๓. สิคาลชาดก
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓ สิคาลชาตกํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๓. สิคาลชาดก ว่าด้วยพราหมณ์เชื่อสุนัข
สทฺทหาสิ สิคาลสฺส สุราปิตสฺส พฺราหฺมณ สิปฺปิกานํ สตํ นตฺถิ กุโต กํสสตา ทุเวติ ฯ สิคาลชาตกํ ตติยํ ฯ ---------
ดูกรพราหมณ์ ท่านเชื่อสุนัขผู้ดื่มสุราหรือ เพียง ๑๐๐ เบี้ยก็ไม่มี อย่าว่า ถึง ๒๐๐ กหาปณะเลย?จบ สิคาลชาดกที่ ๓.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑. เอกกนิบาต] ๑๒. หังสิวรรค ๕. อนุสาสิกชาดก (๑๑๕) ๓. สิงคาลชาดก (๑๑๓) ว่าด้วยพราหมณ์เชื่อสุนัขจิ้งจอก (รุกขเทวดาโพธิสัตว์ยืนอยู่ที่ค่าคบต้นไม้แล้วกล่าวว่า)
นี่พ่อพราหมณ์ ท่านเชื่อสุนัขจิ้งจอกที่ดื่มสุราหรือ คนมีศิลปะหาสัก ๑๐๐ กหาปณะยังไม่มี สุนัขจิ้งจอกที่ไหนจะมีถึง ๒๐๐ กหาปณะเล่าสิงคาลชาดกที่ ๓ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันมหาวิหาร ทรงปรารภพระเทวทัต ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า สทฺทหาสิ สิคาลสฺส ดังนี้ :-
ในสมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายประชุมกันในโรงธรรม นั่งสนทนากัน ถึงโทษของพระเทวทัตว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย พระเทวทัตชักชวนภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป ไปสู่คยาสีสประเทศ ให้ภิกษุเหล่านั้นยึดถือลัทธิของตนว่า พระสมณโคดมตรัสข้อใด ข้อนั้นมิใช่ธรรมเรากล่าวข้อใด ข้อนี้เท่านั้นเป็นธรรม ดังนี้แล้ว กระทำมุสาวาทอันถึงฐานะวิบัติ ทำลายสงฆ์ ทำอุโบสถสองครั้งในสีมาเดียวกัน.
พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร?เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นที่เทวทัตมักกล่าวมุสาวาทแม้ในกาลก่อน ก็เป็นผู้มีปกติกล่าวมุสาเหมือนกัน ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นรุกขเทวดา อยู่ข้างป่าช้า ในครั้งนั้น ในพระนครพาราณสีมีงานนักขัตฤกษ์ ครึกครื้นพวกมนุษย์คิดกันว่า พวกเราจะกระทำพลีกรรมแก่ยักษ์ แล้วจัดปลาและเนื้อเป็นต้นเรียงรายรินสุราเป็นอันมากใส่กระบาล ทั้งหลาย วางไว้ในที่นั้นๆ มีตรอกและทางแพร่งเป็นต้น.
กระบาล = กระเบื้อง, ฮินดูเรียก ปูรว่า = ถ้วยดินเผา
ครั้งนั้น หมาจิ้งจอกตัวหนึ่งเข้าไปสู่พระนครทางท่อระบายน้ำ ในเวลาเที่ยงคืน เคี้ยวกินปลาและเนื้อเป็นต้น ดื่มสุราแล้ว เข้าไปสู่ระหว่างกอบุนนาค นอนหลับไปจนอรุณขึ้นมันตื่นขึ้น เห็นสว่างแล้ว คิดว่า เราไม่อาจออกไปในเวลานี้ได้ แล้วไปที่ใกล้ทาง นอนซ่อนตัวอยู่ ถึงเห็นคนอื่นๆ ก็ไม่พูดอะไรๆ ต่อเห็นพราหมณ์ผู้หนึ่งกำลังเดินไปล้างหน้า ก็คิดว่าขึ้นชื่อว่าพราหมณ์แล้ว ย่อมเป็นผู้มีความโลภอยากได้ทรัพย์ เราต้องเอาทรัพย์ล่อพราหมณ์นี้ ทำให้แกสะพายเราออกจากเมืองให้จงได้ มันกล่าวด้วยภาษามนุษย์ว่า ท่านพราหมณ์. พราหมณ์หันกลับไป พูดว่า ใครเรียกเรา? มันตอบว่า ฉันเองท่านพราหมณ์ พราหมณ์ถามว่า เรียกเราทำไม? มันตอบว่า ท่านพราหมณ์ ฉันมีทรัพย์อยู่ ๒๐๐ กหาปณะ ถ้าท่านสามารถกระเดียดฉัน คลุมมิดชิดด้วยผ้าสะไบเฉียง ไม่ให้ใครๆ เห็น พาฉันออกจากเมืองได้ ฉันจักให้เหรียญกษาปณ์เหล่านั้นแก่ท่าน.
