๓. วิกัณณกชาดก
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓ วิกณฺณกชาตกํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๓. วิกัณณกชาดก คนเห็นแก่อามิสย่อมเดือดร้อน
กามํ ยหึ อิจฺฉสิ เตน คจฺฉ วิทฺโธสิ มมฺมมฺหิ วิกณฺณเกน หโตสิ ภตฺเตน สวาทิเตน โลโลว มจฺเฉ อนุพนฺธมาโน ฯ
เจ้าปรารถนาในที่ใด ก็จงไปในที่นั้นเถิด เจ้าเป็นผู้ถูกชะนักของเราแทง แล้ว เจ้าเป็นผู้โลภด้วยอาหารแท้ เมื่อติดตามปลาทั้งหลายมาก็ถูกอาหาร มีเสียงกลองกำจัดเสียแล้ว.
เอวมฺปิ โลกามิสโมปตนฺโต วิหญฺญติ จิตฺตวสานุวตฺตี โส หญฺญติ ญาติสขาน มชฺเฌ มจฺฉานุโค โสริว สุํสุมาโรติ ฯ วิกณฺณกชาตกํ ตติยํ ฯ ---------
บุคคลเห็นแก่โลกามิสแม้อย่างนี้ ชอบประพฤติตามอำนาจของจิต ย่อม เดือดร้อน เขาย่อมเดือดร้อนอยู่ในท่ามกลางหมู่ญาติและสหาย ดุจจระเข้ ตัวติดตามปลาไปถูกแทง ฉะนั้น. จบ วิกัณณกชาดกที่ ๓.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓. วิกัณณกชาดก (๒๓๓) ว่าด้วยกามคุณเช่นกับชนัก (เจ้าหน้าที่จัดอาหารพูดกับจระเข้ว่า)
เจ้าจงไปในสถานที่ที่เจ้าปรารถนาเถิด เจ้าถูกชนักแทงในที่อันสำคัญ อนึ่ง เจ้าเบื่อๆ อยากๆ ในอาหาร เฝ้าติดตามฝูงปลาอยู่ ถูกอาหารเคล้าเสียงกลองขจัดเสียแล้ว (พระศาสดาครั้นทรงแสดงชาดกนี้แล้ว จึงตรัสว่า)
บุคคลผู้คล้อยตามโลกามิส อย่างนี้ อนุวัตตามอำนาจจิตย่อมเดือดร้อน บุคคลนั้นย่อมเดือดร้อนท่ามกลางหมู่ญาติมิตรสหาย เหมือนจระเข้ตัวติดตามฝูงปลาถูกชนักแทง วิกัณณกชาดกที่ ๓ จบ @เชิงอรรถ : @ คำว่า โลกามิส ได้แก่ กามคุณ ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่เรียกว่าโลกามิส (เหยื่อสำหรับโลก)@นั้น เพราะกามคุณทั้ง ๕ นี้ถือว่าเป็นของน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ (ขุ.ชา.อ. ๓/๑๖๖/๓๐๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๑๐๙}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภภิกษุกระสันรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า กามํ ยหึ อิจฺฉสิ เตน คจฺฉ ดังนี้.
ความย่อมีว่า ภิกษุรูปนั้นถูกนำไปยังธรรมสภา พระศาสดาตรัสถาม ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่าเธอกระสันจริงหรือ กราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้า ตรัสถามว่า เธอกระสันเพราะเหตุใด. กราบทูลว่า เพราะเหตุกามคุณ.
ลำดับนั้น พระศาสดาจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ขึ้นชื่อว่ากามคุณเหล่านี้ เช่นกับลูกชะนัก เมื่อได้ที่ตั้งในหัวใจครั้งเดียว ย่อมให้ถึงความตายได้ทีเดียว เหมือนชะนักอันปักเข้าไปแล้ว ยังจระเข้ให้ถึงความตาย ฉะนั้น แล้วทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.
ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์เสวยราชสมบัติในกรุงพาราณสีโดยธรรม วันหนึ่งประพาสอุทยานเสด็จไปถึงฝั่งสระโบกขรณี พนักงานผู้ชำนาญในการฟ้อนรำขับร้องเป็นต้น ก็ประกอบการฟ้อนรำขับร้องถวาย ปลาและเต่าทั้งหลายที่สระโบกขรณี ต่างก็มารวมกันเพราะมีใจจดจ่ออยู่ในเสียงขับร้อง ว่ายน้ำตามพระราชาไป. พระราชาทอดพระเนตรเห็นฝูงปลาประมาณเท่าลำตาล ตรัสถามอำมาตย์ทั้งหลายว่า เหตุไรหนอ พวกปลาเหล่านี้จึงเที่ยวตามเราไป. พวกอำมาตย์กราบทูลว่า ปลาเหล่านี้คอยรับใช้พระองค์. พระราชาโปรดปรานว่า แม้ปลาเหล่านี้ก็ยังคอยรับใช้เรา จึงทรงตั้งอาหารไว้ประจำวันของปลาเหล่านั้น. เจ้าหน้าที่ต้องหุงข้าวสารหนึ่งอัมมณะทุกๆ วัน.
