๙. ขรัสสรชาดก
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๙ ขรสฺสรชาตกํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๙. ขรัสสรชาดก ว่าด้วยบุตรที่มารดาละทิ้ง
ยโต วิลุตฺตา จ หตา จ คาโว ทฑฺฒานิ เคหานิ ชโน จ นีโต อถาคมา ปุตฺตหตาย ปุตฺโต ขรสฺสรํ เทณฺฑิมํ วาทยนฺโตติ ฯ ขรสฺสรชาตกํ นวมํ ฯ ---------
เมื่อใดพวกโจรปล้น และฆ่าวัวกิน เผาบ้าน และจับคนไปเป็นเชลย เมื่อนั้น บุตรที่มารดาละทิ้งแล้ว จึงมาตีกลองเสียงดัง. จบ ขรัสสรชาดกที่ ๙.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๙. ขรัสสรชาดก (๗๙) ว่าด้วยเสียงดังอึกทึกครึกโครม (พระโพธิสัตว์กล่าวคาถานี้ตำหนิกำนันผู้ร่วมมือกับพวกโจรปล้นชาวบ้านว่า) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๓๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑. เอกกนิบาต] ๘. วรุณวรรค รวมชาดกที่มีในวรรค
คราวใด ชาวบ้านถูกปล้น ฝูงโคถูกเชือด บ้านเรือนถูกเผาวอดวาย ผู้คนถูกเกณฑ์ไป คราวนั้น ลูกที่ถูกแม่ทอดทิ้ง จึงมาตีกลองจนอึกทึกครึกโครม ขรัสสรชาดกที่ ๙ จบ ๑๐. ภีมเสนชาดก (๘๐) ว่าด้วยท่านภีมเสนชอบคุยโวโอ้อวด (จูฬธนุคคหบัณฑิตโพธิสัตว์กล่าวตำหนิภีมเสนผู้คุยโวโอ้อวดว่า)
ภีมเสน คำที่ท่านข่มขู่คุยโวไว้ในตอนแรก แต่ภายหลังท่านถึงกับปัสสาวะราด คำคุยโวถึงการรบและความกระสับกระส่ายของท่าน ทั้ง ๒ อย่างนี้ช่างไม่สมกันเลย ภีมเสนชาดกที่ ๑๐ จบ วรุณวรรคที่ ๘ จบ รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. วรุณชาดก ๒. สีลวนาคชาดก ๓. สัจจังกิรชาดก ๔. รุกขธัมมชาดก ๕. มัจฉชาดก ๖. อสังกิยชาดก ๗. มหาสุปินชาดก ๘. อิลลิสชาดก ๙. ขรัสสรชาดก ๑๐. ภีมเสนชาดก @เชิงอรรถ : @ ลูกที่ถูกแม่ทอดทิ้ง หมายถึงลูกที่ทำชั่ว เป็นคนหน้าด้าน เพราะขาดหิริโอตตัปปะ ชื่อว่าไม่มีแม่ ถึงแม่@ยังมีชีวิตอยู่ เขาก็ไม่ตั้งอยู่ในฐานะเป็นลูก(ถูกตัดแม่ตัดลูก) (ขุ.ชา.อ. ๒/๗๙/๑๗๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๓๓}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระบรมศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภอำมาตย์ผู้หนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า "ยโต วิลุตฺตา จ หตา จ คาโว" ดังนี้.
ได้ยินว่า อำมาตย์ผู้หนึ่งของพระเจ้าโกศลยังพระราชาให้โปรดปรานแล้ว ได้กำลังในปัจจันตคาม ไปร่วมกับพวกโจร กล่าวว่า เราจักพาพวกมนุษย์เข้าป่า พวกเจ้าปล้นบ้านแล้วแบ่งให้เราครึ่งหนึ่ง ดังนี้แล้ว เรียกพวกมนุษย์ให้ประชุมกัน แล้วพาเข้าป่าไปเสียก่อน เมื่อพวกโจรพากันมาจับแม่โคฆ่ากินเนื้อ ปล้นบ้านเรือนพากันไปแล้ว มีมหาชนแวดล้อมกลับเข้าบ้านในเวลาเย็น.