ด้วยความโลภอยากได้ทรัพย์ พราหมณ์จึงรับคำกระทำตามคำของมัน พาออกจากเมืองไปได้หน่อยหนึ่ง ลำดับนั้น หมาจิ้งจอกถามพราหมณ์ว่า ท่านพราหมณ์ ถึงไหนแล้ว? พราหมณ์ตอบว่า ถึงที่โน้นแล้ว. มันบอกว่า ไปต่อไปอีกหน่อยเถิด สุนัขจิ้งจอกพูดไปเรื่อยๆ อย่างนั้นจนลุถึงป่าช้าใหญ่ จึงบอกว่า วางเราลงที่นี่เถิด. ครั้นพราหมณ์ปล่อยมันลงแล้ว หมาจิ้งจอกบอกต่อไปว่า ท่านพราหมณ์ ถ้ากระนั้น ท่านจงปูผ้าสะไบเฉียงลงเถิด. พราหมณ์ก็ปูผ้าสะไบเฉียงของตนลง ด้วยความละโมบในทรัพย์ครั้งนั้น มันก็บอกแกว่า จงขุดโคนต้นไม้นี้เถิด ให้พราหมณ์ขุดดินลงไป พลางก็ขึ้นไปสู่ผ้าสะไบเฉียงของพราหมณ์ ถ่ายมูตร คูถลงไว้ ๕ แห่ง คือที่มุมทั้ง ๔ และตรงกลาง เช็ดเสียด้วย ทำให้เปียกด้วย แล้วโดดเข้าป่าช้าไป.
พระโพธิสัตว์สถิตเหนือค่าคบไม้ กล่าวคาถานี้ ความว่า :-
ดูก่อนพราหมณ์ ท่านเชื่อสุนัขผู้ดื่มสุราหรือ เพียงร้อยเบี้ยก็ไม่มี อย่าว่าถึง ๒๐๐ กหาปณะเลย ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สทฺทหาสิ แปลว่า หลงเชื่อ. อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะอย่างนี้แหละ แต่มีความว่า เชื่อถือ.
บทว่า สิปฺปิกานํ สตํ นตฺถิ ความว่า เพราะว่า เงินร้อยเบี้ยของมันก็ยังไม่มี.
บทว่า กุโต กํสสตา ทุเว ความว่า แล้วมันจะมีเงินสองร้อยกษาปณ์มาแต่ไหนเล่า?
พระโพธิสัตว์กล่าวคาถานี้ แล้วบอกว่า ไปเถิดพราหมณ์ จงไปซักผ้าของท่านเสีย อาบน้ำทำกิจของตนไปเถิด ดังนี้แล้วก็อันตรธานไป พราหมณ์ทำตามอย่างนั้น ถึงความโทมนัสว่า โธ่เอ๋ย เราถูกหมาจิ้งจอกตัวนี้ลวงเสียแล้วเดินหลีกไป.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า
หมาจิ้งจอกในครั้งนั้นได้มาเป็น พระเทวทัต
ส่วนรุกขเทวดาได้มาเป็น ตถาคต ฉะนี้แล. -----------------------------------------------------