ฟังดังนั้น เมื่อจะปล่อยพระราชกุมาร จึงกล่าวคาถาความว่า
พระจันทร์ พระอาทิตย์ พ้นจากปากแห่งราหูแล้ว ย่อมไพโรจน์ในวันเพ็ญฉันใด ดูก่อนท่านผู้มีอานุภาพมาก ท่านก็ฉันนั้นหลุดพ้นจากเราผู้กินเนื้อมนุษย์เป็นอาหารแล้ว ยังพระชนกชนนีให้ปลื้มพระทัย จงรุ่งโรจน์ในกบิลรัฐ อนึ่ง พระประยูรญาติของท่านจงยินดีกันทั่วหน้า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภาณุมา ได้แก่พระอาทิตย์.
ท่านอธิบายว่า พระจันทร์หรือพระอาทิตย์พ้นจากปากราหูแล้วย่อมสว่างไสว ในดิถี ๑๕ ค่ำฉันใด ดูก่อนท่านผู้มีอานุภาพมาก แม้ท่านพ้นไปจากสำนักของเราแล้ว ก็รุ่งโรจน์ในกบิลรัฐฉันนั้นเถิด.
บทว่า นนฺทตุ ความว่า ขอพระประยูรญาติทั้งหลายจงทรงยินดีร่าเริง.
ยักษ์กล่าวว่า ดูก่อนท่านมหาวีรเจ้า เชิญท่านไปเถิด แล้วส่งเสด็จพระมหาสัตว์เจ้า.
ฝ่ายพระมหาสัตว์เจ้า ครั้นทรงทำให้ยักษ์สิ้นพยศแล้วให้ศีล ๕ กำหนดดูว่าผู้นี้จะมิใช่ยักษ์กระมัง จึงทรงพระดำริว่า ธรรมดายักษ์ย่อมมีนัยน์ตาแดงและไม่กระพริบ เขาก็ไม่ปรากฏเป็นผู้ดุร้าย อาจหาญ ผู้นี้ชะรอยจะมิใช่ยักษ์ คงเป็นมนุษย์แน่.
เขาเล่ากันว่า พระเชษฐาแห่งพระราชบิดาของเรา ถูกนางยักษิณีจับไปถึงสามองค์ ในจำนวนนั้นนางยักษิณีกินเสียสององค์ แต่ประคบประหงมเลี้ยงดูด้วยรักใคร่เหมือนบุตรองค์เดียว ชะรอยจะเป็นองค์นี้แน่ เราจักนำไปทูลชี้แจงแก่พระราชบิดาของเรา ให้ท่านผู้นี้ครองราชสมบัติ
แล้วจึงตรัสชักชวนว่า มาเถิดท่านผู้เจริญ ท่านไม่ใช่ยักษ์ ท่านเป็นพระเชษฐาแห่งพระราชบิดาของเรา เชิญท่านมาไปกับเรา แล้วให้ยกเศวตฉัตรเสวยราชสมบัติ สืบสันตติวงศ์เถิด
เมื่อยักษ์ค้านว่าเราไม่ใช่มนุษย์ จึงตรัสว่าท่านไม่เชื่อเรา แต่มีผู้ที่ท่านพอจะเชื่อถืออยู่บ้างหรือ? เมื่อยักษ์ตอบว่ามีอยู่ คือพระดาบสผู้มีจักษุเป็นทิพย์ ณ ที่โน้น จึงทรงพายักษ์นั้นไปสำนักพระดาบสนั้น
พระดาบสเห็นคนทั้งสองแล้ว ทักขึ้นว่า ท่านทั้งสองคือลุงกับหลาน เที่ยวทำอะไรอยู่ในป่า แล้วชี้แจงความที่ชนเหล่านั้นเป็นญาติกันให้ทราบ.
ยักษ์เชื่อถ้อยคำของพระดาบส จึงกล่าวว่า พ่อหลานชาย เจ้าจงกลับไปเถิด ลุงเกิดมาชาติเดียวเป็นถึงสองอย่าง ลุงไม่ต้องการราชสมบัติดอก ลุงจักบวช แล้วบวชเป็นฤาษีอยู่ในสำนักของพระดาบส. ลำดับนั้น พระอลีนสัตตุราชกุมารถวายบังคมลาพระเจ้าลุงแล้ว ได้เสด็จกลับไปยังพระนคร.
พระบรมศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถาความว่า
ลำดับนั้นแล พระราชโอรสอลีนสัตตุผู้มีพระปัญญา ทรงประคองอัญชลีไหว้ยักษ์โปริสาท ได้รับอนุญาตแล้ว มีความสุขสวัสดี หาโรคมิได้เสด็จกลับมายังกบิลรัฐ.