ต่อมา ปลาทั้งหลายถึงเวลาให้อาหารบางพวกก็มา บางพวกก็ไม่มา อาหารก็เสีย. เขาจึงกราบทูลความนั้นแด่พระราชา พระราชารับสั่งว่า ตั้งแต่นี้ไปจงตีกลองเวลาให้อาหาร เมื่อพวกปลามารวมกันตามเสียงกลองแล้ว ก็จงให้อาหารเถิด. ตั้งแต่นั้น พนักงานผู้จัดอาหารให้ตีกลองแล้ว จึงให้อาหารแก่พวกปลาที่มารวมกัน. แม้พวกปลาเหล่านั้นก็มารวมกันกินอาหารตามสัญญาเสียงกลองเมื่อพวกปลารวมกันกินอาหารอยู่อย่างนี้ มีจระเข้ตัวหนึ่งมากินปลา. เจ้าหน้าที่จัดอาหารจึงกราบทูลแด่พระราชา.
พระราชาทรงสดับดังนั้น จึงรับสั่งว่า ท่านจงเอาชะนักแทงจระเข้ที่เข้ามาในเวลากินปลา แล้วจับตัวให้ได้. เขารับพระราชโองการแล้ว กลับไปลงเรือคอยอยู่ ได้ใช้ชะนักแทงจระเข้ซึ่งเข้ามากินปลา ชะนักเสียบติดหลังจระเข้นั้น จระเข้ได้รับทุกขเวทนา จึงหนีพาเอาชะนักนั้นติดไปด้วย. เจ้าหน้าที่จัดอาหารทราบว่า แทงถูกจระเข้แล้ว เมื่อจะว่ากะจระเข้นั้น จึงกล่าวคาถาแรกว่า :-
เจ้าปรารถนาในที่ใด ก็จงไปในที่นั้นเถิด เจ้าเป็นผู้ถูกชะนักของเราแทงแล้ว เจ้าเป็นผู้โลภด้วยอาหารแท้ เมื่อติดตามปลาทั้งหลายมา ก็ถูกอาหารมีเสียงกลองกำจัดเสียแล้ว.
ในบทเหล่านั้น บทว่า กามํ คือ โดยส่วนเดียว.
บทว่า ยหึ อิจฺฉสิ เตน คจฺฉ ความว่า ท่านปรารถนาในที่ใด จงไปในที่นั้นเถิด.
บทว่า มมฺมมฺหิ คือ ในที่ของเรา.
บทว่า อนุพนฺธมาโน ความว่า เจ้าเมื่อเขาให้อาหารด้วยสัญญาเสียงกลอง เป็นผู้โลภติดตามปลาหวังจะกิน ก็ถูกอาหารมีเสียงกลองกำจัดเสียแล้ว แม้ในที่ที่ท่านไป ท่านก็จะไม่มีชีวิต.
จระเข้นั้นไปถึงที่อยู่ของตนแล้วก็ตาย.
พระศาสดา ครั้นทรงแสดงชาดกนี้แล้ว ตรัสรู้แล้วได้ตรัสคาถาที่ ๒ ว่า
บุคคลเห็นแก่โลกามิสแม้อย่างนี้ ชอบประพฤติตามอำนาจของจิตย่อมเดือดร้อน เขาย่อมเดือดร้อนอยู่ในท่ามกลางหมู่ญาติและสหาย ดุจจระเข้ผู้ติดตามปลาไปถูกแทง ฉะนั้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า โลกามิสํ ได้แก่ กามคุณ ๕ เพราะกามคุณ ๕ เหล่านั้น ชาวโลกถือว่าเป็นของน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพึงพอใจ ฉะนั้นจึงเรียกว่า โลกามิส.
บทว่า โอปตนฺโต ความว่า บุคคลผู้เป็นไปตามโลกามิสนั้น เป็นผู้คล้อยตามอำนาจจิตด้วยอำนาจกิเลส ย่อมเดือดร้อนลำบากถึงความพินาศ.
บทว่า โส หญฺญติ ความว่า บุคคลนั้นยึดถือกามคุณ ๕ ว่าเป็นที่น่าพึงพอใจ แล้วย่อมเดือดร้อนลำบาก ถึงความมหาพินาศ ในท่ามกลางญาติและสหายทั้งหลาย ดุจจระเข้ที่ไล่ตามปลาถูกแทงด้วยชะนัก ฉะนั้น ดังนี้.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจธรรม แล้วทรงประชุมชาดก.
ครั้นจบสัจจธรรม ภิกษุกระสันตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล
ส่วนพระเจ้าพาราณสีในครั้งนั้น คือ เราตถาคต นี้แล. จบ อรรถกถาวิกัณณชาดกที่ ๓ -----------------------------------------------------