ไม่ช้าไม่นาน การกระทำของเขาก็ปรากฏ พวกมนุษย์พากันกราบทูลพระราชา พระราชารับสั่งเรียกเขามาแล้วให้กำหนดโทษ ทรงลงพระอาญาสมควรแก่โทษานุโทษ ส่งนายอำเภอผู้อื่นไปแทน แล้วเสด็จไปพระเชตวัน ถวายบังคมพระตถาคต กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนมหาบพิตร มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นที่อำมาตย์ผู้นั้นมีปกติประพฤติอย่างนี้ ถึงในกาลก่อนก็มีปกติประพฤติอย่างนี้เหมือนกัน.
อันพระเจ้าโกศลกราบทูลอาราธนา ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี ทรงพระกรุณาพระราชทานปัจจันตคามแก่อำมาตย์ผู้หนึ่ง.
เรื่องต่อไปทั้งหมด ก็เป็นเช่นเดียวกับเรื่องก่อนทั้งหมด
ในครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ท่องเที่ยวไปในปัจจันตคามเพื่อการค้า พำนักอาศัยอยู่ในหมู่บ้านนั้น พระโพธิสัตว์นั้น เมื่อนายอำเภอผู้นั้นตีกลองอึกทึกมากับมหาชนผู้ห้อมล้อมในตอนเย็น จึงกล่าวว่า นายอำเภอผู้ร้ายคนนี้รวมหัวกันกับพวกโจรให้ปล้นชาวบ้าน ครั้นพวกโจรพากันหนีเข้าดงไปแล้ว คราวนี้สิมีกลองตีเดินมา ทำเหมือนคนสงบเสงี่ยม แล้วกล่าวคาถานี้ว่า :-
"เมื่อใดชาวบ้านถูกปล้นเรียบร้อยแล้ว ฝูงโคถูกเชือดแล้ว เรือนทั้งหลายถูกไฟเผาวอดไปแล้ว ผู้คนถูกต้อนไปแล้ว เมื่อนั้นบุตรที่มารดาละทิ้งแล้ว จึงมาตีกลองเสียงอึกทึก" ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยโต แปลว่า ในกาลใด.
บทว่า วิลุตฺตา จ หตา จ ความว่า พวกโจรพากันปล้นฆ่า เชือดฝูงโค เพื่อกินเนื้อ.
บทว่า คาโว ได้แก่ ฝูงโค.
บทว่า ทฑฺฒานิ ความจุดไฟเผาเรือนให้ไหม้.
บทว่า ชโน จ นีโต จับคนนำไปเป็นเชลย.
บทว่า ปุตฺตหตาย ปุตฺโต ได้แก่ ลูกของหญิงที่มารดาละทิ้งแล้ว.
อธิบายว่า ได้แก่คนหน้าด้าน เพราะว่า คนที่ปราศจากหิริโอตตัปปะแล้ว ชื่อว่าย่อมไม่มีแม่ ด้วยเหตุนี้ ถึงแม้ว่า แม่ยังมีชีวิตอยู่ เขาก็ไม่ตั้งอยู่ในฐานะเป็นลูก เพราะฉะนั้น เขาย่อมได้ชื่อว่าเป็นลูกของหญิงที่มารดาทอดทิ้ง.
บทว่า ขรสฺสรํ ได้แก่ เสียงครึกโครม.
บทว่า เทณฺฑิมํ ได้แก่ ตีกลอง.
พระโพธิสัตว์บริภาษเขาด้วยคาถานี้ด้วยประการฉะนี้ กรรมนั้นของเขาปรากฏต่อกาลไม่ช้าเลย ครั้งนั้น พระราชาทรงลงพระอาญาแก่เขาสมควรแก่โทษานุโทษ.
พระบรมศาสดาตรัสว่า ดูก่อนมหาบพิตร มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นที่อำมาตย์ผู้นั้นมีปกติประพฤติอย่างนี้ แม้ในครั้งก่อนก็ได้มีความประพฤติชั่วมาแล้วเหมือนกัน.
ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงสืบอนุสนธิ ประชุมชาดกว่า
อำมาตย์ในครั้งนั้น ได้มาเป็นอำมาตย์ในครั้งนี้
ส่วนบัณฑิตผู้ยกคาถาขึ้นกล่าว ได้มาเป็น เราตถาคต ฉะนี้แล. จบอรรถกถาขรัสสรชาดกที่ ๙ -----------------------------------------------------