พระบรมศาสดา ครั้นตรัสพระคาถานี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงกรณียกิจอันชาวพระนครและชาวนิคมเป็นต้นกระทำ จึงตรัสโอกาสคาถาความว่า
ชาวนิคม ชาวชนบท ถ้วนหน้าทั้งพลช้าง พลรถและพลเดินเท้า ต่างพากันมาถวายบังคมพระราชโอรสนั้น พร้อมกับกราบทูลขึ้นว่า ข้าพระองค์ทั้งหลายถวายบังคมพระองค์ พระองค์ทรงกระทำกิจซึ่งยากที่จะกระทำได้.
พระเจ้าชัยทิสทรงสดับข่าวว่า พระราชกุมารกลับมาได้ทรงจัดการสมโภชต้อนรับ. พระราชกุมารแวดล้อมด้วยมหาชน ไปถวายบังคมพระราชบิดา. ลำดับนั้น พระราชาตรัสถามว่า ลูกรัก เจ้าพ้นมาจากยักษ์เช่นนั้นได้อย่างไร. พระราชกุมารทูลว่า ขอเดชะพระราชบิดาเจ้า ผู้นี้มิใช่ยักษ์ แต่เป็นพระเชษฐาธิราชของพระราชบิดาผู้นี้เป็นพระปิตุลาของข้าพระพุทธเจ้า แล้วกราบทูลเรื่องราวทั้งปวงให้ทรงทราบ แล้วทูลว่า ควรที่พระราชบิดาจะเสด็จเยี่ยมพระปิตุลาของข้าพระพุทธเจ้าบ้าง.
ทันใดนั้น พระเจ้าชัยทิสจึงตรัสสั่งให้พนักงานเภรีตีกลองประกาศให้ทราบทั่วกัน แล้วเสด็จไปยังสำนักแห่งดาบสทั้งหลาย ด้วยราชบริพารเป็นอันมาก.
พระมหาดาบสจึงทรงเล่าเรื่องนางยักษิณีนำพระองค์ไปเลี้ยงดูไว้ไม่กินเสีย เรื่องที่พระองค์มิใช่ยักษ์ และเรื่องที่พระองค์เป็นพระประยูรญาติของราชสกุลเหล่านั้นแด่พระเจ้าชัยทิสหมดทุกอย่างโดยพิสดาร.
พระเจ้าชัยทิสทรงเชื้อเชิญว่า ข้าแต่พระเชษฐาธิราชเจ้า ขอเชิญพระองค์เสด็จเสวยราชสมบัติเถิด พระมหาดาบสถวายพระพรห้ามว่า อย่าเลยมหาราชเจ้า. พระเจ้าชัยทิสตรัสเชิญชวนว่า ถ้ากระนั้น ขอเชิญพระเชษฐาธิราชเจ้าไปอยู่ในพระอุทยานเถิด กระหม่อมฉันจักบำรุงด้วยปัจจัย ๔. พระมหาดาบสถวายพระพรว่า อาตมภาพจะยังไม่ไปก่อน มหาบพิตร.
พระเจ้าชัยทิสตรัสสั่งให้ขุดคลองใหญ่ เหยียดยาวไประหว่างภูเขาลูกหนึ่ง ไม่ห่างจากอาศรมบทของเหล่าพระดาบส แล้วให้หักล้างถางพงทำไร่นา โปรดให้มหาชนพันตระกูลอพยพมาตั้งครอบครัวเป็นตำบลใหญ่ ตั้งไว้เป็นภิกขาจารของพระดาบสทั้งหลาย.
บ้านตำบลนั้น ปรากฏชื่อว่า "จุลลกัมมาสทัมมนิคม"
ส่วนประเทศที่พระมหาสัตว์เจ้า สุตตโสมบัณฑิตทรมานพระยาโปริสาท พึงทราบว่าชื่อมหากัมมาสทัมมนิคม.
พระบรมศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงจบแล้ว ทรงประกาศอริยสัจจธรรม ในเวลาจบอริยสัจจกถา พระเถระผู้เลี้ยงดูมารดาได้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล
แล้วทรงประชุมชาดกว่า
พระราชมารดาบิดาได้มาเป็น ตระกูลแห่งพระมหาราชเจ้า
พระดาบสได้มาเป็น พระสารีบุตร
ยักษ์ได้มาเป็น พระองคุลิมาล
พระกนิษฐภคินีได้มาเป็น นางอุบลวรรณาเถรี
พระอัครมเหสีได้มาเป็น พระมารดาพระราหุล
ส่วนอลีนสัตตุราชกุมารได้มาเป็น เราผู้ตถาคต ฉะนี้แล. จบอรรถกถาชัยทิสชาดกที่ ๓ -----------------------------------------------------